Share

บทที่ 1 ยามรุ่งสางมาเยือน 2

last update publish date: 2026-07-26 20:07:16

08:50

…ไม่นานยามสายก็ย่างกรายเข้ามา เหมือนว่าตอนนี้ฝ่ายในจะมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นแต่เช้า เส่ยงเดินดุ่มๆ มาแบบรวดรีบ หญิงผู้นี้ใบหน้านั้นโกรธพิโรธเป็นอย่างมาก

“พระองค์จะเสด็จไปที่ใดเพคะ? …โปรดค่อยๆ เดินนะเพคะพระพันปี…”

นางกำนัลที่เดินตามมาก็ต่างใจร้อนเช่นกัน ไม่รู้จะพูดอย่างไรกับผู้ที่เดินนำอยู่เบื้องหน้า

“เจ้าย่อมรู้ว่าข้าจักใคร่ทำสิ่งใด….”

“เพคะ…”

(ตำหนักพระมเหสี)

“ให้ข้าเข้าไป!”

“คะ..คือว่า….พระมเหสี…กำลัง…..ทรงจรดพู่กัน พระองค์มิให้ผู้ใดรบกวนอยู่ในตำหนักเพคะพระพันปี…”

ผู้ที่อยู่สูงกว่าชักสีหน้า พร้อมกับจ้องไปที่นางกำนัลผู้นั้นที่กำลังก้มหน้าลงแนบอยู่กับพื้น

“บังอาจนัก! เป็นเพียงนางกำนัล…กล้ามาขัดข้างั้นรึ หึ ให้ข้าเข้าไป! มิเช่นนั้นข้าจะสั่งลงโทษพวกเจ้าเสีย โทษฐานหมิ่นกฎฝ่ายใน!”

“โปรดทรงเมตตาอภัยให้หม่อมฉันด้วยเถิดเพคะ พระพันปี….!”

“ให้พระพันปีเข้ามาเถิด…ส่วนพวกเจ้าออกไปก่อน..”

ก่อนที่จะเกิดการปะทะคารมขึ้นในพระตำหนักไปมากกว่านี้ ก็มีเสียงของพระมเหสีก็พูดแทรกขึ้นมาขั้นกลางอย่างรวดเร็ว

หลังจากพระพันปีเสด็จเข้ามาในพระตำหนัก พระองค์ยืนนิ่ง ก่อนที่จะยืนจ้องมองไปที่รูปภาพของพระมเหสีที่กำลังทรงจรดพู่กันอยู่

“พระมเหสี….เพลานี้ท่านมิรู้ข่าวคราวอันใดเลยหรือ กับสิ่งที่เกิดขึ้นในท้องพระโรง?”

พระมเหสีที่กำลังจะตวัดปลายพู่กันวาดส่วนของดอกไม้ พระองค์ก็หยุดชะงักและเงยหน้าขึ้นมองพระพันปี

“เรื่องนั้น…กระหม่อมมิทราบเพคะ…กระหม่อมคิดว่าเรื่องข่าวสารบ้านเมืองคงให้พวกเหล่าขุนนางจัดการบริหารเสียจะดีกว่าเพคะ…”

ก่อนที่พระองค์จะทรงจรดพู่กันต่อ ราวกับมิได้สนใจ

“เจ้ารู้หน้าที่ของเจ้าอยู่แก่ใจ…จงรีบมีโอรสเสียเถิด… ในขณะที่ฝ่าบาทนั้นยังมิได้ชอบใจผู้ใด จงใช้เพลานี้ชนะใจพระองค์ซะ ก่อนที่เหยื่อที่อยู่ตรงหน้าจะโดนเหล่านกกาคาบไปกินเสียก่อน…”

เสียงที่หนักแน่นแฝงไปด้วยการขู่แบบไม่ต้องเอ่ยตรงๆ ทำเอาพระมเหสีหยุดนิ่ง พร้อมกับเกิดการชะงักคิดหนักไปพักใหญ่…ก่อนที่จะหันกลับไปมองพระพันปีอีกครั้ง

“เพลานี้กระหม่อมเกรงว่ายังมิควรเพคะ…ฝ่าบาทเองก็ทรงมีราชกิจมากมาย เวลาอยู่ที่วังหลวงแทบจะหามีไม่เพคะ พระองค์ทรงลองตรองดูเถิดเพคะ.. หากพระองค์ทรงเร่งรีบให้หม่อมฉันมีบุตรเช่นนี้ พระองค์มิทรงคิดรึเพคะ ว่าฝ่าบาทจะต้องถูกรู้สึกกดดันจากผู้เป็นแม่ถึงเพียงใดเพคะ…”

