로그인เจี่ยนจือฝันมาถึงตรงนี้ก็ตื่นขึ้นจากห้วงฝัน กลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริงหลังตื่นจากความฝัน กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกพุดซ้อนยังคงลอยอยู่ในอากาศ แต่เธอกลับนึกไม่ออกเลยว่า ตอนเรียนมัธยมปลายเคยเกิดเหตุการณ์แบบที่เห็นในความฝันขึ้นจริงหรือไม่ทำไมเวินถิงเยี่ยนถึงทะเลาะกับเมิ่งเฉิงซ่งล่ะ?ทำไมเมิ่งเฉิงซ่งถึงพูดกับเวินถิงเยี่ยนแบบนั้น?เธอไม่เข้าใจเลย เธอลืมเรื่องนี้ไปหรือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกันแน่แต่ถ้าไม่เคยเกิดเรื่องนี้ขึ้นจริง ๆ แล้วทำไมถึงได้มาโผล่ในฝันของเธอล่ะ แถมภาพยังชัดเจนแบบนั้นอีก?เดิมทีวันนี้เธอต้องไปมหาวิทยาลัย แต่ตอนที่ตื่นขึ้นมาเธอคิดว่ายังเป็นช่วงเช้าอยู่ แต่พอดูเวลากลับพบว่าเป็นเวลาบ่ายสามโมงเย็นแล้วเธอหลับไปนานขนาดนี้เลยเหรอ?เธอรีบสาวเท้าลงมาชั้นล่าง ก็เห็นคุณย่ากำลังครุ่นคิดอยู่ว่ามื้อเย็นวันนี้จะทำอะไรกินดี“คุณย่า ทำไมหนูหลับไปนานขนาดนั้นล่ะคะ?” ดูท่าว่าวันนี้ไม่ต้องไปมหาวิทยาลัยแล้วแหละคุณย่าหันกลับมายิ้มให้เธอ “นั่นสิ ป้าหลานบอกว่าช่วงนี้หลานน่าจะเหนื่อยมาก ก็เลยไม่ปลุก หลานจะได้พักผ่อนเยอะ ๆ ”เธอไม่ได้เหนื่อย แค่ฝันบ่อยเกินไปเท่านั้น“เป็นอะ
“คุณหนู?” คนขับรถเองก็ปีนข้ามรั้วมา เพราะรู้สึกว่าสีหน้าของเธอดูแปลกไปเจี่ยนจือรู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงที่มีถูกสูบออกไปจนหมด เธอที่เอนกายพิงรั้วอยู่ค่อย ๆ ทรุดตัวนั่งลงกับพื้น ตอนที่บอดี้การ์ดเอ่ยปากเรียกเธออีกครั้ง เธอก็นั่งกอดเข่าและร้องไห้ออกมา เมื่อความเครียดและความกดดันที่สะสมไว้ทะลักออกมาก็ยากที่จะหยุดร้องไห้ได้เวินถิงเยี่ยน!นายไม่รักษาสัญญาอีกแล้วนะ!ไหนบอกว่าออกจากโรงพยาบาลแล้วจะบอกไง?ไอ้บ้าเอ๊ย!ชาตินี้จะเชื่อนายสักครั้งไม่ได้เลยหรือไง?แต่เจี่ยนจือรู้ดีว่าเหตุผลที่เวินถิงเยี่ยนจากไปโดยไม่บอกไม่กล่าว ก็เพราะอาการของเขาคงไม่ดีแล้วจู่ ๆ เธอก็เงยหน้าขึ้นมองบอดี้การ์ดตรงหน้าบอดี้การ์ดพวกนี้ล้วนเป็นคนสนิทของพี่ชายเธอ พวกเขาจะรู้หรือเปล่าว่าเวินถิงเยี่ยนอยู่ที่ไหน?“ค่ารักษาของเวินถิงเยี่ยนที่โรงพยาบาลเท่าไหร่?” เธอจ้องบอดี้การ์ดเขม็งบอดี้การ์ดที่จู่ ๆ ถูกถามโดยไม่ทันตั้งตัวชะงักไปครู่หนึ่ง สีหน้าดูลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ตอบว่า “ไม่ทราบครับ”“คุณรอสซีสั่งพวกนายว่ายังไง?”“เขา……” บอดี้การ์ดได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดี จึงไม่หลงกลเธอ เขาตอบเพียงว่า “ผมไม่ทราบครับ หน้าที่ของผม
