Mag-log inทั่วทั้งโกดังตกอยู่ในความเงียบงันอย่างสมบูรณ์ ปั้นหยาเบิกตากว้างด้วยความคาดไม่ถึง
“คิรัน”
“ฉิบหายแล้ว” พี่ชายของเธอกลับสบถออกมาแผ่วเบา
เขาย้ำคำนั้นออกมาอย่างหมดแรง ส่วนปั้นหยาในตอนนี้สมองขาวโพลนจนคิดอะไรไม่ออก เธอมองผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก
“คุณพูดอะไรออกมารู้ตัวไหม”
“รู้”
“แต่ฉันไม่รู้!” ปั้นหยาแผดเสียงขึ้นมาทันที ความอัดอั้นทำให้หัวใจเต้นแรงจนเจ็บหน้าอกไปหมด
“คุณจะไม่ปล่อยฉันไปหมายความว่ายังไง!”
คิรันหมุนตัวกลับมาสบตาเธอ แววตาของเขาราบเรียบสนิทจนดูคล้ายผิวน้ำที่นิ่งสงัด ทว่าลึกลงไปกลับมีความกดดันมหาศาลซ่อนอยู่จนปั้นหยาเริ่มหวาดหวั่นในคำตอบ ก่อนที่ชายหนุ่มจะเอ่ยออกมาอย่างตรงไปตรงมา
“หมายความว่าเธอต้องอยู่กับฉัน”
“บ้าไปแล้ว”
“ก็อาจจะ” เขาตอบกลับด้วยโทนเสียงเรียบดั่งคนไร้ความรู้สึก
“แต่ฉันเอาเธอออกไปจากชีวิตไม่ได้แล้ว”
ถ้อยคำนั้นดุจแรงกระแทกที่พุ่งตรงเข้ากลางใจ เธอควรจะโกรธ ควรจะหวาดกลัว หรือควรจะหาทางหนีไปให้ไกลที่สุดจากผู้ชายอันตรายคนนี้ แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับทรยศด้วยการกระหน่ำเต้นรัว เพียงเพราะประโยคเดียวจากปากเขา พี่ชายของเธอสบถออกมาอีกครั้งด้วยความขัดใจพลางยันกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก
“นายนี่มัน”
“เก็บแรงไว้หายใจเถอะ” คิรันตัดบทอย่างไม่ใยดี ก่อนจะหันไปสั่งการลูกน้องด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“พามันไปหาหมอ”
“ครับนาย”
ชายฉกรรจ์สองคนรีบเข้าไปประคองร่างที่บอบช้ำของพี่ชายปั้นหยาออกไปทันที ทว่าก่อนจะพ้นเขตประตู พี่ชายของเธอกลับฝืนหันมาจ้องหน้าคิรันอีกครั้งด้วยสายตาแน่วแน่
“ถ้านายทำให้น้องฉันร้องไห้” ดวงตาที่อ่อนแรงคู่นั้นหรี่ลงอย่างคาดโทษ
“ฉันจะกลับมายิงหัวนายแน่”
บรรดาลูกน้องที่ยืนรายล้อมถึงกับนิ่งขรึมจนแทบไม่กล้าหายใจ ทว่าคิรันกลับเพียงแค่กระตุกยิ้มมุมปากอย่างนึกขัน
“ถ้านายยังมีแรงอะนะ”
“ฝากไว้ก่อนเถอะ”
ปั้นหยามองตามแผ่นหลังของพี่ชายที่ถูกพาตัวออกไป จนกระทั่งเสียงฝีเท้าจางหาย ความเงียบก็เข้าปกคลุมโกดังร้างทันที
เหลือเพียงเธอกับเขาท่ามกลางบรรยากาศที่เปลี่ยนไปจนอึดอัด อากาศรอบตัวดูหนักอึ้งและแฝงไปด้วยอันตรายที่มองไม่เห็น
“คุณพูดแบบนั้นทำไม” เธอเค้นเสียงถามแผ่วเบา
