LOGINปั้นหยาชะงักนิ่งเมื่อถูกดวงตาคมเข้มคู่หนึ่งตรึงไว้แน่น สายตาของคิรันเต็มไปด้วยความเด็ดขาดจนเธอไม่อาจโต้แย้ง
“ฉันจะไม่ปล่อยให้เธอไปเสี่ยง”
หัวใจของเธอไหววูบ ทั้งที่ควรจะขุ่นเคืองในความเผด็จการ แต่ลึก ๆ กลับมีความอบอุ่นบางอย่างซึมลึกเข้ามาจนเธอนึกหงุดหงิดตัวเอง
“คุณไม่มีสิทธิ์มาห้ามฉัน”
คิรันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเธอครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับลงจนเหลือเพียงเสียงกระซิบ
“งั้นถ้าฉันไม่กลับมา”
ความรู้สึกเหมือนหัวใจถูกมือที่มองไม่เห็นบีบคั้นอย่างแรง ทำให้ปั้นหยาเงียบไปทันที ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบผมเธออย่างเบามือ
“ห้ามออกจากห้องนี้เด็ดขาด เข้าใจไหม” สัมผัสอ่อนโยนและน้ำเสียงนุ่มนวลลงกว่าทุกครั้ง ทำให้เธอเผลอใจสั่นอย่างห้ามไม่ได้ เขาหมุนตัวหมายจะเดินจากไป แต่ในจังหวะที่มือหนากำลังจะผลักบานประตูออก ปั้นหยากลับหลุดปากเรียกเขาไว้ด้วยความพลั้งเผลอ
“เดี๋ยว”
เท้าชะงักกึก ปั้นหยากำชายเสื้อตัวเองไว้แน่น พยายามเค้นเสียงที่สั่นเครือให้ออกมาเบาที่สุด
“ระวังตัวด้วยนะ”
คำพูดนั้นทำให้มือที่จับลูกบิดประตูชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ทว่าปั้นหยากลับสังเกตเห็นมันได้อย่างชัดเจน คิรันหันกลับมาสบตาเธอ ดวงตาคมนิ่งงันคล้ายกำลังประมวลผลคำพูดที่เขาไม่คิดว่าจะได้ยินจากปากเธอ
“เมื่อกี้เธอพูดว่าอะไรนะ”
ความร้อนผ่าวลามเลียไปทั่วใบหน้าทันทีที่รู้ตัวว่าหลุดปากออกไป
“ฉันแค่ไม่อยากให้คุณตาย”
คิรันจ้องมองเธออยู่เนิ่นนาน ก่อนที่มุมปากหยักจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจาง ๆ ที่หาดูได้ยาก
“ห่วงฉัน?”
“ไม่ได้ห่วง!” เธอรีบสวนกลับทันควัน
“ฉันแค่ไม่อยากติดอยู่ที่นี่คนเดียวต่างหาก”
“อืม”
เขาพยักหน้ารับช้า ๆ แม้จะทำท่าเหมือนเชื่อ แต่สายตาแพรวพราวนั้นบอกชัดว่าเขาอ่านความรู้สึกของเธอออกทะลุปรุโปร่งจนน่าโมโห
“จะไปก็รีบไปสิ!”
เสียงหัวใจที่เต้นรัวแรงยังไม่ทันสงบ คิรันก็เดินกลับมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธออีกครั้ง ระยะห่างที่ลดน้อยลงทำให้เธอได้รับรู้อุณหภูมิร่างกายและลมหายใจของเขา
“ถ้าฉันกลับมา” น้ำเสียงทุ้มต่ำรั้งรออยู่ในที
“เธอต้องเลิกโกหกตัวเองก่อน”
“อะไรของคุณ”
“ว่าเธอไม่ได้รู้สึกอะไรกับฉัน”
ถ้อยคำนั้นพุ่งตรงเข้าชนกลางใจปั้นหยาอย่างจัง
“คุณมั่นใจตัวเองเกินไปแล้ว!”
“แล้วเธอล่ะ” เขาก้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบชนกัน
“ทำไมต้องหน้าแดง”
“คิรัน!”
