ทันทีที่ประตูห้องนอนถูกเปิดออกสายลมเย็นพลันปะทะเข้ากับใบหน้าเล็กของนาง มู่หลงเฟิงกระชับเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีขาวสะอาดที่ชิงจูเพิ่งสวมให้แน่นขึ้น ไอเย็นของฤดูเหมันต์ที่พัดผ่านเข้ามาทำให้นางรู้สึกตื่นตัวเป็นพิเศษ มิใช่ตื่นจากความหนาว แต่ตื่นจากการหวนนึกถึงอดีตชาติอันขมขื่น
“คุณหนูเจ้าคะ หนาวถึงเพียงนี้ หากป่วยไข้ขึ้นมาอีก บ่าวคงไม่สบายใจแน่” เถาฮวาเอ่ยขึ้นอย่างกังวลพลางกางร่มกระดาษน้ำมันคันงามออกเพื่อบังลมให้ผู้เป็นนาย
“ไม่เป็นไรหรอก” มู่หลงเฟิงตอบเสียงเรียบ แววตาที่ว่างเปล่าดุจสระน้ำลึกค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นประกายคมกล้า “ลมหนาวนี้แหละที่จะช่วยให้ข้าได้คิดทบทวน... ว่าใครบ้างที่สมควรจะถูกกวาดล้างออกไปจากหมากกระดานนี้”
สองสาวใช้รับใช้สบตากันอย่างไม่เข้าใจนัก แม้จะรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปจากคุณหนูสามผู้แสนอ่อนแอคนเดิม แต่พวกนางก็เลือกที่จะก้มหน้าก้าวตามไปอย่างเงียบงัน
ไม่นานนักเรือนรุ่ยอันก็ปรากฏแก่สายตา แสงไฟที่ส่องสว่างออกมาจากเรือนดูอบอุ่นและปลอดภัยในเวลาเดียวกัน มู่หลงเฟิงเร่งฝีเท้าขึ้นเล็กน้อย เมื่อก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปกลิ่นหอมจางของไม้กฤษณาก็ลอยมาแตะจมูก ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงเหลียนกำลังนั่งจิบชาอยู่เพียงลำพัง
“หลานมาแล้วหรือ” เสียงของหญิงชราผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากดูอ่อนโยนลงทันทีที่เห็นร่างเล็ก
“เจ้าค่ะท่านย่า... หลานจัดการเรียบร้อยแล้ว” มู่หลงเฟิงนั่งลงข้างกายนาง น้ำเสียงที่เคยแหบแห้งและอ่อนแรงบัดนี้กลับแจ่มใสแฝงความหนักแน่นเกินตัว
เจียงเหลียนวางถ้วยชาลง สายตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูจ้องมองหลานสาวที่เติบโตขึ้นเกินวัย
“เจ้าทำได้ดีมาก... การที่เจ้าตัดสินใจตัดไฟแต่ต้นลมเช่นนี้ ย่อมดีกว่าปล่อยให้พิษร้ายลุกลาม แต่คนที่เจ้ากล่าวถึง... เจ้าแน่ใจแล้วหรือว่าคนผู้นั้นจะไว้ใจได้?”
มู่หลงเฟิงยกยิ้มมุมปากขึ้นสูง เป็นยิ้มที่ทำให้ผู้ที่เห็นอดรู้สึกเย็นวาบที่สันหลังมิได้
“คนที่ไม่เหลือใครให้ยึดเหนี่ยว ย่อมเห็นค่าของโอกาสที่ได้รับ... ยิ่งกว่าทองคำล้ำค่าเจ้าค่ะท่านย่า”
ภายในเรือนร้าง แม้จะบอกว่าเป็นเช่นนี้กระนั้นสภาพของเรือนหลังนี้ก็ยังดีอยู่มาก ดีเสียยิ่งกว่าสภาพรังหนูที่อาเซิงเคยจากมาไกลโขทีเดียว ในขณะเจ้าตัวกำลังทำความสะอาดอยู่นั้นจมูกของเขาก็ได้กลิ่นประจำกายของไป๋เหอ... จึงทำให้ใบหน้าของเขาพลันแปรเปลี่ยนขึ้นมาเล็กน้อย
“แม่นาง” คำเรียกขานนี้ทำให้ไป๋เหอที่กำลังจะยกมือขึ้นเคาะประตูถึงกับชะงักฝีเท้าอยู่กับที่
“เจ้ารู้หรือว่าเป็นข้า” นางเอ่ยถามด้วยความสนใจอย่างยิ่งยวดพลางเปิดประตูก้าวเท้าเข้าไปอย่างถือวิสาสะ
“กลิ่น” เมื่อเห็นสีหน้าของเด็กสาว อาเซิงจึงอธิบายเพิ่มเติมออกมาอีกเล็กน้อย “จมูกของข้าค่อนข้างไวต่อกลิ่นดังนั้นข้าจึงรู้ว่าเป็นเจ้า”
