공유

บทที่ 3

ในขณะที่นางกำลังพิจารณารอยปานสีชาดที่เพิ่งปรากฏออกมาอยู่นั้น เสียงฝีเท้าเร่งร้อนและสับสนก็ดังใกล้เข้ามาถึงหน้าเรือนนอน มู่หลงเฟิงรีบดึงอาภรณ์ขึ้นปกปิดไหล่นวลเนียนอย่างรวดเร็ว

“เจ้าทั้งสองห้ามบอกใครเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด” นางสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดแสดงถึงน้ำหนักของเรื่อง

“เจ้าค่ะคุณหนู” ทั้งชิงจูและเถาฮวาต่างเอ่ยรับคำพร้อมกัน แม้ว่าบ่าวรุ่นเยาว์ทั้งคู่จะยังคงตัวสั่นจากสิ่งที่เห็นก่อนหน้าก็ตามพร้อมกับคิดว่า

‘ดูเหมือนว่าคุณหนูของพวกตนจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว แต่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าควรเริ่มจากตรงไหน’

“ดี” กล่าวจบมู่หลงเฟิงก็หันไปทางประตูด้วยท่วงท่าสงบนิ่งทว่าเปี่ยมไปด้วยสง่าราศีผิดจากเด็กน้อยอายุเพียงเท่านี้

“เฟิงเอ๋อร์!” เสียงเรียกคุ้นเคยทว่าแฝงความร้อนรนดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของฮูหยินผู้เฒ่าเจียงที่เดินนำกึ่งวิ่งเข้ามาในห้อง โดยมีฉินมามา เว่ยมามา และไป๋เหอติดตามมาไม่ห่างกาย

ทันทีเมื่อเจียงเหลียนก้าวเท้าผ่านม่านลูกปัดมาได้ สายตาของนางพลันหยุดชะงักอยู่กับเส้นผมของหลานสาวที่กำลังนั่งอยู่บนเตียง

ร่างเล็กจิ้มลิ้มนั้นยังคงดูเหมือนเดิม ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของคนชราแทบจะหยุดเต้นคือเรือนผมที่ยาวสลวย... มันไม่ใช่สีดำสนิทดุจหมึกดังเช่นวันวาน แต่กลับกลายเป็นสีเงินยวง

“ผม... ผมของเจ้า” นางอุทานเสียงพร่า มือที่สั่นเทายกขึ้นลูบไล้ที่หน้าอกราวกับจะยืนยันว่าหัวใจของตนยังคงเต้นอยู่ ภาพตรงหน้าซ้อนทับกับคำพยากรณ์ที่นางเก็บงำมานานนับปี

‘เกศาเงินเชิดชู... กู้ตระกูลหลังวอดวาย’

“เกศาเงิน” นางพึมพำเสียงแหบพร่าประหนึ่งดั่งใบไม้แห้งต้องลมหนาว

“ท่านย่า!” เสียงเล็กใสสะท้อนความโหยหาที่อัดอั้นมานานนับชาติภพ มู่หลงเฟิงลืมสิ้นซึ่งฐานะ ‘คุณหนูสาม’ ผู้แสนสำรวม นางลืมแม้กระทั่งว่าร่างกายนี้เพิ่งจะผ่านพ้นวิกฤตความตายมาเพียงชั่วน้ำเดือด ร่างเล็กค่อนข้างผอมบาง... ถลาลงจากเตียงนอนหลังใหญ่อย่างไม่กริ่งเกรงว่าจะเสียกิริยาหรือล้มคะมำ

“คุณหนู! ระวังเจ้าค่ะ!” เสียงอุทานของสาวใช้ทั้งสามดังขึ้นแทบจะพร้อมกัน ทว่ากลับไม่อาจหยุดยั้งหัวใจที่ทะยานออกไปหาหญิงชราของเด็กหญิงได้

มู่หลงเฟิงวิ่งเข้าหาเจียงเหลียนจนกระทบเข้ากับลำตัวของนางก่อนจะโอบกอดเอวหนาตามวัยของท่านเอาไว้แน่น ซบใบหน้าขาวนวลลงกับอาภรณ์หรูหราที่กรุ่นไปด้วยกลิ่นไม้หอมหวนแสนคุ้นเคย กลิ่นที่นางเคยโหยหาจนแทบขาดใจยามที่ถูกคุมขังอยู่ในห้องรกร้างว่างเปล่าของจวนอัครเสนาบดีชั่วในชาติก่อน

