مشاركة

บทที่ 5

มู่หลงเฟิงมองเห็นความสับสนในดวงตาของท่านหมอ นางจึงโบกมือให้เถาฮวาและชิงจูออกไปรอหน้าห้อง เมื่ออยู่กันตามลำพัง นางจึงโน้มกายเข้าไปใกล้ท่านหมอผู้เป็นคนเก่าคนแก่ของท่านตา

“ท่านหมอซ่ง... ชีพจรของข้าแปลกไปมากใช่หรือไม่เจ้าคะ?”

ท่านหมอวัยกลางคนลดมือลงพลางถอนหายใจยาว “ข้าเรียนตามตรง... ในตำราแพทย์ที่ข้าศึกษามาทั้งชีวิต ไม่เคยปรากฏชีพจรเช่นนี้มาก่อน มันทั้งแข็งแกร่งและร้อนแรงดุจเปลวเพลิงทว่ามันกลับเสริมกันได้อย่างประหลาด” เขากล่าวพลางลูบเคราแพะของตนไปมาราวใช้ความคิด

“จะว่าไปไม่ทราบว่าคุณหนูมีส่วนไหนรู้สึกไม่สบายหรือไม่” เขาถามพลางค้นหาคำตอบ เนื่องจากร่างกายภายนอกของมู่หลงเฟิงนั้นนอกจากเส้นผมแล้วกลับดูเป็นปกติจนน่าประหลาดใจผิดจากแต่ก่อนที่มักจะสามวันดีสี่วันไข้

“ข้าสบายดีเจ้าค่ะ” มู่หลงเฟิงตอบตามจริง ก่อนจะกล่าวต่อถึงสิ่งที่คิดไว้ “แต่ท่านหมอเจ้าคะ ข้ามีเรื่องอยากจะรบกวนท่าน เรื่องที่ชีพจรข้ากลับมาแข็งแรงนั้น ขอให้ท่านเก็บไว้เป็นความลับได้หรือไม่เจ้าคะ?”

หมอชราชะงักไปชั่วครู่หนึ่ง “หมายความว่าอย่างไรคุณหนู?”

“ข้าอยากให้ท่านแจ้งต่อผู้อื่นว่า... ร่างกายข้ายังคงอ่อนแอและต้องพักฟื้นอีกนาน” นางลดเสียงต่ำลง แววตาที่จ้องมองหมอซ่งนั้นเปลี่ยนเป็นลุ่มลึกเกินวัย “อาการธาตุไฟกำเริบครั้งนี้ทำลายพื้นฐานร่างกายข้าไปมาก จนอาจต้องกินยาบำรุงไปตลอดชีวิต ส่วนเรื่องท่านย่า... ข้าจะเป็นคนไปชี้แจงกับท่านเอง”

ซ่งจินจ้องมองเด็กหญิงตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา เพราะนี่ไม่ใช่แววตาของเด็กเจ็ดขวบที่ออดอ้อน ทว่าเป็นแววตาของผู้ที่กำลังวางแผนซ่อนคมดาบไว้ใต้หนังแกะ

“คุณหนูสาม... ท่านกำลังคิดจะทำสิ่งใดกันแน่?”

“ข้าเพียงอยากใช้ความ ‘อ่อนแอ’ นี้พรางตาพวกคนชั่วที่กำลังจ้องตะครุบจวนแม่ทัพในยามที่ท่านปู่และท่านพ่อไม่อยู่เท่านั้นเจ้าค่ะ ท่านหมอซ่ง... ท่านคือคนของท่านตา ข้าเชื่อใจท่านได้ใช่หรือไม่?”

