Mag-log inสองคนนี้กลับประเทศไปแล้วได้ยินมาว่าฟางฝูได้เป็นนักเต้นตัวหลักในคณะนาฏศิลป์แห่งหนึ่ง“ฟางฝู?” ตอนที่เจี่ยนจือพูดชื่อนี้ออกมา สีหน้าของหลินจื่อเวยไม่ได้แปรเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย ราวกับเธอไม่รู้จักคนคนนี้เจี่ยนจือว่าต่อ “เจี่ยงซื่อฝาน?”คราวนี้สีหน้าของหลินจื่อเวยเปลี่ยนไปเล็กน้อยเจี่ยนจือจึงรู้ทันทีว่า คนที่เธอบอกว่าเป็นเจ้าของผลงานตัวจริงก็คือเจี่ยงซื่อฝาน“หลินจื่อเวย การร่วมงานกันต้องมาจากความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย ถ้าเธอมีอะไรหลายอย่างที่ไม่พอใจคณะของเราจริง ๆ ล่ะก็สามารถยกเลิกสัญญากันได้” เจี่ยนจือว่าต่อ “แต่การที่เธอทำให้ชื่อเสียงของคณะต้องเสื่อมเสีย ดูหมิ่นผลงานที่ฉันสร้างขึ้นมา ฉันก็คงต้องขออนุญาตดำเนินการตามกฎหมาย”หลินจื่อเวยกลับหัวเราะพลางบอกว่า “พี่ก็ลองยื่นฟ้องดูสิ แล้วมาดูกันว่าจะชนะฉันได้หรือเปล่า ฉันไม่เคยลงมือทำอะไรโดยไม่เตรียมตัวหรอกนะคะ หัวหน้าเจี่ยน”หลินจื่อเวยจงใจเน้นคำว่า “หัวหน้าเจี่ยน” เป็นพิเศษ แถมน้ำเสียงยังเต็มไปด้วยการประชดประชันพูดจบ เธอก็เชิดหน้าเดินจากไปอย่างไม่แยแส ทว่าเมื่อเดินไปถึงหน้าประตูเธอก็หันกลับมาพูดทิ้งท้ายอีกครั้ง “หัวหน้าเจี่ยน เรื
ยกตัวอย่างเช่น เธอกลับเสนอให้เปลี่ยนท่วงท่าบางจุดในการแสดง《เสียงกวางกังวาน》ที่ทุกอย่างลงตัวแล้วตอนแรกเจี่ยนจือตั้งใจรับฟังความคิดเห็นของเธอ เพราะตัวเธอเองก็อยากพัฒนาการแสดงชุดนี้ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นแต่ต่อมาเธอถึงตระหนักได้ว่า หลินจื่อเวยไม่ได้ตั้งใจจะเสนอความคิดเห็นเลยสักนิด เธอแค่จ้องจับผิดและหาเรื่องเท่านั้นเจี่ยนจือสามารถใช้เวลาหนึ่งวัน หนึ่งคืน หรือมากกว่านั้นเพื่อคิดทบทวนข้อเสนอของหลินจื่อเวยแต่ละข้ออย่างจริงจังได้ แต่หลินจื่อเวยกลับเสนอความเห็นห้าหกข้อภายในวันเดียว เธอยังไม่ทันได้ตกผลึกข้อเสนอแรก ข้อเสนอใหม่ ๆ ก็ตามมาติด ๆ อีกแล้วเจี่ยนจือจึงเริ่มเข้าใจทุกอย่างหลังจากนั้นก็ทยอยมีนักเต้นหลายคนมาหาเธอ เล่าให้ฟังว่าหลินจื่อเวยสร้างปัญหาอะไรไว้ในคณะบ้างอย่างเช่น ชอบเหน็บแนมว่าคนอื่นเต้นไม่ดี หรือบางครั้งตอนที่คนอื่นกำลังฝึกซ้อมอยู่ เธอก็จงใจเดินไปชนอีกฝ่ายที่ไม่ทันตั้งตัวหลังการซ้อมครั้งหนึ่ง เจี่ยนจือจึงขอเรียกพบหลินจื่อเวยเพื่อคุยกันเป็นการส่วนตัวหลินจื่อเวยวางท่าหยิ่งผยองต่อหน้าเธอ ทั้งที่เจ้าตัวก็รู้จุดประสงค์ที่เจี่ยนจือเรียกตัวเธอพบดี แต่ก็ยังเชิดหน้าราวกับนางพ
