공유

บทที่ 7

ทันทีที่ประตูห้องนอนถูกเปิดออกสายลมเย็นพลันปะทะเข้ากับใบหน้าเล็กของนาง มู่หลงเฟิงกระชับเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีขาวสะอาดที่ชิงจูเพิ่งสวมให้แน่นขึ้น ไอเย็นของฤดูเหมันต์ที่พัดผ่านเข้ามาทำให้นางรู้สึกตื่นตัวเป็นพิเศษ มิใช่ตื่นจากความหนาว แต่ตื่นจากการหวนนึกถึงอดีตชาติอันขมขื่น

“คุณหนูเจ้าคะ หนาวถึงเพียงนี้ หากป่วยไข้ขึ้นมาอีก บ่าวคงไม่สบายใจแน่” เถาฮวาเอ่ยขึ้นอย่างกังวลพลางกางร่มกระดาษน้ำมันคันงามออกเพื่อบังลมให้ผู้เป็นนาย

“ไม่เป็นไรหรอก” มู่หลงเฟิงตอบเสียงเรียบ แววตาที่ว่างเปล่าดุจสระน้ำลึกค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นประกายคมกล้า “ลมหนาวนี้แหละที่จะช่วยให้ข้าได้คิดทบทวน... ว่าใครบ้างที่สมควรจะถูกกวาดล้างออกไปจากหมากกระดานนี้”

สองสาวใช้รับใช้สบตากันอย่างไม่เข้าใจนัก แม้จะรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปจากคุณหนูสามผู้แสนอ่อนแอคนเดิม แต่พวกนางก็เลือกที่จะก้มหน้าก้าวตามไปอย่างเงียบงัน

ไม่นานนักเรือนรุ่ยอันก็ปรากฏแก่สายตา แสงไฟที่ส่องสว่างออกมาจากเรือนดูอบอุ่นและปลอดภัยในเวลาเดียวกัน มู่หลงเฟิงเร่งฝีเท้าขึ้นเล็กน้อย เมื่อก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปกลิ่นหอมจางของไม้กฤษณาก็ลอยมาแตะจมูก ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงเหลียนกำลังนั่งจิบชาอยู่เพียงลำพัง

“หลานมาแล้วหรือ” เสียงของหญิงชราผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากดูอ่อนโยนลงทันทีที่เห็นร่างเล็ก

“เจ้าค่ะท่านย่า... หลานจัดการเรียบร้อยแล้ว” มู่หลงเฟิงนั่งลงข้างกายนาง น้ำเสียงที่เคยแหบแห้งและอ่อนแรงบัดนี้กลับแจ่มใสแฝงความหนักแน่นเกินตัว

เจียงเหลียนวางถ้วยชาลง สายตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูจ้องมองหลานสาวที่เติบโตขึ้นเกินวัย

“เจ้าทำได้ดีมาก... การที่เจ้าตัดสินใจตัดไฟแต่ต้นลมเช่นนี้ ย่อมดีกว่าปล่อยให้พิษร้ายลุกลาม แต่คนที่เจ้ากล่าวถึง... เจ้าแน่ใจแล้วหรือว่าคนผู้นั้นจะไว้ใจได้?”

มู่หลงเฟิงยกยิ้มมุมปากขึ้นสูง เป็นยิ้มที่ทำให้ผู้ที่เห็นอดรู้สึกเย็นวาบที่สันหลังมิได้

“คนที่ไม่เหลือใครให้ยึดเหนี่ยว ย่อมเห็นค่าของโอกาสที่ได้รับ... ยิ่งกว่าทองคำล้ำค่าเจ้าค่ะท่านย่า”

ภายในเรือนร้าง แม้จะบอกว่าเป็นเช่นนี้กระนั้นสภาพของเรือนหลังนี้ก็ยังดีอยู่มาก ดีเสียยิ่งกว่าสภาพรังหนูที่อาเซิงเคยจากมาไกลโขทีเดียว ในขณะเจ้าตัวกำลังทำความสะอาดอยู่นั้นจมูกของเขาก็ได้กลิ่นประจำกายของไป๋เหอ... จึงทำให้ใบหน้าของเขาพลันแปรเปลี่ยนขึ้นมาเล็กน้อย

“แม่นาง” คำเรียกขานนี้ทำให้ไป๋เหอที่กำลังจะยกมือขึ้นเคาะประตูถึงกับชะงักฝีเท้าอยู่กับที่

“เจ้ารู้หรือว่าเป็นข้า” นางเอ่ยถามด้วยความสนใจอย่างยิ่งยวดพลางเปิดประตูก้าวเท้าเข้าไปอย่างถือวิสาสะ