คนเรามักจะชอบพูดกันว่า บนโลกนี้ไม่มีใครสามารถเข้าใจความรู้สึกของอีกคนได้อย่างแท้จริงมีสิทำไมจะไม่มีล่ะ?เจี่ยนจือในตอนนี้ เข้าใจความรู้สึกของเขาดีเลยล่ะเมื่อเจ็ดปีก่อนเธอก็เคยเป็นแบบนี้ มักจะพูดติดปากเสมอว่า “ไม่เจ็บ ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันก็หายแล้ว ไม่ต้องห่วง” แต่ว่าจะไม่เจ็บได้ยังไงล่ะ?จะไม่เป็นกังวลได้ยังไงล่ะ?แต่ว่าเขาดันใช้แววตาอ้อนวอนแบบนั้นมองไปที่คุณย่า และหันกลับมามองเธอด้วยเช่นกัน “คุณย่า จือจือ ถือว่าอาเยี่ยนขอนะครับ หลังจากนี้ไม่ต้องมาเยี่ยมแล้วนะ?ผมไม่อยากให้พวกคุณย่าต้องเห็นผมหมดสภาพจนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แบบนี้ รอผมหายดีเมื่อไหร่ จะเอาหน้าหล่อ ๆ ไปให้พวกคุณย่าเห็นแน่นอน นะครับ?”คุณย่าถอนหายใจออกมาก่อนจะพยักหน้ารับ “ได้สิ”“จือจือ?” เขาหันกลับมามองเธออีกครั้งเจี่ยนจือสูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามกลั้นความแสบร้อนที่ปลายจมูกเอาไว้ ก่อนจะพยักหน้า“งั้นสัญญากับย่านะ พอออกจากโรงพยาบาลแล้วต้องบอกย่า ย่าจะไปรับมากินของอร่อยด้วยกัน” คุณย่ากำชับด้วยน้ำเสียงจริงจังเวินถิงเยี่ยนพยักหน้า “ครับ ผมจะบอกแน่นอน”ด้วยเหตุนี้ นับจากวันนั้น เจี่ยนจือกับคุณย่าจึงไม่ได้ไปเยี่ยมเขาที
วันที่หนึ่งของปีใหม่จีนเจี่ยนจือหลับ ๆ ตื่น ๆ ตลอดทั้งคืน ตอนหลับก็ฝันถึงช่วงมัธยมปลาย พอลืมตาตื่นขึ้นมาก็ต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริง กว่าเธอจะได้หลับสนิทจริง ๆ ก็ปาเข้าไปเกือบรุ่งเช้า แล้วกว่าจะตื่นขึ้นมาอีกทีก็เกือบเที่ยงแล้วเจี่ยนจือลงมาชั้นล่าง ก็เห็นว่าคุณย่าจัดอาหารกลางวันใส่กล่องเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว และกำลังจะเอาไปส่งที่โรงพยาบาลนอกจากอาหารจีนแล้ว คุณย่ายังเตรียมอาหารตะวันตกไว้ด้วยเพราะกลัวว่าแอนนาจะกินไม่ได้“คุณย่า ทำไมไม่ปลุกหนูล่ะคะ?” ดูจากท่าทางแล้ว ถ้าเธอไม่เดินลงมาเอง คุณย่าก็คงจะไปโรงพยาบาลคนเดียวแน่ ๆ แววตาคุณย่ามีประกายความกังวลวูบไหวอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว หากไม่สังเกตให้ดีคงมองไม่ออกเลย “ไม่เห็นจำเป็นเลยนี่นา ไปเยี่ยมเขาเป็นน้ำใจของย่าเอง”“รอเดี๋ยวนะคะ หนูไปด้วย” เจี่ยนจือเดาว่าที่คุณย่าทำแบบนี้ก็เพราะเวินถิงเยี่ยนในตอนนี้เหมือนกับเธอเมื่อปีนั้น ที่ยอมเสียสละชีวิตของตัวเองเพื่อช่วยพวกเธอ แต่ว่าครั้งนี้คนที่เวินถิงเยี่ยนช่วยไม่ได้มีแค่คุณย่าเท่านั้น ยังมีเธอด้วย ……ตอนที่พวกเธอมาถึงที่โรงพยาบาล ประตูห้องพักผู้ป่วยนั้นปิดอยู่ เจี่ยนจือจึง
