ในขณะที่นางกำลังพิจารณารอยปานสีชาดที่เพิ่งปรากฏออกมาอยู่นั้น เสียงฝีเท้าเร่งร้อนและสับสนก็ดังใกล้เข้ามาถึงหน้าเรือนนอน มู่หลงเฟิงรีบดึงอาภรณ์ขึ้นปกปิดไหล่นวลเนียนอย่างรวดเร็ว
“เจ้าทั้งสองห้ามบอกใครเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด” นางสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดแสดงถึงน้ำหนักของเรื่อง
“เจ้าค่ะคุณหนู” ทั้งชิงจูและเถาฮวาต่างเอ่ยรับคำพร้อมกัน แม้ว่าบ่าวรุ่นเยาว์ทั้งคู่จะยังคงตัวสั่นจากสิ่งที่เห็นก่อนหน้าก็ตามพร้อมกับคิดว่า
‘ดูเหมือนว่าคุณหนูของพวกตนจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว แต่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าควรเริ่มจากตรงไหน’
“ดี” กล่าวจบมู่หลงเฟิงก็หันไปทางประตูด้วยท่วงท่าสงบนิ่งทว่าเปี่ยมไปด้วยสง่าราศีผิดจากเด็กน้อยอายุเพียงเท่านี้
“เฟิงเอ๋อร์!” เสียงเรียกคุ้นเคยทว่าแฝงความร้อนรนดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของฮูหยินผู้เฒ่าเจียงที่เดินนำกึ่งวิ่งเข้ามาในห้อง โดยมีฉินมามา เว่ยมามา และไป๋เหอติดตามมาไม่ห่างกาย
ทันทีเมื่อเจียงเหลียนก้าวเท้าผ่านม่านลูกปัดมาได้ สายตาของนางพลันหยุดชะงักอยู่กับเส้นผมของหลานสาวที่กำลังนั่งอยู่บนเตียง
ร่างเล็กจิ้มลิ้มนั้นยังคงดูเหมือนเดิม ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของคนชราแทบจะหยุดเต้นคือเรือนผมที่ยาวสลวย... มันไม่ใช่สีดำสนิทดุจหมึกดังเช่นวันวาน แต่กลับกลายเป็นสีเงินยวง
“ผม... ผมของเจ้า” นางอุทานเสียงพร่า มือที่สั่นเทายกขึ้นลูบไล้ที่หน้าอกราวกับจะยืนยันว่าหัวใจของตนยังคงเต้นอยู่ ภาพตรงหน้าซ้อนทับกับคำพยากรณ์ที่นางเก็บงำมานานนับปี
‘เกศาเงินเชิดชู... กู้ตระกูลหลังวอดวาย’
“เกศาเงิน” นางพึมพำเสียงแหบพร่าประหนึ่งดั่งใบไม้แห้งต้องลมหนาว
“ท่านย่า!” เสียงเล็กใสสะท้อนความโหยหาที่อัดอั้นมานานนับชาติภพ มู่หลงเฟิงลืมสิ้นซึ่งฐานะ ‘คุณหนูสาม’ ผู้แสนสำรวม นางลืมแม้กระทั่งว่าร่างกายนี้เพิ่งจะผ่านพ้นวิกฤตความตายมาเพียงชั่วน้ำเดือด ร่างเล็กค่อนข้างผอมบาง... ถลาลงจากเตียงนอนหลังใหญ่อย่างไม่กริ่งเกรงว่าจะเสียกิริยาหรือล้มคะมำ
“คุณหนู! ระวังเจ้าค่ะ!” เสียงอุทานของสาวใช้ทั้งสามดังขึ้นแทบจะพร้อมกัน ทว่ากลับไม่อาจหยุดยั้งหัวใจที่ทะยานออกไปหาหญิงชราของเด็กหญิงได้
