Masukปั้นหยาชะงักนิ่งเมื่อถูกดวงตาคมเข้มคู่หนึ่งตรึงไว้แน่น สายตาของคิรันเต็มไปด้วยความเด็ดขาดจนเธอไม่อาจโต้แย้ง
“ฉันจะไม่ปล่อยให้เธอไปเสี่ยง”
หัวใจของเธอไหววูบ ทั้งที่ควรจะขุ่นเคืองในความเผด็จการ แต่ลึก ๆ กลับมีความอบอุ่นบางอย่างซึมลึกเข้ามาจนเธอนึกหงุดหงิดตัวเอง
“คุณไม่มีสิทธิ์มาห้ามฉัน”
คิรันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเธอครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับลงจนเหลือเพียงเสียงกระซิบ
“งั้นถ้าฉันไม่กลับมา”
ความรู้สึกเหมือนหัวใจถูกมือที่มองไม่เห็นบีบคั้นอย่างแรง ทำให้ปั้นหยาเงียบไปทันที ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบผมเธออย่างเบามือ
“ห้ามออกจากห้องนี้เด็ดขาด เข้าใจไหม” สัมผัสอ่อนโยนและน้ำเสียงนุ่มนวลลงกว่าทุกครั้ง ทำให้เธอเผลอใจสั่นอย่างห้ามไม่ได้ เขาหมุนตัวหมายจะเดินจากไป แต่ในจังหวะที่มือหนากำลังจะผลักบานประตูออก ปั้นหยากลับหลุดปากเรียกเขาไว้ด้วยความพลั้งเผลอ
“เดี๋ยว”
เท้าชะงักกึก ปั้นหยากำชายเสื้อตัวเองไว้แน่น พยายามเค้นเสียงที่สั่นเครือให้ออกมาเบาที่สุด
“ระวังตัวด้วยนะ”
คำพูดนั้นทำให้มือที่จับลูกบิดประตูชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ทว่าปั้นหยากลับสังเกตเห็นมันได้อย่างชัดเจน คิรันหันกลับมาสบตาเธอ ดวงตาคมนิ่งงันคล้ายกำลังประมวลผลคำพูดที่เขาไม่คิดว่าจะได้ยินจากปากเธอ
“เมื่อกี้เธอพูดว่าอะไรนะ”
ความร้อนผ่าวลามเลียไปทั่วใบหน้าทันทีที่รู้ตัวว่าหลุดปากออกไป
“ฉันแค่ไม่อยากให้คุณตาย”
คิรันจ้องมองเธออยู่เนิ่นนาน ก่อนที่มุมปากหยักจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจาง ๆ ที่หาดูได้ยาก
“ห่วงฉัน?”
“ไม่ได้ห่วง!” เธอรีบสวนกลับทันควัน
“ฉันแค่ไม่อยากติดอยู่ที่นี่คนเดียวต่างหาก”
“อืม”
เขาพยักหน้ารับช้า ๆ แม้จะทำท่าเหมือนเชื่อ แต่สายตาแพรวพราวนั้นบอกชัดว่าเขาอ่านความรู้สึกของเธอออกทะลุปรุโปร่งจนน่าโมโห
“จะไปก็รีบไปสิ!”
เสียงหัวใจที่เต้นรัวแรงยังไม่ทันสงบ คิรันก็เดินกลับมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธออีกครั้ง ระยะห่างที่ลดน้อยลงทำให้เธอได้รับรู้อุณหภูมิร่างกายและลมหายใจของเขา
“ถ้าฉันกลับมา” น้ำเสียงทุ้มต่ำรั้งรออยู่ในที
“เธอต้องเลิกโกหกตัวเองก่อน”
“อะไรของคุณ”
“ว่าเธอไม่ได้รู้สึกอะไรกับฉัน”
ถ้อยคำนั้นพุ่งตรงเข้าชนกลางใจปั้นหยาอย่างจัง
“คุณมั่นใจตัวเองเกินไปแล้ว!”
“แล้วเธอล่ะ” เขาก้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบชนกัน
“ทำไมต้องหน้าแดง”
“คิรัน!”