คำอ้างถึงตระกูลเฉินทำให้ท่านหมอผู้ภักดีนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะประสานมือคารวะเด็กน้อยอย่างจริงจัง

“ในเมื่อคุณหนูสั่งมาเช่นนี้ ข้าซ่งจินย่อมทำตามคำสั่งอย่างสุดความสามารถ เช่นนั้นข้าจะจัดเทียบยาที่เป็นสมุนไพรบำรุงรสขมจัดเพื่อให้ดูแนบเนียนอย่างที่สุด”

“ขอบพระคุณท่านหมอ” มู่หลงเฟิงคลี่ยิ้มบาง “ความขมของยา... มิอาจเทียบความขมขื่นที่พวกคนเขลาเตรียมจะได้รับหรอกเจ้าค่ะ”

เมื่อท่านหมอก้าวออกจากห้องไปพร้อมสีหน้าเคร่งเครียดที่ปั้นแต่งขึ้น มู่หลงเฟิงก็เอนกายลงนอนอย่างเป็นสุข แผนการ ‘ปักษาสองหน้า’ ของนางก้าวหน้าไปอีกขั้น หน้าหนึ่งคือปักษาอันอัดแน่นไปด้วยเพลิงแค้นพร้อมเผาผลาญ แต่อีกหน้าคือดรุณีน้อยผู้อ่อนแอขี้โรคที่ศัตรูจะพากันประมาท

นางกำผ้าห่มแน่น ก่อนลมหนาวที่พัดผ่านหน้าต่างเข้ามาจะทำให้ใจของนางนิ่งสงบ

‘ในเมื่อพวกเจ้าชอบรังแกคนอ่อนแอ ข้าก็จะอ่อนแอให้พวกเจ้าดูจนถึงที่สุด... จนกว่าจะถึงวันที่ข้าจะลุกขึ้นมาเด็ดหัวพวกเจ้าด้วยมือของข้าเอง’

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ไป๋เหอที่ได้รับคำสั่งให้ไปโรงน้ำชาหยกอ่อน ก็กำลังเดินเข้าสู่เขตที่เต็มไปด้วยกลุ่มคนยากไร้และวณิพก เพื่อตามหา ‘อาลิ่ว’ ผู้ที่นางไม่รู้ว่าคุณหนูไปรู้จักคน... คนนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่แล้วต้องการตัวเขาไปทำสิ่งใด

ตัดมาที่จวนตระกูลแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน... เรื่องที่หมอซ่งมาตรวจมู่หลงเฟิงหาได้รอดพ้นจากหูตาบ้านสายรองแต่อย่างใด

“เสี่ยวเหลียนเจ้าแน่ใจนะว่าข่าวเรื่องนังเด็กนั่นป่วยหนักเป็นเรื่องจริง” เสียงอันมีอำนาจของฉินม่านดังขึ้นขณะยกถ้วยชาขึ้นเป่า จึงไม่มีใครมองเห็นสีหน้าของนางในยามนี้ว่ารู้สึกเช่นไร

“เรียนฮูหยินผู้เฒ่าฉิน เป็นเรื่องจริงเจ้าค่ะ” น้ำเสียงของนางส่อแววหยามหยัน “บ่าวแอบฟังอยู่หน้าเรือน เห็นท่านหมอซ่งเดินคอตกออกมา พลางพึมพำว่า ‘สวรรค์ไร้เมตตา’ อาการของคุณหนูสามดูท่าจะหนักหนาสาหัสนักเจ้าค่ะ ขนาดเทียบยาที่สั่งยังเต็มไปด้วยสมุนไพรที่มีรสขมจัดและฤทธิ์เย็นเยียบเพื่อสะกดธาตุไฟที่แตกซ่าน บ่าวคิดว่านังเด็กนั่น... คงมีลมหายใจพ้นเหมันต์ปีนี้ได้ยากเจ้าค่ะ” เสี่ยวเหลียนรายงานด้วยน้ำเสียงมั่นใจ พร้อมกับรอยยิ้มประจบประแจง

ฉินม่านวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงดัง ‘ปึก’ ก่อนจะเหยียดยิ้มเย็นที่มุมปาก แววตาฉายแววอำมหิตขึ้นมาวูบหนึ่ง

“ดี... ป่วยหนักไปสิ ป่วยจนตายไปเลยยิ่งดี” นางกล่าวเสียงเหี้ยม “แต่ข้าในฐานะย่ารองผู้รักนางยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจ เห็นทีข้าคงจะต้องไปเยี่ยมเยียนนางเสียหน่อย” นางพูดพลางปรับสีหน้าให้ดูดีมีเมตตา