“กลิ่น” เมื่อเห็นสีหน้าของเด็กสาว อาเซิงจึงอธิบายเพิ่มเติมออกมาอีกเล็กน้อย “จมูกของข้าค่อนข้างไวต่อกลิ่นดังนั้นข้าจึงรู้ว่าเป็นเจ้า”

ไป๋เหอยิ่งเลิกคิ้วสูง พร้อมกับมองสำรวจเขาอย่างนึกทึ่ง “ข้าชื่อไป๋เหอ เป็นสาวใช้ของคุณหนูสามจวนแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน”

“คุณหนูสาม” อาเซิงเอ่ยทวน เนื่องจากเขาเคยได้ยินมาว่าคุณหนูผู้นี้มักจะสามวันดีสี่วันไข้ ร่างกายอ่อนแอปวกเปียกจะตายวันตายพรุ่งก็หารู้ไม่ จวนแม่ทัพจึงทั้งรักและดูแลนางประหนึ่งไข่มุกบนฝ่ามือ แล้วเหตุใดคุณหนูผู้นี้ถึงได้ต้องการตัวเขากัน

เมื่อเห็นท่าทางของคนแคระตรงหน้า ไป๋เหอก็เข้าใจได้ว่าเขาคิดเช่นไร ถึงจะเป็นอย่างนี้ นางกลับเอ่ยตัดบทออกมาเสียอย่างนั้น

“คุณหนูให้ข้าพาหมอมาตรวจร่างกายของเจ้า”

“หมอหรือขอรับ” อาเซิงทวนอย่างไม่อยากเชื่อหู ตั้งแต่จำความได้แทบจะไม่เคยมีผู้ใดใส่ใจในเรื่องความเจ็บป่วยของเขามาก่อน

“ใช่ อีกประเดี๋ยวท่านหมอซ่งจะเป็นผู้มาตรวจร่างกายของเจ้าด้วยตัวเอง” จบประโยคนี้ยิ่งทำให้อาเซิงตกตะลึงพรึงเพริดมากกว่าเดิม

“ท่านหมอซ่ง ท่านหมอที่แม้แต่คนในพระราชวังยังต้องเกรงใจถึงสามส่วนคนนั้นนะหรือขอรับ”

ยังไม่ทันที่ไป๋เหอจะตอบความ เสียงเคาะประตูเรือนด้านนอกพลันดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน พร้อมกับกลิ่นยาสมุนไพรอ่อน ๆ ที่ทำให้จิตใจของผู้คนสงบลอยเข้ามากระทบนาสิกของอาเซิง

“ท่านหมอมาแล้ว” เขารีบกุลีกุจอกระโดดออกมาจากเรือนพักด้านในรีบมาเปิดประตูอย่างว่องไวชนิดที่ไป๋เหอมองไม่ทันทีเดียว

‘อะไรจะรีบร้อนปานนั้น’ นางคิดพลางสาวเท้าเดินตามร่างเล็กของอาเซิงมาติด ๆ

ซ่งจินมองคนที่มาเปิดประตูให้ตนด้วยสีหน้าอ่อนโยนปราศจากร่องรอยแห่งการดูแคลน จนอาเซิงเกิดทำตัวไม่ถูกเสียอย่างนั้น แม้ว่าเขาจะผ่านโลกมาไม่น้อยแต่ไม่เคยมีคนมองเขาเช่นนี้มาก่อน

“เจ้าคืออาเซิง”

“ขะ... ขอรับ” เสียงของเขาสั่นอย่างประหม่า

“ไม่ต้องกลัว พวกเราเข้าไปด้านในกันเถอะ ข้าจะได้ตรวจร่างกายให้เจ้า”

“ขออภัยท่านหมอ” อาเซิงค้อมศีรษะลงพลางผายมือ “เชิญขอรับ”

ซ่งจินก้าวเท้าเข้ามาด้านในอย่างเนิบช้า แม้เรือนหลังนี้จะดูทรุดโทรมกว่าเรือนขุนนางที่เขาเคยไปเยือนอยู่มาก แต่กระนั้นเจ้าตัวกลับไม่มีท่าทีรังเกียจแม้แต่น้อย เขาวางกล่องยาลงบนโต๊ะไม้เก่าก่อนจะผายมือให้ชายผู้อ่อนวัยกว่านั่งลงฝั่งตรงข้าม

“นั่งลงเถอะ”

อาเซิงทำตามอย่างว่านอนสอนง่าย แววตาของเขายังคงมีความระแวงวูบไหวอยู่เป็นระยะ แต่เมื่อปลายนิ้วของท่านหมอแตะลงบนข้อมือของตน ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามากลับทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกกระแสธารบางอย่างชะล้างความเย็นชาที่กัดกินจิตใจมานานปี ซ่งจินหลับตาลงสัมผัสจังหวะชีพจร นิ่งนานจนอาเซิงแทบหยุดหายใจ

“ร่างกายของเจ้า...” ท่านหมอชราลืมตาขึ้น แววตาที่มองอาเซิงนั้นไม่มีความสมเพชเวทนา มีเพียงความจริงจังของผู้รักษา

“ถูกสารพิษสะสมมานานหลายปี ผิวหนังที่แห้งเหี่ยวและอวัยวะภายในที่อ่อนแอนี้ เป็นผลมาจากไอเย็นของเครื่องหอมชนิดหนึ่ง... เจ้าปรุงมันเองใช่หรือไม่?”