หญิงสาวรีบใช้แรงทั้งหมดที่มีผลักอกเขาออก ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ อย่างอารมณ์ดี ทว่าในวินาทีถัดมา บรรยากาศขี้เล่นก็มลายหายไป กลับกลายเป็นความเคร่งขรึมของชายที่กุมอำนาจไว้ในมือ คิรันแตะแก้มเธอเบา ๆ เป็นครั้งสุดท้าย
“ล็อกประตูไว้ดี ๆ อย่าไปไหน” น้ำเสียงเข้มขึ้นและจริงจัง
“รู้แล้วน่า”
“ถ้าไม่ใช่ฉัน ห้ามเปิดให้ใครเด็ดขาด”
ปั้นหยากลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะพยักหน้ารับคำ คิรันจ้องมองเธอเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินออกจากห้องไปจริง ๆ
ความเงียบงันโรยตัวลงมาทันทีที่สิ้นเสียงประตูปิดลง ปั้นหยายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มือของเธอเย็นเยียบเฉียบและสั่นเทาขณะที่หัวใจยังคงเต้นระรัวอย่างควบคุมไม่ได้ เธอทั้งสับสนและโกรธตัวเองที่เริ่มเป็นห่วงผู้ชายที่อันตรายที่สุด คนที่ลากเธอเข้ามาพัวพันกับโลกมืดมิดใบนี้
แต่ภาพที่เขาปกป้องเธอ และสายตาที่มองมาเมื่อครู่กลับวนเวียนอยู่ในหัว หญิงสาวถอนหายใจยาวพยายามสลัดความวุ่นวายออกไป ทว่ายังไม่ทันจะได้พักใจ เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานก็ดังขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เครื่องของเธอ
มันเป็นโทรศัพท์สำรองของคิรัน หน้าจอสว่างวาบพร้อมข้อความที่ทำให้ลมหายใจของเธอสะดุด
‘ถ้านายยังอยากให้ผู้หญิงคนนั้นมีชีวิตอยู่ อย่าพาตำรวจมา’
หัวใจของปั้นหยาหล่นวูบไปที่ตาตุ่ม ความตระหนกยังไม่ทันจางหาย ข้อความถัดมาก็เด้งขึ้นพร้อมรูปภาพที่ทำให้ใบหน้าของเธอซีดเผือด ในรูปนั้นคือพี่ชายของเธอที่อยู่ในสภาพสะบักสะบอม เลือดเปรอะเปื้อนเต็มหน้า โดยมีปากกระบอกปืนจ่ออยู่ที่ศีรษะ
มือที่ถือโทรศัพท์สั่นระริก ลมหายใจเริ่มขาดช่วงขณะที่เธอกดอ่านข้อความถัดไปด้วยความลนลาน
‘ถ้าอยากช่วยมัน รีบมาคนเดียว’
พิกัดสถานที่คือท่าเรือร้างห่างไกล สมองของปั้นหยาขาวโพลนไปหมด ความขัดแย้งตีกันยุ่งเหยิงระหว่างการรอคอยคิรันกับความตายของพี่ชายที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย
เธอกัดริมฝีปากจนเจ็บแปลบ คำเตือนของคิรันยังก้องอยู่ในหู
“ห้ามเปิดให้ใครเด็ดขาด”
แต่ในยามนี้ คนที่กำลังจะสิ้นลมคือสายเลือดเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ เธอไม่มีเวลามากพอจะรอใครได้อีกแล้ว ปั้นหยาจ้องรูปพี่ชายในโทรศัพท์ด้วยหัวใจที่แหลกสลาย
“พี่”
ต่อให้รู้ว่าปลายทางคือกับดักที่วางไว้เพื่อล่อเธอออกไป แต่เธอไม่อาจปล่อยให้พี่ชายตายต่อหน้าต่อตาได้ หญิงสาวรีบคว้าเสื้อคลุมมาสวมแล้วแง้มประตูห้องออกอย่างระมัดระวัง ทางเดินที่เคยพลุกพล่านกลับเงียบสงัด คาดว่าพวกการ์ดคงตามคิรันไปจนหมด