“หลานอกตัญญูยิ่งท่านย่า” นางละล่ำละลักพร้อมกับน้ำหูน้ำตาแทบฟังไม่ได้ศัพท์... “หลานกลับมาแล้วเจ้าค่ะ ท่านย่า หลานกลับมาแล้ว!” กล่าวไปพลางนางก็ร้องไห้ปานจะขาดใจ โดยที่ไม่รู้เลยว่านางพูดในสิ่งที่ทำให้ผู้เป็นย่ากำลังตกใจระคนสั่นไหวอย่างรุนแรงในอกตน

‘นางหมายถึงเรื่องอันใด กลับมาอย่างนั้นหรือ นี่มันคือเรื่องอะไรกันแน่’ ทว่าในตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาอันเหมาะสมในการสืบหาเรื่องราวเนื่องจากหลานสาวของนางคนนี้ที่มักจะไม่กล้าเข้าใกล้ตนกำลังร่ำไห้อย่างน่าสงสารเสียจนชวนให้นางและผู้พบเห็นพากันปวดใจตาม

หยาดน้ำตาหยดใสของเด็กหญิงยังคงร่วงเผาะจนเปียกชุ่มอาภรณ์ของหญิงชรา บัดนี้นางไม่ได้มีเพียงความดีใจอย่างเดียว แต่มันอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกผิดมหาศาลอย่างท่วมท้นอีกด้วย

ในชาติก่อน... นางจำได้ติดตาว่าหญิงชราตรงหน้าผู้นี้พยายามขัดขวางการแต่งงานของนางกับกู้เหยียนเซิงจนถึงที่สุด เจียงเหลียนคุกเข่าอ้อนวอนขอต่อพระพักตร์ฮ่องเต้จนล้มป่วย ทว่ามู่หลงเฟิงในยามนั้นกลับมองนางว่าเป็นเพียงคนแก่คร่ำครึ ขัดขวางความรักอันบริสุทธิ์ของตัวเองตามการยุยงของ ‘ผู้หวังดี’

กระทั่งในวันที่จวนแม่ทัพถูกย้อมด้วยสีเลือด ท่านย่าผู้นี้กลับยอมกระโดดเข้ากองเพลิงเพื่อรักษาป้ายวิญญาณบรรพชนและสมบัติส่วนตัวที่ตั้งใจจะยกให้นางเป็นสินเดิม... ตายไปพร้อมกับความผิดหวังในตัวหลานสาวที่นางรักสุดหัวใจ

“เฟิงเอ๋อร์... เด็กดีของย่า เจ้าอย่าร้อง” เจียงเหลียนที่ยามปกติเคร่งครัดจนคนยำเกรง บัดนี้กลับมือสั่นเทา นางประคองศีรษะที่มีเรือนผมสีเงินแปลกตานั้นอย่างทะนุถนอม น้ำตาไหลรินอาบแก้มที่เหี่ยวย่น

“ย่าอยู่นี่แล้ว... ไม่ว่าเจ้าจะกลายเป็นอย่างไร ย่าจะไม่มีวันทิ้งเจ้า”

มู่หลงเฟิงยิ่งสะอื้นจนตัวโยน ร่างเล็กสั่นสะท้านอยู่ในอ้อมกอดที่อบอุ่นที่สุดในใต้หล้า แววตาของนางที่ซุกซ่อนอยู่กับเอวของท่านฉายแววเด็ดเดี่ยวท่ามกลางหยาดน้ำตา

‘ชาติก่อนหลานเป็นคนเผาจวนนี้ด้วยความโง่เขลา... แต่ชาตินี้ ต่อให้ต้องแลกด้วยวิญญาณ หลานจะปกป้องรังแห่งนี้ ปกป้องท่านย่าและทุกคนไว้ด้วยชีวิต!’

