Share

บทที่ 2

Author: ปลาคาร์ปตัวน้อย
เขาแหกกฎที่ให้ไว้กับตัวเอง ไปดื่มเหล้าแล้ว

ฟังออกเลยว่าเขาเมานิดหน่อย

แต่เวินถิงเยี่ยนกล้าตะโกนเสียงดังขนาดนี้ได้อย่างไรกัน?

เวินถิงเยี่ยนในความทรงจำของเจี่ยนจือก็คือ สมัยมัธยมปลายเป็นเด็กเนิร์ดเย็นชา ไม่ใช่แค่เคร่งเครียดกับการทำโจทย์ แม้แต่ในสนามกีฬา ถ้ามีเด็กนักเรียนหญิงที่ชอบเขายื่นน้ำให้ เขาก็ไม่เคยสนใจเลย

ตอนหลัง เวินถิงเยี่ยนที่กลายเป็นสามีของเธอยิ่งสุภาพเรียบร้อย อารมณ์นิ่งจนไร้แรงกระเพื่อม ไม่เคยยิ้ม ไม่เคยโกรธ มักนิ่งเฉย เฉยจนบางครั้งเวลาเธอบังเอิญสัมผัสนิ้วเขา ก็ยังรู้สึกเลยว่าอุณหภูมิร่างกายของเขาเย็นไปหมด

กล้องในวิดีโอกวาดไปยังใบหน้าของทุกคน เธอเห็นเวินถิงเยี่ยนกำลังเมากรึ่ม ๆ ดวงตาของเขาทอประกาย ยกแก้วให้กล้องพลางหัวเราะลั่น "ยินดีต้อนรับเฉิงเฉิงกลับบ้าน"

ที่แท้เขาก็ยิ้มเป็นด้วย

เขาก็มีช่วงเวลาที่กระตือรือร้นเหมือนกัน

และเขาก็เรียกชื่อเล่นของผู้หญิงได้

แต่เขาแค่ไม่ยิ้มให้เธอเท่านั้นเอง ไม่กระตือรือร้นกับเธอด้วย และยิ่งไม่เรียกชื่อเล่นของเธอ

"คุณนายคะ ตอนนี้จะลุกจากเตียงหรือยังคะ" เสียงของป้าเฉินดังขึ้นหน้าประตู

ชีวิตประจำวันของเจี่ยนจือเป็นแบบแผนมาก ป้าเฉินเห็นเธอไม่มีความเคลื่อนไหว จึงคิดว่าเธอต้องการความช่วยเหลือจากตน ถึงอย่างไรขาของคุณนายก็มีปัญหาจริง ๆ

เจี่ยนจือวางโทรศัพท์ลงข้าง ๆ "ลุกค่ะ เดี๋ยวฉันออกไป" เสียงของเธอกลับแหบพร่าปนสะอื้น

ป้าเฉินทำเสี่ยวหลงเปาเป็นอาหารเช้า เจี่ยนจือกินไปเพียงลูกเดียวก็กินต่อไม่ลงแล้ว

"คุณนายคะ มื้อเที่ยงกับมื้อเย็นจะทานอะไรดี" ป้าเฉินยื่นนมแก้วหนึ่งให้เธอ

"อะไรก็ได้ค่ะ คุณผู้..." เดิมทีเธอตั้งใจจะพูดเหมือนแต่ก่อนว่า "คุณผู้ชายชอบกินอะไรก็ทำอย่างนั้น" แต่พูดได้แค่คำเดียวก็กลืนคำพูดที่เหลือกลับเข้าไป

ทว่าป้าเฉินกลับฟังออก ถึงอย่างไรบทสนทนาเป็นแบบเดิมทุกวัน จึงรีบบอกเธอว่า "คุณผู้ชายบอกว่าวันนี้จะไม่กลับมาทานมื้อเย็นค่ะ มีนัดทานข้าว"

เจี่ยนจือพยักหน้า

เขาก็ต้องไม่กลับมากินข้าวอยู่แล้ว เพราะเมื่อครู่เธอเห็นในโซเชียลมีเดีย ว่าลั่วอวี่เฉิงทำตารางรายชื่อทั้งสัปดาห์ว่าใครจะเลี้ยงข้าวเธอ พร้อมข้อความว่า "ความสัมพันธ์สมัยเรียนจริงใจที่สุดแล้ว ฉันเป็นสาวน้อยที่น่ารักที่มีพี่ชายมากมายคอยเอาใจ!"