คิรันสาวเท้าเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าเธอในระยะประชิด
“แบบไหน”
“เรื่องที่ฉันต้องอยู่กับคุณ”
“เพราะมันจริง”
“คุณจะบังคับฉันไปถึงเมื่อไหร่”
“จนกว่าเธอจะยอมอยู่เอง”
“ไม่มีวัน”
“งั้นฉันก็มีเวลาทั้งชีวิต”
หัวใจของหญิงสาวกระตุกวูบทันที ผู้ชายคนนี้ช่างพูดเรื่องที่น่าหวั่นใจที่สุดด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิทราวกับเป็นเรื่องธรรมดา คิรันเอื้อมมือขึ้นมาแตะไล้แก้มเธออย่างเบามือ
“หนีออกมาคนเดียว” น้ำเสียงของเขากดต่ำลงจนสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจคุกรุ่นอยู่ลึก ๆ
“รู้ไหมว่าฉันอยากลงโทษเธอแค่ไหน”
“ฉันแค่อยากจะช่วยพี่เหนือ...” ปั้นหยาพึมพำเสียงแผ่วพยายามหาข้ออ้างให้ความบุ่มบ่ามของตัวเอง
“แล้วถ้าวันนี้ฉันมาช้า?” คิรันสวนกลับทันควัน ดวงตาคมกริบคู่นั้นวาวโรจน์ขณะจ้องลึกเข้ามาในดวงตาเธออย่างคาดคั้น
“ถ้ามันยิงเธอขึ้นมาจริงๆ ล่ะ”
น้ำเสียงของเขากดต่ำลงทุกขณะจนฟังดูคล้ายเสียงคำรามในลำคอ
“เธอคิดว่าฉันจะอยู่ยังไง”
“คุณ...” หัวใจของปั้นหยาไหววูบคล้ายตกจากที่สูง คิรันโน้มใบหน้าลงมาหาจนปลายจมูกแทบจะสัมผัสกัน ลมหายใจร้อนของเขาปัดผ่านผิวแก้มของเธอ
“ฉันเกือบเสียสติระหว่างทางมาที่นี่ตอนที่สายส่งข่าว”
ถ้อยคำนั้นหนักแน่นและจริงจังเสียจนเธอเถียงไม่ออก ปั้นหยาเบือนหน้าหนีสายตาคู่นั้นด้วยความสับสนที่ตีตื้นขึ้นมาในอก
“คุณไม่ควรพูดแบบนี้กับฉัน”
“ทำไม”
“เพราะฉันเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าคุณพูดจริง หรือแค่ต้องการควบคุมฉัน”
คิรันชะงักไปทันที แววตาที่เคยแข็งกร้าวมีอาการสั่นไหวเล็กน้อยคล้ายถ้อยคำของเธอพุ่งเป้าเข้าจุดสำคัญ ก่อนที่เขาจะแค่นหัวเราะออกมาเบา ๆ ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้ามากกว่าจะนึกขำ
“แล้วต่างกันตรงไหน”
“ต่างสิ!” ปั้นหยาใช้มือยันอกแกร่งของเขาออกห่างเว้นระยะคุกคาม
“ฉันไม่อยากเป็นแค่คนที่คุณหวงเพราะเป็นของสะสมหรือของเล่นของคุณ”
ความเงียบเข้าปกคลุมรอบกายทันที คิรันนิ่งเงียบไปเนิ่นนานจนบรรยากาศรอบตัวเริ่มอึดอัด ก่อนที่เขาจะค่อย ๆ เชยคางเธอขึ้นมาสบตาอีกครั้ง ดวงตาคมเข้มคู่นั้นจ้องลึกคล้ายจะพันธนาการเธอไว้ไม่ให้หลบหนีไปไหนได้อีก
“งั้นถ้าฉันบอกว่า” เขาหยุดชะงักไปเสี้ยววินาทีเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ “ฉันหวงเพราะเธอเป็นปั้นหยา ไม่ใช่เพราะเธอเป็นของสะสมของฉันล่ะ”