“ผิงมามา พวกเราไปกันเถอะ” หลังกล่าวกับคนสนิทเรียบร้อย นางก็หันมาทางเสี่ยวเหลียน “ส่วนเจ้าไปจัดการหาของเยี่ยมมาพอเป็นพิธีสักหน่อยก็แล้วกัน”

“เจ้าค่ะ” บ่าวทั้งสองรับคำ ในขณะฉินม่านเดินนำอยู่ด้านหน้าโดยมีผิงมามาเดินเยื้องลงมาทางด้านหลังเล็กน้อย จู่ ๆ บ่าวผู้นี้ก็พลันเอ่ยปากบางอย่างออกมาท่ามกลางทางเดินอันเงียบสงบ

“ฮูหยินเจ้าคะ หากนังเด็กนั่นป่วยหนักจริงเกรงว่าคนผู้นั้นจะไม่อยู่เฉยน่ะสิเจ้าคะ”

“เจ้าจะพูดเรื่องใดกันแน่”

“ฮูหยินอย่าลืมสิเจ้าคะ ว่ากุญแจห้องเก็บสมบัติซึ่งท่านผู้เฒ่าเฉินผู้รักหลานมากอยู่ที่ใคร หากว่าคนผู้นั้นเกิดต้องการใช้เงินจำนวนมากมารักษานังเด็กนั่นโดยไม่อยากใช้เงินของจวนแม่ทัพ เงินมากมายรวมถึงของมีค่าในนั้นคงถูกจ่ายออกเพื่อยื้อชีวิตนางเป็นแน่”

ฉินม่านคิดตามคนสนิทอย่างเห็นพ้องแม้ว่านางไม่อาจครอบครองสมบัติทั้งหมดของจวนแม่ทัพได้ในเวลานี้ แต่หากว่าเป็นสมบัติส่วนตัวของนางเด็กนั่นก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

“ที่เจ้ากล่าวมาก็นับว่ามีเหตุผล เจ้าลองว่ามาสิว่าข้าควรจะทำสิ่งใดดี”

ผิงมามาผู้มากแผนการไม่รอช้าจึงกระซิบสิ่งที่ตนคิดไว้ออกมาโดยไม่รู้เลยว่าแผนนี้จะเป็นการทุ่มหินทับเท้าตน

ทางด้านโรงน้ำชาหยกอ่อน... ไป๋เหอกวาดสายตามองไปรอบ ๆ บริเวณที่อบอวลไปด้วยกลิ่นควันไฟและไอชื้น นางเดินตรงไปยังมุมมืดที่มีคนยากไร้นั่งจับกลุ่มกันอยู่ จนกระทั่งสายตาปะทะเข้ากับร่างของชายตัวเล็กคนหนึ่งที่สวมชุดมอมแมม เขากำลังนั่งคัดแยกเศษสมุนไพรแห้งด้วยความชำนาญที่ขัดกับรูปลักษณ์ภายนอก

“เจ้าคือ... อาลิ่ว ใช่หรือไม่?” ไป๋เหอถามเสียงเบา

ชายคนแคระชะงักมือ ดวงตาที่แหลมคมดุจเหยี่ยวตวัดมองนางด้วยความระแวดระวัง

“เจ้าเป็นใคร? ใครส่งเจ้ามา?”

“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้” ไป๋เหอไม่คิดตอบ ก่อนจะกล่าวประโยคต่อมาที่ทำให้ชายตรงหน้ารู้สึกราวเหลือเชื่อ “เจ้ารู้แค่ว่านายของข้าให้ข้ามาไถ่ตัวเจ้าก็พอ”

อาลิ่วมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างไม่เชื่อหู “ไถ่ตัวข้า” เขามองนางอย่างสำรวจ พลางเอ่ยถ้อยคำเย้ยหยันตน

“คนไร้ค่าที่ถูกจวนอัครมหาเสนาบดีเตะทิ้งจะมีค่าอันใดให้นายท่านของเจ้าต้องการกัน”

