เข้าสู่ระบบนางเคยเป็นนางร้ายที่ผู้คนเกลียดชัง หลังตายวิญญาณต้องล่องลอยนับพันปี เมื่อได้หวนคืนอีกครั้ง ครานี้นางไม่สนพระเอก หรือนางเอก สิ่งเดียวที่ต้องการคือความแข็งแกร่ง!
ดูเพิ่มเติมบทที่ 1: ผู้ที่มาก่อน เสียงกระบี่เฉือนเนื้อดังแผ่วเบาในยามค่ำคืน ลู่ชิงอีทรุดลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง ความเจ็บปวดแล่นผ่านข้อมือและข้อเท้าทั้งสี่ ราวกับไฟที่เเผดเผาลึกเข้าไปถึงกระดูก เส้นเอ็นของนางถูกตัดขาดในครั้งเดียวอย่างเเม่นยำ คม กระบี่นั้นไม่ได้สังหาร แต่มันพรากสิ่งสำคัญที่สุดไป ความสามารถในการยืนทรงตัว การถือกระบี่ แม้แต่จะใช้ลมปราณเพื่อปกป้องตนเองนางยังทำไม่ได้ มันคือการลงทัณฑ์ ที่รุนแรงพอจะทำลายผู้ฝึกตนคนหนึ่งไปตลอดชีวิต นางเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก เลือดสีเเดงฉานไหลซึมจากบาดแผลจนพื้นเปียกชุ่ม ดวงตานางสั่นไหวขณะมองบุรุษตรงหน้า... องค์ชายรอง ผู้ที่เคยเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเพียงหนึ่งเดียวของนาง หลังจากที่ตระกูลลู่ถูกล้างบางจนสิ้นในครานั้น สายตาของเขายามมองนางเย็นเยียบ “ข้ารู้ว่าเจ้าร้ายกาจ” เขากดเสียงต่ำ “แต่ไม่คิดว่าเจ้าจะถึงขั้นลงมือสังหารคนได้” ลู่ชิงอีอ้าปากพยายามเอ่ยคำแก้ต่างให้ตน แต่กลับไม่มีเสียงใดหลุดลอดออกมา เมื่อเช้า นางถูกลงโทษให้นำอาหารไปให้อสรพิษที่บ่อท้ายสำนัก นี่เป็นเพียงโทษสถานเบาหลังจากทะเลาะกับศิษย์พี่ผู้หนึ่ง ลู่ชิงหว่านมาพบนางที่นั่น อ้างว่าต้องการ "ดอกเหมันต์คราม" ซึ่งเป็นสมุนไพรตกทอดของตระกูลลู่ที่ส่งต่อมายังทายาทสายตรงเท่านั้น เพื่อนำไปใช้รักษาพิษเพลิงขององค์ชายรอง ไม่ใช่ว่านางไม่อยากช่วย แต่ดอกเหมันต์ครามไม่ใช่สมุนไพรธรรมดา มันเป็นสมุนไพรเซียนที่ตกทอดจากบรรพบุรุษ ที่สืบต่อกันมาในสายเลือดของตระกูลลู่ มันไม่เพียงมีคุณค่าในการรักษา หากยังเปรียบเสมือนสิ่งแทนใจของผู้ล่วงลับ เป็นสิ่งสุดท้ายที่เยียวยาจิตใจนาง ที่ผ่านเหตุการณ์ตระกูลล่มสลายมา ยิ่งไปกว่านั้น อาการขององค์ชายรองไม่ได้ถึงขั้นไร้ทางรักษา ด้วยฐานะศิษย์เอกของเจ้าเขากระบี่สวรรค์ เขาย่อมสามารถจัดหาสมุนไพรฤทธิ์เย็นอื่นมาทดแทนได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ของตกทอดของตระกูลนางเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น คำขอร้องของลู่ชิงหว่านในตอนนั้น จึงแปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียด การถกเถียงค่อย ๆ กลายเป็นการฉุดกระชาก และในชั่วพริบตา ลู่ชิงหว่านก็ตกลงไปในบ่ออสรพิษนั้น ทันทีที่องค์ชายรองมาถึง