Share

บทที่ 2 คนที่เคยคุ้นเคย 1

last update publish date: 2026-07-29 15:49:02

บทที่ 2 คนที่เคยคุ้นเคย

“โอ้โหนี่ข้าต้องขี่ม้าเลยหรอเนี่ย!!??”

บดินทร์ร้องลั่นหลังจากที่ขุนเรืองได้บอกกับตนว่าจะต้องควบม้าเพื่อด้วยตนเองเพื่อออกไปนอกวัง

“ใช่ขอรับ พระองค์มีเหตุขัดข้องอันใดหรือเปล่าขอรับ?”

ขุนเรืองหันมามองบดินทร์ด้วยสีหน้าที่ชวนสงสัย

“เอ่อ…ก็ไม่หรอก ขี่ก็ขี่ละกันแต่ขอให้ถึงบ้านก็พอ…ว่าแต่ต้องขี่ตัวนี้เลยหรอขุนเรือง?”

“มิใช่ขอรับท่าน…เดี๋ยวกระหม่อมจะนำมาของพระองค์มาให้นะขอรับรอกระหม่อมประเดี๋ยวนึงนะขอรับท่าน”

จากนั้นขุนเรืองก็เดินไปจูงม้าของบดินทร์มาให้ เพียงใช้สายตาจ้องมองไปที่ม้าตัวนี้ กีบเท้ากระทบพื้นเสียงดังกังวาน ลำตัวสูงใหญ่ใหล่กว้างแผ่นอกแกร่งแข็งแรงดุดัน ดวงตานั้นคมกริบราวกับดุจเปลวเพลิง ม้าตัวนั้นมันสะบัดแผงคออย่างองอาจราวกับรู้ว่าตนคือพาหนะของผู้พิทักษ์

ทันทีที่บดินทร์ได้เห็นก็ถึงกับตาเบิกกว้าง พร้อมกับอ้าปาก แสดงสีหน้าที่ตกตะลึง

“โอ้โห้! ไม่เคยเห็นม้าที่กล้ามแน่นเป็นมัดๆ แบบนี้มาก่อนเลย คือถ้าเป็นคนนี่หล่อมากเลยนะ ว่าแต่ชื่ออะไรหรอขุนเรือง?”

“เอ่อ….พระองค์ลืมชื่อมันไปแล้วหรือขอรับ?”

“ก็ข้าหัวกระแทกพื้นขนาดนี้อาจจะ…ลืมนิดหน่อยเองไม่เป็นไรหรอกน่า ใช่มั้ย…”

บดินทร์ยิ้มมองไปที่ม้าของตนก่อนที่จะลูบหัวของมันเบาๆ เจ้าม้าดูเหมือนจะรู้ว่านี่คือนายของมัน

ทันทีที่มือของบดินทร์สัมผัสที่ตรงหัวมัน มันก็ก้มหัวลงพร้อมแกว่งหางอย่างเป็นมิตร

“เจ้ามาตัวนี้มีนามว่า เจ้าดิน ขอรับ”

‘ดินสินะชื่อเหมือนกันเลยนะเรา…’

“ขอฝากตัวด้วยนะ ไอ้ดินลูกพ่อ ไปเถอะรีบไปกัน!”

จากนั้นบดินทร์ก็กระโจนขึ้นควบเจ้าดินด้วยท่าทีที่คล่องแคล่ว

“โก โก เลทโกกก!!ไอ้ดิน!! เอ๊ย! เดี๋ยวก่อนๆ เราจำทางไม่ได้ขุนเรืองกับท่านช่วยนำทางให้ข้าทีนะฮ่าๆ”

‘โชคดีนะที่เคยเรียนขี่ม้ามาก่อน…วู๊สบายๆ ของแค่นี้ 5555555782827’

จากนั้นทั้งสามคนก็ควบม้าออกมาจากพระราชวัง

ในขณะที่ม้ากำลังเดินผ่านประตูวังบดินทร์ที่ซึ่งกำลังมองซ้ายขวาชื่นชมกับบรรยากาศก็เหลือบไปเป็นชายคนหนึ่งที่กำลังยืนจ้องมองเขาอยู่ลับๆ ก่อนที่ชายคนนั้นจะยิ้มให้พร้อมสายตาที่ดูอบอุ่นเป็นอย่างมาก ทันทีที่เขาเห็นเช่นนั้นบดินทร์ก็รีบหันหน้าหนีและหยุดคิดเรื่องนี้ทันที