“นายของข้าหาได้มองว่าเจ้าไร้ค่า” ไป๋เหอเอ่ยน้ำเสียงหนักแน่นแม้จะยังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ แววตาที่จ้องมองอาลิ่วไม่มีวี่แววของความเหยียดหยาม “ส่วนสาเหตุนั้นข้าไม่รู้ เจ้าต้องไปถามนางเอาเอง ว่าแต่เจ้าจะไปกับข้าหรือไม่”

ชายเจ้าของชื่อกำสมุนไพรในมือแน่น ความสับสนและหวาดระแวงฉายชัดในแววตา ทว่าเมื่อมองลึกเข้าไปในดวงตาที่สงบนิ่งและมั่นคงของเด็กสาว เขากลับรู้สึกถึงความหวังบางอย่างที่ริบหรี่ขึ้นมาในอกอีกครั้ง

“ในเมื่อข้าไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว...” เขาพึมพำพลางทิ้งเศษสมุนไพรในมืออย่างไม่ใยดี “ข้าจะไปกับเจ้า”

ไป๋เหอพยักหน้าเล็กน้อยด้วยความพอใจ “ดี ถ้าเช่นนั้นเจ้ารอตรงนี้ก่อน” กล่าวจบนางก็เดินหายไปก่อนจะกลับมาอย่างรวดเร็ว

“ไปกันเถอะ หลงจู๊ของที่นี่ยอมปล่อยเจ้าแล้ว ต่อไปนี้เจ้าจะมีนามใหม่ว่าอาเซิง ส่วนอาลิ่วนั้นได้ตายลงไปแล้วเข้าใจหรือไม่”

“อาเซิงเช่นนั้นหรือ” เขาทวน “ข้าเข้าใจแล้ว” ชายผู้นี้ตอบรับด้วยรอยยิ้มบางอันหาได้ยาก

ไป๋เหอได้เลือกใช้เส้นทางตรอกแคบที่ซับซ้อนเพื่อสลัดสายตาที่อาจลอบตามมา จนกระทั่งมาถึงบ้านพักขนาดเล็กห่างจากย่านการค้าแสนเงียบเหงาหลังหนึ่ง ซึ่งหากว่ามู่หลงเฟิงรู้นางก็ต้องประหลาดใจกับความรอบคอบนี้ของไป๋เหออย่างแน่นอน

“เจ้าพักอยู่ที่นี่ไปก่อน” นางเอ่ยพลางยื่นถุงเงินจำนวนหนึ่งให้เขา “ในนี้มีเงินเพียงพอสำหรับเจ็ดวัน ส่วนเรื่องหนังสือเดินทางและชื่อใหม่ของเจ้าข้าจะรีบจัดการให้เรียบร้อย อย่างมากก็คงไม่เกินวันรุ่งขึ้น” เด็กสาวกล่าวรวดเดียวจบ

อาเซิงรับกระดาษแผ่นนั้นมาด้วยมือสั่นเทา น้ำตาแห่งความขมขื่นที่อัดอั้นมานานเกือบจะร่วงหล่น แต่เจ้าตัวก็ยังไม่ทิ้งลายแห่งความทระนง

“เจ้าไม่กลัวว่าข้ามีเงินแล้วจะหนี” น้ำเสียงของเขาฟังดูราบเรียบขัดกับสีหน้าในเวลานี้อย่างน่าขัน

“เจ้าไม่ทำหรอก หากทำจริงก็ถือเสียว่านายข้ามองคนผิด” กล่าวจบไป๋เหอก็จากไปอย่างไม่เหลียวหลัง แม้ว่าภายในอกก็เกิดความกังวลอยู่บ้าง กระนั้นนางก็เชื่อในสายตาของคุณหนูน้อยผู้เป็นนาย
استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • ปักษาคืนรัง    บทที่ 175