หัวใจของหญิงสาวกระตุกแรงจนรู้สึกเจ็บ ลมหายใจติดขัดคล้ายมีก้อนบางอย่างจุกอยู่ที่ลำคอ เธอนิ่งมองใบหน้าคมสันของเขาอย่างค้นหา ร่องรอยของการล้อเล่นหรือคำลวงไม่มีปรากฏอยู่เลยแม้แต่น้อย ดวงตาคู่นั้นจริงจังเกินไป จริงจังเสียจนเธอเริ่มหวาดหวั่นที่จะรับมือ
“คุณ...” เสียงของเธอกลายเป็นเสียงกระซิบที่สั่นพร่า “อย่าพูดแบบนี้”
“ทำไม”
“เพราะฉันไม่รู้จะเชื่อคุณยังไง”
คิรันไม่ได้ตอบในทันที สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านประตูโกดังที่เปิดอ้าเข้ามา หอบเอาความหนาวชื้นและกลิ่นของดินปืนให้ลอยวนอยู่ในอากาศ ทว่าความเงียบที่โรยตัวอยู่ระหว่างเขากับเธอนั้นกลับกดดันและลึกซึ้งยิ่งกว่า
“ก็ไม่ต้องเชื่อ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบราบ ทว่ามั่นคง
“ก็ไม่คิดจะเชื่ออยู่แล้วล่ะ”
“แค่ดูว่าฉันทำอะไรกับเธอ”
ปั้นหยาชะงักนิ่ง คิรันยกมือขึ้นลูบเรือนผมของเธออย่างเบามือ สัมผัสที่โหยหาและอ่อนโยนนั้นช่างขัดกับคราบเลือดที่ยังเปื้อนติดอยู่บนฝ่ามือเขาอย่างสิ้นเชิง
“ฉันไม่เคยพูดเรื่องพวกนี้กับใคร” น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำลงคล้ายกำลังเปิดเผยความในใจ
“เธอเป็นคนแรก”
หัวใจของเธอสั่นสะท้านขึ้นมาอีกครั้ง ผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือมัจจุราชที่ใครต่อใครต่างหวาดเกรง คือคนที่สามารถปลิดชีพผู้อื่นได้โดยไม่กะพริบตา แต่ในนาทีนี้... เขากลับกำลังจ้องมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอาวรณ์ คล้ายกับว่าเขากำลังหวาดกลัวการสูญเสียเธอไปจริง ๆ
“ฉันงงไปหมดแล้ว” ปั้นหยาเบือนหน้าหนีสายตาคมกริบนั้นแทบไม่ทัน ความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามาทำเอาเธอตั้งตัวไม่ติด
“งั้นก็ไม่ต้องคิด”
“จะไม่ให้คิดได้ยังไง! ชีวิตฉันพังเพราะคุณนะคิรัน”
คำพูดนั้นคล้ายหมัดฮุกที่ต่อยเข้ากลางใจจนชายหนุ่มนิ่งงันไป ปั้นหยากัดริมฝีปากจนเจ็บเพื่อสะกดอารมณ์ก่อนจะเค้นเสียงพูดต่อ
“ฉันถูกไล่ล่า ถูกจับตัว ถูกเอาปืนจ่อหัว... ทั้งหมดก็เพราะฉันหลงเข้าไปอยู่ในโลกของคุณ”
ขอบตาของหญิงสาวเริ่มร้อนผ่าวและเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ
“แต่ที่แย่ที่สุดคือ...” เสียงของเธอกลายเป็นเสียงกระซิบที่สั่นเครือ หญิงสาวสูดลมหายใจลึกก่อนเอ่ยประโยคถัดมา