หญิงสาวรีบใช้แรงทั้งหมดที่มีผลักอกเขาออก ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ อย่างอารมณ์ดี ทว่าในวินาทีถัดมา บรรยากาศขี้เล่นก็มลายหายไป กลับกลายเป็นความเคร่งขรึมของชายที่กุมอำนาจไว้ในมือ คิรันแตะแก้มเธอเบา ๆ เป็นครั้งสุดท้าย
“ล็อกประตูไว้ดี ๆ อย่าไปไหน” น้ำเสียงเข้มขึ้นและจริงจัง
“รู้แล้วน่า”
“ถ้าไม่ใช่ฉัน ห้ามเปิดให้ใครเด็ดขาด”
ปั้นหยากลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะพยักหน้ารับคำ คิรันจ้องมองเธอเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินออกจากห้องไปจริง ๆ
ความเงียบงันโรยตัวลงมาทันทีที่สิ้นเสียงประตูปิดลง ปั้นหยายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มือของเธอเย็นเยียบเฉียบและสั่นเทาขณะที่หัวใจยังคงเต้นระรัวอย่างควบคุมไม่ได้ เธอทั้งสับสนและโกรธตัวเองที่เริ่มเป็นห่วงผู้ชายที่อันตรายที่สุด คนที่ลากเธอเข้ามาพัวพันกับโลกมืดมิดใบนี้
แต่ภาพที่เขาปกป้องเธอ และสายตาที่มองมาเมื่อครู่กลับวนเวียนอยู่ในหัว หญิงสาวถอนหายใจยาวพยายามสลัดความวุ่นวายออกไป ทว่ายังไม่ทันจะได้พักใจ เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานก็ดังขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เครื่องของเธอ
มันเป็นโทรศัพท์สำรองของคิรัน หน้าจอสว่างวาบพร้อมข้อความที่ทำให้ลมหายใจของเธอสะดุด
‘ถ้านายยังอยากให้ผู้หญิงคนนั้นมีชีวิตอยู่ อย่าพาตำรวจมา’
หัวใจของปั้นหยาหล่นวูบไปที่ตาตุ่ม ความตระหนกยังไม่ทันจางหาย ข้อความถัดมาก็เด้งขึ้นพร้อมรูปภาพที่ทำให้ใบหน้าของเธอซีดเผือด ในรูปนั้นคือพี่ชายของเธอที่อยู่ในสภาพสะบักสะบอม เลือดเปรอะเปื้อนเต็มหน้า โดยมีปากกระบอกปืนจ่ออยู่ที่ศีรษะ
มือที่ถือโทรศัพท์สั่นระริก ลมหายใจเริ่มขาดช่วงขณะที่เธอกดอ่านข้อความถัดไปด้วยความลนลาน
‘ถ้าอยากช่วยมัน รีบมาคนเดียว’
พิกัดสถานที่คือท่าเรือร้างห่างไกล สมองของปั้นหยาขาวโพลนไปหมด ความขัดแย้งตีกันยุ่งเหยิงระหว่างการรอคอยคิรันกับความตายของพี่ชายที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย
เธอกัดริมฝีปากจนเจ็บแปลบ คำเตือนของคิรันยังก้องอยู่ในหู
“ห้ามเปิดให้ใครเด็ดขาด”
แต่ในยามนี้ คนที่กำลังจะสิ้นลมคือสายเลือดเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ เธอไม่มีเวลามากพอจะรอใครได้อีกแล้ว ปั้นหยาจ้องรูปพี่ชายในโทรศัพท์ด้วยหัวใจที่แหลกสลาย
“พี่”
ต่อให้รู้ว่าปลายทางคือกับดักที่วางไว้เพื่อล่อเธอออกไป แต่เธอไม่อาจปล่อยให้พี่ชายตายต่อหน้าต่อตาได้ หญิงสาวรีบคว้าเสื้อคลุมมาสวมแล้วแง้มประตูห้องออกอย่างระมัดระวัง ทางเดินที่เคยพลุกพล่านกลับเงียบสงัด คาดว่าพวกการ์ดคงตามคิรันไปจนหมด
