Mag-log inพอหลับไปคราวนี้ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นพอตื่นขึ้นมาในเช้าวันถัดไป เธอก็สร่างเมาแล้ว พอนึกถึงความฝันเมื่อคืนอีกครั้ง ก็รู้สึกว่าน่าจะเป็นเพราะตอนดื่มเหล้าเธอนึกถึงเรื่องสมัยมัธยมปลาย ถึงได้เก็บเอาไปฝันวันนี้เธอต้องไปเยี่ยมบ้านของนักเต้นพื้นเมืองสูงวัยบนเกาะพร้อมกับอาจารย์ที่ปรึกษาเดิมทีตกลงกันไว้ว่าจะให้เจ้าของบ้านพักที่พวกเธอพักอยู่พาไป แต่เจ้าของบ้านมีธุระด่วนต้องออกจากเกาะ เลยฝากบ้านข้าง ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็คือพี่ชายของเขา ให้เป็นคนพาพวกเธอไปแทนดังนั้น เจี่ยนจือกับคนอื่น ๆ จึงมาที่บ้านข้าง ๆ เพื่อหาพี่ชายของเจ้าของบ้านจู่ ๆ เจี่ยนจือก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานมีพูดถึงว่า ตอนนั้นเมิ่งเฉิงซ่งเคยพักที่บ้านหลังนี้ จึงมองโฮมสเตย์แห่งนี้ให้มากขึ้นอีกหน่อยเธอพบว่าโฮมสเตย์แห่งนี้เปิดมานานกว่า น่าจะเป็นโฮมสเตย์แห่งแรก ๆ ของหมู่บ้านนี้วิธีที่โฮมสเตย์แห่งนี้ใช้แสดงให้เห็นถึงความเก่าแก่และเป็นที่ยอมรับ ก็คือมีตู้ใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยสมุดข้อความจากแขกนี่ก็ถือเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของที่นี่เช่นกัน…สะอาดมาก แต่ทุกมุมล้วนอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของกาลเวลาเจี่ยนจือยืนอยู่หน้าตู้ พลางคิดในใจว่าจะมีสักห
อ้อ ใช่แล้ว เมิ่งเฉิงซ่งชอบใส่เสื้อผ้าหลวม ๆโดยเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ผลิกับฤดูใบไม้ร่วง เขามักจะมีเสื้อไหมพรมถักหยาบตัวหลวมอยู่หลายตัว...เธอหรี่ตาลง ในความพร่าเลือนจากฤทธิ์เหล้า คนที่กำลังพูดอยู่ตรงข้ามดูคล้ายเมิ่งเฉิงซ่งเสียเหลือเกิน“เมิ่งเฉิงซ่ง” เธอเมามายจนมึนงง จู่ ๆ ก็เอ่ยขัดคำพูดของอีกฝ่าย “หลังจากนั้นนายได้จับตั๊กแตนมากินไหม?”เสียงพูดหยุดลงคนตรงข้ามชะงักไปครู่หนึ่ง “เธอเรียกฉันว่าอะไรนะ?”“เมิ่งเฉิง...” เจี่ยนจือขยี้ตา อ้าว ที่แท้ก็เวินถิงเยี่ยนนี่เอง...เธอโบกมือ “ขอโทษ มองผิดคน”“เธอเมาแล้ว” เวินถิงเยี่ยนเอ่ยยิ้ม ๆเจี่ยนจือพยักหน้า ใช่สิ ไม่งั้นจะจำคนผิดได้ยังไงจู่ ๆ ก็รู้สึกหมดอารมณ์ขึ้นมาเล็กน้อยเธอใช้มือยันหน้าผาก “ดื่มเยอะไปแล้ว วันนี้พักผ่อนเร็วหน่อยเถอะ”เธอลุกขึ้น ก่อนจะพาดแขนกับตี๋โยว “ไป เรากลับห้องกันเถอะ”“ได้เลยหัวหน้าทีม” ตี๋โยวคอแข็งกว่าเธอ เบียร์เพียงแค่จุดอารมณ์ของตี๋โยวให้คึกคักขึ้น แต่ตัวเธอยังมีสติอยู่มากตี๋โยวยังหันกลับไปเอ่ยกับแอนนาว่า “บ๊ายบาย” จากนั้นก็ประคองเจี่ยนจือกลับห้องไปเวินถิงเยี่ยนกับแอนนาแทบจะเอ่ยขึ้นพร้อมกันว่า “บ๊ายบาย”เ