‘ใครกันนะ…ทำไมยิ้มแบบนั้น…ถึงจะหน้าคุ้นๆ แต่นึกไม่ออกจริงๆ …’

บรรยากาศนอกเมืองเป็นอะไรที่บริสุทธิ์มากๆ ผู้คนมากมายพากันเดินซื้อของแลกเปลี่ยนสินค้า

‘การแต่งกายของแต่ละคนนั้นเหมือนในซีรีส์เกาหลี 100% แทบไม่มีส่วนไหนที่ต่างไปมากกว่านี้เลย เว้นแต่ภาษาทำไมทุกคนคือพูดภาษาไทยได้ สิ่งนี้ยังเป็นคำถามในใจอยู่ตลอด หรืออาจจะเป็นเพราะเป็นคนละโลกคนละมิติรึเปล่า’

‘ถ้าคิดกลับกันสมมติย้อนไปในสมัยอยุธยาหรือว่าสุโขทัยอะไรแบบนี้ มันจะเป็นภาษาไทยอยู่มั้ยรึว่าจะเป็นภาษาเกาหลี มันไม่น่ามีความเป็นไปได้เลยด้วยซ้ำ เหมือนกับตอนนี้เรามาอยู่ในยุคโชซอนที่ซึ่งปกติใช้ภาษาเกาหลีเป็นหลักแต่ทุกคนกลับเปลี่ยนไปคือพูดภาษาไทยได้… และเขียนภาษาไทยได้นี่สิแปลกมากๆ’

บดินทร์นั่งคิดอยู่บนหลังม้าอยู่นานพอควร ในขณะเดียวกันความเหม่อเลยก็อาจจะทำให้เป็นต้นเหตุที่เขาตกม้าได้

“ท่านองครักษ์ขอรับ โปรดควบคุมม้าด้วยขอรับท่าน ข้าน้อยเกรงว่าท่านอาจจะพลัดตกลงได้ขอรับ”

พลทหารที่คอยดูแลข้างหลังสุดได้ตะโกนบอกบดินทร์ให้ควบคุมม้าเพราะเหมือนว่าตอนนี้ ม้าของบดินทร์เริ่มแตกขบวน ทันทีที่ได้สติบดินทร์ก็รีบดึงบังเหียนเรียกเจ้าดินกลับมาควบม้าให้อยู่ในขบวนแถวได้อีกครั้ง

‘เกือบซวยละไงเวรเอ้ย…’

.

.

บรรยากาศแดดอ่อนๆ สดชื่นในยามสายใกล้เที่ยงวัน ณ ศาลาริมบัว ด้านบนศาลาคนทั้งสองกำลังนั่งคุยกันอยู่อย่างเงียบๆ พร้อมกับด้านล่างมีเหล่านางกำนัลและขันทียืนเพรียบพร้อมที่จะคอยรับใช้อยู่ตลอดเวลา

“วรรณา เจ้ามีเรื่องทุกข์ใจอันใดจะทูลให้ข้าทราบหรือไม่”

ฝ่าบาทเอ่ยขึ้นถามพร้อมสีหน้าอาการที่เป็นห่วงคนตรงหน้า

“หม่อมฉัน…กลัวเหลือเกินเพคะ…ฝ่าบาท”

น้ำเสียงสั่นคลอนในลำคอ และเหมือนจะสะอื้นออกมาเล็กน้อย พระมเหสีนั่งนิ่งก้มหน้าลงพระองค์ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาฝ่าบาท

“บอกข้ามาเถิด….เจ้ามิต้องกลัว หากมีผู้ใดจะคิดปองร้ายเจ้า…ข้าจะปกป้องเจ้าเองวรรณา”

พระมเหสีค่อยๆ น้ำตาไหลริน… พร้อมกับหันหน้าหลบหนีฝ่าบาท ก่อนที่จะรีบใช้มือเช็ดเศษน้ำตาที่ไหลรินออกอย่างรวดเร็ว

“เสด็จแม่ของข้าใช่รึไม่? ที่ทำให้เจ้าเป็นเช่นนี้!”