ปั้นหยากำโทรศัพท์ในมือแน่นจนนิ้วขาวซีด เธอเร่งฝีเท้าไปทางบันไดหนีไฟที่หลบสายตาผู้คน ทุกก้าวเดินเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น แม้จะรู้ดีว่ากำลังฝ่าฝืนคำสั่งของผู้ชายที่น่ากลัวที่สุด แต่ตอนนี้เธอไม่มีทางเลือกอื่นเหลืออยู่อีกแล้ว
หนึ่งชั่วโมงถัดมา รถแท็กซี่ก็ชะลอตัวลงจอดนิ่งหน้าท่าเรือเก่าริมแม่น้ำ ปั้นหยาก้าวลงจากรถด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดจนไร้สีเลือด ลมกลางคืนที่หอบเอาความชื้นจากผิวน้ำมาปะทะร่างทำเอาเธอขนลุกชันไปทั้งตัว บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดเสียจนเสียงฝีเท้าของตัวเองฟังดูน่าหวั่นใจ แสงไฟราง ๆ จากหลอดไฟเหนือโกดังเก่ากะพริบถี่คล้ายจะดับ ๆ ติด ๆ แลดูวังเวง
กลิ่นฉุนของสนิมเหล็กและน้ำมันดิบคละคลุ้งอยู่ในอากาศชวนให้อึดอัด หญิงสาวก้มมองพิกัดในมือถือเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจรวบรวมความกล้าก้าวเท้าเข้าไปภายในความมืดมิดของโกดัง
“พี่...?”
เสียงเรียกนั้นแผ่วเบาจนถูกความเงียบกลืนกิน ไม่มีสัญญาณตอบรับใด ๆ ปั้นหยาขยับลึกเข้าไปอีกเพียงนิด ทันใดนั้นเอง...ปัง!
เสียงบานประตูเหล็กด้านหลังปิดกระแทกใส่กรอบดังสนั่น หญิงสาวสะดุ้งสุดตัวรีบหันขวับไปมอง ทว่าทุกอย่างก็สายเกินไปเสียแล้ว เมื่อร่างทึมเทาค่อย ๆ ก้าวออกมาจากมุมมืดล้อมรอบเธอไว้ทุกทิศทาง ปั้นหยาใจเสียจนทำอะไรไม่ถูก
“พี่ฉันอยู่ไหน!”
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความสมเพช ดังมาจากเบื้องบน เธอเงยหน้าขึ้นมองตามต้นเสียงก่อนที่หัวใจจะร่วงหล่นไปกองที่พื้น ชายคนหนึ่งนั่งพิงตู้คอนเทนเนอร์สูงอย่างไม่ทุกข์ร้อน ปลายนิ้วคีบบุหรี่ที่ส่งควันกรุ่น ขณะดวงตาคมกริบจ้องลงมายังเธอด้วยความนิ่งเฉยดุจน้ำแข็ง
“มาง่ายกว่าที่คิดนะ”
ปั้นหยากำหมัดแน่นพยายามระงับอาการสั่นกลัว
“คุณตั้งใจส่งข้อความมาให้หาฉันเห็น?”
“นับว่าหัวไว”
ชายคนนั้นกระโดดลงจากที่สูงอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะย่างสามขุมเข้ามาหา ยิ่งเขาก้าวเข้ามาใกล้ รังสีคุกคามก็ยิ่งทวีความรุนแรงจนเธอรู้สึกหายใจลำบาก เขาไม่ใช่แค่ลูกน้องกระจอกทั่วไป แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมในแบบที่คิรันมี แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือคนตรงหน้าดูพร้อมจะปลิดชีวิตใครสักคนได้โดยไม่รู้สึกผิดชอบชั่วดี
“พี่ฉันอยู่ไหน”
เธอกลั้นใจถามซ้ำแม้เสียงจะเริ่มสั่นเครือ อีกฝ่ายเพียงแต่ยิ้มบางที่ดูน่าสยดสยอง ก่อนจะโยนโทรศัพท์มาให้เธอ ปั้นหยารับมันไว้อย่างงง ๆ และเมื่อคลิปวิดีโอสั้น ๆ เริ่มเล่น ภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำให้น้ำตาพรั่งพรูออกมาทันที พี่ชายของเธอถูกพันธนาการไว้กับเก้าอี้ในสภาพที่บอบช้ำจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้
“ปั้น... อย่ามา...” เสียงในคลิปขาดหายไปพร้อมกับหน้าจอที่ดับมืดลง
“พี่!”