บรรยากาศในห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงสะอื้นไห้อันบีบหัวใจของเด็กหญิงตัวน้อยที่ดังก้องไปถึงขั้วหัวใจของผู้ที่ได้ยิน บ่าวที่ตามมาต่างพากันปาดน้ำตา แม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดคุณหนูน้อยจึงโศกเศร้าถึงเพียงนี้ก็ตาม

แม้แต่เว่ยมามาที่เข้มงวดที่สุดยังต้องหันหน้าหนีเพื่อกั้นเสียงสะอื้นในลำคอ ไม่มีใครรู้เลยว่าภายใต้ร่างของเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบที่กำลังร่ำไห้อยู่นั้น คือพญาหงส์ที่ผ่านการถูกเผาไหม้ดับสูญจากเถ้าถ่านมาก่อน

เวลาผ่านไปยาวนานนับครึ่งก้านธูป... ในที่สุดมู่หลงเฟิงก็ถอนสะอื้นไห้ คงเหลือเพียงดวงตาแดงก่ำฉ่ำน้ำประดุจกระต่ายตัดกับผมสีเงินยวงของนางยิ่งทำให้ใจคนมองอ่อนยวบอย่างสงสารระคนเอ็นดู

เจียงเหลียนประคองใบหน้าหลานสาวขึ้นมาอย่างเบามือ นิ้วหัวแม่มือที่สากระคายตามวัยเกลี่ยเช็ดหยาดน้ำตาบนแก้มเนียนอย่างรักใคร่ สายตาของหญิงชราจดจ้องที่เรือนผมสีแปลกตาด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยาย แต่อารมณ์โหยหาที่มู่หลงเฟิงแสดงออกมาเมื่อครู่นั้นกลับเป็นสิ่งที่สั่นคลอนความเยือกเย็นของนางจนหมดสิ้น

“เฟิงเอ๋อร์... เจ้าไปพบเจอสิ่งใดมาในห้วงฝันกันแน่ เหตุใดจึงได้โศกเศร้าประหนึ่งจากลากันไปนานแสนนานเพียงนี้” เจียงเหลียนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าปกติหลายส่วน

มู่หลงเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามปรับจังหวะหัวใจให้คงที่ แม้อกจะยังกระเพื่อมไหวแต่แววตาของนางกลับเริ่มทอประกายเด็ดเดี่ยว นางผละออกจากการสวมกอดเพียงเล็กน้อยเพื่อสบตากับท่านย่าให้ชัดเจนขึ้น

“ท่านย่า... หลานเพียงแต่ฝันร้าย ฝันร้ายที่ดูราวกับความจริงจนน่ากลัวเจ้าค่ะ” เสียงของนางสั่นพร่า ทว่าประโยคถัดมากลับหนักแน่นขึ้น “ในฝันนั้นหลานเห็นบ้านเมืองลุกเป็นไฟ เห็นคนชั่วร้ายสวมหน้ากากบัณฑิตเข้ามาหยิบฉวยทุกอย่างไปจากเรา หลานกลัว... กลัวว่าจะไม่ได้กลับมาเห็นหน้าท่านย่าอีก”

นางจงใจไม่เอ่ยชื่อกู้เหยียนเซิงในยามนี้ เพราะรู้ดีว่าตัวนางในวัยเจ็ดปีไม่ควรจะรู้จักมักจี่กับบุรุษภายนอกถึงขั้นนั้น ทว่าคำว่า ‘หน้ากากบัณฑิต’ ก็เพียงพอจะทำให้หญิงชราผู้ผ่านโลกมามากอย่างเจียงเหลียนเริ่มขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิด

“เด็กโง่ มันเป็นเพียงฝันร้ายเท่านั้น” เจียงเหลียนปลอบ ทว่าในใจกลับนึกถึงคำพยากรณ์ ‘กู้ตระกูลหลังวอดวาย’ ที่เพิ่งจะสอดคล้องกับเหตุการณ์เกศาเงินในวันนี้อย่างประหลาด

มู่หลงเฟิงไม่ได้โต้ตอบ แต่ในใจนางกลับเริ่มร่างแผนการถัดไปอย่างรวดเร็ว นางกวาดสายตาผ่านม่านน้ำตาที่ยังหลงเหลืออยู่ มองไปยังฉินมามาและเว่ยมามาที่ยืนรอคำสั่งท่านย่าของตนอยู่เบื้องหลัง ก่อนที่ความคิดหนึ่งจะปรากฎขึ้นในหัว ‘หอสดับวายุ’ และการโยกย้ายทรัพย์สินในห้องสมบัติเริ่มแจ่มชัดขึ้นในมโนสำนึกด้วยทักษะจากชินอ๋องตงฟางอวี่