ตามปกติในช่วงกลางวัน เจี่ยนจือจะเรียนภาษาอังกฤษสองชั่วโมง แล้วเรียนทฤษฎีทางศิลปะต่ออีกสองสามชั่วโมง

ถ้าไม่หาอะไรให้ตัวเองทำ แล้วในเวลาอันยาวนานนี้ เธอควรจะใช้ชีวิตผ่านไปอย่างไร จะให้ใช้ทั้งชีวิตของเธอเพื่อคนคนเดียวกลับบ้านเหรอ?

เธอเคยรอมาแล้วนี่นา...

รสชาติของการรอคอย มันทรมานเกินไป

แต่วันนี้ตารางชีวิตของเธอไม่เหมือนเดิมแล้ว

ข้อเสนอฉบับนี้น่าจะเป็นการรับเข้าชุดสุดท้ายของสถาบันแล้ว เธอต้องรีบยืนยันโดยเร็ว

ดังนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำวันนี้คือจ่ายค่าธรรมเนียมยืนยันการเข้าศึกษา เมื่อโทรศัพท์เด้งข้อความแจ้งหักเงินจากบัตรธนาคาร เธอก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง

วันที่เธอจะได้จากเวินถิงเยี่ยนไป ใกล้เข้ามาอีกหนึ่งวันแล้ว

ตอนเย็น เธอเปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียมออกไปข้างนอก

"คุณนายจะไปไหนคะ" ป้าเฉินแปลกใจมาก

เมื่อไม่มีเวินถิงเยี่ยนอยู่ด้วย เจี่ยนจือแทบจะไม่ออกจากบ้านไปไหนเลย

"อ๋อ เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยของฉันมาแสดงที่นี่ค่ะ เลยชวนฉันออกไปเจอกันสักหน่อย" เธอกล่าว แต่ความจริงเธอตั้งใจจะไปพักที่โรงแรมใกล้สนามสอบ

พรุ่งนี้เธอมีสอบไอเอล ซึ่งเป็นการสอบช่วงเช้า ถ้าเดินทางไปตอนเช้า เธอกลัวว่าอาจจะรถติดจนไปไม่ทัน

การสอบไอเอลครั้งล่าสุดคือเมื่อไม่กี่เดือนก่อน เธอไม่ได้คะแนนอย่างที่หวังไว้ แต่ถึงกำหนดเวลายื่นใบสมัครเรียนต่อต่างประเทศแล้ว เธอจึงยื่นใบสมัครไปก่อน เนื่องจากไม่ได้คาดหวังว่าจะถูกตอบรับ เมื่อไม่นานมานี้เธอจึงนัดสอบในวันพรุ่งนี้อีกครั้ง

โชคดีที่มหาวิทยาลัยให้ส่งคะแนนภาษาอังกฤษตามไปได้

"แต่ว่า..." ป้าเฉินมองขาของเธอ "ให้ป้าไปเป็นเพื่อนไหมคะ"

"ไม่เป็นไรค่ะ เป็นนัดของเพื่อนสนิท มีคนอื่นไปด้วยจะไม่สะดวก" เจี่ยนจือตอบด้วยสีหน้าปกติ

"ถ้างั้นป้าบอกคุณผู้ชายไว้หน่อยนะคะ" ป้าเฉินกลัวว่าจะเกิดเรื่องกับเธอจริง ๆ ไม่กลับแบกความรับผิดชอบนี้

"ไม่ต้องค่ะ ให้เขาไปสังสรรค์อย่างสบายใจเถอะ อย่าไปรบกวนเขาเลย เดี๋ยวฉันเจอเพื่อนเสร็จจะโทรให้เขามารับเอง" เจี่ยนจือถือกระเป๋าเดินออกประตูไป