“ยังไม่ตายหรอก” น้ำเสียงของเขาเรียบสนิทจนน่าขนลุก
“ถ้าเธอให้ความร่วมมือ”
“คุณต้องการอะไร” ปั้นหยาตวาดถามพลางสบตาเขาอย่างขัดขืน
“ง่าย ๆ” เขาขยับเข้ามาประชิดตัวแล้วใช้นิ้วเชยคางเธอขึ้นช้า ๆ
“ใช้เธอล่อไอ้คิรัน” ปั้นหยาสะบัดหน้าหนีจากการคุกคามทันที
“ฉันไม่เกี่ยว”
“แต่ไอ้คิรันมันเกี่ยว!” แววตาของชายคนนั้นกระด้างขึ้นฉับพลัน
“มันฆ่าน้องชายฉัน”
หัวใจของหญิงสาวกระตุกวูบเมื่อได้ยินคำนั้น
“แล้วตอนนี้...” เขากรีดยิ้มเหี้ยมเกรียมก่อนเอ่ยต่อ
“ฉันจะเอาของสำคัญของมันคืนบ้าง”
“คุณเข้าใจผิดแล้ว ฉันไม่ใช่ของสำคัญของเขา” ปั้นหยาถอยกรูดพลางปฏิเสธเสียงแข็ง
“งั้นเหรอ” อีกฝ่ายหัวเราะในลำคอพลางชูหน้าจอโทรศัพท์ขึ้นอีกครั้ง ภาพจากกล้องวงจรปิดหน้าท่าเรือเผยให้เห็นขบวนรถสีดำหลายคันที่กำลังพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วสูง และรถคันที่นำหน้ามาด้วยท่าทีดุดันนั้น...คือรถของคิรัน
ชายตรงหน้าจ้องมองอาการตื่นตระหนกของเธอด้วยความพอใจ
“ดูเหมือนมันจะไม่คิดแบบนั้นนะ”
เสียงล้อรถบดขยี้ถนนดังสนั่นหวั่นไหวมาจากด้านนอกโกดัง ปั้นหยาหัวใจเต้นรัวจนแทบระเบิดออกมานอกอก เขามาจริง ๆ ทั้งที่เธอไม่ได้ส่งข่าว ทั้งที่เธอแอบหนีเขามาเองแท้ ๆ ชายปริศนาเอียงคอมองเธอคล้ายกำลังสนุกกับละครฉากใหญ่
“น่าสนใจดีนะ...ฉันไม่เคยเห็นไอ้คิรันรีบร้อนขนาดนี้มาก่อน”
“ปล่อยพี่ฉัน...” ปั้นหยาเค้นเสียงอ้อนวอน
“ใจเย็น ๆ สิ เดี๋ยวก็ได้เจอ” อีกฝ่ายตอบอย่างไม่ยี่หระก่อนจะส่งสัญญาณให้ลูกน้อง
ทันใดนั้นเองปั้นหยาก็ถูกกระชากแขนจากทางด้านหลังอย่างแรงจนตัวปลิว
“ปล่อยนะ!” หญิงสาวพยายามดิ้นรนสุดแรงเกิด ทว่าอ้อมแขนกำยำของชายร่างยักษ์กลับล็อกตัวเธอไว้แน่นหนาราวกับคีมเหล็กจนแทบขยับเขยื้อนไม่ได้เลยสักนิด
ในจังหวะนั้นเอง เสียงกัมปนาทจากปลายกระบอกปืนระเบิดขึ้นด้านนอกโกดัง ตามมาด้วยเสียงสาดกระสุนตอบโต้กันอย่างบ้าคลั่ง แรงสั่นสะเทือนทำเอาโกดังเก่าสั่นไปทั้งหลัง
“นายครับ มันเข้ามาแล้ว!” ลูกน้องคนหนึ่งตะโกนรายงานด้วยน้ำเสียงตระหนก ทว่าชายผู้กุมชะตาปั้นหยาอยู่กลับแสยะยิ้มออกมาอย่างไม่รีบร้อน
“เร็วกว่าที่คิดอีก” เขาชักอาวุธปืนคู่กายขึ้นมา ก่อนจะสาวเท้าเข้าประชิดตัวเธอ
“รู้ไหม ฉันอยากเห็นสีหน้าไอ้คิรันตอนเสียเธอไปต่อหน้าต่อตามากแค่ไหน”
ปั้นหยาหน้าซีดสลับระเรื่อด้วยความเดือดดาล
“คุณมันโรคจิต!”