“ฉันดันเริ่มรู้สึกดีกับคนที่อันตรายที่สุด”
ตอนที่ 58 หลุมฝังศพใต้เม็ดฝนยามที่ทั้งเมืองตกอยู่ในห้วงนิทรา สายฝนระลอกใหญ่เริ่มตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง หยดน้ำฝนหลั่งไม่ขาดสาย สาดกระหน่ำซัดเข้าใส่บานกระจกรถยนต์สีดำคันหรูอย่างไม่ลืมหูลืมตา บรรยากาศภายในห้องโดยสารเงียบสงัด มีเพียงเสียงกลไกการขึ้นลำกล้องปืนดังแว่วขึ้นเบา ๆ จากฝีมือของคีร์ซึ่งนั่งอยู่เบาะหน้าแกร๊ก!“พร้อมนะมึง” คีร์ปรายตามองนิ่ง ราวกับต้องการย้ำความมั่นใจเป็นครั้งสุดท้าย“พร้อมฝังคน” ข้างกันนั้น ซิ่วอิงกำลังใช้ผ้าสะอาดรูดเช็ดใบมีดสั้นในมืออย่างชำนาญส่วนทางด้านของคิรัน ชายหนุ่มนั่งอยู่บริเวณเบาะหลังเพียงลำพัง ใบหน้าคมไร้ความรู้สึก แววตาดูเยือกเย็นราวกับเกล็ดน้ำแข็งขั้วโลก บรรยากาศรอบ ๆ ตัวเขาแผ่แรงกดดันมหาศาล จนแม้แต่ลูกน้องการ์ดชุดดำที่นั่งประจำการอยู่ในรถยนต์อีกคัน ยังพลอยไม่กล้าเอ่ยปากพูดเล่นหยอกล้อเหมือนเช่นทุกวัน“คนของจ้าวเฟิงอยู่ด้านในทั้งหมดสิบสองคน”คีร์เริ่มรายงานรายละเอียดข้อมูลต่อ“มีการ์ดเฝ้ารอบโกดัง ติดอาวุธครบ”คิรันพยักหน้ารับช้า ๆ ก่อนจะทอดสายตามองดูภาพถ่ายพิกัดจากหน้าจอแท็บเล็ตในมือ โกดังร้างริมท่าเรือสถานที่ที่พวกของจ้าวเฟิงใช้เป็นจุดนัดพบ เพื่อรับส่งข้
ตอนที่ 57 คนเดียวที่เป็นทุกอย่างช่วงเย็นวันเดียวกันบรรยากาศภายในคฤหาสน์หลังงามของคิรันตกอยู่ในความเงียบผิดปกติ ทีมการ์ดชุดดำติดอาวุธครบมือต่างพากันกระจายตรวจตราความเรียบร้อยรอบบริเวณพื้นที่อย่างแน่นหนาและเข้มงวดกว่าเดิมหลายเท่าตัว จนทำให้บรรยากาศโดยรอบดูคล้ายกับการเตรียมความพร้อมเพื่อเปิดรับศึกสงครามครั้งใหญ่มากกว่าจะเป็นบ้านพักอาศัยธรรมดาปั้นหยานั่งนิ่งอยู่บนโซฟาภายในห้องนั่งเล่น แม้ว่าเธอจะจัดการอาบน้ำชำระล้างร่างกาย เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ และพยายามบังคับตัวเองให้แสดงท่าทางเป็นปกติมากแค่ไหน ทว่าสีหน้าหวานกลับยังคงดูหมองหม่นไม่สดใสเอาเสียเลย แววตาคู่สวยเหม่อลอยเป็นระยะอย่างห้ามไม่อยู่ เพราะภาพเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อคืนวานมันยังคงฝังแน่นติดตาอยู่ในหัวไม่ยอมเลือนหายไปไหนป้าแย้มค่อย ๆ ย่อกายวางถ้วยชาร้อนส่งกลิ่นหอมกรุ่นลงตรงหน้าของหญิงสาวอย่างเบามือ“ดื่มหน่อยนะคะคุณปั้น”หญิงสาวยกมุมปากยิ้มบาง ๆ ส่งกลับไปให้“ขอบคุณค่ะป้า”ทว่ายังไม่ทันที่มือจะยกแก้วชาขึ้นดื่ม สายลมพัดพาเอาเสียงเครื่องยนต์ของรถยนต์ที่แล่นเข้ามาจอดบริเวณด้านหน้าตัวตึกขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน ปั้นหยาชะงักงันไปในทันที ก้