นางจำได้ว่าในช่วงปีนี้ ทั้งท่านปู่ ท่านพ่อ และพี่ชายของนางรวมถึงท่านแม่ใหญ่ แม่รองต่างกำลังวุ่นอยู่กับศึกทางทิศอุดร ทำให้บ้านสายรองแอบเข้ามามีบทบาทในจวนมากขึ้น ชาตินี้นางจะไม่รอให้เพลิงไหม้ก่อนจึงค่อยหาทางหนี แต่นางจะเริ่ม ‘ทำความสะอาด’ จวนแม่ทัพเสียตั้งแต่ตอนนี้

“ท่านย่าเจ้าคะ” มู่หลงเฟิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย มันคือความนิ่งสงบที่เกินวัยจนคนรอบข้างสัมผัสได้ “เพื่อความสบายใจของหลาน... หลานอยากให้ท่านย่าช่วยตรวจสอบรายชื่อข้ารับใช้และตรวจตราห้องเก็บสมบัติของจวนให้ถี่ถ้วนได้ไหมเจ้าคะ หลานเกรงว่าสิ่งที่เห็นในฝัน... อาจจะเป็นคำเตือนจากบรรพชน”

เจียงเหลียนชะงักไปครู่หนึ่ง นางมองสำรวจหลานสาวที่บัดนี้มีเกศาเงินยวงตัดกับดวงตาที่แดงก่ำฉ่ำน้ำราวกับกระต่ายตัวน้อยแม้จะดูบอบบางแต่ก็มีความดื้อรั้นอยู่ในทีอย่างพิจารณา

เพราะคำพูดที่ออกจากปากของนางนั้นกลับดูมีเงื่อนงำและลุ่มลึกอย่างน่าประหลาด หญิงชราเริ่มตระหนักว่าปาฏิหาริย์ในวันนี้มิได้เปลี่ยนเพียงสีผมของหลานสาวเท่านั้น แต่มันอาจจะเปลี่ยน ‘ดวงจิต’ ของนางให้กลายเป็นคนใหม่ที่ตระกูลมู่หลงกำลังต้องการอย่างที่สุดอีกด้วย

“ได้... ย่ารับปากเจ้า” เจียงเหลียนตอบพลางกระชับมือเล็กนั้นไว้ “ใครก็ตามที่คิดร้ายต่อจวนแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน ย่าจะลากคอพวกมันออกมาเอง!”

มู่หลงเฟิงคลี่ยิ้มกว้างออกมาเมื่อได้ยินคำพูดนี้ “ขอบคุณท่านย่าที่เชื่อหลานเจ้าค่ะ” นางเอ่ยเสียงหวานคล้อยออดอ้อนผิดวิสัยตน กระทั่งบ่าวรับใช้ที่ได้เห็นยังต้องตกใจ

‘แต่ว่าเป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว คุณหนูเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของฮูหยิน ดังนั้นสนิทกับฮูหยินให้มากหน่อยจึงจะเป็นเรื่องดี มิใช่จะเอาแต่วิ่งไปเรือนรอง... ไปหาหญิงอสรพิษจำศีลผู้นั้น’ ทั้งฉินมามาและเว่ยมามาต่างก็คิดเห็นเหมือนกันไม่มีผิด

이 작품을 무료로 읽으실 수 있습니다
QR 코드를 스캔하여 앱을 다운로드하세요

최신 챕터

  • ปักษาคืนรัง    บทที่ 190

    เซียวจั้นเทียนประคองร่างระหงของมู่หลงเฟิงลงจากหลังม้าอย่างทะนุถนอม ก่อนจะทรุดกายลงนั่งเคียงข้างนางบนผืนทรายอันอบอุ่น ลำแขนแกร่งรวบกอดโอบกระชับเอวบางของภรรยาคู่ชีวิตเข้าหาแผ่นอกกว้างอันตึงแน่นของตนแน่นหนาดั่งเช่นครั้งอดีตมู่หลงเฟิงเอนกายพิงแผงอกกว้างของสามีอย่างผ่อนคลาย ดวงตาคู่งามทอดมองผืนทะเลสาบเบ

