“ท่านย่าเจ้าคะ แต่เรื่องที่หลานบอกนี้หลานอยากให้ท่านตรวจสอบแบบลับ ๆ ได้หรือไม่” มู่หลงเฟิงยังไม่อยากแหวกหญ้าให้งูตื่นเอ่ยออกมาอีกคำรบ ซึ่งมันก็ตรงเข้ากับสิ่งที่เจียงเหลียนจะทำอยู่พอดี
“ย่ารับปากเจ้า ย่าจะจัดการทุกอย่างให้เงียบเชียบที่สุด” เจียงเหลียนตบหลังมือหลานสาวเบา ๆ แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนแสงลงครู่หนึ่ง
“ส่วนเรื่องวันนั้น... เจ้าทำย่าเสียขวัญนัก ท่านหมอซ่งบอกว่าเจ้าธาตุไฟกำเริบจนสลบไป แต่ย่าไม่คิดว่าพอเจ้าตื่นขึ้นมาจะกลายเป็นเช่นนี้ได้”
มู่หลงเฟิงคลี่ยิ้มบาง ท่าทางไร้เดียงสาประดุจผ้าขาวที่ยังมิแปดเปื้อน
“หลานเพียงรู้สึกเหมือนหลับไปนานแสนนานเจ้าค่ะ ในฝันนั้นอากาศหนาวเหน็บนัก แต่พอเห็นหน้าท่านย่า หลานก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาทันที” นางเอ่ยพลางซบหน้าแนบกับอาภรณ์ของท่านย่าตามเดิม “ส่วนเรื่องสีผมหลานก็มิเข้าใจเหมือนกัน”
“ไม่เป็นไร เอาไว้ย่าจะให้คนไปตามหมอซ่งมาสอบถามดูอีกครั้ง” หญิงชราที่เห็นว่าอารมณ์ของหลานดีขึ้นเอ่ยเสียงนุ่ม “ย่าว่าตอนนี้เจ้าพักผ่อนเสียก่อนเถอะ”
“เจ้าค่ะ หลานจะเชื่อฟังท่านย่าทุกคำ” มู่หรงเฟิงตอบรับด้วยรอยยิ้มจนตาเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว
“เด็กดีของย่า” เจียงเหลียนอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นลูบเส้นผมนุ่มประดุจแพรไหมเบา ๆ เอ่ยอย่างเอ็นดูพร้อมรอยยิ้ม
คล้อยหลังหญิงชรากับมามาทั้งสอง บัดนี้ภายในห้องนอนของมู่หลงเฟิงก็กลับคืนสู่ความเงียบอีกครั้ง ในขณะที่ความอบอุ่นเมื่อครู่ยังคงอวลอยู่รอบตัว
ทว่าความรู้สึกนี้กลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่จงใจลงน้ำหนักให้ดูนุ่มนวลแต่กลับรวดเร็วจนสาวใช้ภายในเรือนของ มู่หลงเฟิงยังไม่ทันจะกล่าวรายงานถึงผู้มาเยือน พลันม่านลูกปัดหน้าประตูเรือนนอนก็ส่งเสียงกระทบกันเสียแล้ว
พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างระหงในชุดสีชมพูกลีบบัวที่ดูสะอาดตา ใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพรานั้นประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน กระนั้นกลับไปไม่ถึงดวงตา
“น้องสาม! เจ้าฟื้นแล้วหรือ ข้าเป็นห่วงเจ้ายิ่งนัก!” แต่แล้วถ้อยคำของนางที่เหลือกลับติดอยู่กลางลำคอเมื่อเห็นสีผมของมู่หลงเฟิงแม้ว่าจะได้ยินข่าวลือมาจากบ่าวด้านนอกแล้วก็ตาม แต่เมื่อมาเห็นด้วยตาตัวเองนางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตกใจก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นยินดีที่เห็นสภาพเช่นนี้ของคนตรงหน้า
ทว่า...
