มู่หลงเฟิงมองเห็นความสับสนในดวงตาของท่านหมอ นางจึงโบกมือให้เถาฮวาและชิงจูออกไปรอหน้าห้อง เมื่ออยู่กันตามลำพัง นางจึงโน้มกายเข้าไปใกล้ท่านหมอผู้เป็นคนเก่าคนแก่ของท่านตา
“ท่านหมอซ่ง... ชีพจรของข้าแปลกไปมากใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
ท่านหมอวัยกลางคนลดมือลงพลางถอนหายใจยาว “ข้าเรียนตามตรง... ในตำราแพทย์ที่ข้าศึกษามาทั้งชีวิต ไม่เคยปรากฏชีพจรเช่นนี้มาก่อน มันทั้งแข็งแกร่งและร้อนแรงดุจเปลวเพลิงทว่ามันกลับเสริมกันได้อย่างประหลาด” เขากล่าวพลางลูบเคราแพะของตนไปมาราวใช้ความคิด
“จะว่าไปไม่ทราบว่าคุณหนูมีส่วนไหนรู้สึกไม่สบายหรือไม่” เขาถามพลางค้นหาคำตอบ เนื่องจากร่างกายภายนอกของมู่หลงเฟิงนั้นนอกจากเส้นผมแล้วกลับดูเป็นปกติจนน่าประหลาดใจผิดจากแต่ก่อนที่มักจะสามวันดีสี่วันไข้
“ข้าสบายดีเจ้าค่ะ” มู่หลงเฟิงตอบตามจริง ก่อนจะกล่าวต่อถึงสิ่งที่คิดไว้ “แต่ท่านหมอเจ้าคะ ข้ามีเรื่องอยากจะรบกวนท่าน เรื่องที่ชีพจรข้ากลับมาแข็งแรงนั้น ขอให้ท่านเก็บไว้เป็นความลับได้หรือไม่เจ้าคะ?”
หมอชราชะงักไปชั่วครู่หนึ่ง “หมายความว่าอย่างไรคุณหนู?”
“ข้าอยากให้ท่านแจ้งต่อผู้อื่นว่า... ร่างกายข้ายังคงอ่อนแอและต้องพักฟื้นอีกนาน” นางลดเสียงต่ำลง แววตาที่จ้องมองหมอซ่งนั้นเปลี่ยนเป็นลุ่มลึกเกินวัย “อาการธาตุไฟกำเริบครั้งนี้ทำลายพื้นฐานร่างกายข้าไปมาก จนอาจต้องกินยาบำรุงไปตลอดชีวิต ส่วนเรื่องท่านย่า... ข้าจะเป็นคนไปชี้แจงกับท่านเอง”
ซ่งจินจ้องมองเด็กหญิงตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา เพราะนี่ไม่ใช่แววตาของเด็กเจ็ดขวบที่ออดอ้อน ทว่าเป็นแววตาของผู้ที่กำลังวางแผนซ่อนคมดาบไว้ใต้หนังแกะ
“คุณหนูสาม... ท่านกำลังคิดจะทำสิ่งใดกันแน่?”
“ข้าเพียงอยากใช้ความ ‘อ่อนแอ’ นี้พรางตาพวกคนชั่วที่กำลังจ้องตะครุบจวนแม่ทัพในยามที่ท่านปู่และท่านพ่อไม่อยู่เท่านั้นเจ้าค่ะ ท่านหมอซ่ง... ท่านคือคนของท่านตา ข้าเชื่อใจท่านได้ใช่หรือไม่?”