ปั้นหยากำโทรศัพท์ในมือแน่นจนนิ้วขาวซีด เธอเร่งฝีเท้าไปทางบันไดหนีไฟที่หลบสายตาผู้คน ทุกก้าวเดินเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น แม้จะรู้ดีว่ากำลังฝ่าฝืนคำสั่งของผู้ชายที่น่ากลัวที่สุด แต่ตอนนี้เธอไม่มีทางเลือกอื่นเหลืออยู่อีกแล้ว
หนึ่งชั่วโมงถัดมา รถแท็กซี่ก็ชะลอตัวลงจอดนิ่งหน้าท่าเรือเก่าริมแม่น้ำ ปั้นหยาก้าวลงจากรถด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดจนไร้สีเลือด ลมกลางคืนที่หอบเอาความชื้นจากผิวน้ำมาปะทะร่างทำเอาเธอขนลุกชันไปทั้งตัว บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดเสียจนเสียงฝีเท้าของตัวเองฟังดูน่าหวั่นใจ แสงไฟราง ๆ จากหลอดไฟเหนือโกดังเก่ากะพริบถี่คล้ายจะดับ ๆ ติด ๆ แลดูวังเวง
กลิ่นฉุนของสนิมเหล็กและน้ำมันดิบคละคลุ้งอยู่ในอากาศชวนให้อึดอัด หญิงสาวก้มมองพิกัดในมือถือเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจรวบรวมความกล้าก้าวเท้าเข้าไปภายในความมืดมิดของโกดัง
“พี่...?”
เสียงเรียกนั้นแผ่วเบาจนถูกความเงียบกลืนกิน ไม่มีสัญญาณตอบรับใด ๆ ปั้นหยาขยับลึกเข้าไปอีกเพียงนิด ทันใดนั้นเอง...ปัง!
เสียงบานประตูเหล็กด้านหลังปิดกระแทกใส่กรอบดังสนั่น หญิงสาวสะดุ้งสุดตัวรีบหันขวับไปมอง ทว่าทุกอย่างก็สายเกินไปเสียแล้ว เมื่อร่างทึมเทาค่อย ๆ ก้าวออกมาจากมุมมืดล้อมรอบเธอไว้ทุกทิศทาง ปั้นหยาใจเสียจนทำอะไรไม่ถูก
“พี่ฉันอยู่ไหน!”
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความสมเพช ดังมาจากเบื้องบน เธอเงยหน้าขึ้นมองตามต้นเสียงก่อนที่หัวใจจะร่วงหล่นไปกองที่พื้น ชายคนหนึ่งนั่งพิงตู้คอนเทนเนอร์สูงอย่างไม่ทุกข์ร้อน ปลายนิ้วคีบบุหรี่ที่ส่งควันกรุ่น ขณะดวงตาคมกริบจ้องลงมายังเธอด้วยความนิ่งเฉยดุจน้ำแข็ง
“มาง่ายกว่าที่คิดนะ”
ปั้นหยากำหมัดแน่นพยายามระงับอาการสั่นกลัว
“คุณตั้งใจส่งข้อความมาให้หาฉันเห็น?”
“นับว่าหัวไว”
ชายคนนั้นกระโดดลงจากที่สูงอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะย่างสามขุมเข้ามาหา ยิ่งเขาก้าวเข้ามาใกล้ รังสีคุกคามก็ยิ่งทวีความรุนแรงจนเธอรู้สึกหายใจลำบาก เขาไม่ใช่แค่ลูกน้องกระจอกทั่วไป แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมในแบบที่คิรันมี แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือคนตรงหน้าดูพร้อมจะปลิดชีวิตใครสักคนได้โดยไม่รู้สึกผิดชอบชั่วดี
“พี่ฉันอยู่ไหน”
เธอกลั้นใจถามซ้ำแม้เสียงจะเริ่มสั่นเครือ อีกฝ่ายเพียงแต่ยิ้มบางที่ดูน่าสยดสยอง ก่อนจะโยนโทรศัพท์มาให้เธอ ปั้นหยารับมันไว้อย่างงง ๆ และเมื่อคลิปวิดีโอสั้น ๆ เริ่มเล่น ภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำให้น้ำตาพรั่งพรูออกมาทันที พี่ชายของเธอถูกพันธนาการไว้กับเก้าอี้ในสภาพที่บอบช้ำจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้
“ปั้น... อย่ามา...” เสียงในคลิปขาดหายไปพร้อมกับหน้าจอที่ดับมืดลง
“พี่!”