เนื่องจากขาของเธอใช้งานได้ไม่สะดวก เรือนหอที่เวินถิงเยี่ยนซื้อจึงเป็นห้องชุดขนาดใหญ่ที่กินพื้นทั้งหมดในชั้นเดียว เจี่ยนจือออกจากบ้านโดยลงลิฟต์มา

ทันทีที่ก้าวเข้าไปอยู่ท่ามกลางแสงแดด เธอก็ก้มศีรษะลงตามสัญชาตญาณ หดตัว สวมหมวกและตั้งคอเสื้อขึ้นมา

นับตั้งแต่ขาเป๋ เจี่ยนจือผู้มีชีวิตชีวาและมั่นใจบนเวทีก็ได้หายไปแล้ว

เจี่ยนจือที่ขาเป๋ ได้สูญเสียความกล้าที่จะก้าวเข้าสู่สายตาฝูงชนไปแล้ว

ป้าเฉินมักจะพูดว่า ถ้าเธอจะออกไปข้างนอก ควรให้คุณผู้ชายไปด้วยจะดีที่สุด

เวินถิงเยี่ยนก็มักจะพูดว่า ถ้าไม่มีเขาอยู่เป็นเพื่อน เธอควรจะอยู่บ้านจะดีที่สุด

แต่พวกเขาไม่รู้เลย

ว่าสิ่งที่เธอกลัวที่สุดคือการออกไปข้างนอกกับเวินถิงเยี่ยน มันน่ากลัวยิ่งกว่าการออกไปคนเดียวเสียอีก

เพราะทุกคนที่เห็นพวกเขา ในสายตาจะเหมือนเขียนไว้ว่า ผู้ชายที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ ทำไมภรรยาถึงเป็นคนขาเป๋ล่ะ?

เธอเรียกรถคันหนึ่งมุ่งหน้าไปยังโรงแรม

บนรถ เธอมองทิวทัศน์ถนนนอกหน้าต่างเงียบ ๆ แล้วจู่ ๆ ก็เห็นรถของเวินถิงเยี่ยนจอดอยู่ริมถนน

"เดี๋ยวก่อนค่ะ รบกวนจอดรถตรงนี้หน่อย" เธอรีบบอกคนขับ

รถของเวินถิงเยี่ยนจอดอยู่หน้าทางเข้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง

เมื่อวานเป็นเพื่อนสนิทของเวินถิงเยี่ยนเลี้ยงข้าว วันนี้เป็นตาของเวินถิงเยี่ยน ซึ่งลั่วอวี่เฉิงเขียนไว้ในโซเชียลมีเดีย

เธอก้าวลงจากรถราวกับถูกผีเข้าสิง

เมื่อไปถึงร้านอาหาร เจี่ยนจือบอกทันทีว่า "มาถึงแล้วค่ะ คุณเวินจองไว้" พร้อมทั้งบอกเลขท้ายโทรศัพท์มือถือของเวินถิงเยี่ยน

พนักงานเสิร์ฟจึงเดินนำเจี่ยนจือไปที่ประตูห้องส่วนตัว "อยู่ตรงนี้ครับ"

"ขอบคุณค่ะ" เจี่ยนจือขอบคุณพนักงานเสิร์ฟ

ที่จริงเจี่ยนจือก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองมาทำอะไรกันแน่ ตอนอยู่บ้านเธอวู่วามอยู่ในใจครั้งแล้วครั้งเล่า แต่พอมายืนอยู่ตรงนี้จริง ๆ กลับไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะผลักประตู

ทว่าด้านในกลับมีเสียงพูดคุยที่สนุกสนานดังออกมา

"วันนี้กลับดึกไม่ได้แล้ว ดื่มเหล้าก็ไม่ได้ เมื่อคืนเมากลับไป เมียที่บ้านออกฤทธิ์ใหญ่เลย"