ตอนที่ 56 เริ่มสงสารศัตรูณ โรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง พื้นที่บริเวณชั้นบนสุดของอาคารถูกสั่งปิดตาย กั้นสิทธิ์ห้ามบุคคลภายนอกเข้าออกทั้งชั้นอย่างเด็ดขาด ทีมการ์ดชุดดำในสังกัดของคิรันยืนกระจายกำลังเฝ้าระวังความปลอดภัยอย่างหนาแน่นทุกจุด ทันทีที่ร่างสูงใหญ่ทรงพลังของคิรันสาวเท้าเดินก้าวเข้ามาด้านใน การ์ดทุกคนต่างพากันก้มหัวน้อมทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียงทันที“นายครับ”คิรันเดินสาวเท้าผ่านหน้าทุกคนไปโดยไม่คิดจะเอ่ยปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว จนกระทั่งฝีเท้ามาหยุดยืนนิ่งอยู่บริเวณหน้าบานประตูห้องพักฟื้นของเหนือภายในห้องพักฟื้นผู้ป่วยระดับวีไอพี เหนือนอนกําลังนั่งเอนกายพิงเข้ากับหัวเตียงผู้ป่วย ใบหน้าของเขาหล่อเหลาทว่ายังคงซีดเซียวไร้สีเลือด ผ้าพันแผลสีขาวสะอาดพาดพันผ่านช่วงสีข้างที่ได้รับบาดเจ็บ ทว่าแววตากลับเบิกตื่นเต็มที่และระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา ทันทีที่เขาเห็นร่างสูงใหญ่ของคิรันสาวเท้าก้าวเดินเข้ามาด้านใน บรรยากาศกดดันภายในห้องก็พลันหน่วงขึ้นมาในทันที โดยมีคีร์กับซิ่วอิงเดินตามเข้ามาขนาบข้าง และยืนนิ่งเงียบอยู่ทางด้านหลัง ไร้ซึ่งใครหน้าไหนที่จะกล้าเอ่ยปากพูดสอดแทรกขึ้นมาทำลายความเงียบเหน
ตอนที่ 55 ศัตรูตัวจริงที่ยังไม่เผยตัวตนตลอดการเดินทางกลับคฤหาสน์ ปั้นหยานั่งนิ่งไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว ร่างกายบอบบางของเธอยังคงแสดงอาการสั่นเทาอยู่เป็นระยะด้วยความผวา จนคิรันต้องเอื้อมแขนแกร่งไปดึงรั้งร่างของเธอเข้ามากระชับกอดเอาไว้แน่นตลอดเส้นทาง ฝ่ามือใหญ่คอยลูบแผ่นหลังของเธอช้า ๆ อย่างอ่อนโยน เพื่อปลอบประโลมให้คลายความหวาดกลัว“ปลอดภัยแล้ว ไม่มีใครแตะต้องเธอได้อีก”ปั้นหยาเม้มริมฝีปากแน่นเข้าหากัน ก่อนจะซุกใบหน้าลงกับอกแกร่งของเขาเงียบ ๆ เพื่อหาที่พึ่งพิง เพราะภาพของอาวุธปืน ภาพของหยาดเลือดสีแดงฉาน และเสียงกระหน่ำยิงอย่างบ้าคลั่งเมื่อครู่ มันยังคงฉายวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในหัวของเธอไม่ยอมหยุดหย่อน“ฮึก ฮึก คิรัน”“ไม่เป็นไร ไม่มีอะไรแล้ว เรากลับบ้านกันนะ” เป็นคำพูดปลอบที่ยาวที่สุดเท่าที่คนอย่างคิรันเอ่ยคืนนั้นหลังจากเดินทางกลับมาถึงคฤหาสน์เป็นที่เรียบร้อย คิรันก็แทบไม่ยอมแยกกายห่างจากเธอเลยแม้แต่ก้าวเดียว แม้กระทั่งในยามที่ปั้นหยากำลังนั่งเหม่อลอยอยู่บนเตียงนอนกว้าง ชายหนุ่มก็ยังคงนั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่ห่าง คอยยื่นมือไปลูบกลุ่มผมและกุมมือเล็ก ๆ ของเธอเอาไว้เงียบ ๆ เพื่อ
ตอนที่ 54 ของล้ำค่าที่ควรอยู่ในพิพิธภัณฑ์ช่วงบ่ายภายในร้านดอกไม้ยังคงตกอยู่ในความวุ่นวายอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน ปั้นหยากำลังใช้สมาธิทั้งหมดตั้งอกตั้งใจจัดช่อดอกไม้ขนาดใหญ่ สำหรับลูกค้าที่จะนำไปใช้ในงานสำคัญอย่างการขอแต่งงาน ใบหน้าหวานแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มสดใสละมุนละไม จนทำให้คนที่ลอบมองอยู่พลอยเผลอยิ้มตามออกมาโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคิรัน ที่ในเวลานี้นั่งเงียบอยู่ตรงมุมหนึ่งของร้าน ทว่าสายตาแทบไม่เคยละไปจากเรือนร่างของเธอเลยแม้แต่วินาทีเดียว“มึงเลิกมองเมียสักห้านาทีได้ไหม” คีร์พึมพำเตือนสติเบา ๆ ในระหว่างที่มือยังคงสาละวนพันริบบิ้นรอบช่อดอกไม้“ยุ่ง”“อาการโคม่า” ซิ่วอิงพยักหน้าเห็นพ้องเรียบเรื่อยตามประสาจื่อเยี่ยนหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างนึกขำกับบทสนทนาจิกกัดของสามหนุ่ม ก่อนที่เธอจะก้มลงตรวจทานเอกสารในมือต่อ ทว่าจู่ ๆ เสียงกระดิ่งทองเหลืองหน้าร้านก็ส่งเสียงดังขึ้นมาอีกครั้งอย่างกะทันหันกรุ๊งกริ๊ง“ยินดีต้อนรับค่ะ” พนักงานสาวเอ่ยปากทักทายพลางเงยหน้าขึ้นฉีกยิ้มตามสัญชาตญาณ ทว่ารอยยิ้มพิมพ์ใจนั้นกลับต้องแข็งค้างไปในทันที เพราะผู้ชายที่เพิ่งก้าวขาเดินเข้ามาภายในร้าน มีสภาพ
ตอนที่ 53 เมื่อมาเฟียต้องมาทำงานบริการภายในร้านดอกไม้ของปั้นหยา บรรยากาศที่ควรจะอบอวลไปด้วยความสดใส และหอมกรุ่นไปด้วยหมู่ดอกไม้นานาพันธุ์ ทว่าในวันนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก เพราะที่มุมหนึ่งของร้าน มีร่างของชายหนุ่มตัวสูงใหญ่กำยำหน้าตาดุดันสามคนกำลังนั่งจับเจ่าจัดดอกไม้อยู่เงียบ ๆคนหนึ่งกำลังใช้กรรไกรขลิบตัดก้านดอกกุหลาบด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ราวกับกำลังจะไปเชือดคอใคร ส่วนอีกคนก็กำลังสาละวนพันริบบิ้นด้วยแววตาไร้อารมณ์และว่างเปล่า ขณะที่หญิงสาวผู้มีอิทธิพลสุดในร้านนั่งนิ่ง ๆ แผ่รังสีกดดันบรรยากาศไปทั่วทั้งร้านโดยแทบไม่ต้องขยับตัวทำอะไรเลยสักนิดภาพเหตุการณ์แสนแปลกตานั้น ทำให้พนักงานสาวสองคนที่แอบซุ่มมองอยู่หลังเคาน์เตอร์ถึงกับต้องกระซิบกระซาบกันด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความหวาดผวา“พี่มาย นี่ร้านดอกไม้หรือฐานมาเฟียคะ”พนักงานอีกคนพยักหน้ารัวเร็วเห็นด้วยจนหัวแทบหลุด“หนูกลัวมาก พี่คีร์เมื่อกี้ใช้กรรไกรตัดขาดอกไม้เหมือนจะไปตัดขาคนเลย”ตัดกลับมาทางฝั่งของคีร์ที่กำลังนั่งถือดอกลิลลี่สีหวานด้วยสีหน้าหงุดหงิด“เชี่ย ทำไมมันต้องมีขั้นตอนเยอะขนาดนี้วะ”ซิ่วอิงที่กำลังขะมัก
หัวใจของปั้นหยาสั่นสะท้านจนแทบควบคุมไม่ได้ ความใกล้ชิดในระดับที่ลมหายใจอุ่นของคิรันปะทะเข้ากับผิวแก้วนั้น รุนแรงและจู่โจมความรู้สึกเธออย่างหนักหน่วง ใกล้เสียจนเธอรู้ดีว่านาทีนี้ เธอหนีหัวใจตัวเองไม่พ้นอีกแล้ว“คุณพูดเหมือนคนคลั่งรักฉันงั้นแหละ”ปั้นหยาพยายามเค้นเสียงให้ดูเป็นปกติที่สุด ทว่ามันกลับแ
คิรันจ้องมองเธอเนิ่นนานโดยไม่เอ่ยคำใด ก่อนจะค่อย ๆ โน้มตัวลงดึงร่างอรชรเข้าหาตัวอย่างช้า ๆ อ้อมกอดครั้งนี้ปราศจากความดุดันหรือการบังคับขู่เข็ญ มีเพียงความเงียบงันและไออุ่นที่โอบล้อมกายเธอไว้ คล้ายเป็นที่พักพิงเดียวท่ามกลางพายุ“เสียใจไหม” เสียงทุ้มต่ำถามชิดใบหู ปั้นหยาหลับตาลงอย่างอ่อนแรง ใจหนึ่งเธ
ปัง!ประตูโกดังถูกกระแทกจนระเบิดออก ชายชุดดำกรูเข้ามาพร้อมกับพายุขวากหนามของกระสุนปืนที่ดังระงมไปทั่วพื้นที่ ปั้นหยาใจหายวูบเมื่อร่างของลูกน้องที่คุมตัวเธออยู่ถูกยิงล้มพับลงข้างกาย เหตุการณ์ทุกอย่างชุลมุนวุ่นวายจนประสาทสัมผัสของเธอประผลตามไม่ทัน และท่ามกลางกลุ่มควันและเสียงปืนนั้นเอง... เธอเห็นเขา
ปั้นหยาชะงักนิ่งเมื่อถูกดวงตาคมเข้มคู่หนึ่งตรึงไว้แน่น สายตาของคิรันเต็มไปด้วยความเด็ดขาดจนเธอไม่อาจโต้แย้ง“ฉันจะไม่ปล่อยให้เธอไปเสี่ยง”หัวใจของเธอไหววูบ ทั้งที่ควรจะขุ่นเคืองในความเผด็จการ แต่ลึก ๆ กลับมีความอบอุ่นบางอย่างซึมลึกเข้ามาจนเธอนึกหงุดหงิดตัวเอง“คุณไม่มีสิทธิ์มาห้ามฉัน”คิรันจ้องลึกเ







