Mag-log inขณะที่เหยาซานและเหยาซื่อกำลังจะเดินออกไปจากห้อง พลันมีร่างของสาวใช้อีกคนหนึ่งก้าวเข้ามา นางมีรูปร่างสมส่วน ท่าทางกระฉับกระเฉง และดวงตาที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล
คนผู้นั้นคือ เหยาปิง
เหยาปิงหยุดนิ่งทันทีเมื่อสายตาของนางกวาดไปเห็นผ้าห่มและสภาพเตียงนอนที่ดูไม่เรียบร้อย กลิ่นเหม็นอับที่คละคลุ้งไปทั่วห้อง นางหันกลับไปเผชิญหน้ากับสาวใช้ทั้งสองด้วยสีหน้าเกรี้ยวกราด
“เหยาซาน เหยาซื่อ พวกเจ้ากล้าดียังไง” เหยาปิงตวาดเสียงดัง “ข้าบอกให้พวกเจ้าเปลี่ยนที่ผ้าปูที่นอน และรอทำความสะอาดร่างกายของคุณหนูสี่ให้ดีก่อน ไม่ใช่ทำแค่ถูไถไปวัน ๆ แล้วปล่อยให้คุณหนูนอนจมสิ่งโสโครกของตนเองแบบนี้”
เหยาซานเบ้ปากอย่างไม่สะทกสะท้าน “เหยาปิง วันนี้เจ้าใจกล้าขึ้นนี่ พวกเราก็ทำตามหน้าที่แล้วไงเล่า คุณหนูสี่ก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว ไม่เห็นจะต่างอะไรกัน”
เหยาซื่อเองก็หัวเราะเยาะ “ใช่แล้ว คุณหนูสี่ไม่ได้รับรู้อะไรหรอก ไม่ต้องทำตัวเป็นคนดีมีคุณธรรมนักก็ได้ เจ้านายที่ไร้อนาคตแบบนี้ดูแลไปก็ไม่มีทางได้ดี”
เหยาปิงเดินเข้าไปหาเตียงด้วยสีหน้าเจ็บปวด นางมองดูสภาพของเหยาหลิงเจินด้วยความสงสาร ก่อนจะหันกลับไปมองเหยาซานและเหยาซื่อด้วยความโกรธ
“พวกเจ้าช่างไร้หัวใจ คุณหนูสี่ก็เป็นบุตรีของท่านโหว พวกเจ้าดูแลนางได้เลวร้ายถึงเพียงนี้ได้อย่างไร ดีล่ะ ข้าจะไปฟ้องฮูหยิน ดูซิว่าพวกเจ้ายังจะกล้าพูดแบบนี้อยู่หรือไม่” เหยาปิงกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว
เมื่อได้ยินคำขู่ของเหยาปิง เหยาซานกลับยิ้มเยาะอย่างเยือกเย็น
“ไปสิ ไปฟ้องเลย” เหยาซานไขว้แขนมองเหยาปิงตั้งแต่หัวจรดเท้า “แต่เจ้าคิดว่าฮูหยินจะเชื่อคำพูดของคนหัวเดียวกระเทียมลีบอย่างเจ้าหรือ ลืมไปแล้วสินะว่าพวกข้ามีสองคน หากเจ้ากล้าไปฟ้อง ข้ากับเหยาซื่อจะบอกฮูหยินว่า เจ้าต่างหากที่แอบรังแกคุณหนูสี่แล้วโยนความผิดให้พวกเรา เจ้ารู้ดีว่าคุณหนูสี่ไม่สามารถพูดหรือปกป้องเจ้าได้”
คำพูดของเหยาซานนั้นเต็มไปด้วยการข่มขู่ที่ชัดเจน เป็นการใช้สถานะ ‘คนเขลา’ ของเจ้านายเป็นเครื่องมือในการเอาเปรียบ
เหยาซื่อเสริมอย่างรวดเร็ว “จริง พวกข้าอยากทำเท่านี้แหละ เจ้าจะทำไม”