ฝ่าบาทกุมมือแน่น ขมวดคิ้วพร้อมจ้องไปที่ตำหนักของพระมารดา

“พระพันปีท่านเพียงบอกให้หม่อมฉัน…รีบมีบุตรเพคะฝ่าบาท… พระองค์อย่าทรงโทษพระพันปีเลยนะเพคะ ท่านเพียงแค่อยากปกป้องพระองค์จากผู้ที่คิดจะแย่งชิงอำนาจไปจากพระองค์เพคะ…อาจจะเป็นที่หม่อมฉันเองที่ทำหน้าที่พระมเหสีได้ไม่ดีพอ เป็นที่หม่อมฉันเองเพคะฝ่าบาท…”

น้ำเสียงนิ่งๆ ปนสะอื้นของพระมเหสีนั้นมาจากหัวใจของพระนาง ใครได้ยินก็ย่อมรู้สึกว่า คำพูดทุกคำของพระนางนั้นมีความหมายในตัวของมันเอง

‘วรรณา…เจ้านั้นเข้มแข็งเป็นอย่างมาก…ที่สามารถแบกรับความรู้สึกที่ผู้อื่นให้ได้มากถึงเพียงนี้ แม้กระทั่งเสด็จแม่ข้าที่ข่มขู่เจ้า เจ้าก็ยังคงเลือกที่จะไม่โทษท่าน แต่กลับโทษตัวเองว่าเป็นเพราะเจ้าไม่ดีพอ… เจ้าเป็นสตรีผู้ที่ซื่อตรงยิ่งนัก….ข้าในฐานะฝ่าบาทมิอาจจะหยั่งรู้ได้เลยว่าในใจเจ้านั้นจะเจ็บปวดเพียงใด หากมิได้นั่งพูดคุยกันเช่นนี้…แต่ข้าจะหาหนทางช่วยเจ้าให้ได้แน่นอน…’

“หยุดร้องเถิดวรรณา…มิว่าผู้ใดจะทำร้ายเจ้า ข้าจะไม่ยอมปล่อยนิ่งเดียวดายเป็นแน่…”

“เพคะ…ฝ่าบาท”

พระมเหสียิ้มก่อนที่จะหันไปมองฝ่าบาท

“หม่อมฉันมีของที่จะทูลถวายให้ท่านเพคะฝ่าบาท…”

จากนั้นพระนางก็ให้นางกำนัลคนสนิท หยิบของชิ้นนั้นขึ้นมาก่อนที่พระนางจะยื่นให้กับฝ่าบาทด้วยมือของตนเอง

“ของสิ่งนี้คือภาพแขวน…ที่หม่อมฉันนั้นจรดพู่กันวาดเองกับมือของหม่อมฉันเพคะ….”

ฝ่าบาททรงปลดไหมพรมที่รัดภาพนั้นออก หลังจากนั้นก็ค่อยๆ คลี่กระดาษออกอย่างระมัดระวัง เพียงแค่คลี่มันออก ก็เห็นเป็นช่อดอกบ๊วยที่บานสะพรั่งงดงาม มีกลีบทับซ้อนกันอย่างเป็นลำดับชั้น ราวกับไม่มีลมใดที่จะสามารถทำให้มันพลัดหลุดจากกันได้ ช่างเป็นภาพที่สวยงามยิ่งนัก…

“ภาพแขวนภาพนี้…เจ้าจรดพู่กันออกมาได้อย่างประณีตและงดงามยิ่ง…ข้าจะเก็บสิ่งนี้ไว้ และแขวนในพระตำหนักของข้า ข้าขอบน้ำใจเจ้านักวรรณา”

พระมเหสียิ้มตอบรับฝ่าบาท

“ดอกบ๊วยดอกนี้…เป็นสัญลักษณ์ของความอดทนและมั่นคงเพคะ แม้จะอยู่ในหน้าหนาว ลมหนาวพัดผ่านก็จะยิ่งทวีความหนาวเหน็บ แต่มันก็ยังคงบานแตกตูมอย่างสวยงาม…เช่นดังฝ่าบาทเพคะ.. มิว่าจะอยู่ที่ใด ย่อมมีแต่ผู้คนเคารพนับถือ เสมือนหัวใจ… หากพระองค์รักในสิ่งใด ย่อมรู้อยู่แก่ใจ มิอาจเลือกสิ่งอื่นใดมาแทนได้เพคะ… เช่นดังดอกบ๊วยเหล่านี้ที่หม่อมฉันจรดพู่กันอย่างประณีต หากพวกมันไปอยู่ท่ามกลางความร้อน มันย่อมเหี่ยวเฉา เสมือนหัวใจที่ถูกพรากเพคะฝ่าบาท…”