คำอ้างถึงตระกูลเฉินทำให้ท่านหมอผู้ภักดีนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะประสานมือคารวะเด็กน้อยอย่างจริงจัง
“ในเมื่อคุณหนูสั่งมาเช่นนี้ ข้าซ่งจินย่อมทำตามคำสั่งอย่างสุดความสามารถ เช่นนั้นข้าจะจัดเทียบยาที่เป็นสมุนไพรบำรุงรสขมจัดเพื่อให้ดูแนบเนียนอย่างที่สุด”
“ขอบพระคุณท่านหมอ” มู่หลงเฟิงคลี่ยิ้มบาง “ความขมของยา... มิอาจเทียบความขมขื่นที่พวกคนเขลาเตรียมจะได้รับหรอกเจ้าค่ะ”
เมื่อท่านหมอก้าวออกจากห้องไปพร้อมสีหน้าเคร่งเครียดที่ปั้นแต่งขึ้น มู่หลงเฟิงก็เอนกายลงนอนอย่างเป็นสุข แผนการ ‘ปักษาสองหน้า’ ของนางก้าวหน้าไปอีกขั้น หน้าหนึ่งคือปักษาอันอัดแน่นไปด้วยเพลิงแค้นพร้อมเผาผลาญ แต่อีกหน้าคือดรุณีน้อยผู้อ่อนแอขี้โรคที่ศัตรูจะพากันประมาท
นางกำผ้าห่มแน่น ก่อนลมหนาวที่พัดผ่านหน้าต่างเข้ามาจะทำให้ใจของนางนิ่งสงบ
‘ในเมื่อพวกเจ้าชอบรังแกคนอ่อนแอ ข้าก็จะอ่อนแอให้พวกเจ้าดูจนถึงที่สุด... จนกว่าจะถึงวันที่ข้าจะลุกขึ้นมาเด็ดหัวพวกเจ้าด้วยมือของข้าเอง’
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ไป๋เหอที่ได้รับคำสั่งให้ไปโรงน้ำชาหยกอ่อน ก็กำลังเดินเข้าสู่เขตที่เต็มไปด้วยกลุ่มคนยากไร้และวณิพก เพื่อตามหา ‘อาลิ่ว’ ผู้ที่นางไม่รู้ว่าคุณหนูไปรู้จักคน... คนนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่แล้วต้องการตัวเขาไปทำสิ่งใด
ตัดมาที่จวนตระกูลแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน... เรื่องที่หมอซ่งมาตรวจมู่หลงเฟิงหาได้รอดพ้นจากหูตาบ้านสายรองแต่อย่างใด
“เสี่ยวเหลียนเจ้าแน่ใจนะว่าข่าวเรื่องนังเด็กนั่นป่วยหนักเป็นเรื่องจริง” เสียงอันมีอำนาจของฉินม่านดังขึ้นขณะยกถ้วยชาขึ้นเป่า จึงไม่มีใครมองเห็นสีหน้าของนางในยามนี้ว่ารู้สึกเช่นไร
“เรียนฮูหยินผู้เฒ่าฉิน เป็นเรื่องจริงเจ้าค่ะ” น้ำเสียงของนางส่อแววหยามหยัน “บ่าวแอบฟังอยู่หน้าเรือน เห็นท่านหมอซ่งเดินคอตกออกมา พลางพึมพำว่า ‘สวรรค์ไร้เมตตา’ อาการของคุณหนูสามดูท่าจะหนักหนาสาหัสนักเจ้าค่ะ ขนาดเทียบยาที่สั่งยังเต็มไปด้วยสมุนไพรที่มีรสขมจัดและฤทธิ์เย็นเยียบเพื่อสะกดธาตุไฟที่แตกซ่าน บ่าวคิดว่านังเด็กนั่น... คงมีลมหายใจพ้นเหมันต์ปีนี้ได้ยากเจ้าค่ะ” เสี่ยวเหลียนรายงานด้วยน้ำเสียงมั่นใจ พร้อมกับรอยยิ้มประจบประแจง