เป็นเสียงเพื่อนสนิทคนหนึ่งของเวินถิงเยี่ยน

"ยังเป็นพี่ชายฉันอยู่ไหมเนี่ย ตอนแรกตกลงกันไว้ไม่ใช่เหรอ ว่าต่อให้เทพเทวาที่ไหนโผล่มา น้องสาวก็ต้องมาก่อน ตอนนี้ดันกลัวเมียซะงั้น? มีแต่พี่เยี่ยนของเรานี่แหละที่เป็นเพื่อนแท้"

เป็นลั่วอวี่เฉิง น้ำเสียงที่พูดช่างหวานนุ่มอ่อนโยน

ที่แท้ลั่วอวี่เฉิงก็มีนิสัยแบบนี้นี่เอง

ที่แท้เวินถิงเยี่ยนก็ชอบผู้หญิงที่มีนิสัยแบบนี้

น่าเสียดาย เธอไม่ใช่คนแบบนั้นเลยจริง ๆ แม้แต่จะแสดงก็ยังทำไม่ได้

เพื่อนสนิทคนนั้นพูดต่อ "อาเยี่ยนจะเหมือนกันได้ยังไง เจี่ยนจือกล้าว่าเขาสักครึ่งคำซะที่ไหนกัน"

"เอ๊ะ จริงสิ" เสียงของลั่วอวี่เฉิงดังขึ้นอีกครั้ง "อาเยี่ยน ได้ยินมาว่าภรรยานายขาเป๋เหรอ เพราะอะไรล่ะ"

ไม่มีใครตอบคำถามของลั่วอวี่เฉิง

ทว่าเจี่ยนจือกลับรู้สึกบีบหัวใจ

เพื่อนสนิทของเวินถิงเยี่ยนจึงพูดเปิดใจประเด็นนี้

"จะว่าไปแล้ว อาเยี่ยน พวกเราเสียดายแทนนายจริง ๆ นายดูสิ พูดถึงเงินก็มีเงิน หน้าตาก็ดี ทั้งเก่งทั้งหล่อ จะแต่งกับผู้หญิงแบบไหนก็ได้ ทำไมต้องแต่งกับคนขาเป๋ด้วย"

"พูดตามตรงนะ อาเยี่ยน นายน่ะเจ๋งที่สุดในหมู่พวกเรา ตอนนี้นายแต่งงานกับเจี่ยนจือ เวลามีประชุม งานสังสรรค์ข้างนอก งานแถลงข่าวหรือโอกาสอื่น ๆ ที่ต้องมีภรรยา นายก็พาเธอออกงานด้วยไม่ได้เลย นายว่านายขาดทุนไหมล่ะ!"

เป็นแบบนี้นี่เอง...

เวินถิงเยี่ยนมักจะพูดเสมอว่าเธอไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการของเขา เธอแค่อยู่ที่บ้านดี ๆ รอเขาหาเงินกลับมาให้ก็พอ

ครอบครัวของเธอชื่นชมที่เวินถิงเยี่ยนเป็นแบบนี้ ชมจนเขาแทบจะลอยขึ้นฟ้า ทุกคนบอกว่าเธอวาสนาดี แต่ที่จริงแล้ว เป็นเพราะเขาคิดว่า...พาเธอออกไปข้างนอกไม่ได้...

เสียงหัวเราะแห้ง ๆ ของเวินถิงเยี่ยนดังมาจากห้องส่วนตัว "ยังไงเธอก็มีบุญคุณกับฉัน ฉันติดหนี้เธอ"

"นายเป็นหนี้เธอ นายก็ให้เงินเธอไปตั้งเยอะแล้วนี่ ถือว่าหายกันแล้ว!"

"นั่นสิ ตอนนั้นนายควรจะจ่ายเงินซื้อตัวเธอไปเลย ไม่จำเป็นต้องเอาความสุขทั้งชีวิตของตัวเองมาแลกไม่ใช่เหรอ"

"ฉันว่านะ นายควรคิดให้ดี ๆ ต่อให้นายเชิญพระโพธิสัตว์กลับไปบูชาทุกวัน อย่างน้อยวันขึ้น 1 ค่ำ กับ 15 ค่ำก็ยังขอพรให้ร่ำรวยได้ แต่นายแต่งคนแบบนี้เข้าบ้าน จะมีประโยชน์อะไรล่ะ"

"ใช่แล้ว จะช่วยอะไรนายได้ ออกมารับแขกก็ไม่ได้ อยู่บ้านยกชารินน้ำก็ยังกลัวจะหกเลยใช่ไหม อาเยี่ยน นายดื่มน้ำ...แบบนี้ แบบนี้ เป็นแบบนี้ใช่ไหม?"