อาเซิงเบิกตากว้างจนแทบถลน ไม่คิดว่าเพียงแค่การตรวจชีพจร ท่านหมอผู้นี้จะมองออกทะลุปรุโปร่งถึงเพียงนี้

“ขะ... ขอรับ” เขาตอบเสียงแหบพร่า “สิ่งนั้นคือ ‘บุปผาอวลวสันต์’ เครื่องหอมที่ข้าเคยปรุงให้คนในจวนอัครเสนาบดี”

ซ่งจินถอนหายใจยาว “เหตุใดเจ้าถึงไม่ปรุงยาแก้ขึ้นมาเล่า”

“ท่านหมอ...” อาเซิงก้มหน้าลงต่ำ เสียงของเขาสั่นเครือด้วยความขมขื่น “ข้าน้อยเป็นเพียงทาสในเรือน จะเอาวัตถุดิบมาจากที่ใดเล่าขอรับ? อีกทั้งคนพวกนั้นยังจับตาดูข้าประหนึ่งสุนัขเฝ้าประตู หากข้าหยิบจับสมุนไพรที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้แม้เพียงนิด มีหวังได้ถูกเฆี่ยนตีจนตายก่อนจะได้นำยาลงหม้อเสียด้วยซ้ำ”

เขากัดริมฝีปากแน่นจนเลือดซึม ดวงตาแข็งกร้าวอย่างคนที่ชินชากับบาดแผลและความอยุติธรรม

“อีกอย่าง... ข้าไม่เคยคิดว่าตนเองจะมีค่าพอให้รอดชีวิต ข้าเพียงรอวันร่วงโรยตามบุปผาที่ข้าปรุงขึ้นเท่านั้นขอรับ ความตายสำหรับข้าในยามนั้น... อาจเป็นทางออกที่เมตตาที่สุดแล้ว”

ซ่งจินนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ แววตาอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด เขารู้ซึ้งแล้วว่าบาดแผลในใจของชายผู้นี้หนักหนาสาหัสกว่าพิษในกายหลายเท่านัก

“เจ้าช่างเขลายิ่ง...” ซ่งจินเอ่ยเสียงเบา ทว่าแฝงไปด้วยความเวทนา “ความตายมิใช่การปลดปล่อย แต่เป็นการยอมแพ้ให้แก่คนชั่วช้าที่ต้องการเห็นเจ้าดับสูญ หากเจ้าตายไป พวกมันย่อมหัวเราะเยาะน่ะสิไม่ว่า”

อาเซิงสะอึกคำพูดนี้ราวกับถูกกระตุ้นให้ตื่นจากภวังค์ ทว่าเขามิอาจโต้แย้งได้เลยเนื่องจากสิ่งที่ท่านหมอตรงหน้ากล่าวมาล้วนเป็นเรื่องจริง

“แต่ตอนนี้... เจ้าไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกแล้ว” ซ่งจิน กล่าวพลางหยิบเข็มเงินขึ้นมา “ในเมื่อคุณหนูสามยื่นมือเข้ามาฉุดเจ้าขึ้นจากขุมนรก ก็จงจำไว้ว่าชีวิตของเจ้าต่อจากนี้... เป็นของนาง และเป็นของเจ้าเอง ไม่ใช่ของพวกมันอีกต่อไป”

มือที่ถือเข็มเงินนิ่งสนิท ก่อนจะปักลงบนจุดชีพจรของ อาเซิงอย่างแม่นยำและรวดเร็ว

“เตรียมตัวให้ดี ขั้นตอนการขับพิษนี้จะเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าการถูกเฆี่ยนตีหลายเท่านัก แต่หากเจ้าอดทนผ่านมันไปได้... พิษร้ายในกายเจ้าจะถูกขับออกจนหมดสิ้น”

อาเซิงสูดหายใจเข้าปอดลึก... พยักหน้าให้ท่านหมอด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยว

“ข้าน้อยพร้อมแล้วขอรับ ท่านหมอ... ลงมือได้เลย”