ภาพที่เห็นมีเพียงนางยืนอยู่ริมบ่อ และลู่ชิงหว่านอยู่ด้านล่าง ไม่มีผู้ใดเห็นเหตุการณ์ เรื่องราวจึงถูกตัดสินว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของลู่ชิงอี แม้ลู่ชิงหว่านจะกล่าวว่านางตกลงไปเองพี่สาวไม่เกี่ยว แต่ผู้คนกลับเชื่อว่านั่นเป็นเพียงคำแก้ตัวเพื่อปกป้องพี่สาวผู้ร้ายกาจ องค์ชายรองมองสภาพของนางที่นอนจมอยู่ในกองเลือด ริมฝีปากขยับราวกับต้องการเอ่ยคำใด แต่กลับมีเพียงลมหายใจแผ่วเบาที่หลุดออกมา เขาแค่นเสียงเย็น “เฮอะ… ที่เจ้าเป็นเช่นนี้ ล้วนเป็นเพราะทำตัวเองทั้งนั้น ” ดวงตาของเขาไร้ความสงสารมีเเค่ความเย็นชา กล่าวจบ เขาก็สะบัดแขนเสื้อ หันหลังจากไปโดยไม่แม้แต่จะเหลียวมอง ราวกับสตรีที่นอนอยู่เบื้องหลังไม่ใช่ผู้ที่เคยเติบโตมาพร้อมกัน ความเงียบปกคลุมอยู่ชั่วขณะจนกระทั่ง “ศิษย์พี่ลู่!” เสียงร้องตื่นตกใจดังขึ้นของศิษย์น้อง ที่เดินผ่านมาเห็นเหตุการณ์เข้า ใบหน้านางซีดเผือดแทบไร้สีเลือด รีบวิ่งเข้ามาคุกเข่าประคองร่างลู่ชิงอี “เร็วเข้า! รีบพาศิษย์พี่ไปหอโอสถ!” เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นในความมืด ก่อนที่ร่างของลู่ชิงอีจะถูกเเบกออกไปอย่างทุลักทุเล ผู้อาวุโสหอโอสถ ที่เชี่ยวชาญการรักษา พยายามประคองเส้นเอ็นของนางไว้ แต่เส้นที่ขาดสะบั้นยากจะฟื้นกลับ ทว่า ไม่มีผู้ใดตั้งคำถามเลยว่า ในตอนนั้น นางเป็นเพียงศิษย์สายนอกวัยสิบแปดปี พลังต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ขณะที่ลู่ชิงหว่านเป็นศิษย์ฝ่ายใน พลังสูงส่ง เหตุใดผู้มีพลังเช่นนั้นจึงตกลงไปในบ่อได้ง่ายดาย หรือแท้จริง... ความอคติที่มีต่อนาง ได้บดบัง "ความจริง " ไปแล้ว หนึ่งเดือนต่อมา ลู่ชิงอีเดินเข้าไปในโรงอาหารของสำนัก กลิ่นข้าวต้มจืดๆ และผักลวกโชยออกมาตามสายลม ยังคงมีศิษย์สายนอกมากมายมาทานอาหารที่นี่ แม้ในสำนักจะมีเหลาอาหารตั้งอยู่ เเต่นั่นก็สำหรับผู้ที่มีทุนทรัพย์เพียงพอ สำหรับนาง... ที่ไม่อาจออกทำภารกิจได้ เพราะไม่มีผู้ใดยอมให้เข้ารวมกลุ่มด้วย โรงอาหารของสำนักจึงเป็นทางเลือกเดียว ทันทีที่นางปรากฏตัว เสียงสนทนาก็แผ่วเบาลง จากนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้งแต่เป็นเสียงกระซิบกระซาบเเทน “นั่นนางปีศาจมาเเล้ว…” “คนที่ผลักศิษย์เอกเจ้าสำนักลงบ่ออสรพิษ” “ยังกล้ามากินข้าวที่นี่อีก ช่างหน้าหนายิ่ง…” ไม่มีผู้ใดนั่งใกล้ลู่ชิงอี แม้ที่ว่างรอบตัวจะมีมากมาย ลู่ชิงอีนั่งลงอย่างเงียบเชียบ ก้มหน้ากินข้าวในชามของตน รสชาติของมันไม่ได้เเย่นัก แต่วันนี้อาหารตรงหน้ากลับขมจนกลืนแทบไม่ลงคอ... สองปีต่อมา ข่าวใหญ่แพร่สะพัดไปทั่วสำนัก