มู่หลงเฟิงวิ่งเข้าหาเจียงเหลียนจนกระทบเข้ากับลำตัวของนางก่อนจะโอบกอดเอวหนาตามวัยของท่านเอาไว้แน่น ซบใบหน้าขาวนวลลงกับอาภรณ์หรูหราที่กรุ่นไปด้วยกลิ่นไม้หอมหวนแสนคุ้นเคย กลิ่นที่นางเคยโหยหาจนแทบขาดใจยามที่ถูกคุมขังอยู่ในห้องรกร้างว่างเปล่าของจวนอัครเสนาบดีชั่วในชาติก่อน
“หลานอกตัญญูยิ่งท่านย่า” นางละล่ำละลักพร้อมกับน้ำหูน้ำตาแทบฟังไม่ได้ศัพท์... “หลานกลับมาแล้วเจ้าค่ะ ท่านย่า หลานกลับมาแล้ว!” กล่าวไปพลางนางก็ร้องไห้ปานจะขาดใจ โดยที่ไม่รู้เลยว่านางพูดในสิ่งที่ทำให้ผู้เป็นย่ากำลังตกใจระคนสั่นไหวอย่างรุนแรงในอกตน
‘นางหมายถึงเรื่องอันใด กลับมาอย่างนั้นหรือ นี่มันคือเรื่องอะไรกันแน่’ ทว่าในตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาอันเหมาะสมในการสืบหาเรื่องราวเนื่องจากหลานสาวของนางคนนี้ที่มักจะไม่กล้าเข้าใกล้ตนกำลังร่ำไห้อย่างน่าสงสารเสียจนชวนให้นางและผู้พบเห็นพากันปวดใจตาม
หยาดน้ำตาหยดใสของเด็กหญิงยังคงร่วงเผาะจนเปียกชุ่มอาภรณ์ของหญิงชรา บัดนี้นางไม่ได้มีเพียงความดีใจอย่างเดียว แต่มันอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกผิดมหาศาลอย่างท่วมท้นอีกด้วย
ในชาติก่อน... นางจำได้ติดตาว่าหญิงชราตรงหน้าผู้นี้พยายามขัดขวางการแต่งงานของนางกับกู้เหยียนเซิงจนถึงที่สุด เจียงเหลียนคุกเข่าอ้อนวอนขอต่อพระพักตร์ฮ่องเต้จนล้มป่วย ทว่ามู่หลงเฟิงในยามนั้นกลับมองนางว่าเป็นเพียงคนแก่คร่ำครึ ขัดขวางความรักอันบริสุทธิ์ของตัวเองตามการยุยงของ ‘ผู้หวังดี’
กระทั่งในวันที่จวนแม่ทัพถูกย้อมด้วยสีเลือด ท่านย่าผู้นี้กลับยอมกระโดดเข้ากองเพลิงเพื่อรักษาป้ายวิญญาณบรรพชนและสมบัติส่วนตัวที่ตั้งใจจะยกให้นางเป็นสินเดิม... ตายไปพร้อมกับความผิดหวังในตัวหลานสาวที่นางรักสุดหัวใจ
“เฟิงเอ๋อร์... เด็กดีของย่า เจ้าอย่าร้อง” เจียงเหลียนที่ยามปกติเคร่งครัดจนคนยำเกรง บัดนี้กลับมือสั่นเทา นางประคองศีรษะที่มีเรือนผมสีเงินแปลกตานั้นอย่างทะนุถนอม น้ำตาไหลรินอาบแก้มที่เหี่ยวย่น
“ย่าอยู่นี่แล้ว... ไม่ว่าเจ้าจะกลายเป็นอย่างไร ย่าจะไม่มีวันทิ้งเจ้า”
มู่หลงเฟิงยิ่งสะอื้นจนตัวโยน ร่างเล็กสั่นสะท้านอยู่ในอ้อมกอดที่อบอุ่นที่สุดในใต้หล้า แววตาของนางที่ซุกซ่อนอยู่กับเอวของท่านฉายแววเด็ดเดี่ยวท่ามกลางหยาดน้ำตา
‘ชาติก่อนหลานเป็นคนเผาจวนนี้ด้วยความโง่เขลา... แต่ชาตินี้ ต่อให้ต้องแลกด้วยวิญญาณ หลานจะปกป้องรังแห่งนี้ ปกป้องท่านย่าและทุกคนไว้ด้วยชีวิต!’