    “แล้วตัวเจ้าล่ะ”“เพคะ?”“เจ้าคิดถึงตนเองบ้างหรือไม่” พระสุรเสียงของฮองเฮาแผ่วเบาลง“เจ้าอุ้มท้องเขา คลอดเขาออกมา และเลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่แต่บัดนี้กลับจะยกความเป็นมารดาให้ข้าอย่างนั้นหรือ”เฉินเจียวหลานนิ่งเงียบ ผ่านไปครู่ใหญ่ รอยยิ้มอ่อนโยนจึงค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า“ผู้ใดบอกว่าหม่อมฉันจะเลิกเป็นม

  • ปักษาคืนรัง    บทที่ 174

    หนึ่งปีต่อมา...หลังจากจัดการกวาดล้างพวกกบฏและเก็บกวาดข้าศึกที่หลงเหลือเรียบร้อย ทางป้อมซวนเป่ยและชายแดนจิ่วเซียวก็เริ่มกลับเข้ารูปเข้ารอยดังเดิมความสงบสุขที่ห่างหายไปนานวันเริ่มแผ่ซ่านปกคลุมผืนแผ่นดิน ทว่าท่ามกลางความเงียบสงบนิ่งนั้น ม่านหมอกควันไฟแห่งการผลัดเปลี่ยนบัลลังก์มังกรจากเมืองหลวงชุนเทีย

  • ปักษาคืนรัง    บทที่ 173

    ศีรษะของกู้เหยียนเซิงพลันหลุดออกจากบ่าโดยฝีมือของมู่หลงเฟิง! คมหอกสีเงินตวัดผ่านลำคอของมันรวดเร็วอย่างเฉียบขาดในคราเดียว โลหิตสีแดงฉานพุ่งกระเซ็นสาดซัดกลางเวหา ก่อนที่ร่างไร้วิญญาณของอดีตกุนซือแคว้นเยี่ยซาจะโงนเงนและร่วงหล่นลงจากหลังม้ากระแทกพื้นทราย แน่นิ่งสิ้นลมหายใจปิดฉากบัญชีแค้นของชาติก่อนและชา

  • ปักษาคืนรัง    บทที่ 172

    “ท่านปลอดภัยแล้ว ยามนี้รอข้าชำระบัญชีแค้นสักครู่” มู่หลงเฟิงเอ่ยคำปลอบโยนอย่างอ่อนโยน ทว่ายามที่นางผุดหยัดกายลุกขึ้นหันหลังกลับไปเผชิญหน้าข้าศึกและวาดเท้าขึ้นหลังม้า แววตาคู่งามกลับแปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกดุจน้ำแข็งค้างยามเหมันต์“กู้เหยียนเซิง... บัญชีหนี้เลือดในชาตินี้และชาติก่อน ถึงเวลาแล้วที่เจ

  • ปักษาคืนรัง    บทที่ 171

    “เจ้ามันต่ำช้า!”เซียวจั้นเทียนสบถเสียงกร้าว เนื่องจากบัดนี้ดวงตาของเขาพลันพร่าเลือนลงชั่วขณะ ภาพเบื้องหน้าเริ่มสั่นไหว ราวกับมีม่านหมอกสีดำปกคลุมการมองเห็น ขณะเดียวกันความเจ็บแปลบก็แล่นขึ้นจากต้นขาซ้ายอย่างรวดเร็วชายหนุ่มก้มลงมอง จึงพบว่าลูกศรสั้นดอกหนึ่งปักคาอยู่ตรงหน้าขาทะลุเกราะของตน แม้บาดแผลจ

  • ปักษาคืนรัง    บทที่ 170

    อีกด้านหนึ่ง...หลังเสียงระเบิดสะเทือนฟ้าดินดังขึ้น ซาอิ่งแทบไม่อาจเก็บความยินดีในดวงตาเอาไว้ได้“สำเร็จแล้ว...”ชายหนุ่มกำบังเหียนแน่น“ในที่สุดก็สำเร็จ!” หากกำแพงตะวันตกพังลง ด่านเจิ้นเป่ย ย่อมสิ้นสุดในคืนนี้!“ตามข้ามา!” กล่าวไปเจ้าตัวก็ชักกระบี่ออกจากฝัก ก่อนควบม้าพุ่งออกจากแนวทัพด้านเหนือทันที

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status