เธอถือโทรศัพท์ไว้ในมือ เลื่อนดูคลิปต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ แต่กลับไม่มีอะไรเข้าสมองเลยสักอย่างเธอเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังรออะไรอยู่สุดท้ายสิ่งที่เธอรอก็ไม่ได้เกิดขึ้น เธอค่อย ๆ ผล็อยหลับไปทั้งที่ยังถือโทรศัพท์อยู่ในมือเธอเริ่มฝัน ภาพในความฝันคือเมืองทั้งเมืองที่ประดับประดาด้วยกระดาษกลอนคู่ที่เขียนคำอวยพรรับปีใหม่ คืนนั้นก็เป็นคืนส่งท้ายปีเก่าเช่นกัน หลังจากออกจากบ้านคุณย่า เธอก็หอบไก่อบครึ่งตัวที่ตั้งใจจะเอาไปให้เวินถิงเยี่ยนติดมือมาด้วยวันนี้เป็นตรุษจีนปีแรกที่เวินถิงเยี่ยนไม่มีคุณย่าอยู่เคียงข้างคุณย่าเวินจากโลกนี้ไปแล้วช่วงนี้อากาศหนาวจัด พออยู่ข้างนอกนาน ๆ ก็เริ่มรู้สึกหนาวจนเข้ากระดูก ไม่ต่างอะไรจากแววตาเย็นเยียบของเวินถิงเยี่ยนในช่วงที่ผ่านมาเวินถิงเยี่ยนกับคุณย่าของเขาอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ ซึ่งเป็นมรดกเพียงชิ้นเดียวที่พ่อของเขาทิ้งไว้ให้——ที่ซุกหัวนอนปลายเท้าเธอเคยไปที่นั่นครั้งหนึ่งจึงพอจำทางได้ แต่ในค่ำคืนที่ทั่วทั้งเมืองสว่างไสวด้วยแสงไฟประดับจากบ้านเรือน บ้านของเวินถิงเยี่ยนกลับปิดไฟมืดสนิทเธอจินตนาการออกเลยว่า ในคืนที่ทุกครอบครัวได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ห
คนเฒ่าคนแก่มักมีความเชื่อที่ว่าต้องเลี้ยงลูกหลานให้กินดีอยู่ดี มีน้ำมีนวล เวินถิงเยี่ยนเอียงหน้าซบฝ่ามือของคุณย่า ดวงตาชื้นด้วยหยาดน้ำตาจนเป็นประกายวาววับ ริมฝีปากที่ซีดขาวสั่นระริก “ครับ……”“ต้องเชื่อฟังนะ” คุณย่ากำชับเวินถิงเยี่ยนเสียงเข้ม “เชื่อฟังคุณหมอ เชื่อฟังแอนนา แล้วก็ต้องเชื่อฟังย่าด้วยนะ!”“ครับ” เวินถิงเยี่ยนพยักหน้ารับพอกำชับเสร็จ คุณย่าและเจี่ยนจือถึงได้ออกจากห้องไปไม่รู้ว่าเพราะเจี่ยนจือคิดไปเองหรือเปล่า แต่เธอรู้สึกว่าตอนนี้ทั้งคุณย่าและแอนนาต่างก็ดูเปลี่ยนไปนัยน์ตาของคุณย่ามีประกายความหนักแน่นฉายวาบอยู่ ส่วนเมื่อกี้ตอนที่เดินผ่านแอนนา เหมือนเจี่ยนจือจะสังเกตเห็นร่องรอยการร้องไห้บนใบหน้าของเธอตอนที่เดินออกมาจากห้องพัก เจี่ยนจือหันกลับไปมองอีกครั้ง เธอเห็นเพียงแผ่นหลังของแอนนาที่ยืนอยู่ตรงเตียงผู้ป่วยของเวินถิงเยี่ยน จนมองไม่เห็นตัวเวินถิงเยี่ยนเลย“คุณย่าคะ” เจี่ยนจือเอ่ยถามตอนที่กำลังเดินอยู่บนโถงทางเดินในโรงพยาบาล “คุณย่าคุยอะไรกับแอนนาเหรอคะ?”คุณย่าพยักหน้ารับ “อืม”“อะไรเหรอคะ?” เจี่ยนจือเริ่มกระวนกระวาย “เรื่องอาการบาดเจ็บของเวินถิงเยี่ยนเหรอคะ?อา




![บ่วงรักรอยบาป [NC-20+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