เสียงหัวเราะดังก้องทั่วห้องส่วนตัว มีเสียงหัวเราะที่บ้าคลั่งของลั่วอวี่เฉิงปนอยู่ด้วย "อาเยี่ยน ภรรยานายเดินแบบนี้จริง ๆ เหรอ"

เจี่ยนจือกำลังแนบหูฟังอยู่หน้าประตู เธอรู้สึกว่าเลือดทั้งร่างพุ่งพล่านขึ้นศีรษะ ความโกรธและความอับอายทำให้เธอเสียการทรงตัว

เธอผลักประตูห้องส่วนตัวออก

ตรงหน้ากำลังอยู่ท่ามกลางเสียงหัวเราะ

หนึ่งในเพื่อนสนิทของเวินถิงเยี่ยนที่ชื่ออาเหวินกำลังถือแก้วน้ำ ทำท่าเดินกะโผลกกะเผลกอย่างเกินจริง พร้อมทั้งดัดเสียงพูดว่า "อาเยี่ยนคะ อาเยี่ยนขา อาเยี่ยน ดื่มน้ำสิ อาเยี่ยน อุ๊ย ล้มแล้ว อาเยี่ยนกอดหน่อย"

เธอมองไปที่เวินถิงเยี่ยน คาดหวังว่าสามีของเธอ คนที่เธอรักมากที่สุด จะแสดงท่าทีอะไรบ้างในเวลานี้

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App
Mga Comments (1)
goodnovel comment avatar
Thanabat Boonpitak
เทออายมากและไม่อยากให้ใครรู้เรื่องแบบนี้เลยโดนล้ออายแล้วใครไม่อยากมากินเหล้ากับใครเลยแม้แต่นิดเดียวโดยคนอื่นมาล้อเลยไม่อยากให้มามาหา
Tignan lahat ng Komento

Pinakabagong kabanata

  • ปีที่ห้าของการแต่งงานกับคุณเวิน   บทที่ 556

    สองคนนี้กลับประเทศไปแล้วได้ยินมาว่าฟางฝูได้เป็นนักเต้นตัวหลักในคณะนาฏศิลป์แห่งหนึ่ง“ฟางฝู?” ตอนที่เจี่ยนจือพูดชื่อนี้ออกมา สีหน้าของหลินจื่อเวยไม่ได้แปรเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย ราวกับเธอไม่รู้จักคนคนนี้เจี่ยนจือว่าต่อ “เจี่ยงซื่อฝาน?”คราวนี้สีหน้าของหลินจื่อเวยเปลี่ยนไปเล็กน้อยเจี่ยนจือจึงรู้ทันทีว่า คนที่เธอบอกว่าเป็นเจ้าของผลงานตัวจริงก็คือเจี่ยงซื่อฝาน“หลินจื่อเวย การร่วมงานกันต้องมาจากความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย ถ้าเธอมีอะไรหลายอย่างที่ไม่พอใจคณะของเราจริง ๆ ล่ะก็สามารถยกเลิกสัญญากันได้” เจี่ยนจือว่าต่อ “แต่การที่เธอทำให้ชื่อเสียงของคณะต้องเสื่อมเสีย ดูหมิ่นผลงานที่ฉันสร้างขึ้นมา ฉันก็คงต้องขออนุญาตดำเนินการตามกฎหมาย”หลินจื่อเวยกลับหัวเราะพลางบอกว่า “พี่ก็ลองยื่นฟ้องดูสิ แล้วมาดูกันว่าจะชนะฉันได้หรือเปล่า ฉันไม่เคยลงมือทำอะไรโดยไม่เตรียมตัวหรอกนะคะ หัวหน้าเจี่ยน”หลินจื่อเวยจงใจเน้นคำว่า “หัวหน้าเจี่ยน” เป็นพิเศษ แถมน้ำเสียงยังเต็มไปด้วยการประชดประชันพูดจบ เธอก็เชิดหน้าเดินจากไปอย่างไม่แยแส ทว่าเมื่อเดินไปถึงหน้าประตูเธอก็หันกลับมาพูดทิ้งท้ายอีกครั้ง “หัวหน้าเจี่ยน เรื