“อาจจะ...” เขายักไหล่อย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะตวัดปลายกระบอกปืนขึ้นจ่อขมับหญิงสาวจนเธอตัวแข็งทื่อ
“แต่เพราะมัน น้องชายฉันถึงต้องตาย”
นัยน์ตาของชายตรงหน้าแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังที่ลุกโชนจนน่าขนลุก
“วันนี้ใครสักคนต้องชดใช้”
และในจังหวะกระชั้นชิดนั้นเอง คิรันก็เสมือนจะฉุกนึกถึงเรื่องราวบางอย่างขึ้นมาได้“ปั้นหยา”“คะ?”“ไปเที่ยวกันไหม”“เที่ยว?”“อืม”คิรันเอนกายพิงเข้ากับพนักหัวเตียงนอนกว้างช้า ๆ ท่วงท่าเนิบนาบ ก่อนจะขยับริมฝีปากอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงทุ้มเรียบเรื่อย“ช่วงนี้เธอเหนื่อยมาหลายเรื่อง ทั้งเรื่องร้านดอกไม้ เรื่องพี่ชาย แล้วยังจะเรื่องในวันนี้อีก...” แววตาของเขาเลื่อนมาทอดมองใบหน้าหวานอย่างลึกซึ้ง “...ฉันไม่อยากเห็นเธอต้องเครียด”“จริงเหรอคะ? จะพาไปเที่ยวเหรอ”“อยากไปที่ไหนก็เลือกมาได้เลย ทะเล ภูเขา หรือต่างประเทศ... หรือถ้าเธอเกิดอยากจะไปเที่ยวรอบทั้งโลก ฉันก็พาไปได้”ปั้นหยาแอบหลุดส่งเสียงขำออกมาแผ่วเบาด้วยความเอ็นดู“พูดเหมือนมันง่ายเลยนะคะ”“ก็ง่ายจริง” คิรันตอบหน้าตาย“คนรวยนี่น่าหมั่นไส้จริง ๆ” หญิงสาวค้อนขำ ๆคิรันหลุดส่งเสียงหัวเราะต่ำในลำคออย่างชอบใจ ก่อนจะขยับปากเปรยข้อเสนอถัดมา“แล้วก็... พาเพื่อนเธอไปด้วยก็ได้”“มิ้นท์เหรอคะ?”“อืม... รวมถึงบรรดาพนักงานที่ร้านดอกไม้ของเธอด้วยทั้งหมดนั่นแหละ”“จริงเหรอคะ?!”“ถือว่าเป็นโบนัสพักร้อน...ฉันจ่ายเอง”เมื่อสิ้นประโยคชายหนุ่มก็หยิบโทรศัพท์มือ
คิรันยืนอยู่เบื้องหน้าห้องพักใหญ่อีกครู่หนึ่ง เพื่อดึงสีหน้าโหด ๆ ทิ้งไปตามคำแนะนำของคีร์และซิ่วอิง พ่นลมหายใจยาวเหยียดก่อนจะยกมือขึ้นเคาะบานประตูก๊อก... ก๊อก...“ปั้นหยา”ภายในห้องยังคงส่งกลับมาเพียงความเงียบงันไร้ซุ่มเสียง คิรันสูดลมหายใจลึกก่อนเปรยคำอ่อนลง“ฉันขอคุยด้วยหน่อย”พื้นที่ด้านในตกอยู่ในความเงียบงันครู่หนึ่ง ก่อนที่น้ำเสียงกระเง้ากระงอดแสนงอนของหญิงสาวจะยอมเอ่ยตะโกนตอบกลับออกมา“ไม่คุย!”คิรันถึงกับต้องหลับตาลงช้า ๆ พลางแอบพึมพำกับตัวเองแผ่วเบาอย่างเหนื่อยใจ“ยากกว่าปิดดีลร้อยล้านอีก...”