ログインตอนแรกเขาถอดเสื้อยืดที่อยู่บนตัวออก จากนั้นก็เข็มขัดหนัง กางเกง แม้แต่กางเกงชั้นในเขาก็ไม่คิดจะเข้าไปถอดในห้องน้ำดี ๆ หรือไง?“เวินถิงเยี่ยน!” เธออดหวีดร้องไม่ได้และแน่นอนว่าเวินถิงเยี่ยนไม่ได้ยินเสียงของเธอ ยังคงถอดเสื้อผ้าที่สวมอยู่บนร่างกำยำออก ……เจี่ยนจือพยายามใช้แรงเบือนหน้าหนีไปอีกทาง ในที่สุดก็หนีจากภาพตรงหน้าได้สักทีเมื่อได้ยินเสียงสายน้ำกระทบพื้น เธอก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก หันกลับมาสำรวจห้องของเวินถิงเยี่ยนอีกครั้งเวินถิงเยี่ยนเก็บของทั้งหมดเสร็จแล้ว ดูเหมือนเขาพร้อมที่จะเดินทางไปเมืองหลวงได้ทุกเมื่อเลยบนโต๊ะเขียนหนังสือของเขามีของกองหนึ่งวางอยู่อย่างเป็นระเบียบ เธอลอยเข้าไปใกล้ ตั้งใจจะดูว่าเขาวางแผนอะไรเอาไว้บ้าง แต่กลับพบว่ากระดาษร่างที่เธอเคยเขียนวางอยู่ด้านบนสุดของกอง“เวินถิงเยี่ยน อย่าลืมที่นายรับปากฉันไว้นะ ห้ามไปเล่นกับอาเหวิน อาซิน และลั่วอวี่เฉิง ห้ามเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกับพวกเขา ห้ามเป็นเพื่อนกับพวกเขาด้วย”กระดาษแผ่นนั้นมีทั้งข้อความที่เธอซึ่งเป็นแค่ร่างเงาโปร่งใสเขียนทิ้งไว้ และยังมีวิธีแก้โจทย์ที่เขาเขียนไว้ด้วย นี่เขายังเก็บมันไว้อีกเหรอ ผ่านไป
เจี่ยนจือลอยไปมาระหว่างพวกเขาพลางขบคิดไปด้วย ดูเหมือนว่ามิตรภาพระหว่างพวกเขาจะยังเหมือนเดิม ไม่อย่างนั้นคงไม่นั่งกินข้าวด้วยกันอย่างสนิทสนมแบบนี้อาเฟิงยังคงทำใจไม่ได้ เดี๋ยวกอดคนนี้ที เดี๋ยวกอดคนนั้นที ร้องไห้แล้วร้องไห้อีก จนพลอยทำให้ทุกคนรู้สึกเศร้าตามไปด้วย สุดท้ายหร่านเฉินกับเจี่ยนจือก็ร้องไห้ออกมาเช่นกันเมิ่งเฉิงซ่งเห็นว่าถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปคงไม่มีวันจบ จึงค่อย ๆ ปลอบทุกคนทีละคน ก่อนจะเสนอให้พอแค่นี้ แล้วส่งทุกคนกลับบ้านเวลาล่วงเลยสู่วันใหม่ พวกเขาจึงลงมาชั้นล่างเพื่อเรียกรถกลับเจี่ยนจือมีบอดี้การ์ดมารับกลับ จึงมีที่นั่งเหลือสำหรับสี่คน“พวกนายขึ้นรถไปเถอะ ฉันยังมีธุระต่อ” เวินถิงเยี่ยนเสนอ“อาเยี่ยน นายขึ้นรถไปเถอะ ฉันเรียกรถกลับเองก็ได้” เมิ่งเฉิงซ่งหันไปบอกเขา หลังจากส่งตัวป่วนทั้งสามที่ยังสะอึกสะอื้นขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว“ไม่ต้องหรอก จริง ๆ นะ” เวินถิงเยี่ยนเร่งเขา “นายขึ้นรถไปเลย ฉันยังต้องกลับไปเก็บร้านอีก”เมิ่งเฉิงซ่งเงียบไปครู่หนึ่ง “พรุ่งนี้จะทำเรื่องแล้วเหรอ?”“อืม” เวินถิงเยี่ยนว่าต่อ “รีบเคลียร์ให้เสร็จ จะได้เตรียมพาคุณย่าไปที่เมืองหลวง”เมิ่งเฉิงซ่