“น้องสาม” มู่หลงจูรีบถลาเข้ามาข้างเตียงแสดงสีหน้าว่าห่วงใยอย่างเต็มเปี่ยม “เหตุใดเส้นผมของเจ้าจึงเป็นเช่นนี้ได้” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความเศร้าระคนเห็นใจ
ในขณะที่นางกำลังจะเอื้อมมือมาจับมือเล็กของมู่หลงเฟิง คนบนเตียงกลับรีบสอดมือของตนเข้าไปในผ้าห่มบุขนเป็ดของตนเสียก่อน
“ข้าค่อนข้างหนาวเจ้าค่ะ” นางตอบเสียงเรียบ แม้ใบหน้าจะแสดงออกมาว่ารู้สึกผิดแต่สำหรับมู่หลงจู นางกลับรู้สึกผิดแปลกแต่นางก็ไม่รู้ว่าแปลกอย่างไร
“เช่นนั้นรึ ถ้าอย่างนั้นเจ้าควรให้บ่าวเติมเตาไฟในห้องอีกสักหน่อยนะ” ท่าทางแสร้งว่าห่วงใยของนางทำให้มู่หลงเฟิงพลันรู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาครามครัน
“ไม่จำเป็นเจ้าค่ะ” เด็กหญิงปฏิเสธ “พี่หญิงรอง นี่ท่านคงจะรีบมาหาข้าใช่หรือไม่เจ้าคะ”
“ก็ใช่นะสิ ข้าเป็นห่วงเจ้าแทบตาย” นางเอ่ยเสียงอ่อน ทั้งที่ภายในอกกำลังชิงชังญาติผู้นี้สุดประมาณ
“ถึงว่าแป้งบนใบหน้าของท่านจึงหลุดลอกออกเป็นแผ่นจนเห็นสีผิวเดิมเช่นนี้” มู่หลงเฟิงเอ่ยน้ำเสียงราวรู้สึกผิดคล้ายตัวเองเป็นต้นเหตุของเรื่องนี้
“จริงหรือ!” ท่าทางตกใจและพะวงเรื่องใบหน้าของตนทำให้มู่หลงเฟิงคิดอย่างหยามหยัน
‘จะอย่างไรนางก็แก่กว่าข้าปีเดียว แม้ว่าเมื่อเติบโตนางจะมากเล่ห์เพทุบายแล้วอย่างไร ตอนนี้นางก็ยังเป็นเพียงเด็ก แต่คนที่ข้าจะต้องระวังและต้องหาวิธีจัดการเสียก่อนก็คือ มู่หลงเพ่ย ต่างหาก
เพราะปีนี้หากข้าจำไม่ผิดท่านอาผู้นั้นจะส่งนางเข้าประกวดยอดบุปผางามซึ่งทำให้องค์ชายสามต้องตา ข้าต้องรีบตัดกำลังขององค์ชายสามและเด็ดปีกท่านอาจอมทะเยอทะยานภายใต้ใบหน้าของบัณฑิตจอมปลอมให้ได้’ มู่หลงเฟิงยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นเคืองจนทำให้นางต้องก้มหน้าลงเป็นการปกปิดแรงอารมณ์ของตน
แต่สำหรับมู่หลงจูนั้นนางกลับคิดไปว่ามู่หลงเฟิงคนนี้คงอับอายเรื่องเส้นผมที่ภาคภูมิใจมาตลอด นางจึงอดที่จะรู้สึกสมเพชขึ้นมาไม่ได้
“น้องเล็ก ถ้าเช่นนั้นขอข้าตัวก่อน” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีสภาพเช่นที่บ่าวเล่าลือ นางก็เริ่มกลับมากังวลกับใบหน้าของตัวเอง แม้ว่าใครจะบอกว่านางนั้นมีใบหน้างดงามหมดจดเกินกว่าเด็กอายุแปดขวบพึงมี
แต่เมื่อมองไปยังมู่หลงเฟิงที่บัดนี้มีเส้นผมสีเงินยวงทิ้งตัวสลวย ยิ่งขับเน้นให้ใบหน้าเยาว์วัยนั้นดูบริสุทธิ์ผุดผ่องดุจน้ำค้างแรกอรุณ ความงามที่เย็นเยียบและลึกลับนี้ก็ทำให้มู่หลงจูรู้สึกร้อนรุ่มในอก ความริษยาพุ่งพล่านขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ นางรู้ดีว่าหากปล่อยไว้ อีกไม่กี่ปีข้างหน้ามู่หลงเฟิงอาจจะงดงามโดดเด่นเสียยิ่งกว่าพี่สาวของนางที่ได้ขึ้นชื่อว่ายอดพธูอันดับหนึ่ง
“เจ้าเองก็รักษาตัวให้ดีเล่า” นางเอ่ยเสียงเบา พยายามระงับอารมณ์ที่ปั่นป่วนด้านใน ก่อนจะปัดความรู้สึกนี้ทิ้ง ‘หึ ผมเปลี่ยนสีเพียงชั่วคืนเช่นนี้คงไม่ใช่ลางดีอย่างแน่นอน’ นางคิดเข้าข้างตน ก่อนหมุนกายเดินจากไปอย่างรวดเร็วราวกับต้องการหลบหนีจากสายตาของมู่หลงเฟิงที่ดูเหมือนจะมองทะลุปรุโปร่งไปถึงก้นบึ้งของจิตใจ
เมื่อร่างของมู่หลงจูหายลับไปจากม่านลูกปัด มู่หลงเฟิงก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาสีเงินวาวโรจน์ด้วยเพลิงแห่งความมุ่งมั่น นางเหยียดยิ้มเย็นออกมาชนิดที่ใครมาเห็นคงจะต้องคิดว่าตัวเองตาฝาดเป็นแน่
“มู่หลงจู... เจ้าคงคิดว่าเส้นผมนี้คือความอัปมงคลสินะ แต่เจ้าหารู้ไม่ว่ามันคือเปลวเพลิงที่จะเผาผลาญความฝันของพวกเจ้าให้มอดไหม้ต่างหาก”
ความทรงจำจากชาติก่อนหลั่งไหลเข้ามาดุจน้ำหลาก ปีนี้นางอายุเจ็ดปี ส่วนมู่หลงเพ่ยพี่สาวของมู่หลงจูผ่านวัยปักปิ่นมาแล้ว อีกไม่กี่เดือนจะมีการจัดงาน ‘ยอดบุปผางาม’ ซึ่งเป็นเวทีที่มู่หลงเพ่ยใช้เปิดตัวอย่างสง่างามเพื่อหาคู่ครอง
จนองค์ชายสามจ้าวตงหยางที่มีมารดามาจากตระกูลกู้กับ ‘กู้เหยียนเซิง’ เกิดต้องตาต้องใจนางพร้อมกันจนนำไปสู่การร่วมมือกันทำลายล้างตระกูลมู่หลงสายหลักในที่สุดด้วยแรงสนับสนุนสำคัญจากคนผู้นั้น...
คนที่มีสายเลือดตระกูลมู่หลงอยู่ครึ่งหนึ่งซึ่งแท้จริงแล้วเรื่องเป็นมาอย่างไรมู่หลงเฟิงคงต้องคิดหาเหตุผลเอาเองว่าทำไมและเหตุใดบ้านสายรองผู้ทรยศถึงได้อยู่รอดโดยไม่โดนกำจัดไปด้วย
“ยอดพธูอันดับหนึ่งอย่างนั้นหรือ?” มู่หลงเฟิงพึมพำ น้ำเสียงราบเรียบทว่าแฝงรังสีฆ่าฟัน “ในเมื่อเจ้าอยากงามนัก ข้าก็จะทำให้เจ้างดงามจนไม่มีใครกล้าลืมเลือนไปชั่วชีวิต งามจนถึงขั้นต้องถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นยอดหญิงงามผู้ถูกขานนามจนมอดไหม้ดีหรือไม่!”