“พี่สาว ตอนนี้พี่ชายโอเคดีค่ะ เริ่มเข้าไปดูงานที่บริษัทแล้ว ทุกวันนี้ก็งานรัดตัวพอสมควรเลย แล้วพ่อกับแม่ก็กำลังหาคู่ดูตัวให้เขาอยู่ด้วย” เจี่ยงอวี๋ฝานบอกเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก้อนหินที่กดทับอยู่ในใจของเจี่ยนจือก็เหมือนได้วางลงเสียทีเธอหวังจากใจจริงว่าเจี่ยงซื่อฝานจะได้มีชีวิตที่ดี“พี่สาว พี่ไม่ต้องกดดันนะคะ” เจี่ยงอวี๋ฝานว่าต่อ “พ่อกับแม่จะดูแลพี่ชายเป็นอย่างดีเลย จริง ๆ พ่อเขาไม่ค่อยชอบให้พี่ชายเต้นรำอยู่แล้ว ตอนนี้พาเขากลับไปทำงานที่บริษัท ก็ตรงกับความตั้งใจของพ่อพอดี”พูดจบ เจี่ยงอวี๋ฝานก็เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรไม่เข้าท่า จึงรีบโบกมือพัลวัน “พี่สาว หนูไม่ได้หมายความว่าการเต้นรำไม่ดีนะ……”เจี่ยนจือยกยิ้ม “พี่เข้าใจ ฝานฝาน”เธอยังเข้าใจด้วยว่า บางทีพ่อของเจี่ยงซื่อฝานคงไม่ได้อยากได้เธอเป็นลูกสะใภ้นัก ด้วยฐานะของครอบครัวเจี่ยง หากจะหาครอบครัวมาเกี่ยวดอง ก็คงอยากได้ครอบครัวที่มีฐานะเหมาะสมกันและสามารถเกื้อหนุนกันได้อย่างเช่นช่วงที่เจี่ยงซื่อฝานมาที่ไห่เฉิงตอนปิดเทอมเพื่อทำวีซ่าและอยู่เป็นเพื่อนเธอ เขาเคยทะเลาะกับคุณพ่อเจี่ยงอยู่หลายครั้ง เจ้าตัวเขาคิดว่าเธอไม่ได้ยิน แต่จริง
สุดท้ายเธอก็หากรอบรูปมาอันหนึ่ง แล้วนำภาพนั้นใส่กรอบไว้อย่างดีพร้อมกับตั้งมันไว้บนโต๊ะเธอมองภาพของตัวเองบนนั้น เด็กสาวที่อยู่ในชุดพละ เกล้าผมเป็นมวยสูง รายละเอียดบนใบหน้า รวมถึงแววตาและสีหน้าของเธอถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีชีวิตชีวาเธอถ่ายภาพสเก็ตช์ใบนั้นไว้แล้วส่งไปให้หร่านเฉินที่อยู่ในเมืองไห่เฉิง แล้วบอกให้เธอลองทายดูว่าคนในภาพมีใครบ้างหร่านเฉินที่อยู่อีกฟากหนึ่งกรี๊ดลั่นบ้านทันทีเจี่ยนจือนึกอยู่แล้วว่าเธอจะมีปฏิกิริยาตอบโต้แบบนี้ จึงแอบกลั้นขำไว้ ก่อนจะเอนตัวลงบนเก้าอี้โซฟาแล้วคุยเล่นกับเพื่อนสาวในจดหมายของเวินถิงเยี่ยนเขียนไว้ว่า จดหมายฉบับนี้เขียนขึ้นหลังพายุฝนได้ผ่านพ้นไป แต่เวลานี้ที่ลอนดอนกลับอากาศแจ่มใส แสงแดดส่องลอดผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่เข้ามา บรรยากาศตอนนี้ช่างเหมือนกับคำบรรยายของเวินถิงเยี่ยนที่เขียนถึงอาซ่ง เพราะมันมี “คุณสมบัติ”ช่วยเยียวยาจิตใจของผู้คน【เจี่ยนจือ ตอนนั้นความสุขของพวกเรามันเรียบง่ายมากเลยเนอะ】หร่านเฉินส่งข้อความนี้มาให้เธออันที่จริง เจี่ยนจือนึกไม่ออกแล้วว่าตอนนั้นตัวเองมีความสุขมากแค่ไหนชีวิตของเธอในตอนนั้นมีแค่เรื่องเรียน การเต้นรำ แล้