ฉินม่านวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงดัง ‘ปึก’ ก่อนจะเหยียดยิ้มเย็นที่มุมปาก แววตาฉายแววอำมหิตขึ้นมาวูบหนึ่ง
“ดี... ป่วยหนักไปสิ ป่วยจนตายไปเลยยิ่งดี” นางกล่าวเสียงเหี้ยม “แต่ข้าในฐานะย่ารองผู้รักนางยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจ เห็นทีข้าคงจะต้องไปเยี่ยมเยียนนางเสียหน่อย” นางพูดพลางปรับสีหน้าให้ดูดีมีเมตตา
“ผิงมามา พวกเราไปกันเถอะ” หลังกล่าวกับคนสนิทเรียบร้อย นางก็หันมาทางเสี่ยวเหลียน “ส่วนเจ้าไปจัดการหาของเยี่ยมมาพอเป็นพิธีสักหน่อยก็แล้วกัน”
“เจ้าค่ะ” บ่าวทั้งสองรับคำ ในขณะฉินม่านเดินนำอยู่ด้านหน้าโดยมีผิงมามาเดินเยื้องลงมาทางด้านหลังเล็กน้อย จู่ ๆ บ่าวผู้นี้ก็พลันเอ่ยปากบางอย่างออกมาท่ามกลางทางเดินอันเงียบสงบ
“ฮูหยินเจ้าคะ หากนังเด็กนั่นป่วยหนักจริงเกรงว่าคนผู้นั้นจะไม่อยู่เฉยน่ะสิเจ้าคะ”
“เจ้าจะพูดเรื่องใดกันแน่”
“ฮูหยินอย่าลืมสิเจ้าคะ ว่ากุญแจห้องเก็บสมบัติซึ่งท่านผู้เฒ่าเฉินผู้รักหลานมากอยู่ที่ใคร หากว่าคนผู้นั้นเกิดต้องการใช้เงินจำนวนมากมารักษานังเด็กนั่นโดยไม่อยากใช้เงินของจวนแม่ทัพ เงินมากมายรวมถึงของมีค่าในนั้นคงถูกจ่ายออกเพื่อยื้อชีวิตนางเป็นแน่”
ฉินม่านคิดตามคนสนิทอย่างเห็นพ้องแม้ว่านางไม่อาจครอบครองสมบัติทั้งหมดของจวนแม่ทัพได้ในเวลานี้ แต่หากว่าเป็นสมบัติส่วนตัวของนางเด็กนั่นก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
“ที่เจ้ากล่าวมาก็นับว่ามีเหตุผล เจ้าลองว่ามาสิว่าข้าควรจะทำสิ่งใดดี”
ผิงมามาผู้มากแผนการไม่รอช้าจึงกระซิบสิ่งที่ตนคิดไว้ออกมาโดยไม่รู้เลยว่าแผนนี้จะเป็นการทุ่มหินทับเท้าตน
ทางด้านโรงน้ำชาหยกอ่อน... ไป๋เหอกวาดสายตามองไปรอบ ๆ บริเวณที่อบอวลไปด้วยกลิ่นควันไฟและไอชื้น นางเดินตรงไปยังมุมมืดที่มีคนยากไร้นั่งจับกลุ่มกันอยู่ จนกระทั่งสายตาปะทะเข้ากับร่างของชายตัวเล็กคนหนึ่งที่สวมชุดมอมแมม เขากำลังนั่งคัดแยกเศษสมุนไพรแห้งด้วยความชำนาญที่ขัดกับรูปลักษณ์ภายนอก
“เจ้าคือ... อาลิ่ว ใช่หรือไม่?” ไป๋เหอถามเสียงเบา
ชายคนแคระชะงักมือ ดวงตาที่แหลมคมดุจเหยี่ยวตวัดมองนางด้วยความระแวดระวัง
“เจ้าเป็นใคร? ใครส่งเจ้ามา?”