이 작품을 무료로 읽으실 수 있습니다
QR 코드를 스캔하여 앱을 다운로드하세요

최신 챕터

  • ปักษาคืนรัง    บทที่ 160

    ไม่นานหลังจากนั้น ทันทีที่มู่หลงชุนตวัดพัดเหล็กสั่งการ กองทัพพยัคฆ์เงินก็เคลื่อนพลแยกย้ายท่ามกลางความมืดของคืนเดือนดับ เพียงพริบตาก็กลืนหายไปตามแนวผาหินสูงชันทั้งสองด้านของหุบเขาเฮยซานส่วนกำลังอีกสองพันนายก็ถอยร่นไปซ่อนตัวหลังเนินทรายและโขดหินสีดำสนิท ทุกคนต่างดับคบเพลิง ปิดปากม้า และกลั้นลมหายใจรอ

  • ปักษาคืนรัง    บทที่ 159

    มู่หลงซานระเบิดไอสังหารออกมาจนทรายรอบกายปลิวว่อน ทว่ามู่หลงเฟิงกลับยังคงนิ่งสงบดุจขุนเขา นิ้วเรียวภายใต้แขนเสื้อสีหมึกยังคงตวัดคำนวณตำแหน่งดวงดาวและทิศทางลมอย่างรวดเร็ว แววตาของนางลึกล้ำราวกับหุบเหวที่ไม่มีวันมองเห็นก้นบึ้ง“พี่สาม ยามนี้โทสะมิอาจช่วยแก้ไขสิ่งใด”เสียงราบเรียบของน้องสาวทำให้พยัคฆ์หน

  • ปักษาคืนรัง    บทที่ 158

    เสิ่นเหวินขุยพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างแรง ใบหน้าดุดันที่ผ่านศึกสงครามมาค่อนชีวิตมีกระแสความตึงเครียดพาดผ่าน แม้ปากจะบอกว่าตระกูลมู่หลงไม่มีวันอยู่เฉย ทว่าความเงียบหายของราชสำนักตลอดสองเดือนที่ผ่านมากลับเป็นสิ่งยืนยันความผิดปกติอันลึกล้ำตัดกลับมาท่ามกลางสมรภูมิผืนทรายมรณะอันหนาวเหน็บ... เสียงสายลมหน

  • ปักษาคืนรัง    บทที่ 157

    แรงระเบิดใต้ผืนทรายซัดร่างหัวหน้าหน่วยสังหารของ เยี่ยซากระเด็นไปไกลหลายสิบก้าว ทรายสีทองแตกกระจายเป็นม่านสูงหลายจั้ง เผยให้เห็นกลไกเหล็กและถุงดินปืนจำนวนหนึ่งที่ถูกฝังเอาไว้ใต้ชั้นทรายอย่างแนบเนียน“อ๊าก!”มันกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวด แขนซ้ายของมันถูกสะเก็ดจากเหล็กเฉือนจนเลือดไหลอาบทั้งแขน ดวงตาเบิก

  • ปักษาคืนรัง    บทที่ 156

    “ค่ายกลกระจอก!” มู่หลงซานแค่นเสียงหยามหยัน ร่างสูงโปร่งถีบตัวทะยานขึ้นฟ้า พลังปราณสีครามเข้มระเบิดออกจากร่างคลุมรอบตัวทวนจนเกิดแสงเปล่งประกาย ชายหนุ่มไม่รอช้ากระแทกปลายทวนลงสู่กึ่งกลางค่ายกลตรงหน้าอย่างดุดันตูม!!!แรงระเบิดของพลังซัดผืนทรายระเบิดออกเป็นวงกว้าง ทลายกลไกโซ่ตรวนใต้ดินจนหักสะบั้นไปกว่า

  • ปักษาคืนรัง    บทที่ 155

    ในเวลาเดียวกัน...กลางหุบเขาโครงกระดูก การต่อสู้อันดุเดือดยังคงดำเนินอยู่อย่างบ้าคลั่งฉัวะ!กระบี่ “เก้าดาราปลิดวิญญาณ” ในมือของมู่หลงเฟิงกวาดผ่านลำคอของนักฆ่าเยี่ยซาอีกคนที่พุ่งเข้ามาอย่างไม่กลัวตาย เลือดของมันพุ่งกระจายลงบนผืนทรายร้อนระอุ ร่างไร้วิญญาณล้มคว่ำลงแทบเท้าของเด็กสาวทันที ทว่านางกลับมิ

더보기
좋은 소설을 무료로 찾아 읽어보세요
GoodNovel 앱에서 수많은 인기 소설을 무료로 즐기세요! 마음에 드는 작품을 다운로드하고, 언제 어디서나 편하게 읽을 수 있습니다
앱에서 작품을 무료로 읽어보세요
앱에서 읽으려면 QR 코드를 스캔하세요.
DMCA.com Protection Status