  • ปีที่ห้าของการแต่งงานกับคุณเวิน   บทที่ 555

    ยกตัวอย่างเช่น เธอกลับเสนอให้เปลี่ยนท่วงท่าบางจุดในการแสดง《เสียงกวางกังวาน》ที่ทุกอย่างลงตัวแล้วตอนแรกเจี่ยนจือตั้งใจรับฟังความคิดเห็นของเธอ เพราะตัวเธอเองก็อยากพัฒนาการแสดงชุดนี้ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นแต่ต่อมาเธอถึงตระหนักได้ว่า หลินจื่อเวยไม่ได้ตั้งใจจะเสนอความคิดเห็นเลยสักนิด เธอแค่จ้องจับผิดและหาเรื่องเท่านั้นเจี่ยนจือสามารถใช้เวลาหนึ่งวัน หนึ่งคืน หรือมากกว่านั้นเพื่อคิดทบทวนข้อเสนอของหลินจื่อเวยแต่ละข้ออย่างจริงจังได้ แต่หลินจื่อเวยกลับเสนอความเห็นห้าหกข้อภายในวันเดียว เธอยังไม่ทันได้ตกผลึกข้อเสนอแรก ข้อเสนอใหม่ ๆ ก็ตามมาติด ๆ อีกแล้วเจี่ยนจือจึงเริ่มเข้าใจทุกอย่างหลังจากนั้นก็ทยอยมีนักเต้นหลายคนมาหาเธอ เล่าให้ฟังว่าหลินจื่อเวยสร้างปัญหาอะไรไว้ในคณะบ้างอย่างเช่น ชอบเหน็บแนมว่าคนอื่นเต้นไม่ดี หรือบางครั้งตอนที่คนอื่นกำลังฝึกซ้อมอยู่ เธอก็จงใจเดินไปชนอีกฝ่ายที่ไม่ทันตั้งตัวหลังการซ้อมครั้งหนึ่ง เจี่ยนจือจึงขอเรียกพบหลินจื่อเวยเพื่อคุยกันเป็นการส่วนตัวหลินจื่อเวยวางท่าหยิ่งผยองต่อหน้าเธอ ทั้งที่เจ้าตัวก็รู้จุดประสงค์ที่เจี่ยนจือเรียกตัวเธอพบดี แต่ก็ยังเชิดหน้าราวกับนางพ