“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้” ไป๋เหอไม่คิดตอบ ก่อนจะกล่าวประโยคต่อมาที่ทำให้ชายตรงหน้ารู้สึกราวเหลือเชื่อ “เจ้ารู้แค่ว่านายของข้าให้ข้ามาไถ่ตัวเจ้าก็พอ”
อาลิ่วมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างไม่เชื่อหู “ไถ่ตัวข้า” เขามองนางอย่างสำรวจ พลางเอ่ยถ้อยคำเย้ยหยันตน
“คนไร้ค่าที่ถูกจวนอัครมหาเสนาบดีเตะทิ้งจะมีค่าอันใดให้นายท่านของเจ้าต้องการกัน”
“นายของข้าหาได้มองว่าเจ้าไร้ค่า” ไป๋เหอเอ่ยน้ำเสียงหนักแน่นแม้จะยังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ แววตาที่จ้องมองอาลิ่วไม่มีวี่แววของความเหยียดหยาม “ส่วนสาเหตุนั้นข้าไม่รู้ เจ้าต้องไปถามนางเอาเอง ว่าแต่เจ้าจะไปกับข้าหรือไม่”
ชายเจ้าของชื่อกำสมุนไพรในมือแน่น ความสับสนและหวาดระแวงฉายชัดในแววตา ทว่าเมื่อมองลึกเข้าไปในดวงตาที่สงบนิ่งและมั่นคงของเด็กสาว เขากลับรู้สึกถึงความหวังบางอย่างที่ริบหรี่ขึ้นมาในอกอีกครั้ง
“ในเมื่อข้าไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว...” เขาพึมพำพลางทิ้งเศษสมุนไพรในมืออย่างไม่ใยดี “ข้าจะไปกับเจ้า”
ไป๋เหอพยักหน้าเล็กน้อยด้วยความพอใจ “ดี ถ้าเช่นนั้นเจ้ารอตรงนี้ก่อน” กล่าวจบนางก็เดินหายไปก่อนจะกลับมาอย่างรวดเร็ว
“ไปกันเถอะ หลงจู๊ของที่นี่ยอมปล่อยเจ้าแล้ว ต่อไปนี้เจ้าจะมีนามใหม่ว่าอาเซิง ส่วนอาลิ่วนั้นได้ตายลงไปแล้วเข้าใจหรือไม่”
“อาเซิงเช่นนั้นหรือ” เขาทวน “ข้าเข้าใจแล้ว” ชายผู้นี้ตอบรับด้วยรอยยิ้มบางอันหาได้ยาก
ไป๋เหอได้เลือกใช้เส้นทางตรอกแคบที่ซับซ้อนเพื่อสลัดสายตาที่อาจลอบตามมา จนกระทั่งมาถึงบ้านพักขนาดเล็กห่างจากย่านการค้าแสนเงียบเหงาหลังหนึ่ง ซึ่งหากว่ามู่หลงเฟิงรู้นางก็ต้องประหลาดใจกับความรอบคอบนี้ของไป๋เหออย่างแน่นอน
“เจ้าพักอยู่ที่นี่ไปก่อน” นางเอ่ยพลางยื่นถุงเงินจำนวนหนึ่งให้เขา “ในนี้มีเงินเพียงพอสำหรับเจ็ดวัน ส่วนเรื่องหนังสือเดินทางและชื่อใหม่ของเจ้าข้าจะรีบจัดการให้เรียบร้อย อย่างมากก็คงไม่เกินวันรุ่งขึ้น” เด็กสาวกล่าวรวดเดียวจบ
อาเซิงรับกระดาษแผ่นนั้นมาด้วยมือสั่นเทา น้ำตาแห่งความขมขื่นที่อัดอั้นมานานเกือบจะร่วงหล่น แต่เจ้าตัวก็ยังไม่ทิ้งลายแห่งความทระนง
“เจ้าไม่กลัวว่าข้ามีเงินแล้วจะหนี” น้ำเสียงของเขาฟังดูราบเรียบขัดกับสีหน้าในเวลานี้อย่างน่าขัน
“เจ้าไม่ทำหรอก หากทำจริงก็ถือเสียว่านายข้ามองคนผิด” กล่าวจบไป๋เหอก็จากไปอย่างไม่เหลียวหลัง แม้ว่าภายในอกก็เกิดความกังวลอยู่บ้าง กระนั้นนางก็เชื่อในสายตาของคุณหนูน้อยผู้เป็นนาย