  • ปักษาคืนรัง    บทที่ 189

    ท่ามกลางทัศนียภาพอันกว้างใหญ่ไพศาลของผืนทรายสีทอง แสงแดดยามเย็นทอสาดส่องกระทบเม็ดทรายนับล้านเม็ดจนก่อเกิด เป็นประกายระยิบระยับราวกับเกล็ดทองคำ ได้มีม้าศึกตัวโตสองตัวเยื้องย่างเคียงคู่กันไปตามสันทรายอย่างเนิบนาบสองคนนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากมู่หลงเฟิงและเซียวจั้นเทียนในชุดคลุมยาวสีดำ แม้กาลเวลาจะผ่

  • ปักษาคืนรัง    บทที่ 188

    ท่ามกลางเสียงร่ำไห้ภายในจวนกั๋วกง... กลิ่นอายความโศกเศร้าแผ่ซ่านตลบอบอวลไปทั่วทุกหนแห่ง วันเวลาผันผ่านไปนานหลายปี แผ่นดินชุนเทียนและแคว้นจิ่วเซียวเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด ทว่าสัจธรรมแห่งโลกย่อมมิมีผู้ใดหนีพ้นยามนี้มู่หลงหยาง อดีตท่านกั๋วกงผู้รับช่วงต่อมาจากบิดาได้นอนสงบนิ่งอยู่บนเตียงไม้หอม ลมหายใจข

  • ปักษาคืนรัง    บทที่ 187

    “เหอะ! ในเมื่อเจ้าคิดว่าลุงสามของเจ้าดีเลิศประเสริฐศรีถึงเพียงนั้น เหตุใดเจ้ามิอยู่เสียที่นั่นไปเลยเล่า?”เมื่อเห็นเสด็จพ่อเริ่มเปลี่ยนสีหน้าเป็นดุดันเอาจริง เจ้าตัวแสบน้อยมู่อันผู้กะล่อนปลิ้นปล้อนและกุมศาสตร์การเอาตัวรอดขั้นสูง พลันเปลี่ยนท่าทีในพริบตา!สองแขนอวบสั้นรีบไขว่คว้าโอบรอบลำคอแกร่งของผู้

  • ปักษาคืนรัง    บทที่ 186

    กาลเวลาผันผ่านไปราวกับสายน้ำ... เจ็ดปีผ่านไปอย่างรวดเร็วเบื้องหลังผืนแผ่นดินแคว้นจิ่วเซียวอันกว้างขวางและรุ่งเรือง ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นภายในวังอ๋องแห่งจิ่วเซียว ยามเมื่อเซียวจั้นเทียนบุรุษหนุ่มผู้เย็นชาขี้แกล้งในวันวาน บัดนี้ได้สืบทอดบัลลังก์ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็น ‘ท่านอ๋องแห่งจิ่วเซียว’ อย

  • ปักษาคืนรัง    บทที่ 185

    “ขอบพระทัยองค์หญิงใหญ่พ่ะย่ะค่ะ! หากพระองค์มิเป็นอันใดแล้ว กระหม่อมขอตัวกลับไปคุมลานฝึกฝ่ายบู๊ต่อพ่ะย่ะค่ะ!” กล่าวจบเจ้าตัวก็ลุกขึ้นยืน ประสานมือคารวะอีกครา จากนั้นก็หันหลังเดินอย่างองอาจกลับเข้าลานฝึกไปหน้าตาเฉย ทิ้งให้องค์หญิงใหญ่ยืนอ้าปากค้างอยู่ตรงนั้นเพียงลำพังนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา... ปฏิ

더보기
좋은 소설을 무료로 찾아 읽어보세요
GoodNovel 앱에서 수많은 인기 소설을 무료로 즐기세요! 마음에 드는 작품을 다운로드하고, 언제 어디서나 편하게 읽을 수 있습니다
앱에서 작품을 무료로 읽어보세요
앱에서 읽으려면 QR 코드를 스캔하세요.
DMCA.com Protection Status