บรรยากาศในห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงสะอื้นไห้อันบีบหัวใจของเด็กหญิงตัวน้อยที่ดังก้องไปถึงขั้วหัวใจของผู้ที่ได้ยิน บ่าวที่ตามมาต่างพากันปาดน้ำตา แม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดคุณหนูน้อยจึงโศกเศร้าถึงเพียงนี้ก็ตาม
แม้แต่เว่ยมามาที่เข้มงวดที่สุดยังต้องหันหน้าหนีเพื่อกั้นเสียงสะอื้นในลำคอ ไม่มีใครรู้เลยว่าภายใต้ร่างของเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบที่กำลังร่ำไห้อยู่นั้น คือพญาหงส์ที่ผ่านการถูกเผาไหม้ดับสูญจากเถ้าถ่านมาก่อน
เวลาผ่านไปยาวนานนับครึ่งก้านธูป... ในที่สุดมู่หลงเฟิงก็ถอนสะอื้นไห้ คงเหลือเพียงดวงตาแดงก่ำฉ่ำน้ำประดุจกระต่ายตัดกับผมสีเงินยวงของนางยิ่งทำให้ใจคนมองอ่อนยวบอย่างสงสารระคนเอ็นดู
เจียงเหลียนประคองใบหน้าหลานสาวขึ้นมาอย่างเบามือ นิ้วหัวแม่มือที่สากระคายตามวัยเกลี่ยเช็ดหยาดน้ำตาบนแก้มเนียนอย่างรักใคร่ สายตาของหญิงชราจดจ้องที่เรือนผมสีแปลกตาด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยาย แต่อารมณ์โหยหาที่มู่หลงเฟิงแสดงออกมาเมื่อครู่นั้นกลับเป็นสิ่งที่สั่นคลอนความเยือกเย็นของนางจนหมดสิ้น
“เฟิงเอ๋อร์... เจ้าไปพบเจอสิ่งใดมาในห้วงฝันกันแน่ เหตุใดจึงได้โศกเศร้าประหนึ่งจากลากันไปนานแสนนานเพียงนี้” เจียงเหลียนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าปกติหลายส่วน
มู่หลงเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามปรับจังหวะหัวใจให้คงที่ แม้อกจะยังกระเพื่อมไหวแต่แววตาของนางกลับเริ่มทอประกายเด็ดเดี่ยว นางผละออกจากการสวมกอดเพียงเล็กน้อยเพื่อสบตากับท่านย่าให้ชัดเจนขึ้น
“ท่านย่า... หลานเพียงแต่ฝันร้าย ฝันร้ายที่ดูราวกับความจริงจนน่ากลัวเจ้าค่ะ” เสียงของนางสั่นพร่า ทว่าประโยคถัดมากลับหนักแน่นขึ้น “ในฝันนั้นหลานเห็นบ้านเมืองลุกเป็นไฟ เห็นคนชั่วร้ายสวมหน้ากากบัณฑิตเข้ามาหยิบฉวยทุกอย่างไปจากเรา หลานกลัว... กลัวว่าจะไม่ได้กลับมาเห็นหน้าท่านย่าอีก”
นางจงใจไม่เอ่ยชื่อกู้เหยียนเซิงในยามนี้ เพราะรู้ดีว่าตัวนางในวัยเจ็ดปีไม่ควรจะรู้จักมักจี่กับบุรุษภายนอกถึงขั้นนั้น ทว่าคำว่า ‘หน้ากากบัณฑิต’ ก็เพียงพอจะทำให้หญิงชราผู้ผ่านโลกมามากอย่างเจียงเหลียนเริ่มขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิด
“เด็กโง่ มันเป็นเพียงฝันร้ายเท่านั้น” เจียงเหลียนปลอบ ทว่าในใจกลับนึกถึงคำพยากรณ์ ‘กู้ตระกูลหลังวอดวาย’ ที่เพิ่งจะสอดคล้องกับเหตุการณ์เกศาเงินในวันนี้อย่างประหลาด
มู่หลงเฟิงไม่ได้โต้ตอบ แต่ในใจนางกลับเริ่มร่างแผนการถัดไปอย่างรวดเร็ว นางกวาดสายตาผ่านม่านน้ำตาที่ยังหลงเหลืออยู่ มองไปยังฉินมามาและเว่ยมามาที่ยืนรอคำสั่งท่านย่าของตนอยู่เบื้องหลัง ก่อนที่ความคิดหนึ่งจะปรากฎขึ้นในหัว ‘หอสดับวายุ’ และการโยกย้ายทรัพย์สินในห้องสมบัติเริ่มแจ่มชัดขึ้นในมโนสำนึกด้วยทักษะจากชินอ๋องตงฟางอวี่
นางจำได้ว่าในช่วงปีนี้ ทั้งท่านปู่ ท่านพ่อ และพี่ชายของนางรวมถึงท่านแม่ใหญ่ แม่รองต่างกำลังวุ่นอยู่กับศึกทางทิศอุดร ทำให้บ้านสายรองแอบเข้ามามีบทบาทในจวนมากขึ้น ชาตินี้นางจะไม่รอให้เพลิงไหม้ก่อนจึงค่อยหาทางหนี แต่นางจะเริ่ม ‘ทำความสะอาด’ จวนแม่ทัพเสียตั้งแต่ตอนนี้
“ท่านย่าเจ้าคะ” มู่หลงเฟิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย มันคือความนิ่งสงบที่เกินวัยจนคนรอบข้างสัมผัสได้ “เพื่อความสบายใจของหลาน... หลานอยากให้ท่านย่าช่วยตรวจสอบรายชื่อข้ารับใช้และตรวจตราห้องเก็บสมบัติของจวนให้ถี่ถ้วนได้ไหมเจ้าคะ หลานเกรงว่าสิ่งที่เห็นในฝัน... อาจจะเป็นคำเตือนจากบรรพชน”
เจียงเหลียนชะงักไปครู่หนึ่ง นางมองสำรวจหลานสาวที่บัดนี้มีเกศาเงินยวงตัดกับดวงตาที่แดงก่ำฉ่ำน้ำราวกับกระต่ายตัวน้อยแม้จะดูบอบบางแต่ก็มีความดื้อรั้นอยู่ในทีอย่างพิจารณา
เพราะคำพูดที่ออกจากปากของนางนั้นกลับดูมีเงื่อนงำและลุ่มลึกอย่างน่าประหลาด หญิงชราเริ่มตระหนักว่าปาฏิหาริย์ในวันนี้มิได้เปลี่ยนเพียงสีผมของหลานสาวเท่านั้น แต่มันอาจจะเปลี่ยน ‘ดวงจิต’ ของนางให้กลายเป็นคนใหม่ที่ตระกูลมู่หลงกำลังต้องการอย่างที่สุดอีกด้วย
“ได้... ย่ารับปากเจ้า” เจียงเหลียนตอบพลางกระชับมือเล็กนั้นไว้ “ใครก็ตามที่คิดร้ายต่อจวนแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน ย่าจะลากคอพวกมันออกมาเอง!”
มู่หลงเฟิงคลี่ยิ้มกว้างออกมาเมื่อได้ยินคำพูดนี้ “ขอบคุณท่านย่าที่เชื่อหลานเจ้าค่ะ” นางเอ่ยเสียงหวานคล้อยออดอ้อนผิดวิสัยตน กระทั่งบ่าวรับใช้ที่ได้เห็นยังต้องตกใจ
‘แต่ว่าเป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว คุณหนูเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของฮูหยิน ดังนั้นสนิทกับฮูหยินให้มากหน่อยจึงจะเป็นเรื่องดี มิใช่จะเอาแต่วิ่งไปเรือนรอง... ไปหาหญิงอสรพิษจำศีลผู้นั้น’ ทั้งฉินมามาและเว่ยมามาต่างก็คิดเห็นเหมือนกันไม่มีผิด