เหยาซานทำท่าเหมือนคิดบางอย่างออก นางมองเหยาปิงด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ “ถ้าเจ้าอยากให้คุณหนูสะอาดสะอานนัก เอาแบบนี้แล้วกัน ตั้งแต่นี้ต่อไป หน้าที่ดูแลคุณหนูสี่อย่างใกล้ชิดพวกข้ายกให้เจ้า อยากเป็นคนดีนักก็รับผิดชอบไปคนเดียวเลย”
พูดจบสาวใช้ทั้งสองก็หัวเราะ ก่อนสะบัดหน้าและเดินออกจากห้องไปอย่างถือดี ปล่อยให้เหยาปิงยืนตัวสั่นอยู่ข้างเตียงของเหยาหลิงเจินอย่างโดดเดี่ยว
หลิวรุ่ยหลินในร่างเหยาหลิงเจิน เฝ้าดูเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ
นี่คือสิ่งที่เหยาหลิงเจินตัวจริงต้องเผชิญมาตลอดใช่หรือไม่
ความโกรธแค้นแทนเจ้าของร่างเดิมพุ่งขึ้นมาอย่างท่วมท้น แม้จะเพิ่งเข้ามาอยู่ในร่างนี้ แต่นางก็รู้สึกผูกพันและโกรธแทนเจ้าของร่างที่ถูกทอดทิ้งอย่างน่าอับอายเช่นนี้
เหยาซาน เหยาซื่อ พวกเจ้าช่างกล้าหาญยิ่งนักที่ปฏิบัติกับสตรีผู้น่าสงสารคนหนี่งได้เลวทรามถึงเพียงนี้
หลิวรุ่ยหลินสงบจิตใจลงช้าๆ พร้อมกับความตั้งใจเด็ดเดี่ยวว่า เมื่อไหร่ที่ตนเองฟื้นฟูร่างกายและวรยุทธ์จนพร้อม นางจะต้องเล่นงานสาวใช้ทั้งสองอย่างสาสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหยาซานที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการละเลยและดูหมิ่นเจ้าของร่างถึงเพียงนี้
ขณะเดียวกันเหยาปิงก็ก้มลงทำความสะอาดร่างกายที่สกปรกของเหยาหลิงเจินด้วยความอ่อนโยนที่สุด นางเปลี่ยนเสื้อผ้า และผ้าปูที่นอนให้ใหม่ด้วยความอดทนและระมัดระวัง จากนั้นก็ไปนำโจ๊กธัญชีพชามใหม่มา นางไม่ลืมที่จะเป่าโจ๊กก่อนจะป้อนเข้าปากคุณหนูช้าๆ
“คุณหนูสี่ บ่าวขออภัยด้วยที่ช่วยท่านได้แค่นี้” เหยาปิงกระซิบเสียงแผ่วเบาด้วยความรู้สึกผิด
หลิวรุ่ยหลินรับรู้ถึงความจริงใจของสาวใช้ผู้นี้ นางจึงตัดสินใจว่า เหยาปิงจะต้องได้รับรางวัลตอบแทนอย่างงามสำหรับการกระทำที่มีคุณธรรมของนางอย่างแน่นอน
เมื่อถึงยามค่ำคืน ความมืดมิดและเงียบสงบของที่นี่เป็นเรื่องดีต่อหลิวรุ่ยหลิน
นางรอจนกระทั่งเหยาปิงและสาวใช้คนอื่นๆ หลับไปแล้ว นางจึงค่อยๆ ยันกายขึ้นจากเตียงอย่างช้าๆ ความปวดร้าวแล่นพล่านไปทั่วร่าง แต่จิตใจที่แข็งแกร่งนั้นไม่ยอมแพ้
นางนั่งขัดสมาธิบนเตียงอย่างยากลำบาก และเริ่มเดินพลังปราณขั้นแรกก่อน เพราะยามนี้กำลังภายในของนางเหมือนน้ำในทะเลสาบที่แห้งขอด การฟื้นฟูจึงต้องเริ่มต้นจากศูนย์ทีละน้อย
ในช่วงกลางวัน นางยังคงแสร้งทำเป็นนอนนิ่งๆ หรือบางครั้งก็ยิ้มเหม่อลอยไปมา บางคราก็ทำท่าเหมือนจะสื่อสาร เพื่อทำให้เหยาปิงและทุกคนในจวนคิดว่าคุณหนูสี่อาการดีขึ้น