คิรันยังคงยืนพิงแผ่นหลังเข้ากับบานประตูห้องนอนอยู่เงียบ ๆ ภาพลักษณ์ผู้นำมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลแสนเย็นชาที่ใครต่อใครเห็นพบเห็นเป็นต้องขวัญหนีดีฝ่อหวาดกลัวจนตัวสั่น ในเวลานี้กลับไม่หลงเหลือเค้าโครงความป่าเถื่อนนั้นอยู่อีกเลย... เพราะบัดนี้เขากำลังตกอยู่ในสภาวะจนแต้มหมดปัญญาอย่างสิ้นเชิง เพียงเพราะติดกับดักความงอนของผู้หญิงตัวเล็ก ๆ แค่คนเดียว“ปั้นหยา เปิดประตูก่อน” คิรันส่งเสียงเรียกเธออีกครั้งพื้นที่ภายในห้องจมดิ่งลงสู่ความเงียบสงัดระคนอึดอัดอยู่พักใหญ่ ก่อนที่น้ำเสียงหวานของคนตัวเล็กจะยอม
ภายในห้องทำงานยังคงจมดิ่งอยู่ภายใต้ความเงียบอันเคร่งเครียด บรรดาลูกน้องทุกคนต่างพากันยืนนิ่ง ไร้ซุ่มเสียงขยับกาย ไม่มีใครกล้าพอจะสอดแทรกทำลายจังหวะบทสนทนาระหว่างคิรันกับปั้นหยาเลยแม้แต่น้อยนิดปั้นหยาตรึงสายตาจ้องมองใบหน้าคมคายของเขานิ่งสนิท ก่อนจะขยับปากเอ่ยคำถามขึ้นมาอีกครั้ง“คุณจะจัดการน้ำหวานยังไง”คิรันเอนแผ่นหลังพิงเข้ากับพนักเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่อย่างเนิบนาบ ทว่าวงแขนแกร่งก็ยังคงขยับโอบรัดเธอเอาไว้ไม่ยอมปล่อย“ฉันบอกแล้ว... ฉันไม่ตีผู้หญิง แต่ก็ไม่ได้ใจดีพอจะปล่อยไป”“คิรัน”“หล่อนตบเธอสองครั้ง” ชายหนุ่มเอ่ยปากพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“...กระชากผมเธอ ทำให้เธอล้ม ทำให้เธอเลือดออก”ทุกถ้อยคำที่รอดไรฟันออกมา ยิ่งส่งอานุภาพกดทับให้ความตึงเครียดภายในห้องทำงานทวีความหนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างน่ากลัว“ฉันไม่ได้เจ็บหนักอะไร ฉันว่า...”“สำหรับฉัน... แค่เธอมีรอยแดง ฉันก็ไม่โอเคแล้ว”ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายของปั้นหยารู้สึกกระตุกวูบเบา ๆ กับความใส่ใจนั้น ทว่าเธอก็ยังคงรวบรวมสติพยายามเอ่ยปากพูดจาทัดทานต่อ“แล้วถ้าคุณทำแรงเกินไปล่ะ”“ฉันรู้ขอบเขตดี”“แต่คุณเคยบอกเองว่าคุณไม่ใช่คนดี”ป
ตลอดระยะเวลาของการเดินทางกลับ บรรยากาศภายในห้องโดยสารของรถยนต์ตกอยู่ภายใต้ความเงียบ เสียจนผู้ร่วมทางแทบจะหายใจเข้าออกไม่ทั่วท้อง คิรันเอนกายนั่งอยู่เคียงข้างปั้นหยา ฝ่ามือแกร่งกุมมือเล็กของเธอเอาไว้แน่นตลอดการเดินทาง ปลายนิ้วโป้งอุ่นคอยเลื่อนลูบไล้แผ่วเบาไปตามบาดแผลรอยถลอกบนฝ่ามือบางของเธอเป็นระยะ ๆ อย่างทะนุถนอม ถึงแม้ใบหน้าคมคายจะเรียบนิ่งสนิทไร้ความรู้สึก ทว่าทุกคนบนรถต่างรับรู้ดีว่า บัดนี้บอสใหญ่แห่งตระกูลมาเฟียกำลังตกอยู่ในอารมณ์โกรธขีดสุด เสียจนไม่มีใครหน้าไหนกล้าหายใจแรงจนกระทั่งยานพาหนะคันงามเคลื่อนตัวผ่านซุ้มประตูใหญ่เข้ามาภายในเขตพื้นที่คฤหาสน์ มิ้นท์ที่ทอดสายตามองผ่านกระจกรถออกไปถึงกับอ้าปากค้างจนขากรรไกรแทบหลุด“เดี๋ยวนะ...