เธอหยิบขนมปังดำขึ้นมาหนึ่งแผ่น จุ่มลงในน้ำซุปจากเนื้อตุ๋น แล้วกัดไปคำหนึ่งมันยังแข็งเหมือนเดิม เคี้ยวหนึบมาก ส่วนที่ไม่ได้จุ่มน้ำซุปนั้นแข็งจนแทบจะทิ่มเนื้อในช่องปากของเธอให้เจ็บเธอลองจินตนาการถึงตอนที่เมิ่งเฉิงซ่งกินขนมปังดำแบบนี้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์เหล้าหรือเปล่า ทั้งที่สมองมึนงง แต่ภาพของคนคนนี้กลับค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นในหัวเธอเริ่มนึกถึงเขาขึ้นมา รู้สึกว่าไม่ว่าเขาจะกินอะไรก็ดูเหมือนจะกินอย่างเอร็ดอร่อยมีความสุขไปหมดเหมือนจะมีอยู่ครั้งหนึ่งใช่ไหมนะ?วันนั้นเธอซ้อมจนดึกเกินไป ตอนที่ไปกินข้าวที่โรงอาหาร อาหารก็แทบจะหมดเกลี้ยงทุกถาดแล้ว ตรงช่องตักอาหารเหลือเพียงเขาคนเดียวที่กำลังตักข้าวอยู่ปกติเธอแทบไม่ได้สังเกตเขา พอมองดูดี ๆ ในตอนนั้นถึงเพิ่งพบว่าเขากินเยอะจริง ๆ กะละมังข้าวของเขาใหญ่กว่ากล่องข้าวของเธอถึงสองเท่า ข้างในอัดแน่นไปด้วยข้าวสวยส่วนตรงช่องอาหารมีเพียงเศษกับข้าวเหลืออยู่สองถาด พอตักกะหล่ำปลีได้หนึ่งทัพพี กับหมูผัดอีกหนึ่งทัพพี เขาจึงตั้งใจจะตักให้หมดแต่พอเธอมา เขากลับตักกะหล่ำปลีเพียงครึ่งทัพพี แล้วก็เตรียมจะเดินออกไปเธอเดาว่าเขาคงตั้งใจเหลือหมูกับกะหล่ำปล
อาจารย์ของเจี่ยนจืออดถามขึ้นไม่ได้ “เพื่อนเธอเหรอ?”เวินถิงเยี่ยนมองเธอพลางอมยิ้มน้อย ๆ “แค่คนรู้จักกันเฉย ๆ ค่ะ” ถึงตอนนี้เจี่ยนจือจะเมาแต่เธอก็ยังไม่ถึงขั้นขาดสติ ไม่ว่ายังไงก็ไม่มีทางหลุดคำว่า “สามีเก่า” ออกมาอยู่แล้วแอนนาคลี่ยิ้มหวาน “ฉันกับเธอเราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันค่ะ”เธอที่ว่า แอนนาหมายถึงเจี่ยนจือเจี่ยนจือถึงกับชะงักไปเล็กน้อย ความกระอักกระอ่วนเมื่อครู่พลันคลี่คลายลง แต่แอนนาจะใจดีและน่ารักเกินไปหน่อยหรือเปล่า?เจี่ยนจืออดคิดในใจไม่ได้ว่า โชคดีที่ตอนหย่ากับเวินถิงเยี่ยนพวกเธอได้ตัดขาดกันเหมือนศัตรูที่ตายขาดกันไปแล้ว ไม่ใช่ภรรยาเก่าที่วนเวียนอยู่ในชีวิตเขา ไม่อย่างนั้นคงรู้สึกผิดต่อความน่ารักและความแสนดีของแอนนาแน่ ๆคำพูดของแอนนาช่วยคลี่คลายคำถาม “เวินถิงเยี่ยนเป็นอะไรกับเจี่ยนจือ” ไปได้ ทุกคนจึงหันมาทำความรู้จักกัน ก่อนจะเริ่มดื่มกันต่ออีกยกตลอดมื้ออาหาร เจี่ยนจือไม่ได้พูดอะไรเท่าไหร่เลย แค่นั่งฟังคนอื่นคุยกันเท่านั้นนั่งฟังอาจารย์กับนักศึกษาชายอีกคนคุยกับเวินถิงเยี่ยนเรื่องดนตรีและการเต้นพื้นเมืองของที่นี่ ระหว่างที่พวกเขาพูดคุยกันอย่างออกรส เธอก็นั่งกินนั่นดื