ลู่ชิงหว่าน ศิษย์เอกเพียงหนึ่งของเจ้าสำนัก ได้กลายเป็นคู่บำเพ็ญขององค์ชายรอง เผยจื่ออัน บรรดาศิษย์ในสำนักต่างกล่าวว่าพวกเขาเหมาะสมกัน และหนึ่งในนั้นคือ ลู่ชิงอี ที่เคยคิดเช่นนั้น แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด หัวใจของนางจึงเจ็บปวดรวดร้าวเช่นนี้ นางนั่งอยู่ริมสระน้ำ มองฝูงปลาที่เวียนว่ายไปมาอย่างสงบ ราวกับโลกนี้ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไป พิษที่ติดตัวมาตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์มารดาเริ่มแผลงฤทธิ์อีกครั้ง มันกัดกินลมปราณของนางมาโดยตลอด และยิ่งกำเริบเมื่อจิตใจสั่นคลอน เลือดสีดำพุ่งออกจากปากเป็นระลอก ลมปราณในร่างปั่นป่วน อยู่ๆ นางกลับผุดความคิดหนึ่งขึ้นมา “เหตุใด…” เสียงลู่ชิงอีแผ่วเบา “ทั้งที่ข้ามาก่อน…” คำพูดนั้นยังไม่ทันจบดี สติของนางก็ดับวูบ ลู่ชิงอี... นางสิ้นใจแล้ว ระดับพลังของผู้ฝึกตน → ก่อกำเนิด (1–9 ดาว) → หลอมวิญญาณ (1–9 ดาว) → ราชันยุทธ (1–10 ดาว) → เซียนยุทธ (ระดับตำนาน) ระดับสัตว์อสูร 🐉 1️⃣ อสูรขั้นต้น – ยังไม่มีสติปัญญา เทียบเท่า: ก่อกำเนิด 1–9 ดาว 2️⃣ อสูรขั้นกลาง – เริ่มมีสติปัญญา เทียบเท่า: หลอมวิญญาณ 1–9 ดาว 3️⃣ อสูรขั้นสูง – สติปัญญาใกล้เคียงมนุษย์ เทียบเท่า: ราชันยุทธ 1–9 ดาว 4️⃣ ราชาอสูร– ปกครองอาณาเขต สามารถบัญชาการสัตว์อสูรตนอื่นได้ เทียบเท่า: ราชันยุทธขั้น 10 5️⃣ อสูรบรรพกาล– สิ่งมีชีวิตระดับตำนาน อยู่เหนือกฎธรรมชาติ เทียบเท่า: เซียนยุทธ ระดับของเผ่ามาร ☠️ 1️⃣ มารระดับต่ำ– มารทั่วไป พลังไม่สูง เทียบเท่า: ก่อกำเนิด 2️⃣ มารระดับกลาง– เริ่มมีพลังมารที่แข็งแกร่งเทียบเท่า: หลอมวิญญาณ 3️⃣ มารระดับสูง– มีสติปัญญาและพลังมารสูง สามารถบัญชาการมารระดับต่ำได้ เทียบเท่า: ราชันยุทธขั้นต่ำ 4️⃣ มารอสูร– ตัวตนระดับสูงในเผ่ามาร มีพลังและร่างกายแข็งแกร่งมาก เทียบเท่า: ราชันยุทธขั้นสูง 5️⃣ ราชามาร / ราชินีมาร– ผู้ปกครองแดนมาร ตัวตนระดับตำนาน เทียบเท่า: เซียนยุทธ ระบบอาวุธ ⚔️ 1️⃣ อาวุธธรรมดา– อาวุธที่ใช้กันทั่วไปในยุทธภพ ไม่มีพลังพิเศษ 2️⃣ อาวุธจิตวิญญาณ– อาวุธที่มีวิญญาณสถิตอยู่ภายใน สามารถสื่อสารหรือเชื่อมต่อกับผู้ใช้ได้ อาวุธชนิดนี้ หายากมาก สกุลเงิน 💎 ในโลกนี้เรียกว่า หินวิญญาณ 🔸 หินวิญญาณระดับต่ำ 🔸 หินวิญญาณระดับกลาง 🔶 หินวิญญาณระดับสูง อัตราแลกเปลี่ยน 100 หินต่ำ = 1 หินกลาง 100 หินกลาง = 1 หินสูง หรือ 👉 10,000 หินต่ำ = 1 หินสูง