‘ข้าเหมือนดังดอกบ๊วยเช่นนั้นหรือ…. ความรักผู้เลือกย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นผู้ใดสินะ…เสมือนนำเอาดอกบ๊วยไปวางที่ร้อน มันก็จะไม่บาน…วาจาของเจ้านั้นไพเราะซะเหลือเกินวรรณา เจ้าควรเหมาะที่จะเป็นผู้ประพันธ์บทกวีเป็นอย่างยิ่ง…’

“การเปรียบเปรยของเจ้านั้นไพเราะยิ่งนัก…ข้าชอบความหมายที่เจ้านั้นมอบให้กับข้า ข้าขอบน้ำใจเจ้านัก วรรณา…”

“เช่นนั้น…พระองค์ทรงใช้หัวใจเลือกในสิ่งที่ใช่เถิดเพคะ…กระหม่อมจะเป็นแรงใจคอยช่วยอยู่ห่างๆ และสิ่งนี้…คงเป็นสิ่งเดียวที่กระหม่อมจะทำเพื่อพระองค์ได้เพคะ…”

พระมเหสียิ้มเล็กน้อย…ก่อนที่จะขอตัวกลับตำหนัก ก่เหลือเพียงฝ่าบาทผู้ที่นั่งคิดถึงบางสิ่งบางอย่างอยู่ตรงศาลาบัว ด้วยบรรยากาศที่เงียบสงบ…

‘เลือกในสิ่งที่ใช่อย่างนั้นรึ…..’

ขณะที่พระองค์กำลังนั่งครุ่นคิดอะไรบางอย่างพระสนมเอกก็บังเอิญผ่านมาพอดี

“ฝ่าบาท…พระสนมเอกขอเข้าเฝ้าเพคะ….”

ขันทีอินทร์ตะโกนเรียกผู้ที่อยู่สูงกว่า แต่ฝ่าบาทกลับนิ่งไม่พูดไม่คุย พระสนมเลยตัดสินใจที่จะเดินขึ้นมาพบพระองค์เอง

“เดี๋ยวข้าจะขึ้นไปเอง! พวกเจ้าอยู่ตรงนี้แหละ!”

พระสนมขึ้นเสียงใส่เหล้าข้าราชบริพาร ในขณะเดียวกัน

“ข้ามีราชกิจด่วนที่ต้องเร่งเสด็จไปจัดการ…หากเจ้ามีสิ่งใดประสงค์จะทูล ก็ตรัสมาเถิดอย่าได้เกรงใจ…”

พระสนมยิ้มเล็กน้อยก่อนที่จะรีบวิ่งขึ้นไปบนศาลาด้วยท่าทีที่ดีใจ

“ฝ่าบาทเพคะ…วันนี้ที่ท้องพระโรงหม่อมฉันถูกใส่ร้ายเพคะ! พระพันปีเป็นผู้ใส่ร้ายหม่อมฉันเพคะฝ่าบาท…”

พระสนมพูดขึ้นมาลอยๆ ไม่สนหน้าหลังว่าผู้ใดจะได้ยิน

ฝ่าบาทชักสีหน้า หันควับจ้องไปที่พระสนมก่อนจะกล่าวตักเตือนเล็กน้อย

“เจ้าอย่าได้เอ่ยกล่าวหาพระพันปีเช่นนั้น…วาสนา หากเจ้ามิได้เป็นผู้กระทำผิดเจ้ามิต้องเป็นกังวลอันใด ตราบใดที่ยังเสาะหาความจริงมิได้ ข้าก็จะหาผู้กระทำผิดครั้งนี้จนเจอ!”

พระสนมยิ้มเล็กน้อยแต่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมที่ฉายออกมาจากใบหน้าของพระนาง

“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท หม่อมฉันก็จะสืบเสาะหาผู้ที่กล่าวหาหม่อมฉันด้วยเช่นกันเพคะ…”

พระสนมเอกก้มโค้งคำนับต่อหน้าพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ก่อนที่พระนางจะขอตัวกลับพระตำหนักของตน

“ฝ่าบาท…ท่านทหารองครักษ์บุตรชายของท่านอัครมหาเสนาบดี เพลานี้กำลังรอเข้าเฝ้าฝ่าบาทที่พระตำหนักพะยะค่ะ”

“ไปตำหนักของข้า…”

(ตำหนักฝ่าบาท)