“ยังไม่ตายหรอก” น้ำเสียงของเขาเรียบสนิทจนน่าขนลุก
“ถ้าเธอให้ความร่วมมือ”
“คุณต้องการอะไร” ปั้นหยาตวาดถามพลางสบตาเขาอย่างขัดขืน
“ง่าย ๆ” เขาขยับเข้ามาประชิดตัวแล้วใช้นิ้วเชยคางเธอขึ้นช้า ๆ
“ใช้เธอล่อไอ้คิรัน” ปั้นหยาสะบัดหน้าหนีจากการคุกคามทันที
“ฉันไม่เกี่ยว”
“แต่ไอ้คิรันมันเกี่ยว!” แววตาของชายคนนั้นกระด้างขึ้นฉับพลัน
“มันฆ่าน้องชายฉัน”
หัวใจของหญิงสาวกระตุกวูบเมื่อได้ยินคำนั้น
“แล้วตอนนี้...” เขากรีดยิ้มเหี้ยมเกรียมก่อนเอ่ยต่อ
“ฉันจะเอาของสำคัญของมันคืนบ้าง”
“คุณเข้าใจผิดแล้ว ฉันไม่ใช่ของสำคัญของเขา” ปั้นหยาถอยกรูดพลางปฏิเสธเสียงแข็ง
“งั้นเหรอ” อีกฝ่ายหัวเราะในลำคอพลางชูหน้าจอโทรศัพท์ขึ้นอีกครั้ง ภาพจากกล้องวงจรปิดหน้าท่าเรือเผยให้เห็นขบวนรถสีดำหลายคันที่กำลังพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วสูง และรถคันที่นำหน้ามาด้วยท่าทีดุดันนั้น...คือรถของคิรัน
ชายตรงหน้าจ้องมองอาการตื่นตระหนกของเธอด้วยความพอใจ
“ดูเหมือนมันจะไม่คิดแบบนั้นนะ”
เสียงล้อรถบดขยี้ถนนดังสนั่นหวั่นไหวมาจากด้านนอกโกดัง ปั้นหยาหัวใจเต้นรัวจนแทบระเบิดออกมานอกอก เขามาจริง ๆ ทั้งที่เธอไม่ได้ส่งข่าว ทั้งที่เธอแอบหนีเขามาเองแท้ ๆ ชายปริศนาเอียงคอมองเธอคล้ายกำลังสนุกกับละครฉากใหญ่
“น่าสนใจดีนะ...ฉันไม่เคยเห็นไอ้คิรันรีบร้อนขนาดนี้มาก่อน”
“ปล่อยพี่ฉัน...” ปั้นหยาเค้นเสียงอ้อนวอน
“ใจเย็น ๆ สิ เดี๋ยวก็ได้เจอ” อีกฝ่ายตอบอย่างไม่ยี่หระก่อนจะส่งสัญญาณให้ลูกน้อง
ทันใดนั้นเองปั้นหยาก็ถูกกระชากแขนจากทางด้านหลังอย่างแรงจนตัวปลิว
“ปล่อยนะ!” หญิงสาวพยายามดิ้นรนสุดแรงเกิด ทว่าอ้อมแขนกำยำของชายร่างยักษ์กลับล็อกตัวเธอไว้แน่นหนาราวกับคีมเหล็กจนแทบขยับเขยื้อนไม่ได้เลยสักนิด
ในจังหวะนั้นเอง เสียงกัมปนาทจากปลายกระบอกปืนระเบิดขึ้นด้านนอกโกดัง ตามมาด้วยเสียงสาดกระสุนตอบโต้กันอย่างบ้าคลั่ง แรงสั่นสะเทือนทำเอาโกดังเก่าสั่นไปทั้งหลัง
“นายครับ มันเข้ามาแล้ว!” ลูกน้องคนหนึ่งตะโกนรายงานด้วยน้ำเสียงตระหนก ทว่าชายผู้กุมชะตาปั้นหยาอยู่กลับแสยะยิ้มออกมาอย่างไม่รีบร้อน
“เร็วกว่าที่คิดอีก” เขาชักอาวุธปืนคู่กายขึ้นมา ก่อนจะสาวเท้าเข้าประชิดตัวเธอ
“รู้ไหม ฉันอยากเห็นสีหน้าไอ้คิรันตอนเสียเธอไปต่อหน้าต่อตามากแค่ไหน”
ปั้นหยาหน้าซีดสลับระเรื่อด้วยความเดือดดาล
“คุณมันโรคจิต!”