“คุณหนูว่าอะไรหรือเจ้าคะ” ชิงจูที่ได้ยินผู้เป็นนายกล่าวไม่ชัดเอ่ยถามอย่างกังขา
“ไม่มีอะไร เจ้าปักผ้าต่อไปเถอะฝีเข็มของเจ้านั้นหาผู้ใดเปรียบ โดยเฉพาะผ้าปักแบบสองหน้า” เมื่อผู้เป็นนายกล่าวชม บ่าวรุ่นเยาว์ผู้นี้ก็มีใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความอาย
“หากคุณหนูชอบบ่าวจะปักให้คุณหนูเจ้าค่ะ” นางรับคำเสียงใส
“ดีมาก ถ้าเช่นนั้นเจ้าช่วยปักลาย...” มู่หลงเฟิงกระซิบข้างหูนางเสียงเบา ทั้งนี้เพราะมีจุดมุ่งหมายบางอย่างนั่นเอง “เจ้าทำได้หรือไม่”
“ได้เจ้าค่ะ บ่าวจะทำให้สุดฝีมือเพื่อคุณหนู” ชิงจูพยักหน้ารับคำเสียงหนัก
“ขอบใจเจ้า” นางเอ่ยก่อนจะบ่ายหน้ามาทางบ่าวรับใช้อีกผู้หนึ่งซึ่งมีความสุขุมมากกว่าอีกสองคนรวมถึงนางยังมี วรยุทธิ์สามารถเอาตัวรอดได้หากไม่หนักหนาเกินตัว
“ไป๋เหอ... เจ้าจงไปที่โรงน้ำชาหยกอ่อน ไปตามหาคนที่ชื่อว่า ‘อาลิ่ว’ เขาเป็นคนแคระ หาไม่ยากหรอกเอาเงินไปไถ่ตัวเขามา”
“เจ้าค่ะ บ่าวจะรีบไปจัดการบัดเดี๋ยวนี้” แม้ว่าคำสั่งนี้จะทำให้บ่าวทั้งสามที่รับใช้อยู่ภายในเรือนต่างรู้สึกประหลาดใจ กระนั้นในเมื่อเป็นเรื่องของเจ้านายพวกนางจึงไม่มีใครถามให้มากความ
คล้อยหลังไป๋เหอจากไป เถาฮวาที่เห็นว่าคุณหนูค่อนข้างเหม่อลอยจึงได้เอ่ยชวนออกมาอย่างหวังดี
“คุณหนูเจ้าคะ พวกเราไปเดินเล่นกันดีหรือไม่” แต่หลังจากกล่าวออกไปนางก็แทบอยากจะกัดลิ้นตัวเอง เนื่องจากยามนี้เส้นผมของคุณหนูของตนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
แต่ก่อนที่มู่หลงเฟิงจะตอบรับ ก็ได้มีเสียงฝีเท้าด้านนอกดังขึ้นเสียก่อนพร้อมกับเสียงบ่าวรับใช้ทั่วไป
“เรียนคุณหนูท่านหมอซ่งมาเจ้าค่ะ”
“ให้ท่านเข้ามาได้” มู่หลงเฟิงตอบรับอย่างนุ่มนวล ด้วยรู้ดีว่านี่คือความเป็นห่วงจากผู้เป็นย่า
เมื่อม่านลูกปัดถูกเลิกขึ้นอีกครั้ง ท่านหมอซ่งผู้มีวัยล่วงเลยเลขห้าไปไม่กี่ปี ทว่าใบหน้ายังคงดูใจดีและสงบนิ่งก็ก้าวเข้ามาในห้อง เขาคือศิษย์สายตรงที่ได้รับความไว้วางใจจากตระกูลเฉินซึ่งเป็นตระกูลเดิมของมารดามู่หลงเฟิง ความสัมพันธ์นี้จึงลึกซึ้งกว่าหมอกับคนไข้ทั่วไป เพราะเขาคือหนึ่งในไม่กี่คนที่เห็นมู่หลงเฟิงมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นทารกหายใจรวยริน
แต่แล้วท่านก็ชะงักฝีเท้าทันทีที่เห็นเรือนผมสีเงินยวงสะท้อนแสงแดดของเด็กหญิงบนเตียงกว้าง ดวงตาของเจ้าตัวเบิกขึ้นด้วยความพิศวง มือที่ถือย่ามยาถึงกับสั่นสะท้านไปชั่วขณะ
“คุณหนูสาม... นี่มัน...”
“ท่านหมอซ่ง ท่านมาแล้ว” มู่หลงเฟิงเอ่ยทักด้วยรอยยิ้มที่ดูอ่อนโยน แววตาใสกระจ่างประดุจน้ำค้างยามเช้าต้องแสงแดด จึงทำให้ท่านหมอผู้นี้เกิดความสงสารระคนเอ็นดูไปพร้อมกัน
เขาจึงรีบเดินเข้ามาตรวจร่างกายนางอย่างกังวล เมื่อปลายนิ้ววางลงบนข้อมือเล็กบางของเด็กหญิง ซ่งจินพลันขมวดคิ้วมุ่นด้วยความงุนงง ชีพจรที่เคยอ่อนเปลี้ยจนน่ากังวล บัดนี้กลับเต้นเป็นจังหวะหนักแน่น มีพลังแฝงเร้นที่เข้มข้นจนผิดวิสัยของมนุษย์ทั่วไป ราวกับมีกระแสความร้อนบางอย่างหล่อเลี้ยงเส้นลมปราณของนางไว้