ไป๋เหอยิ่งเลิกคิ้วสูง พร้อมกับมองสำรวจเขาอย่างนึกทึ่ง “ข้าชื่อไป๋เหอ เป็นสาวใช้ของคุณหนูสามจวนแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน”
“คุณหนูสาม” อาเซิงเอ่ยทวน เนื่องจากเขาเคยได้ยินมาว่าคุณหนูผู้นี้มักจะสามวันดีสี่วันไข้ ร่างกายอ่อนแอปวกเปียกจะตายวันตายพรุ่งก็หารู้ไม่ จวนแม่ทัพจึงทั้งรักและดูแลนางประหนึ่งไข่มุกบนฝ่ามือ แล้วเหตุใดคุณหนูผู้นี้ถึงได้ต้องการตัวเขากัน
เมื่อเห็นท่าทางของคนแคระตรงหน้า ไป๋เหอก็เข้าใจได้ว่าเขาคิดเช่นไร ถึงจะเป็นอย่างนี้ นางกลับเอ่ยตัดบทออกมาเสียอย่างนั้น
“คุณหนูให้ข้าพาหมอมาตรวจร่างกายของเจ้า”
“หมอหรือขอรับ” อาเซิงทวนอย่างไม่อยากเชื่อหู ตั้งแต่จำความได้แทบจะไม่เคยมีผู้ใดใส่ใจในเรื่องความเจ็บป่วยของเขามาก่อน
“ใช่ อีกประเดี๋ยวท่านหมอซ่งจะเป็นผู้มาตรวจร่างกายของเจ้าด้วยตัวเอง” จบประโยคนี้ยิ่งทำให้อาเซิงตกตะลึงพรึงเพริดมากกว่าเดิม
“ท่านหมอซ่ง ท่านหมอที่แม้แต่คนในพระราชวังยังต้องเกรงใจถึงสามส่วนคนนั้นนะหรือขอรับ”
ยังไม่ทันที่ไป๋เหอจะตอบความ เสียงเคาะประตูเรือนด้านนอกพลันดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน พร้อมกับกลิ่นยาสมุนไพรอ่อน ๆ ที่ทำให้จิตใจของผู้คนสงบลอยเข้ามากระทบนาสิกของอาเซิง
“ท่านหมอมาแล้ว” เขารีบกุลีกุจอกระโดดออกมาจากเรือนพักด้านในรีบมาเปิดประตูอย่างว่องไวชนิดที่ไป๋เหอมองไม่ทันทีเดียว
‘อะไรจะรีบร้อนปานนั้น’ นางคิดพลางสาวเท้าเดินตามร่างเล็กของอาเซิงมาติด ๆ
ซ่งจินมองคนที่มาเปิดประตูให้ตนด้วยสีหน้าอ่อนโยนปราศจากร่องรอยแห่งการดูแคลน จนอาเซิงเกิดทำตัวไม่ถูกเสียอย่างนั้น แม้ว่าเขาจะผ่านโลกมาไม่น้อยแต่ไม่เคยมีคนมองเขาเช่นนี้มาก่อน
“เจ้าคืออาเซิง”
“ขะ... ขอรับ” เสียงของเขาสั่นอย่างประหม่า
“ไม่ต้องกลัว พวกเราเข้าไปด้านในกันเถอะ ข้าจะได้ตรวจร่างกายให้เจ้า”
“ขออภัยท่านหมอ” อาเซิงค้อมศีรษะลงพลางผายมือ “เชิญขอรับ”
ซ่งจินก้าวเท้าเข้ามาด้านในอย่างเนิบช้า แม้เรือนหลังนี้จะดูทรุดโทรมกว่าเรือนขุนนางที่เขาเคยไปเยือนอยู่มาก แต่กระนั้นเจ้าตัวกลับไม่มีท่าทีรังเกียจแม้แต่น้อย เขาวางกล่องยาลงบนโต๊ะไม้เก่าก่อนจะผายมือให้ชายผู้อ่อนวัยกว่านั่งลงฝั่งตรงข้าม
“นั่งลงเถอะ”
อาเซิงทำตามอย่างว่านอนสอนง่าย แววตาของเขายังคงมีความระแวงวูบไหวอยู่เป็นระยะ แต่เมื่อปลายนิ้วของท่านหมอแตะลงบนข้อมือของตน ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามากลับทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกกระแสธารบางอย่างชะล้างความเย็นชาที่กัดกินจิตใจมานานปี ซ่งจินหลับตาลงสัมผัสจังหวะชีพจร นิ่งนานจนอาเซิงแทบหยุดหายใจ
“ร่างกายของเจ้า...” ท่านหมอชราลืมตาขึ้น แววตาที่มองอาเซิงนั้นไม่มีความสมเพชเวทนา มีเพียงความจริงจังของผู้รักษา
“ถูกสารพิษสะสมมานานหลายปี ผิวหนังที่แห้งเหี่ยวและอวัยวะภายในที่อ่อนแอนี้ เป็นผลมาจากไอเย็นของเครื่องหอมชนิดหนึ่ง... เจ้าปรุงมันเองใช่หรือไม่?”