ในที่สุดผู้คนก็เริ่มทยอยเข้ามาในร้าน ความมืดของราตรีค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาเรื่อย ๆ บาร์แห่งนี้จึงเข้าสู่ช่วงเวลาที่มีเสน่ห์ที่สุดของวันวงดนตรีเริ่มขึ้นมาบรรเลงบนพื้นที่โล่งเล็ก ๆ ตรงกลางบาร์ ทันทีที่หีบเพลงบรรเลงโน้ตแสนสนุกสนาน กีตาร์และเชลโลก็เข้ามารับต่ออย่างรวดเร็ว และเพลงที่บรรเลงเป็นเพลงแรกคือเพลงเต้นรำแบบชาวไอริชเจี่ยนจือไม่เคยเต้นแบบนั้นมาก่อน ตอนแรกเธอจึงทำได้แค่นั่งดูอยู่ข้าง ๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปบรรยากาศภายในบาร์ก็เริ่มร้อนแรงจนแทบลุกเป็นไฟเมื่อดนตรีสำหรับเต้นสเต็ปแดนซ์ดังขึ้น เจี่ยนจือก็อดใจไม่ไหวลากตี๋โยวออกมาเต้นด้วยกันทันทีจะเต้นเป็นหรือไม่เป็นก็ช่างเถอะ แค่เต้นตามคนอื่นเขาไปก็พอแล้วนี่เมื่อกราฟความสนุกค่อย ๆ พุ่งสูงขึ้น บรรยากาศภายในร้านก็ยิ่งคึกคักจนร้านแทบจะระเบิดไม่ว่าจะรู้จักกันมาก่อนหรือไม่ ทุกคนต่างหัวเราะและส่งเสียงอย่างสนุกสนาน พากันเบียดเข้าไปจับมือคล้องแขนกันตรงพื้นที่เล็ก ๆ กลางบาร์ ก่อนออกสเต็ปเต้นไปด้วยกันอย่างไม่ค่อยเป็นจังหวะ แต่เต็มไปด้วยความสนุกสุดเหวี่ยงชั่วพริบตาเดียว บรรยากาศทั้งร้านก็เต็มไปด้วยความสุขที่แสนเรียบง่ายและไร้ซึ่งการแบ่งแยกเจ
เจี่ยนจือพาคณะนาฏศิลป์มาแลกเปลี่ยนกับนักศึกษาเอกศิลปะของมหาวิทยาลัยแห่งนี้อยู่หลายวัน หลังจากแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมเสร็จ เจี่ยนจือก็เดินทางไปที่หมู่บ้านบนเกาะกับอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อศึกษาการเต้นรำพื้นเมืองของไอร์แลนด์ช่วงหลายวันมานี้ก็มีรอบแสดงเหมือนกัน แต่เวินถิงเยี่ยนก็ไม่ได้แวะเวียนเข้ามาเลยเขาคงจะเดินทางต่อแล้วสินะ?ไม่รู้ว่าจุดหมายต่อไปของเมิ่งเฉิงซ่งคือที่ไหน และเขาตามรอยไปถึงไหนแล้วหลังจากการแลกเปลี่ยนจบลง เนื่องจากสมาชิกที่เรียนปริญญาตรียังต้องกลับไปเรียนต่อ ดังนั้นคนที่ตามเจี่ยนจือไปที่หมู่บ้านจึงมีเพียงตี๋โยว รวมถึงนักศึกษาและเพื่อน ๆ ที่อาจารย์พามาด้วยสถานที่ที่พวกเธอกำลังจะไปนั้นตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขาและรายล้อมด้วยทะเล ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในหมู่คนทั่วไป อย่างน้อยที่ผ่านมาเจี่ยนจือก็ยังไม่เคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับที่นี่มาก่อน จึงอดรู้สึกหวั่น ๆ ในใจไม่ได้ตอนที่เธอขึ้นเกาะเป็นช่วงพระอาทิตย์กำลังตกพอดี ทั้งหมู่บ้านอาบไล้ไปด้วยแสงสีส้มอุ่น ๆ บ้านเรือนที่มีผนังเป็นหินแกรนิตสีชมพูทำให้เธอรู้สึกราวกับกำลังเดินเข้าสู่โลกแห่งเทพนิยายหมู่บ้านแห่งนี้มีทางเข้าออกเพียงทางเดี