  • ปีที่ห้าของการแต่งงานกับคุณเวิน   บทที่ 554

    “พี่สาว ตอนนี้พี่ชายโอเคดีค่ะ เริ่มเข้าไปดูงานที่บริษัทแล้ว ทุกวันนี้ก็งานรัดตัวพอสมควรเลย แล้วพ่อกับแม่ก็กำลังหาคู่ดูตัวให้เขาอยู่ด้วย” เจี่ยงอวี๋ฝานบอกเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก้อนหินที่กดทับอยู่ในใจของเจี่ยนจือก็เหมือนได้วางลงเสียทีเธอหวังจากใจจริงว่าเจี่ยงซื่อฝานจะได้มีชีวิตที่ดี“พี่สาว พี่ไม่ต้องกดดันนะคะ” เจี่ยงอวี๋ฝานว่าต่อ “พ่อกับแม่จะดูแลพี่ชายเป็นอย่างดีเลย จริง ๆ พ่อเขาไม่ค่อยชอบให้พี่ชายเต้นรำอยู่แล้ว ตอนนี้พาเขากลับไปทำงานที่บริษัท ก็ตรงกับความตั้งใจของพ่อพอดี”พูดจบ เจี่ยงอวี๋ฝานก็เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรไม่เข้าท่า จึงรีบโบกมือพัลวัน “พี่สาว หนูไม่ได้หมายความว่าการเต้นรำไม่ดีนะ……”เจี่ยนจือยกยิ้ม “พี่เข้าใจ ฝานฝาน”เธอยังเข้าใจด้วยว่า บางทีพ่อของเจี่ยงซื่อฝานคงไม่ได้อยากได้เธอเป็นลูกสะใภ้นัก ด้วยฐานะของครอบครัวเจี่ยง หากจะหาครอบครัวมาเกี่ยวดอง ก็คงอยากได้ครอบครัวที่มีฐานะเหมาะสมกันและสามารถเกื้อหนุนกันได้อย่างเช่นช่วงที่เจี่ยงซื่อฝานมาที่ไห่เฉิงตอนปิดเทอมเพื่อทำวีซ่าและอยู่เป็นเพื่อนเธอ เขาเคยทะเลาะกับคุณพ่อเจี่ยงอยู่หลายครั้ง เจ้าตัวเขาคิดว่าเธอไม่ได้ยิน แต่จริง

  • ปีที่ห้าของการแต่งงานกับคุณเวิน   บทที่ 553

    สุดท้ายเธอก็หากรอบรูปมาอันหนึ่ง แล้วนำภาพนั้นใส่กรอบไว้อย่างดีพร้อมกับตั้งมันไว้บนโต๊ะเธอมองภาพของตัวเองบนนั้น เด็กสาวที่อยู่ในชุดพละ เกล้าผมเป็นมวยสูง รายละเอียดบนใบหน้า รวมถึงแววตาและสีหน้าของเธอถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีชีวิตชีวาเธอถ่ายภาพสเก็ตช์ใบนั้นไว้แล้วส่งไปให้หร่านเฉินที่อยู่ในเมืองไห่เฉิง แล้วบอกให้เธอลองทายดูว่าคนในภาพมีใครบ้างหร่านเฉินที่อยู่อีกฟากหนึ่งกรี๊ดลั่นบ้านทันทีเจี่ยนจือนึกอยู่แล้วว่าเธอจะมีปฏิกิริยาตอบโต้แบบนี้ จึงแอบกลั้นขำไว้ ก่อนจะเอนตัวลงบนเก้าอี้โซฟาแล้วคุยเล่นกับเพื่อนสาวในจดหมายของเวินถิงเยี่ยนเขียนไว้ว่า จดหมายฉบับนี้เขียนขึ้นหลังพายุฝนได้ผ่านพ้นไป แต่เวลานี้ที่ลอนดอนกลับอากาศแจ่มใส แสงแดดส่องลอดผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่เข้ามา บรรยากาศตอนนี้ช่างเหมือนกับคำบรรยายของเวินถิงเยี่ยนที่เขียนถึงอาซ่ง เพราะมันมี “คุณสมบัติ”ช่วยเยียวยาจิตใจของผู้คน【เจี่ยนจือ ตอนนั้นความสุขของพวกเรามันเรียบง่ายมากเลยเนอะ】หร่านเฉินส่งข้อความนี้มาให้เธออันที่จริง เจี่ยนจือนึกไม่ออกแล้วว่าตอนนั้นตัวเองมีความสุขมากแค่ไหนชีวิตของเธอในตอนนั้นมีแค่เรื่องเรียน การเต้นรำ แล้

  • ปีที่ห้าของการแต่งงานกับคุณเวิน   บทที่ 552

    ก็แค่บันทึกการเดินทางสั้น ๆ ฉบับหนึ่งแต่จากลายมือ แค่ดูก็รู้ว่าไม่ใช่ลายมือของเวินถิงเยี่ยนเธอคุ้นเคยกับลายมือของเวินถิงเยี่ยนดีแล้วอีกอย่างสิ่งที่อยู่บนโปสการ์ดแค่ดูก็รู้ว่าเป็นหน้าที่ถ่ายสำเนามา เพราะงั้นนี่เป็นบันทึกการเดินทางของเมิ่งเฉิงซ่งงั้นเหรอ?เวินถิงเยี่ยนเดินทางไปที่นั่นแล้วถ่ายสำเนาบันทึกการเดินทางของอีกคน แล้วนำมาติดบนโปสการ์ดส่งมาให้เธออย่างนั้นเหรอ?เมื่อก่อนเธอไม่ค่อยสนิทกับเมิ่งเฉิงซ่งจริง ๆ แต่ผู้คนมักพูดกันว่าลายมือสะท้อนนิสัย และงานเขียนมักสะท้อนตัวตนของผู้เขียน พอเห็นแบบนี้แล้ว ลายมือของเมิ่งเฉิงซ่งนั้นดูหนักแน่นทรงพลัง สำนวนภาษาที่ใช้ก็เรียบง่ายและกระชับ ดูเป็นผู้ชายตรงไปตรงมา แต่กลับให้ความรู้สึกหนักแน่นอย่างน่าประหลาดเธอเก็บโปสการ์ดนั้นใส่ในลิ้นชักจดหมายฉบับที่สองถูกส่งมาในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมาครั้งนี้สิ่งที่ส่งมาไม่ใช่โปสการ์ด แต่เป็นภาพสเก็ตช์หนึ่งภาพ หรือจะพูดให้ถูกก็คือภาพวาดด้วยมือที่พิมพ์ลงบนกระดาษเอสี่ในภาพนั้นมีคนอยู่หลายคน เจี่ยนจือมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่งก็ยังไม่เข้าใจว่ามันมีความหมายอะไร ส่วนจดหมายฉบับนี้ของเวินถิงเยี่ยน......อืม คราวนี้เ

  • ปีที่ห้าของการแต่งงานกับคุณเวิน   บทที่ 551

    แน่นอนว่าเจี่ยนจือย่อมไม่คาดหวังอะไรจากความสัมพันธ์ครั้งนี้อีกแล้ว การเลิกราเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพียงลึก ๆ ในใจ เธอก็ยังคงรู้สึกเจ็บปวดอยู่ เพราะครั้งหนึ่งเธอเองก็เคยทุ่มเทให้เจี่ยงซื่อฝานด้วยความจริงใจ เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ภาพถ้วยชามที่วางอยู่ตรงหน้าก็ค่อย ๆ พร่ามัวจนมองไม่ชัด “ถ้าอย่างนั้น ขอให้คุณอาคุณน้า แล้วก็เจี่ยงซื่อฝานเดินทางโดยสวัสดิภาพนะคะ”ไม่มีคำพูดรั้งให้เขาอยู่ต่อเลยสักคำ......เจี่ยงซื่อฝานจ้องมองไปที่เธอ ในที่สุดดวงตาก็เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาคุณป้าและพี่ชายของเจี่ยนจือต่างก็เก่งเรื่องการเข้าสังคมอยู่แล้ว หลังจากพูดคุยเรื่องสำคัญเสร็จ บทสนทนาที่เหลือก็มีเพียงพวกผู้ใหญ่ที่ผลัดกันชวนคุยเรื่องสัพเพเหระและเปลี่ยนหัวข้อไปเรื่อย ๆ ทั้งสองฝ่ายมีท่าทีเป็นมิตร เพียงแต่ความเป็นมิตรที่แสดงออกมากลับดูเสแสร้งยิ่งกว่าตอนเจรจาธุรกิจเสียอีก เพราะอย่างน้อยในการเจรจาธุรกิจ ทุกฝ่ายต่างก็มาด้วยความจริงใจที่อยากจะร่วมงานกันจริง ๆ เจี่ยนจือไม่รู้ว่าพ่อแม่ของเจี่ยงซื่อฝานคิดยังไงกับเธอ บางทีพวกท่านอาจจะคิดว่าเธอทำร้ายเจี่ยงซื่อฝานก็ได้ถ้าพวกท่านคิดแบบนี้จริง เธอเองก็ทำอะไ

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status