“อาจจะ...” เขายักไหล่อย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะตวัดปลายกระบอกปืนขึ้นจ่อขมับหญิงสาวจนเธอตัวแข็งทื่อ
“แต่เพราะมัน น้องชายฉันถึงต้องตาย”
นัยน์ตาของชายตรงหน้าแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังที่ลุกโชนจนน่าขนลุก
“วันนี้ใครสักคนต้องชดใช้”
ตอนที่ 58 หลุมฝังศพใต้เม็ดฝนยามที่ทั้งเมืองตกอยู่ในห้วงนิทรา สายฝนระลอกใหญ่เริ่มตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง หยดน้ำฝนหลั่งไม่ขาดสาย สาดกระหน่ำซัดเข้าใส่บานกระจกรถยนต์สีดำคันหรูอย่างไม่ลืมหูลืมตา บรรยากาศภายในห้องโดยสารเงียบสงัด มีเพียงเสียงกลไกการขึ้นลำกล้องปืนดังแว่วขึ้นเบา ๆ จากฝีมือของคีร์ซึ่งนั่งอยู่เบาะหน้าแกร๊ก!“พร้อมนะมึง” คีร์ปรายตามองนิ่ง ราวกับต้องการย้ำความมั่นใจเป็นครั้งสุดท้าย“พร้อมฝังคน” ข้างกันนั้น ซิ่วอิงกำลังใช้ผ้าสะอาดรูดเช็ดใบมีดสั้นในมืออย่างชำนาญส่วนทางด้านของคิรัน ชายหนุ่มนั่งอยู่บริเวณเบาะหลังเพียงลำพัง ใบหน้าคมไร้ความรู้สึก แววตาดูเยือกเย็นราวกับเกล็ดน้ำแข็งขั้วโลก บรรยากาศรอบ ๆ ตัวเขาแผ่แรงกดดันมหาศาล จนแม้แต่ลูกน้องการ์ดชุดดำที่นั่งประจำการอยู่ในรถยนต์อีกคัน ยังพลอยไม่กล้าเอ่ยปากพูดเล่นหยอกล้อเหมือนเช่นทุกวัน“คนของจ้าวเฟิงอยู่ด้านในทั้งหมดสิบสองคน”คีร์เริ่มรายงานรายละเอียดข้อมูลต่อ“มีการ์ดเฝ้ารอบโกดัง ติดอาวุธครบ”คิรันพยักหน้ารับช้า ๆ ก่อนจะทอดสายตามองดูภาพถ่ายพิกัดจากหน้าจอแท็บเล็ตในมือ โกดังร้างริมท่าเรือสถานที่ที่พวกของจ้าวเฟิงใช้เป็นจุดนัดพบ เพื่อรับส่งข้
ตอนที่ 57 คนเดียวที่เป็นทุกอย่างช่วงเย็นวันเดียวกันบรรยากาศภายในคฤหาสน์หลังงามของคิรันตกอยู่ในความเงียบผิดปกติ ทีมการ์ดชุดดำติดอาวุธครบมือต่างพากันกระจายตรวจตราความเรียบร้อยรอบบริเวณพื้นที่อย่างแน่นหนาและเข้มงวดกว่าเดิมหลายเท่าตัว จนทำให้บรรยากาศโดยรอบดูคล้ายกับการเตรียมความพร้อมเพื่อเปิดรับศึกสงครามครั้งใหญ่มากกว่าจะเป็นบ้านพักอาศัยธรรมดาปั้นหยานั่งนิ่งอยู่บนโซฟาภายในห้องนั่งเล่น แม้ว่าเธอจะจัดการอาบน้ำชำระล้างร่างกาย เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ และพยายามบังคับตัวเองให้แสดงท่าทางเป็นปกติมากแค่ไหน ทว่าสีหน้าหวานกลับยังคงดูหมองหม่นไม่สดใสเอาเสียเลย แววตาคู่สวยเหม่อลอยเป็นระยะอย่างห้ามไม่อยู่ เพราะภาพเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อคืนวานมันยังคงฝังแน่นติดตาอยู่ในหัวไม่ยอมเลือนหายไปไหนป้าแย้มค่อย ๆ ย่อกายวางถ้วยชาร้อนส่งกลิ่นหอมกรุ่นลงตรงหน้าของหญิงสาวอย่างเบามือ“ดื่มหน่อยนะคะคุณปั้น”หญิงสาวยกมุมปากยิ้มบาง ๆ ส่งกลับไปให้“ขอบคุณค่ะป้า”ทว่ายังไม่ทันที่มือจะยกแก้วชาขึ้นดื่ม สายลมพัดพาเอาเสียงเครื่องยนต์ของรถยนต์ที่แล่นเข้ามาจอดบริเวณด้านหน้าตัวตึกขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน ปั้นหยาชะงักงันไปในทันที ก้
ตอนที่ 56 เริ่มสงสารศัตรูณ โรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง พื้นที่บริเวณชั้นบนสุดของอาคารถูกสั่งปิดตาย กั้นสิทธิ์ห้ามบุคคลภายนอกเข้าออกทั้งชั้นอย่างเด็ดขาด ทีมการ์ดชุดดำในสังกัดของคิรันยืนกระจายกำลังเฝ้าระวังความปลอดภัยอย่างหนาแน่นทุกจุด ทันทีที่ร่างสูงใหญ่ทรงพลังของคิรันสาวเท้าเดินก้าวเข้ามาด้านใน การ์ดทุกคนต่างพากันก้มหัวน้อมทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียงทันที“นายครับ”คิรันเดินสาวเท้าผ่านหน้าทุกคนไปโดยไม่คิดจะเอ่ยปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว จนกระทั่งฝีเท้ามาหยุดยืนนิ่งอยู่บริเวณหน้าบานประตูห้องพักฟื้นของเหนือภายในห้องพักฟื้นผู้ป่วยระดับวีไอพี เหนือนอนกําลังนั่งเอนกายพิงเข้ากับหัวเตียงผู้ป่วย ใบหน้าของเขาหล่อเหลาทว่ายังคงซีดเซียวไร้สีเลือด ผ้าพันแผลสีขาวสะอาดพาดพันผ่านช่วงสีข้างที่ได้รับบาดเจ็บ ทว่าแววตากลับเบิกตื่นเต็มที่และระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา ทันทีที่เขาเห็นร่างสูงใหญ่ของคิรันสาวเท้าก้าวเดินเข้ามาด้านใน บรรยากาศกดดันภายในห้องก็พลันหน่วงขึ้นมาในทันที โดยมีคีร์กับซิ่วอิงเดินตามเข้ามาขนาบข้าง และยืนนิ่งเงียบอยู่ทางด้านหลัง ไร้ซึ่งใครหน้าไหนที่จะกล้าเอ่ยปากพูดสอดแทรกขึ้นมาทำลายความเงียบเหน
ตอนที่ 55 ศัตรูตัวจริงที่ยังไม่เผยตัวตนตลอดการเดินทางกลับคฤหาสน์ ปั้นหยานั่งนิ่งไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว ร่างกายบอบบางของเธอยังคงแสดงอาการสั่นเทาอยู่เป็นระยะด้วยความผวา จนคิรันต้องเอื้อมแขนแกร่งไปดึงรั้งร่างของเธอเข้ามากระชับกอดเอาไว้แน่นตลอดเส้นทาง ฝ่ามือใหญ่คอยลูบแผ่นหลังของเธอช้า ๆ อย่างอ่อนโยน เพื่อปลอบประโลมให้คลายความหวาดกลัว“ปลอดภัยแล้ว ไม่มีใครแตะต้องเธอได้อีก”ปั้นหยาเม้มริมฝีปากแน่นเข้าหากัน ก่อนจะซุกใบหน้าลงกับอกแกร่งของเขาเงียบ ๆ เพื่อหาที่พึ่งพิง เพราะภาพของอาวุธปืน ภาพของหยาดเลือดสีแดงฉาน และเสียงกระหน่ำยิงอย่างบ้าคลั่งเมื่อครู่ มันยังคงฉายวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในหัวของเธอไม่ยอมหยุดหย่อน“ฮึก ฮึก คิรัน”“ไม่เป็นไร ไม่มีอะไรแล้ว เรากลับบ้านกันนะ” เป็นคำพูดปลอบที่ยาวที่สุดเท่าที่คนอย่างคิรันเอ่ยคืนนั้นหลังจากเดินทางกลับมาถึงคฤหาสน์เป็นที่เรียบร้อย คิรันก็แทบไม่ยอมแยกกายห่างจากเธอเลยแม้แต่ก้าวเดียว แม้กระทั่งในยามที่ปั้นหยากำลังนั่งเหม่อลอยอยู่บนเตียงนอนกว้าง ชายหนุ่มก็ยังคงนั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่ห่าง คอยยื่นมือไปลูบกลุ่มผมและกุมมือเล็ก ๆ ของเธอเอาไว้เงียบ ๆ เพื่อ
ตอนที่ 54 ของล้ำค่าที่ควรอยู่ในพิพิธภัณฑ์ช่วงบ่ายภายในร้านดอกไม้ยังคงตกอยู่ในความวุ่นวายอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน ปั้นหยากำลังใช้สมาธิทั้งหมดตั้งอกตั้งใจจัดช่อดอกไม้ขนาดใหญ่ สำหรับลูกค้าที่จะนำไปใช้ในงานสำคัญอย่างการขอแต่งงาน ใบหน้าหวานแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มสดใสละมุนละไม จนทำให้คนที่ลอบมองอยู่พลอยเผลอยิ้มตามออกมาโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคิรัน ที่ในเวลานี้นั่งเงียบอยู่ตรงมุมหนึ่งของร้าน ทว่าสายตาแทบไม่เคยละไปจากเรือนร่างของเธอเลยแม้แต่วินาทีเดียว“มึงเลิกมองเมียสักห้านาทีได้ไหม” คีร์พึมพำเตือนสติเบา ๆ ในระหว่างที่มือยังคงสาละวนพันริบบิ้นรอบช่อดอกไม้“ยุ่ง”“อาการโคม่า” ซิ่วอิงพยักหน้าเห็นพ้องเรียบเรื่อยตามประสาจื่อเยี่ยนหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างนึกขำกับบทสนทนาจิกกัดของสามหนุ่ม ก่อนที่เธอจะก้มลงตรวจทานเอกสารในมือต่อ ทว่าจู่ ๆ เสียงกระดิ่งทองเหลืองหน้าร้านก็ส่งเสียงดังขึ้นมาอีกครั้งอย่างกะทันหันกรุ๊งกริ๊ง“ยินดีต้อนรับค่ะ” พนักงานสาวเอ่ยปากทักทายพลางเงยหน้าขึ้นฉีกยิ้มตามสัญชาตญาณ ทว่ารอยยิ้มพิมพ์ใจนั้นกลับต้องแข็งค้างไปในทันที เพราะผู้ชายที่เพิ่งก้าวขาเดินเข้ามาภายในร้าน มีสภาพ