และในที่สุดเจี่ยนจือก็ตื่นขึ้นมาอีกครั้งตอนที่ตื่นขึ้นมา ตัวเธอกำลังนอนอยู่ในบ้านที่ไห่เฉิง คราวนี้เธอแค่หลับไปในช่วงบ่าย หรือจะเรียกว่านอนกลางวันก็ได้หลังตื่นขึ้นมา เธอจำไม่ค่อยได้แล้วว่าเวินถิงเยี่ยนพูดอะไรกับเจี่ยนจือตัวน้อยบ้าง รู้เพียงว่าร่างกายอ่อนเพลียไปหมดหลายวันต่อมา เจี่ยนหลานก็กลับประเทศ เขาจัดการธุระของบริษัทในประเทศอยู่ครึ่งเดือน ก่อนจะมารับพวกเธอทั้งสามคนแล้วเดินทางกลับลอนดอนด้วยกันนับจากนั้น เจี่ยนจือก็ไม่อาจกลับเข้าไปในความฝันแบบนั้นได้อีกหนึ่งเดือน สองเดือน สามเดือน……เธอถึงขั้นคิดว่าเรื่องราวที่เธอได้พบเจอในห้วงเวลานั้นเป็นแค่ความฝันจริง ๆ ก็เหมือนกับตัวเอกในนิยายหลายเรื่องที่เข้าใจว่าตัวเองได้ไปใช้ชีวิตอยู่ในอีกห้วงเวลาหนึ่ง แต่สุดท้ายเรื่องทุกอย่างก็เป็นเพียงฝันตื่นหนึ่งเท่านั้นฤดูร้อนวนมาอีกครั้ง และเทศกาลศิลปะเอดินบะระก็เวียนมาอีกหนเจี่ยนจือกลับมาเข้าร่วมกับคณะนาฏศิลป์ และตอนนี้ก็ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานใหม่กับทางคณะมาได้ครึ่งปีกว่า และในที่สุดพวกเธอก็เตรียมการแสดงเสร็จทันก่อนที่เทศกาลศิลปะเอดินบะระจะเริ่ม อีกทั้งยังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับเท
เมื่อเดินก้าวเข้ารั้วประตูโรงเรียนจนมาถึงด้านหน้าอาคารเรียน เจี่ยนจือตัวน้อยก็ให้เมิ่งเฉิงซ่งกับอาเฟิงกลับห้องเรียนไปก่อน เธอหยุดฝีเท้าลงพร้อมกับเอ่ยรั้งเวินถิงเยี่ยนที่เดินคอตกให้อยู่คุยกับเธอก่อนเจี่ยนจือที่อยู่ในร่างเงาลอยอยู่ระหว่างทั้งสองคน รอฟังบทสนทนาที่จะเกิดขึ้น แต่กลับไม่มีใครเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาขึ้นก่อน เจี่ยนจือตัวน้อยจ้องเวินถิงเยี่ยนเขม็ง ขณะที่เวินถิงเยี่ยนเอาแต่ก้มหน้าเงียบตลอดเวลา ช่างเหมือนเด็กหนุ่มที่ทำผิดแล้วถูกเรียกมาตักเตือนจริง ๆ“เวินถิงเยี่ยน” ในที่สุดเจี่ยนจือตัวน้อยก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน “ปลายภาคที่แล้วสอบได้อันดับสองร้อยของสายวิทย์ นี่นายคิดยังไงกันแน่?”อะไรนะ?อันดับสองร้อย???เจี่ยนจืออยากพูดเหลือเกินว่าเวินถิงเยี่ยนควรถูกตบอีกสักหลายฉาด! ทางที่ดีควรจับมาซ้อมให้หนักสักยก!แต่เวินถิงเยี่ยนกลับเอาแต่เงียบ ไม่ยอมตอบอะไรเลยเจี่ยนจือตัวน้อยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นว่า “มีคนบอกว่านายชอบไปเที่ยวกับพวกคนนอกโรงเรียน จนถูกพวกนั้นชักนำไปในทางที่ผิด แต่ฉันไม่คิดแบบนั้น นายเป็นคนที่ควบคุมตัวเองได้ดีมาตลอด ถ้านายไม่คิดจะปล่อยตัวเองให้เหลวไหลเสียเอง ก็ไ
จู่ ๆ เจี่ยนจือก็นึกย้อนถึงช่วงครึ่งแรกของชีวิตตัวเองขึ้นมา รู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบตานิดหน่อย เจี่ยนจือในห้วงเวลานี้เข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวกว่าเธอมาก บางทีอาจเป็นเพราะได้พบคุณป้ากับพี่ชายตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงมีที่พึ่งพิง ไม่ต้องทนถูกพ่อแม่แท้ ๆ รังแกข่มเหงอยู่ตลอดเวลา ทั้งไม่ต้องคอยกังวลว่าคุณย่าจะถูกพวกเขารังแกด้วย หรือบางทีอาจมีเหตุผลอื่นก็ได้ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เธอก็เชื่อว่าเจี่ยนจือในห้วงเวลานี้จะมีชีวิตที่ดีกว่าช่วงครึ่งแรกของชีวิตที่เธอเคยผ่านมาส่วนสถานการณ์ตรงหน้า เห็นได้ชัดว่าแม้แต่เวินถิงเยี่ยนเองก็ยังคาดไม่ถึงว่าจะลงเอยเช่นนี้ เขาจึงได้แต่ยืนนิ่งอึ้ง ทำอะไรไม่ถูกอาซินถอยกรูดไปหลายก้าว แทบอยากตัดขาดความสัมพันธ์กับเวินถิงเยี่ยนให้รู้แล้วรู้รอด มีเพียงลั่วอวี่เฉิงที่หัวเราะออกมา ก่อนจะขยับเข้าไปหาเวินถิงเยี่ยนแทน “อาเยี่ยน นาย……”“เงียบไปซะ!” เจี่ยนจือยกมือชี้ลั่วอวี่เฉิง “ถ้าไม่อยากลงไปนอนกับพื้นเหมือนหมอนั่นก็เงียบไป!”ลั่วอวี่เฉิงได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ พลางหันไปมองเวินถิงเยี่ยน แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เธอจึงถอยหลังไปหลายก้าวโดยไม่รู้ตัวเช่นกันและในจังหวะนั้น เส
แต่สิ่งที่เจี่ยนจือไม่เข้าใจเลยก็คือ ไม่ว่าจะเป็นห้วงเวลาไหน อาเหวิน อาซิน และลั่วอวี่เฉิงต่างก็เรียนเก่งกันทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงสอบเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกับเวินถิงเยี่ยนไม่ได้แล้วทำไมในห้วงเวลานี้ คนพวกนี้ถึงได้ทำตัวเหมือนเด็กเกเรที่ไม่สนใจเรียนกันไปหมด?“อาเหวิน พวกเราออกมาสองชั่วโมงแล้วนะ กลับกันเถอะ?” จู่ ๆ อาซินก็เสนอขึ้น“กลัวอะไร?” อาเหวินว่าต่อ “นี่มันเดือนไหนแล้ว?เรื่องที่ต้องเรียนก็เรียนกันไปหมดแล้ว เรื่องที่ต้องรู้ก็รู้หมดแล้ว ส่วนเรื่องที่ไม่เข้าใจ ให้ตายก็ไม่เข้าใจหรอก สู้เอาเวลาออกมาผ่อนคลายดีกว่า”อาซินถอนหายใจ “เฮ้อ ถ้าพวกเราโดดเรียนอีก ครูจะเรียกผู้ปกครองแล้วนะ”โดดเรียนจริงด้วยสินะ……เจี่ยนจือฟังแล้วโกรธจนแทบไฟลุก“เรียกก็เรียกสิ ช่วงนี้พวกครูไม่กล้าตีหรอก มีแต่จะตามใจพวกเรา”อาซินถอนหายใจอีกครั้ง ดูท่าทางใจลอยอย่างเห็นได้ชัดดูเหมือนว่าอาซินจะเป็นคนขี้ขลาดมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วสินะ“พอได้แล้วน่า นายดูสิ ขนาดอาเยี่ยนยังไม่เห็นเดือดร้อนเลย แล้วนายจะร้อนใจไปทำไม?” อาเหวินว่าต่อ“นั่นสิ” ลั่วอวี่เฉิงก้าวขึ้นมาข้างหน้า จนมาหยุดอยู่ตรงหน้าเวินถิงเยี่ยน “อา