“มิต้องมากพิธี…เจ้ามีนามว่ากะไร? …”

“กระหม่อมมีนามว่า กัณฑ์ทศ ขอรับฝ่าบาท”

‘กัณฑ์ทศ ชายผู้นี้เองสินะ…ที่เป็นถึงบุตรของท่านอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย ข้าเคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับชายผู้นี้ว่า เรื่องฝีมือการปะลองดาบนั้นมิเป็นรองผู้ใด เทียบเท่ากับแม่ทัพใหญ่ฝ่ายขวาเลยก็ว่าได้…’

ชายร่างสูงใบหน้าละเมียดละไมแต่งกายในชุดทหารองครักษ์สีม่วงอย่างเต็มยศ ผู้ที่เคยเป็นเสียงเล่าลือเล่าอ้างมาตลอดว่าเป็นนักดาบที่แกร่งที่สุดในใต้หล้าของโชซอน บัดนี้เขากำลังยืนอยู่ตรงหน้าผู้สูงส่ง

“เจ้าจงปฏิบัติหน้าที่ให้เต็มกำลัง ในระยะสองสัปดาห์นี้ ข้าขอฝากความขอบใจไปยังบิดาของเจ้าด้วย ที่เสนอชื่อเจ้าขึ้นมา จงตระหนักไว้ว่า การได้ถวายงานปกป้องกษัตริย์นั้น เป็นเกียรติสูงสุดของวงศ์ตระกูลเจ้า”

ผู้ฟังรีบถวายเคารพอย่างเต็มใจ

“กระหม่อมมิบังอาจรับคำยกยอ ขอเพียงได้ถวายงานใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ก็เป็นเกียรติสูงสุดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“วันนี้ยามบ่ายคล้อยใกล้ยามสนธยา ข้าจะเสด็จออกวังไปเยี่ยมทหารองครักษ์ศรีบดินทร์ เจ้าจงไปเตรียมพร้อมเสีย จัดเตรียมทุกสิ่งให้เรียบร้อย!…”

“ขอรับฝ่าบาท…”

หลังจากที่กันฑ์ทศออกไปจากตำหนัก ขันทีอินทร์ก็รีบเข้ามาทันที

“ฝ่าบาท… พระองค์ทรงจะเสด็จไปที่เรือนท่านทหารองครักษ์หรือขอรับ”

ขันทีอินทร์เอ่ยขึ้นพร้อมกับสีหน้าที่เป็นกังวลอย่างมาก

“ใช่ ข้าจะไปดูอาการของท่านองครักษ์เสียหน่อย เผื่อมีเรื่องอันใดที่ข้าจะช่วยเหลือได้ อีกทั้งข้าเองก็จะไปขอบน้ำใจกับบิดาของบดินทร์ด้วยตัวของข้าเอง…”

“แต่ว่าฝ่าบาท…เสด็จไปช่วงเพลายามสนธยา อาจจะเป็นอันตรายได้นะพะยะค่ะ…”

ฝ่าบาทพูดพร้อมทำเป็นหูทวนลม ก่อนที่จะหยิบปากกาและจุ่มลงน้ำหมึกและจรดพู่กันลงบนกระดาษ

“ข้าใคร่รับทานเครื่องหวาน ท่านไปจัดเตรียมมาให้ข้าที…”

“พะยะค่ะ…ฝ่าบาท…”

ขันทีอินทร์ก็รีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปจากพระตำหนัก

‘รอข้าก่อนเถิด…บดินทร์….’

.

.

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ผมเป็นคนไทยแต่หัวใจโชซอน NC อัลฟ่าxอัลฟ่า   บทที่ 16 พวงห้อยในกล่องไม้แกะสลัก 1

    บทที่ 16 พวงห้องในกล่องไม้แกะสลักเรือนท่านอัครมหาเสนาบดียศ“ท่านอัครมหาเสนาบดีขอรับ… มีจดหมายส่งมาจากท่านองครักษ์กัณฑ์ทศขอรับ”บ่าวชายรับใช้คนสนิทของท่านยศได้หยิบซองจดหมายนั้นขึ้นมาก่อนที่จะนำไปวางไปตรงโต๊ะที่ท่านยศนั้นกำลังนั่งอยู่“ผู้ใดกันที่นำมาส่ง.…”“พลทหารอัคคีขอรับ”“…”“เจ้าจงเปิดอ่านซะ…”น้ำเสียงเรียบนิ่งเอ่ยขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัด บ่าวชายผู้นั้นไม่รีรอรีบเปิดจดหมายฉบับนั้นขึ้นบรรจงอ่านอย่างเร็วไวเนื้อความในจดหมาย“ท่านพ่อขอรับ ท่านทรงอย่าได้เป็นกังวลไป ถึงข้าจะทำในสิ่งที่ท่านคาดหวังไว้ไม่ได้ ทว่าข้าก็ได้สร้างบาดแผลให้กับชายผู้นั้นไว้ไม่น้อยขอรับ… อีกทั้งคนพวกนั้นคงเชื่อในการตายของข้าในครั้งนี้ พวกมันต้องเชื่ออย่างสนิทใจแน่ขอรับว่ากระหม่อมนั้น ยอมพลีชีพปกป้องฝ่าบาท… ท่านพ่อรีบกราบทูลเรื่องนี้ให้ราชสำนักทราบอย่างรวดเร็วเถิด…. จะได้เป็นการดีที่ราชสักนักนั้นต้องสั่นคลอนแผนการของเราจะได้ง่ายดายยิ่งขึ้นขอรับ”“…ไอ้ลูกไม่รักดี… ทำสิ่งใดไม่ปรึกษาข้าแต่อย่างใด…. มีแต่คิดไปเองผู้เดียว หาได้ปรึกษาสิ่งใดกับข้า… แค่ตัดศีรษะของคนผู้นั้นมา ยังทำไม่ได้ เหตุใดข้าจึงต้องเชื่อใจในเ

  • ผมเป็นคนไทยแต่หัวใจโชซอน NC อัลฟ่าxอัลฟ่า   บทที่ 15 ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย 3

    จากนั้นวดีก็ค่อยๆ เปิดฝากล่องไม้แกะสลักที่อยู่ในมือออกอย่างช้าๆ “พระองค์ทรงมีรับสั่งให้หม่อมฉันมาสอบถามท่านแม่หมอเกี่ยวกับสิ่งของชิ้นนี้เพคะ…” แม่หมอนั้นค่อยๆ ก้มหน้าเอื้อมลงไปมอง ก่อนที่จะบรรจงเพ่งสายตาจ้องมองอย่างไม่ลดละ ซึ่งภายในกล่องนั้นมีพวงห้อยชิ้นหนึ่งวางอยู่อย่างสงบนิ่ง ทันทีที่สายตาของแม่หมอนั้นได้สัมผัสกับสิ่งนั้น….ใบหน้าของนางก็กลับซีดลงในทันทีอย่างเห็นได้ชัด มือทั้งสองข้างที่ประสานกันอยู่เบื้องหน้าก็ค่อยๆ เริ่มคลายออกอย่างช้าๆ “…เจ้าไปเอาของสิ่งนี้มาจากที่ใดกัน?” ก่อนที่นางจะเอ่ยขึ้นถามวดีพร้อมกับสีหน้าที่ดูเอาจริงเอาจังเป็นอย่างมาก ทันทีที่วดีได้ยินคำถามก็ทำเอาตัวของวดีชะงักไปเล็กน้อย “พระสนมเป็นผู้ประทานให้พระมเหสีเพคะ… พระมเหสีเลยรับสั่งให้หม่อมฉันนำของสิ่งนี้มาสอบถามแม่หมอเพคะ… ว่าพอจะรู้หรือไม่ว่าของชิ้นนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรเพคะ” แม่หมอทันทีที่ได้รับฟังก็ได้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองวดีด้วยแววตาที่จริงจังขึ้นกว่าเดิม “แล้วพระมเหสีทรงทราบหรือไม่… ว่าของสิ่งนี้คืออะไร” วดีส่ายหน้า เพราะตนเองก็ไม่รู้สิ่งใด “พระองค์จึงรับสั่งให้หม่อมฉันมาถามท่านอย่าง

  • ผมเป็นคนไทยแต่หัวใจโชซอน NC อัลฟ่าxอัลฟ่า   บทที่ 15 ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย 2