ตอนพิเศษ 6เมื่อข่าวการมาถึงของคนคุ้นเคยในอดีตมาถึง ลู่ชิงอีเพียงชะงักไปชั่วขณะ ดวงตานิ่งลึกฉายแววบางอย่างที่ยากจะบอกความรู้สึกออกมา นางไม่ได้รีบออกไปพบพวกเขา “จัดเรือนรับรองบนยอดเขาม่านหมอก ต้อนรับพวกเขาให้ดีที่สุด”ทางด้านมู่เฉิน มู่อวี้ และซูหนิง เมื่อก้าวเข้าสู่แดนมาร สิ่งที่เห็นกลับแตกต่างจากข่าวลือในโรงน้ำชาโดยสิ้นเชิง ไม่มีความแห้งแล้ง ไม่มีความน่าหวาดกลัว มีเพียงสายลมเย็น กลิ่นอายบริสุทธิ์ที่แผ่ซ่านอย่างอ่อนโยน และผู้คนที่…ยิ้มให้พวกเขาอย่างจริงใจ ตลอดเส้นทาง มารหลายตนก้มหัวให้ บางตนเอ่ยต้อนรับด้วยน้ำเสียงสุภาพ แววตาเต็มไปด้วยความเคารพ ไม่ใช่ความหวาดระแวงดังเช่นอดีต ซูหนิงมองอย่างไม่อยากเชื่อ นางเคยได้ยินแต่เรื่องเล่าถึงความโหดร้ายของเผ่ามาร แต่สิ่งที่เห็นในวันนี้…กลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง มู่เฉินเพียงมองรอบด้านแล้วยิ้มบาง ในใจเข้าใจได้ทันทีว่า เหตุใดสถานที่แห่งนี้จึงเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้ภายในตำหนัก ลู่ชิงอีนั่งอยู่เบื้องสูง เซียวจิ้งเหอยืนเคียงข้างไม่ห่าง ผู้พิทักษ์และผู้อาวุโสของเผ่ามารถูกเรียกเข้ามาพร้อมหน้า บรรยากาศภายในเงียบขรึม แต่ไม่ตึงเครียดเหมือนในอดีต เมื
ตอนพิเศษ 5 ภายในเรือนพักส่วนตัวของทั้งสอง มู่เฉินรีบผลักประตูเข้าไปด้วยสีหน้าตื่นเต้น เสียงฝีเท้าหนักจนคนในห้องสะดุ้ง“ภรรยา! ข้ามีข่าวดี…”ยังไม่ทันพูดจบเขาก็ชะงัก เมื่อเห็นสตรีที่นั่งอยู่ด้านในกำลังอุ้มเด็กชายวัยห้าเดือนอยู่ในอ้อมแขน นางเงยหน้าขึ้นช้า ๆ สายตาคมกริบจ้องเขาเขม็ง“เสียงเบาหน่อย เจ้าจะทำให้ลูกตกใจหรืออย่างไรกัน”มู่เฉินรีบหุบปากแทบไม่ทัน ก้าวเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง“เอ่อ ข้า…ขอโทษ” เสียงเขาเบาลงก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ แล้วกระซิบ“มีข่าวของศิษย์พี่ใหญ่แล้ว”มือที่ลูบหลังเด็กน้อยชะงักไปเพียงเสี้ยวลมหายใจ แววตาสั่นไหววูบหนึ่ง แต่ก็ถูกกดลงอย่างรวดเร็ว“แล้วอย่างไร?” นางตอบ ราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อย ที่ไม่ควรค่าเก็บมาใส่ใจมู่เฉินจึงเล่าข่าวทั้งหมดที่ตนได้รับมาอย่างละเอียด ตั้งแต่เรื่องที่ลู่ชิงอีสถาปนาตนเป็นจักรพรรดินีแห่งแดนมาร การเปลี่ยนแปลงภายในเผ่ามาร ตลอดจนสัญญาสงบศึกระหว่างมนุษย์และมารซึ่งถูกยอมรับแล้ว ข่าวทุกอย่างล้วนผ่านการคัดกรอง มีมูลความจริงแน่ชัด เมื่อเล่าจบเขามองภรรยาอย่างจริงจัง “พวกเราย้ายไปหานางดีหรือไม่ อย่างไรตอนนี้แดนมารก็เปิดแล้ว สำนักเราจะไปตั้งที่ใดก