ก็แค่บันทึกการเดินทางสั้น ๆ ฉบับหนึ่งแต่จากลายมือ แค่ดูก็รู้ว่าไม่ใช่ลายมือของเวินถิงเยี่ยนเธอคุ้นเคยกับลายมือของเวินถิงเยี่ยนดีแล้วอีกอย่างสิ่งที่อยู่บนโปสการ์ดแค่ดูก็รู้ว่าเป็นหน้าที่ถ่ายสำเนามา เพราะงั้นนี่เป็นบันทึกการเดินทางของเมิ่งเฉิงซ่งงั้นเหรอ?เวินถิงเยี่ยนเดินทางไปที่นั่นแล้วถ่ายสำเนาบันทึกการเดินทางของอีกคน แล้วนำมาติดบนโปสการ์ดส่งมาให้เธออย่างนั้นเหรอ?เมื่อก่อนเธอไม่ค่อยสนิทกับเมิ่งเฉิงซ่งจริง ๆ แต่ผู้คนมักพูดกันว่าลายมือสะท้อนนิสัย และงานเขียนมักสะท้อนตัวตนของผู้เขียน พอเห็นแบบนี้แล้ว ลายมือของเมิ่งเฉิงซ่งนั้นดูหนักแน่นทรงพลัง สำนวนภาษาที่ใช้ก็เรียบง่ายและกระชับ ดูเป็นผู้ชายตรงไปตรงมา แต่กลับให้ความรู้สึกหนักแน่นอย่างน่าประหลาดเธอเก็บโปสการ์ดนั้นใส่ในลิ้นชักจดหมายฉบับที่สองถูกส่งมาในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมาครั้งนี้สิ่งที่ส่งมาไม่ใช่โปสการ์ด แต่เป็นภาพสเก็ตช์หนึ่งภาพ หรือจะพูดให้ถูกก็คือภาพวาดด้วยมือที่พิมพ์ลงบนกระดาษเอสี่ในภาพนั้นมีคนอยู่หลายคน เจี่ยนจือมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่งก็ยังไม่เข้าใจว่ามันมีความหมายอะไร ส่วนจดหมายฉบับนี้ของเวินถิงเยี่ยน......อืม คราวนี้เ
แน่นอนว่าเจี่ยนจือย่อมไม่คาดหวังอะไรจากความสัมพันธ์ครั้งนี้อีกแล้ว การเลิกราเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพียงลึก ๆ ในใจ เธอก็ยังคงรู้สึกเจ็บปวดอยู่ เพราะครั้งหนึ่งเธอเองก็เคยทุ่มเทให้เจี่ยงซื่อฝานด้วยความจริงใจ เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ภาพถ้วยชามที่วางอยู่ตรงหน้าก็ค่อย ๆ พร่ามัวจนมองไม่ชัด “ถ้าอย่างนั้น ขอให้คุณอาคุณน้า แล้วก็เจี่ยงซื่อฝานเดินทางโดยสวัสดิภาพนะคะ”ไม่มีคำพูดรั้งให้เขาอยู่ต่อเลยสักคำ......เจี่ยงซื่อฝานจ้องมองไปที่เธอ ในที่สุดดวงตาก็เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาคุณป้าและพี่ชายของเจี่ยนจือต่างก็เก่งเรื่องการเข้าสังคมอยู่แล้ว หลังจากพูดคุยเรื่องสำคัญเสร็จ บทสนทนาที่เหลือก็มีเพียงพวกผู้ใหญ่ที่ผลัดกันชวนคุยเรื่องสัพเพเหระและเปลี่ยนหัวข้อไปเรื่อย ๆ ทั้งสองฝ่ายมีท่าทีเป็นมิตร เพียงแต่ความเป็นมิตรที่แสดงออกมากลับดูเสแสร้งยิ่งกว่าตอนเจรจาธุรกิจเสียอีก เพราะอย่างน้อยในการเจรจาธุรกิจ ทุกฝ่ายต่างก็มาด้วยความจริงใจที่อยากจะร่วมงานกันจริง ๆ เจี่ยนจือไม่รู้ว่าพ่อแม่ของเจี่ยงซื่อฝานคิดยังไงกับเธอ บางทีพวกท่านอาจจะคิดว่าเธอทำร้ายเจี่ยงซื่อฝานก็ได้ถ้าพวกท่านคิดแบบนี้จริง เธอเองก็ทำอะไ