แต่ในช่วงกลางคืน นางคือหลิวรุ่ยหลิน ผู้เริ่มต้นการฟื้นฟูครั้งสำคัญ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการลุกขึ้นมาทวงคืนความยุติธรรมให้กับเหยาหลิงเจิน
เวลาล่วงเลยผ่านไปหลายเดือน ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดพาความเย็นสบายมาสู่แคว้นบรรณาการ ต้นไม้ในจวนเว่ยอ๋องผลัดใบเป็นสีส้มทองกว้างใหญ่ ทว่าบรรยากาศภายในจวนกลับอบอวลไปด้วยความหวานชื่นและความตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนนั่นเพราะยามนี้ หลิวรุ่ยหลินได้คลอดบุตรสาวตัวน้อย แก้วตาดวงใจของจวนอ๋องออกมาอย่างปลอดภัยแล้วทารกน้อยผู้มีผิวขาวผ่องแก้มชมพูระเรื่อ นามว่า มู่ซินอี๋ นางมีดวงตากลมโตฉลาดเฉลียวเหมือนมารดา และมีรอยยิ้มพราวเสน่ห์เหมือนบิดาไม่มีผิดเพี้ยน ยามที่ชาวบ้านรู้ข่าวว่าพระชายาคลอดท่านหญิง ต่างก็พากันจัดงานฉลองทั่วทั้งเมือง พร้อมทั้งยกย่องว่าทารกน้อยผู้นี้คือ “กุมารีสวรรค์” ที่นำความมั่งคั่งและความสงบสุขมาสู่แคว้นทว่าเบื้องหลังหน้ากากอ๋องเสเพลผู้โชคดี ยามนี้มู่หย่งฉีได้เปลี่ยนสภาพกลายเป็น “บิดาเห่อลูก” ขั้นหนักชนิดที่ไม่มีใครคาดคิด“จิงจื่อ เบาเสียงหน่อย อี๋เอ๋อร์ตัวน้อยของข้าเพิ่งจะหลับไป”เสียงเข้มกระซิบดุของมู่หย่งฉีดังขึ้นภายในเรือนพัก เขากำลังนั่งอยู่ข้างตั่ง อุ้มทารกน้อยตัวนุ่มฟูไว้ในอ้อมแขนอย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าหากลงน้ำหนักมากไปเพียงนิด ร่างน้อยๆ นี้จะแตกสลายไปจิงจื่อถึงกับต
แดดในยามบ่ายของแคว้นเว่ยอบอุ่นกำลังดี สายลมพัดเอากลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาโชยผ่านกำแพงจวนเว่ยอ๋อง หากมองจากภายนอก จวนแห่งนี้ช่างดูสงบเงียบและเต็มไปด้วยบรรยากาศอันผ่อนคลาย ราวกับเป็นสถานที่พักผ่อนของบุคคลผู้ไร้ซึ่งความทะเยอทะยานโดยแท้และนั่นคือสิ่งที่คนภายนอกรับรู้…ณ หอสุราสดับลม หอสุราที่สูงที่สุดในเมืองหลวงของแคว้นบรรณาการบรรดาขุนนางและสายสืบจากเมืองหลวงที่แฝงตัวมาในคราบพ่อค้า ต่างพากันจับจองโต๊ะริมหน้าต่างชั้นสาม นั่งจิบชาพลางทอดสายตามองลงไปยังศาลาพักผ่อนริมน้ำนอกกำแพงจวนเว่ยอ๋อง ที่ซึ่งข้ามถนนไปเพียงเล็กน้อยก็มองเห็นได้อย่างชัดเจนที่นั่นปรากฏร่างของ เว่ยอ๋อง มู่หย่งฉี ในชุดผ้าไหมเนื้อดีสีฟ้าอ่อน หลวมกว้าง ร่างสูงโปร่งเอนกายทอดถอนใจอยู่บนตั่งยาวอย่างไม่แคร์สายตาชาวบ้าน