อาเซิงเบิกตากว้างจนแทบถลน ไม่คิดว่าเพียงแค่การตรวจชีพจร ท่านหมอผู้นี้จะมองออกทะลุปรุโปร่งถึงเพียงนี้
“ขะ... ขอรับ” เขาตอบเสียงแหบพร่า “สิ่งนั้นคือ ‘บุปผาอวลวสันต์’ เครื่องหอมที่ข้าเคยปรุงให้คนในจวนอัครเสนาบดี”
ซ่งจินถอนหายใจยาว “เหตุใดเจ้าถึงไม่ปรุงยาแก้ขึ้นมาเล่า”
“ท่านหมอ...” อาเซิงก้มหน้าลงต่ำ เสียงของเขาสั่นเครือด้วยความขมขื่น “ข้าน้อยเป็นเพียงทาสในเรือน จะเอาวัตถุดิบมาจากที่ใดเล่าขอรับ? อีกทั้งคนพวกนั้นยังจับตาดูข้าประหนึ่งสุนัขเฝ้าประตู หากข้าหยิบจับสมุนไพรที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้แม้เพียงนิด มีหวังได้ถูกเฆี่ยนตีจนตายก่อนจะได้นำยาลงหม้อเสียด้วยซ้ำ”
เขากัดริมฝีปากแน่นจนเลือดซึม ดวงตาแข็งกร้าวอย่างคนที่ชินชากับบาดแผลและความอยุติธรรม
“อีกอย่าง... ข้าไม่เคยคิดว่าตนเองจะมีค่าพอให้รอดชีวิต ข้าเพียงรอวันร่วงโรยตามบุปผาที่ข้าปรุงขึ้นเท่านั้นขอรับ ความตายสำหรับข้าในยามนั้น... อาจเป็นทางออกที่เมตตาที่สุดแล้ว”
ซ่งจินนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ แววตาอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด เขารู้ซึ้งแล้วว่าบาดแผลในใจของชายผู้นี้หนักหนาสาหัสกว่าพิษในกายหลายเท่านัก
“เจ้าช่างเขลายิ่ง...” ซ่งจินเอ่ยเสียงเบา ทว่าแฝงไปด้วยความเวทนา “ความตายมิใช่การปลดปล่อย แต่เป็นการยอมแพ้ให้แก่คนชั่วช้าที่ต้องการเห็นเจ้าดับสูญ หากเจ้าตายไป พวกมันย่อมหัวเราะเยาะน่ะสิไม่ว่า”
อาเซิงสะอึกคำพูดนี้ราวกับถูกกระตุ้นให้ตื่นจากภวังค์ ทว่าเขามิอาจโต้แย้งได้เลยเนื่องจากสิ่งที่ท่านหมอตรงหน้ากล่าวมาล้วนเป็นเรื่องจริง
“แต่ตอนนี้... เจ้าไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกแล้ว” ซ่งจิน กล่าวพลางหยิบเข็มเงินขึ้นมา “ในเมื่อคุณหนูสามยื่นมือเข้ามาฉุดเจ้าขึ้นจากขุมนรก ก็จงจำไว้ว่าชีวิตของเจ้าต่อจากนี้... เป็นของนาง และเป็นของเจ้าเอง ไม่ใช่ของพวกมันอีกต่อไป”
มือที่ถือเข็มเงินนิ่งสนิท ก่อนจะปักลงบนจุดชีพจรของ อาเซิงอย่างแม่นยำและรวดเร็ว
“เตรียมตัวให้ดี ขั้นตอนการขับพิษนี้จะเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าการถูกเฆี่ยนตีหลายเท่านัก แต่หากเจ้าอดทนผ่านมันไปได้... พิษร้ายในกายเจ้าจะถูกขับออกจนหมดสิ้น”
อาเซิงสูดหายใจเข้าปอดลึก... พยักหน้าให้ท่านหมอด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยว
“ข้าน้อยพร้อมแล้วขอรับ ท่านหมอ... ลงมือได้เลย”