ตอนที่ 53 เมื่อมาเฟียต้องมาทำงานบริการภายในร้านดอกไม้ของปั้นหยา บรรยากาศที่ควรจะอบอวลไปด้วยความสดใส และหอมกรุ่นไปด้วยหมู่ดอกไม้นานาพันธุ์ ทว่าในวันนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก เพราะที่มุมหนึ่งของร้าน มีร่างของชายหนุ่มตัวสูงใหญ่กำยำหน้าตาดุดันสามคนกำลังนั่งจับเจ่าจัดดอกไม้อยู่เงียบ ๆคนหนึ่งกำลังใช้กรรไกรขลิบตัดก้านดอกกุหลาบด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ราวกับกำลังจะไปเชือดคอใคร ส่วนอีกคนก็กำลังสาละวนพันริบบิ้นด้วยแววตาไร้อารมณ์และว่างเปล่า ขณะที่หญิงสาวผู้มีอิทธิพลสุดในร้านนั่งนิ่ง ๆ แผ่รังสีกดดันบรรยากาศไปทั่วทั้งร้านโดยแทบไม่ต้องขยับตัวทำอะไรเลยสักนิดภาพเหตุการณ์แสนแปลกตานั้น ทำให้พนักงานสาวสองคนที่แอบซุ่มมองอยู่หลังเคาน์เตอร์ถึงกับต้องกระซิบกระซาบกันด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความหวาดผวา“พี่มาย นี่ร้านดอกไม้หรือฐานมาเฟียคะ”พนักงานอีกคนพยักหน้ารัวเร็วเห็นด้วยจนหัวแทบหลุด“หนูกลัวมาก พี่คีร์เมื่อกี้ใช้กรรไกรตัดขาดอกไม้เหมือนจะไปตัดขาคนเลย”ตัดกลับมาทางฝั่งของคีร์ที่กำลังนั่งถือดอกลิลลี่สีหวานด้วยสีหน้าหงุดหงิด“เชี่ย ทำไมมันต้องมีขั้นตอนเยอะขนาดนี้วะ”ซิ่วอิงที่กำลังขะมัก
หัวใจของปั้นหยาสั่นสะท้านจนแทบควบคุมไม่ได้ ความใกล้ชิดในระดับที่ลมหายใจอุ่นของคิรันปะทะเข้ากับผิวแก้วนั้น รุนแรงและจู่โจมความรู้สึกเธออย่างหนักหน่วง ใกล้เสียจนเธอรู้ดีว่านาทีนี้ เธอหนีหัวใจตัวเองไม่พ้นอีกแล้ว“คุณพูดเหมือนคนคลั่งรักฉันงั้นแหละ”ปั้นหยาพยายามเค้นเสียงให้ดูเป็นปกติที่สุด ทว่ามันกลับแ
คิรันจ้องมองเธอเนิ่นนานโดยไม่เอ่ยคำใด ก่อนจะค่อย ๆ โน้มตัวลงดึงร่างอรชรเข้าหาตัวอย่างช้า ๆ อ้อมกอดครั้งนี้ปราศจากความดุดันหรือการบังคับขู่เข็ญ มีเพียงความเงียบงันและไออุ่นที่โอบล้อมกายเธอไว้ คล้ายเป็นที่พักพิงเดียวท่ามกลางพายุ“เสียใจไหม” เสียงทุ้มต่ำถามชิดใบหู ปั้นหยาหลับตาลงอย่างอ่อนแรง ใจหนึ่งเธ
ทั่วทั้งโกดังตกอยู่ในความเงียบงันอย่างสมบูรณ์ ปั้นหยาเบิกตากว้างด้วยความคาดไม่ถึง“คิรัน”“ฉิบหายแล้ว” พี่ชายของเธอกลับสบถออกมาแผ่วเบาเขาย้ำคำนั้นออกมาอย่างหมดแรง ส่วนปั้นหยาในตอนนี้สมองขาวโพลนจนคิดอะไรไม่ออก เธอมองผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก“คุณพูดอะไรออกมารู้ตัวไหม”“รู้”
ปัง!ประตูโกดังถูกกระแทกจนระเบิดออก ชายชุดดำกรูเข้ามาพร้อมกับพายุขวากหนามของกระสุนปืนที่ดังระงมไปทั่วพื้นที่ ปั้นหยาใจหายวูบเมื่อร่างของลูกน้องที่คุมตัวเธออยู่ถูกยิงล้มพับลงข้างกาย เหตุการณ์ทุกอย่างชุลมุนวุ่นวายจนประสาทสัมผัสของเธอประผลตามไม่ทัน และท่ามกลางกลุ่มควันและเสียงปืนนั้นเอง... เธอเห็นเขา