ในมือถือพัดขนนกโบกไปมาอย่างเกียจคร้าน ข้างกายมีขันทีคนสนิทอย่างจิงจื่อ คอยพัดวีกระพือลมและป้อนผลไม้ให้อย่างเอาอกเอาใจ“เฮ้อ… ชีวิตช่างว่างเปล่าจริงหนอ” น้ำเสียงเกียจคร้านของมู่หย่งฉีดังลอยขึ้นมาตามลม “จิงจื่อ ให้คนยกสุราดอกท้อชั้นดีมาอีกสองไห วันนี้ข้าจะนอนฟังดนตรีให้สบายใจ”“พ่ะย่ะค่ะ” จิงจื่อขานรับเสียงดังฟังชัด พลา
หลังจากมู่หย่งฉีสั่งการให้บ่าวไพร่แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเอง เขาก็ประคองหลิวรุ่ยหลินกลับเข้าสู่ห้องนอนส่วนตัวอันกว้างขวางลึกเข้าไปในเรือนชั้นใน เพื่อหลีกหนีจากความวุ่นวายและเปิดอกคุยถึงวันข้างหน้าหลังจากนี้ภายในห้องนอนอันเงียบสงบ มู่หย่งฉีนั่งลงบนเตียงกว้างพลางดึงร่างของภรรยาเข้ามานั่งบนตักหนา เขาซบหน้าลงกับลาดไหล่บางลอบระบายลมหายใจยาวลึก ราวกับต้องการสลัดคราบของเว่ยอ๋องผู้แบกรับภาระหนักอึ้งในเมืองหลวงออกไปจนหมดสิ้น“เจินเจิน... เจ้าล่วงรู้เรื่องที่ข้าเสแสร้งแกล้งทำเป็นอ๋องเสเพลอันดับหนึ่งแล้วใช่หรือไม่” มู่หย่งฉีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงจัง“ข้ารู้มานานแล้ว” หลิวรุ่ยหลินพยักหน้ารับแผ่วเบา “ข้ารู้ว่าท่านเป็นคนฉลาดหลักแหลม มีความสามารถในการบริหารบ้านเมืองอย่างหาตัวจับยาก ทว่าที่ต้องแสร้งทำตัวเหลวแหลกไร้สาระ เที่ยวเตร่ไปวันๆ ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าไปพัวพันกับการแย่งชิงอำนาจอันโสมมในราชสำนัก เพื่อปกป้องชีวิตของตนเองและคนที่รัก”มู่หย่งฉียกยิ้มบาง แววตาเต็มไปด้วยความเลื่อมใสในความชาญฉลาดของสตรีในอ้อมกอด อ๋องหนุ่มกระชับอ้อมกอดพลางเอ่ยคำสัญญาสำคัญด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“สมกับเป็นภรร
เสียงล้อรถม้าบดไปตามพื้นถนนมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงอย่างมั่นคง ทัศนียภาพของขุนเขาและม่านหมอกแห่งสำนักอัสนีเมฆาค่อยๆ เลื่อนลับหายไปเบื้องหลัง บรรยากาศภายในรถม้าคันใหญ่ที่ถูกบุด้วยเบาะขนสัตว์หนานุ่มเต็มไปด้วยไออุ่นแห่งความหวานละมุนอย่างที่ไม่ได้เกิดขึ้นมานาน มู่หย่งฉีที่แม้ใบหน้าจะยังคงมีความซีดเซียวอยู่บ้างจากพิษบาดแผล ทว่าแววตาของเขาในยามนี้กลับส่องประกายระยิบระยับลึกซึ้ง แขนแกร่งโอบประคองร่างบางของหลิวรุ่ยหลินเอาไว้ในอ้อมอกราวกับกำลังกกกอดแก้วตาดวงใจอันแสนเปราะบาง“หย่งฉี