นี่บ้านหรือโรงแรมห้าดาว?!”คำอุทานแสนซื่อส่งผลให้ปั้นหยาหลุดส่งเสียงขำเบา ๆ ออกมาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดเรื่องราววุ่นวายขึ้น ส่วนทางด้านของป้าแย้มที่นั่งอยู่เบาะหน้าก็พลอยอมยิ้มบาง ๆ ด้วยความเอ็นดูตามไปด้วยทันทีที่สองฝ่าเท้าก้าวขาสไลด์ลงมาจากรถ แพทย์ประจำคฤหาสน์ก็รีบสาวเท้าเข้ามาสแตนด์บายอยู่ทันท่วงที ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพราะคิรันได้ต่อสายตรงสั่งการเ
รถยนต์คันหรูหักเลี้ยวเปลี่ยนเลนกะทันหัน เสียงล้อรถยนต์บดเบียดเสียดสีเข้ากับพื้นผิวถนนดังสนั่นหวั่นไหว คิรันกำลังตรึงสายตาจับจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์ในมือนิ่ง แววตาคมกล้าอัดแน่นไปด้วยรังสีแห่งความเดือดดาลที่แทบจะควบคุมเอาไว้ไม่อยู่ เพราะเพียงแค่ห้วงความคิดแล่นเข้ามาในสมองว่า ปั้นหยาถูกทำร้าย เลือดทั่วกายก็แทบจะเดือดประทุออกมาเป็นลาวาร้อน“ใช้ชีวิตเบื่อแล้วรึไง ถึงกล้าแตะคนของฉัน”ภายในช็อปแบรนด์เนม สถานการณ์ในเวลานี้ตกอยู่ในความวุ่นวาย จนแทบจะไม่สามารถควบคุมทิศทางเอาไว้ได้ พนักงานร้านหลายต่อหลายคนต่างพากันขยับกายถอยหนีออกห่างด้วยความขลาดกลัว ในขณะที่บรรดาลูกค้าคนอื่น ๆ ที่มุงดูเหตุการณ์อยู่รอบนอกเริ่มหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาตั้งท่ากดถ่ายคลิปวิดีโอเก็บไว้ น้ำเสียงกรีดร้องและถ้อยคำด่าทอหยาบคายแผดดังอื้ออึงกันไปหมดจนฟังไม่ได้ศัพท์“ทำตัวเด่น น่าหมั่นไส้!”“ปล่อยนะน้ำหวาน”ปั้นหยายังถูกน้ำหวานจับกดคุกเข่าทรุดกายอยู่บนพื้นกระเบื้องเย็น สองฝ่ามือเนียนถลอกปอกเปิกแดงก่ำ แก้มขึ้นรอยนิ้วมือเด่นชัดเจน เส้นผมสลวยหลุดลุ่ยยุ่งเหยิงไม่มีชิ้นดีเพราะแรงกระชาก“ปล่อยปั้นหยานะอีบ้า ครอบครัวมีปัญหาหรือไง ถึ
หลังจากที่คิรันก้าวเท้าเดินออกไปขึ้นรถยนต์ เพื่อเดินทางไปทำงาน คฤหาสน์หลังใหญ่ก็พลันตกอยู่ภายใต้ความเงียบ ปั้นหยาย้ายร่างมานั่งจมปุกอยู่บนโซฟาภายในห้องรับแขกเพียงลำพัง ฝ่ามือเล็กขยับพลิกเปิดหน้าจอโทรศัพท์มือถือเลื่อนดูโน่นนี่ไปเรื่อยเปื่อยด้วยความรู้สึกเบื่อหน่าย ตอนแรกเธอตั้งอกตั้งใจเอาไว้ว่าจะจัดแจกันดอกไม้เล่นเพื่อฆ่าเวลา ทว่าสุดท้ายกลับพบว่าตัวเองหมดสิ้นแรงบันดาลใจไปเสียดื้อ ๆ อาจเป็นเพราะในช่วงระยะหลังมานี้ คิรันเข้มงวดกวดขันเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยรอบตัวเธอมาก เสียจนทำให้เธอแทบจะไม่ได้ย่างกรายออกไปเปิดหูเปิดตาที่ไหนเลยหญิงสาวระบายลมหายใจยาวออกมาแผ่วเบา ก่อนที่สายตาคู่สวยจะเหลือบไปเห็นแผ่นบัตรเครดิตสีดำขลับเลอค่าใบนั้นที่วางนิ่งอยู่บนโต๊ะกระจกตรงหน้า แล้วจู่ ๆ ห้วงความคิดบางอย่างก็แล่นริ้วเข้ามาในหัวสมอง“จริงสิ...”ตั้งแต่ที่เธอตกลงปลงใจมาใช้ชีวิตร่วมเรียงเคียงหมอนอยู่กับเขา ผู้ชายคนนั้นเป็นฝ่ายจัดการทุกสิ่งทุกอย่างมาปรนเปรอให้เธอ โดยที่เธอไม่ต้องเอ่ยปากขอ ทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับล้ำค่า ร้านดอกไม้แสนสวย หรือแม้กระทั่งเม็ดเงินมหาศาลเพื่อแลกกับความปลอดภัยรอบตัวเธอทว่าตัวเ
หลังจากที่ลูกน้องของคิรันเดินออกไปจากห้อง สายตาของปั้นหยาก็ค่อย ๆ กวาดสำรวจไปรอบห้องนอนอันโอ่อ่า รสนิยมของเจ้าของห้องสะท้อนผ่านการตกแต่งในโทนสีเข้มขรึม ทุกสิ่งทุกอย่างถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยจนไร้ที่ติ ทว่าในความสมบูรณ์แบบนั้นกลับดูไร้ชีวิตชีวาอย่างน่าประหลาด ไม่มีรูปถ่ายตั้งโชว์ ไม่มีของ
ตอนที่ 5 ไม่ใช่คนดี“ฉันไม่ไปกับคุณ!”“งั้นเห็นทีคงต้องใช้กำลังกันหน่อยแล้ว”ชายแปลกหน้าก้าวสามขุมเข้ามาหาอย่างคุกคาม ปั้นหยาคว้าสิ่งของที่อยู่ใกล้มือที่สุดซึ่งก็คือโคมไฟบนโต๊ะข้างเตียง ก่อนจะฟาดใส่อีกฝ่ายสุดแรงเกิดทันทีเพล้ง!“โอ๊ย! แม่งเอ๊ย!”มันสบถออกมาลั่นห้องเมื่อโคมไฟกระแทกเข้าที่ศีรษะอย่างจ
ตอนที่ 4เกินจะรับไหวทันทีที่สิ้นคำพูดทิ้งท้าย จีนก็หมุนตัวเดินจากไปทันที ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่แสนอึดอัดปกคลุมไปทั่วห้องอาหาร ปั้นหยานั่งนิ่งราวกับถูกสาป มือบางทั้งสองข้างเย็นเฉียบอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกสับสนตีรวนอยู่ในอกจนยากจะเรียบเรียง ทว่าเมื่อเธอเงยหน้าขึ้น ก็พบว่าคิรันกำลังจดจ้องมองเ
ปั้นหยาทอดสายตามองหน้าจอโทรศัพท์ที่สว่างวาบขึ้นท่ามกลางความเงียบ คำว่าเมียเก่าที่ปรากฏเด่นหราบนหน้าจอนั้นราวกับเข็มแหลมคมที่ทิ่มแทงเข้ามาในใจ ความรู้สึกบางอย่างจุกเสียดขึ้นมาที่ลำคออย่างไร้สาเหตุ ทั้งที่เธอพร่ำบอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่าไม่ควรจะรู้สึกอะไรกับเรื่องของเขาเลยแม้แต่น้อยเสียงเรียกเข้ายังคงดังต่