บทพิเศษ 4 หนึ่งปีต่อมา เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วราวพริบตาเดียว นับตั้งแต่วันที่ลู่ชิงอีสถาปนาตนเป็นจักรพรรดินีแห่งแดนมาร ทุกสิ่งภายในดินแดนแห่งนี้ก็เปลี่ยนแปลงไป หลังจากนั้นไม่นาน นางได้นำ ลูกแก้วมารทั้งสองดวงมาชำระล้างด้วยพลังของตน จนพลังมารภายในถูกสกัดกลายเป็นพลังบริสุทธิ์มอบให้เซียวจิ้งเหอ เซียวจิ้งเหอรับลูกแก้วนั้นไว้โดยไม่ปฏิเสธ ไม่ใช่เพราะความโลภ แต่เพราะเขามีเป้าหมายชัดเจนคือแข็งแกร่งขึ้นเพื่อปกป้องนางและปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นหลังจากดูดซับพลังบริสุทธิ์นั้น รอยแผลเป็นบนใบหน้าซีกซ้ายที่ผู้คนเคยเหยียดหยามว่าอัปลักษณ์ ค่อย ๆ เลือนหายไปอย่างสมบูรณ์ ผนึกที่เคยกักขังพลังในร่างแตกสลาย กลิ่นอายพลังมารแท้จริงแผ่ออกมา พลังของเขาทะลวงจากราชันยุทรห้าดาว พุ่งขึ้นสู่ครึ่งเซียนในคราวเดียว มิใช่เพียงเทียบเท่า…แต่กลับเหนือกว่านางเล็กน้อยเสียด้วยซ้ำไปหลังจากนั้น ทั้งสองยังคง ฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ลู่ชิงอีเปิดใจยอมให้เขารับรู้ความลับของ มิติเจดีย์เก้าชั้น" ทุกค่ำคืน ทั้งสาม—นาง เซียวจิ้งเหอ และหลานเสวี่ย—จะเข้าไปฝึกฝนร่วมกัน โดยมีหลานเสวี่ยทำหน้าที่ราวอาจารย์ตัวน้อย คอยชี้แนะไม่ขาดสาย แม้ระดั
ตอนพิเศษ 3 สามเดือนต่อมาเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับสายลม ลู่ชิงอีและเซียวจิ้งเหอเดินทางท่องยุทธภพไปทั่วเขตชายแดนใต้ จากเดิมที่เป็นเพียงการเดินทางผ่อนคลาย กลับค่อย ๆ แฝงไปด้วยการแสวงหาโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรหายาก แร่ล้ำค่า หรือสถานที่ลับต่าง ๆ ทั้งสองล้วนได้พบและเก็บเกี่ยวมาไม่น้อย ชีวิตในช่วงเวลานั้นเรียกได้ว่าสงบสุขและเรียบง่ายอย่างยิ่ง ราวกับโลกทั้งใบไม่มีสิ่งใดต้องกังวลแต่ความสุขเช่นนี้…กลับดำรงอยู่ได้ไม่นานนักข่าวลือเริ่มแพร่กระจายทีละเล็กทีละน้อย ก่อนจะค่อย ๆ กลายเป็นเรื่องที่ผู้คนพูดถึงกันมากขึ้น แม้จะไม่รุนแรงถึงขั้นสร้างความโกลาหล แต่ก็ไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไปหลังการตายของผู้นำเผ่ามาร เหล่ามารจำนวนมากต่างไร้ผู้ปกครอง ไม่มีผู้ใดกล้าขึ้นมารวบอำนาจอีกครั้ง เพราะชื่อของ "จอมยุทธหญิงลู่ชิงอี" ได้กลายเป็นสิ่งที่ทำให้พวกมันหวาดกลัวจนฝังลึกอยู่ในจิตใจ ชื่อเสียงของนางไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแคว้นไท่หยางเท่านั้น แม้แต่แคว้นข้างเคียงก็ยังได้ยินเรื่องราวของจอมยุทธ์หญิงผู้นี้ไม่น้อย ทว่าแคว้นเหล่านั้นกลับไม่ได้มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกันนัก ในศึกครั้งก่อน แม้จะรับรู้ถึงการรุกร