ท่านประคองข้าแน่นเกินไปแล้ว ข้ามิใช่ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบเสียหน่อย บาดแผลของท่านเองก็ยังสมานตัวไม่ดี หากขยับแรงจะอักเสบเอาได้” หลิวรุ่ยหลินเอ่ยทัดทานเสียงเบา ใบหน้าหวานขึ้นสีระเรื่อเมื่อเขาคอยเอาแต่จัดแจงท่านั่ง ประคบประหงม และป้อนน้ำป้อนขนมนางไม่หยุดหย่อนตลอดทาง“ไม่ได้... เจินเจินของข้าลำบากตรากตรำ นั่งเฝ้าข้าที่เรือนโอสถจนร่างกายซูบเซียวไปถึงเพียงนี้ ข้าเป็นสามีย่อมต้องดูแลเจ้าให้ดี” มู่หย่งฉีกระซิบเสียงนุ่ม พลางก้มลงฝังจมูกโด่งสันลงบนแก้วนวลเนียนของภรรยาฟอดใหญ่อย่างแสนรัก “บาดแผลของข้าแค่นี้ไกลหัวใจนัก ได้ยาดีจากหมอ
วันต่อมาหลังจากอาการบาดเจ็บของมู่หย่งฉีเริ่มทรงตัวและพอจะขยับลุกนั่งได้บ้างโดยมีหลิวรุ่ยหลินคอยประคองดูแลอยู่ไม่ห่าง เว่ยอ๋องก็ตัดสินใจให้หวงเชียนเล่อไปเชิญตัวรองเจ้าสำนักเซี่ยมู่หยางเข้ามาพบภายในห้องรักษาหลัก เพื่อสะสางเรื่องราวทุกอย่างให้กระจ่างแจ้งและสมเกียรติครืด...บานประตูเลื่อนออกพร้อมกับร่างสูงสง่าในชุดไว้อาลัยสีขาวของเซี่ยมู่หยางที่ก้าวเข้ามา แววตาของรองเจ้าสำนักยามนี้ยังคงมีความหม่นแสงทว่ากลับดูสงบนิ่งและปล่อยวางขึ้นมาก ชายหนุ่มกวาดสายตามองคนทั้งสองบนเตียงรักษา ก่อนจะหยุดลงที่มู่หย่งฉี“เห็นท่านฟื้นขึ้นมาได้เช่นนี้ ข้าก็เบาใจ” เซี่ยมู่หยางเอ่ยเสียงเรียบ “บาดแผลของท่านเกิดจากคนของสำนักเรา ข้าย่อมต้องรับผิดชอบ”มู่หย่งฉียกยิ้มบาง ทว่าแววตาของอ๋องหนุ่มกลับเปี่ยมด้วยรังสีน่าเกรงขามอันสูงส่ง ชายหนุ่มขยับกายพิงหัวเตียง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าทรงอำนาจ “ท่านรองเจ้าสำนักเซี่ย เกรงใจไปแล้ว บาดแผลนี้เกิดจากกลุ่มกบฏและคนทรยศ หาใช่ความผิดของท่านไม่ อีกอย่าง... ยามนี้เรื่องราวคลี่คลายลงด้วยดี ข้าย่อมต้องขอบคุณท่านที่ช่วยปกป้องฮูหยินของข้าเอาไว้”คำว่า ‘ฮูหยินของข้า’ ทำเอาเซี่ยมู
เว่ยอ๋องมู่หย่งฉีหาได้สนใจคำเตือนของนาง ข้าวของเงินทองหรือแม้กระทั่งชีวิตของตนเองเขาก็มิได้นำพา ยามนี้ท่านอ๋องกระชับมือเรียวบางของภรรยาไว้แน่นหนา ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือเพียงเสี้ยววินาที นางจะอันตรธานหายไปดั่งภาพฝัน แววตาของอ๋องเสเพลอันดับหนึ่งยามนี้ไม่มีแววหยอกเย้าเหลืออยู่ มีเพียงความสำนึกผิดและความรักอันท่วมท้นที่กักเก็บไว้ไม่ไหวอีกต่อไป“เจินเจิน... ฟังข้าให้ดีนะ ข้าขอโทษ...” เว่ยอ๋องเอ่ย น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ดวงตาคมเริ่มแดงระเรื่อ “ความจริงแล้ว... ในตอนนั้นข้ากำลังจะสั่งปล่อยตัวเจ้าจากการกักบริเวณอยู่แล้ว ข้าหาได้ตั้งใจจะกักขังเจ้าไว้ชั่วชีวิตไม่”หลิวรุ่ยหลินชะงักไปเล็กน้อย หัวใจกระตุกวาบเมื่อได้ยินประโยคที่คาดไม่ถึงจากปากสามี น้ำตาที่พยายามสะกดกลั้นไว้จวนเจียนจะหยาดร่วง แต่เมื่อเห็นใบหน้าซีดเซียวของเขา นางจึงแสร้งทำเป็นดุเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหว“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะ ท่านบาดเจ็บอยู่นะ”“ไม่ได้ ข้าต้องบอกเจ้าเดี๋ยวนี้” เว่ยอ๋องสูดหายใจเข้าลึก ข่มกลั้นความเจ็บปวดในอกและเล่าความจริงที่ติดค้างอยู่ให้ฟังอย่างละเอียด “หลังจากข้าได้ฟังคำให้การจากเหล่าสาวใช้ และเรื่องราวใน
เหยาจิ้นทงได้ยินเช่นนั้น ก็ถามต่อเสียงเข้มดุจเสียงฟ้าผ่า “เหยาปิง! เจ้าปล่อยให้เกิดเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร แล้วทำไมถึงไม่รายงานเรื่องนี้ให้ฮูหยินทราบ”เหยาปิงคุกเข่าลงทันที “บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะท่านโหว วันนั้นคุณหนูบ่นว่ากระหายน้ำและอยากกินขนมดอกกุหลาบ บ่
สิ้นเสียงประกาศกร้าวของเว่ยอ๋อง บรรยากาศภายในตำหนักที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นชาพลันถูกแทรกซึมด้วยรังสีคุกคามบางอย่างที่เยือกเย็นและทรงอำนาจ ประตูตำหนักที่ปิดสนิทถูกผลักออกอย่างแรงโดยไม่มีการขานนามจากขันทีหน้าห้อง เป็นการประกาศฐานะของผู้มาเยือนว่าสูงส่งเพียงใด“เจ้าจะเอาใครนะหย่ง
หลิวรุ่ยหลินรู้ดีว่าคนตรงหน้าคือเชื้อพระวงศ์ระดับอ๋อง หากเหยาปิงเรียกองครักษ์เข้ามา เรื่องนี้จะกลายเป็นเรื่องใหญ่กระทบต่อชื่อเสียงของจวนโหว ทั้งยังจะทำให้นางถูกผู้คนจับตามอง ซึ่งอาจกระทบแผนการในการรวบรวมเบาะแสเกี่ยวกับการตายของนางในชาติก่อนเอาได้ และที่สำคัญที่สุด ตอนนี้นางก็ยังไ
แสงแดดยามสายสาดส่องลอดบานหน้าต่างไม้ฉลุลายเมฆามงคล เข้ามาภายในตำหนักส่วนตัวของเว่ยอ๋อง กลิ่นหอมจางๆ ของชาหลงจิ่งชั้นเลิศลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นกำยานไม้หอม บรรยากาศภายในตำหนักดูผ่อนคลาย ทว่าเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเหล่าคนสนิทที่เฝ้ารอคอยรายงานสำคัญมู่หย่งฉีในอาภรณ์สีม่วงเข้มปักลายพยัคฆ์คาบแก้ว