    ซึ่งในขณะเดียวกัน ณ โรงครัว ท่านผู้อาวุโสก็ได้เดินมาตามหาท่านผู้หญิงก่อนที่ผู้อาวุโสจะเห็นว่าลูกสาวของตนกำลังนั่งกลุ้มใจกับเรื่องอะไรบางอย่าง “ท่านแม่! กลับมาแล้วรึเพคะ!” ท่านผู้หญิงรีบโผลเข้ากอดแม่ของตนอย่างไม่รีรอ ก่อนที่เรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็ได้คลายออกมาอย่างช้าๆ จากคำพูดของท่านผู้หญิง ซึ่งหลังจากที่ทราบเรื่องทุกอย่างบรรยากาศในเรือนก็กลับมาอึมครึมอีกครั้ง และตอนนี้ผู้คนในเรือนก็ต่างพากันเป็นกังวลเกี่ยวกับการเสียชีวิตขององครักษ์กัณฑ์ทศ เพราะกัณฑ์ทศนั้นเสียชีวิตอยู่ในเหตุการลอบสังหารซึ่งมีฝ่าบาทเสด็จไปด้วยในเหตุการณ์ครั้งนั้น อีกทั้งรวทไปถึงการตายของกัณฑ์ทศนั้นจะเป็นตราบาปให้กับศรีบดินทร์เพราะเป็นต้นเหตุที่ให้กัณฑ์ทศได้มารับราชการแทนและต้องมาตายแทนด้วย ทันทีที่ผู้อาวุโสรู้ว่าท่านผู้หญิงได้มีการขอร้องให้ทั้งขุนเรืองและฝ่าบาท ให้ช่วยปลดองครักษ์ออกจากราชการทีเพราะท่านผู้หญิงเกรงว่า บุตรชายของตนจะเป็นอันตราย ผู้อาวุโสก็รู้สึกว่ามันไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง ก่อนที่จะเอ่ยคำพูดเรียบๆ ออกไปให้ท่านผู้หญิงและบ่าวรับใช้บริเวณนั้นได้แจ้งใจ “ที่ข้ามองว่าเรื่องนี้นั้นมันไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง…เจ

  • ผมเป็นคนไทยแต่หัวใจโชซอน NC อัลฟ่าxอัลฟ่า   บทที่ 15 ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย 1

    บทที่ 15 ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย หลังจากที่กาลได้ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าจนเสร็จเรียบร้อย ขุนเรืองก็รีบพาตัวของเขาไปดูศพของชายผู้นั้นทันที ที่ซึ่งตอนนี้ข่าวได้แพร่ออกไปอย่างหนาหูแล้วว่า ศพไร้หัวผู้นี้คือ กัณฑ์ทศ “เจ้าแน่ใจอย่างนั้นรึว่าเจ้าสามารถจำได้ว่าศพชายคนนั้นคือผู้ใด?” ขุนเรืองผู้ที่เดินอยู่ด้านหน้าเอ่ยขึ้นถามกาลที่เดินตามหลังมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “ขอรับท่านขุน กระหม่อมย่อมจำได้ดีขอรับ เพราะพรรคพวกทุกคนในเหตุการณ์ลอบสังหารในวันนั้นล้วนแต่เป็นสหายที่รู้จักขอรับ” ขุนเรืองเงียบไปสักครู่.…. “เช่นนั้นรึ… เอาเถิดถึงแม้นตัวข้าจะยังไม่อยากไว้ใจเจ้ามากสักเท่าไหร่ แต่ในเมื่อท่านศรีบอกมาเช่นนี้คงมีแต่ต้องทำตาม…” ในขณะที่ขุนเรืองพูดจบก็ได้หยุดเดินไปชั่วขณะ “มี…มีอันใดรึขอรับ?” กาลที่อยู่ในจังหวะตั้งตัวไม่ทันก็ได้พยายามก้มๆ มองๆ ตรงไปที่ขุนเรือง ก่อนที่สักพักขุนเรืองก็ได้หันหน้ามาพร้อมกับใบหน้าที่นิ่งๆ แววตาเบิกโพลง จนทำให้กาลนั้นรู้สึกเกรงกลัว “ขุนเรือง…” “เจ้าอย่าคิดแม้แต่จะลอบทำร้ายท่านองครักษ์! ข้าไม่รู้ว่าเจ้ามาดีรึมาร้าย หากเจ้าทำสิ่งใดที่ไม่เหมาะไม่ควรกับท่านองครักษ์ ข้าจะบั่นคอขอ

  • ผมเป็นคนไทยแต่หัวใจโชซอน NC อัลฟ่าxอัลฟ่า   บทที่ 14 ความลับของดาบสีดำทมิฬ 3

    ทันทีที่บดินทร์ได้รับฟังมาคร่าวๆ ก็เลยจับใจความได้ว่า ในวันนั้นผู้อาวุโสได้รับจดหมายมาจากลูกสาวคนโตซึ่งในเนื้อหาจดหมายนั้นเขียนมาคร่าวๆ ประมาณว่า ตอนนี้หลานชายป่วยหนักมาก เขาอยากเจอคุณยายอยากให้คุณยายมานอนด้วย ยายก็เลยบอกแค่กับคุแม่ว่าจะไปธุระที่บ้านของลูกสาวคนโต อาจจะมีค้างคืนสักสองสามคืน ทั้งนี้ทั้งนั้น แม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะคงคิดว่าท่านน่าจะคิดถึงหลาน จากนั้นขุนบดนทร์ก็ได้สั่งให้บ่าวรับใช้พาผู้อาวุโสไปที่บ้านลูกสาวคนโต ที่ผู้อาวุโสไม่ได้บอกกล่าวบดินทร์เพราะวันนั้นตนลืมไปสนิทว่าหลานชายพึ่งกลับมาจากวังหลวง ก็เลยไม่ได้บอก และผู้อาวุโสก็คิดว่าแม่คงจะบอกบดินทร์ด้วยตนเอง แต่แม่ก็ไม่ได้บอกสิ่งใด ก่อนที่เมื่อสองวันที่แล้ว ท่านได้รับข่าวจากชาวบ้านและพวกคนใช้พูดคุยกันหนาหู ว่ามีการลอบสังหารเกิดขึ้นที่หุบเขาอัสดง และมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ พร้อมกับสูญเสียทหารองครักษ์ไปอีกหนึ่งคน ณ เพลานั้นใจของยายเกือบดับสิ้นทันทีที่ได้รู้ แต่ทว่าหูของท่านนั้นยังรับฟังได้อย่างแม่นยำ ว่าองครักษ์ผู้ที่สูญเสียนั้นคือ องครักษณ์กัณฑ์ทศ บุตรชายของท่านอัครมหาเสนาบดียศผู้ที่เป็นถึงสหายเก่าของเจ้า

  • ผมเป็นคนไทยแต่หัวใจโชซอน NC อัลฟ่าxอัลฟ่า   บทที่ 14 ความลับของดาบสีดำทมิฬ 2

    ในขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งของโรงครัวที่ห้องบรรทมของฝ่าบาท “พระพันปีหลวงทรงเป็นเช่นไรบ้างพะยะค่ะ..” หมอชราเอ่ยขึ้นถามพรางก้มหัวลงต่ำเล็กน้อย ฝ่าบาทหันไปมองที่หน้าต่างก่อนที่จะเผยสีหน้าเรียบๆ “ข้าคิดว่าพระนางทรงสุขกายสบายดี…” พระสุรเสียงเรียบๆ ของพระองค์เอ่ยขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบ “พระองค์ทรงเสด็จออกมานานโขเช่นนี้รวมถึงพระวรกายนั้นยังไม่หายดี เหตุใดพระองค์ถึงทรงไม่ประรีบแจ้งข่าวให้กับกับวังหลวงทราบล่ะพะยะค่ะ” “…” “ข้าไม่อยากให้ผู้ใดเป็นกังวลเกี่ยวกับตัวข้า” “แต่ทว่าหากพระองค์เสด็จกลับวังได้ การรักษามันย่อมจะดีกว่าการรักษาเพียงแค่ยาสมุนไพรจากกระหม่อมนะพะค่ะฝ่าบาท…” พระองค์ทรงรับฟังอย่างตั้งใจก่อนที่จะส่งยิ้มให้เล็กน้อย “เอาเถิด… ท่านหมอยาอย่าได้เป็นกังวลอันใด ที่ข้ายังไม่กลับไปมนเพลานี้ เพราะข้ายังสะสางเรื่องบางอย่างยังไม่จบขอรับ…” หมอชราเผยสีหน้าที่ชวนสงสัย “เรื่องอันใดหรือพะยะค่ะ?” ก่อนที่พระองค์จะค่อยๆ กระเถิบตัวเข้ามาใกล้ๆ กับหมอชรา “ท่านทรงจำบุตรชายของท่านอัครมหาเสนาบดียศได้หรือไม่…” “…บุตรชาย…เช่นนั้นรึขอรับ?” หมอชรารีบนึกคิดบางอย่างในหัวอย่างช้าๆ คิ้วของเขาเ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status