คำตอบของพระมเหสีนั้นเหมือนกับแทงอกของพระพันปีอย่างจัง พระพันปีจ้องตาเขม็งก่อนที่จะรีบเดินหันหลังและออกไปจากพระตำหนัก

พระมเหสีนิ่ง…ก่อนที่ความเงียบและความอัดอั้นจะเข้ากัดกลืนหัวใจ…พระองค์เริ่มตีหน้าเศร้าก่อนที่จะทรงกันแสงออกมา นางในรีบเดินเข้ามาปลอบพระทัยพระองค์ เพราะพระองค์นั้นน้ำตาเริ่มไหลออกจากพระเนตรแบบไม่หยุด…

“พระมเหสีเพคะ….โถ่ว…พระมเหสีของหม่อมฉัน..…”

พระมเหสีเอามือปิดตรงปากและสะอื้นออกมาเล็กน้อยก่อนที่จะรีบหันหน้าหนี และบอกให้เหล่านางกำนัลทุกคนนั้นออกไปก่อน… พระองค์ไม่อยากให้นางกำนัลเหล่านี้เห็นพระองค์ในสภาพที่เศร้าโศกเสียใจเช่นนี้

‘เพราะเหตุใดกันพระพันปีถึงรับสั่งเช่นนี้นะ….หากเรื่องเป็นเช่นนี้ คงมีแต่จะต้องไปสู้หน้าบาทตรงๆ สินะตัวข้า…’

.

.

(เรือนทหารองครักษ์)

แสงสีเหลืองจ้าส่องผ่านบานหน้าต่างเข้ามากระทบกับใบหน้าของผู้ที่กำลังบิดขี้เกียจอยู่บนฟูกบางๆ จากที่ตอนแรกมันถูกวางอย่างเป็นระเบียบแต่ตอนนี้มันกลับกระจัดกระจุยไปเสียหมด บดินทร์ลืมตาขึ้นพร้อมกับกระโดดตั้งตัวขึ้นนั่งบนฟูก

“เห้ย! ยังอยู่ที่นี่อีกหรอเนี่ย!! นึกว่าจะกลับบ้านซะอีก นี่ขนาดว่าลืมตามาสามครั้งแล้วนะ ว่าแต่เรานอนหลับไปตอนไหนละเนี่ย!!”

บดินทร์ยังคงไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น เขาร้องโวยวายในเรือนจนทำให้เสียงดังไปถึงข้างนอก นายทหารสองคนที่กำลังนั่งจัดเตรียมของสำหรับให้องครักษ์เดินทางกลับบ้านไปพักร่างกาย ก็รีบซุบซิบคุยกันก่อนที่จะส่งตัวแทนวิ่งมาดูที่เรือนของบดินทร์อย่างรวดเร็วเพราะเกรงว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นอีก…

“พระองค์ฟื้นแล้วหรือขอรับ? ข้าน้อยโล่งใจยิ่งนัก…”

บดินทร์หันหน้ามามองตามเสียงก็เห็นว่ามีทหารคนนึงที่แต่งตัวเต็มยศนั่งยองๆ อยู่ข้างเตียง

‘เอาละไง จะทำยังไงน้อทีนี้… ต้องถามเค้าว่ายังไงวะ ต้องเรียกว่าท่าน หรือว่า คุณ รึ พี่กัน โอ้ยยยย ปวดหัวจริงๆ ทำไมต้องย้อนมายุคโชซอนด้วยเนี่ยยย!! แต่หน้าแต่ละคนก็เกาหลีจริงๆ แหละ เห้ออ เอาเป็นว่าเรียกพี่ละกันเนาะคงไม่ถึงตายหรอกมั้งง’

“ฟื้นแล้วๆ ว่าแต่ท่านชื่ออะไรรึ??”

พลทหารคนนี้เงยหน้าขึ้นพร้อมสีหน้าที่งงงวยเล็กน้อย

“เอ่อ…คือ…ท่านลืมข้าน้อยไปแล้วรึขอรับ? ท่านองครักษ์…”

บดินทร์ทำตัวไม่ถูกพยายามมองซ้ายขวา ทั้งเอามือเกาหัวห้าข้ออ้างอย่างทันทีทันใด

“อ๋า…พอดีข้าลืมนิดหน่อยน่ะ 536277282726”

บดินทร์แสร้งหัวเราะนิดหน่อยก่อนจะขำกลิ้งออกมาไม่หยุด

“กระหม่อมมีนามว่า ขุนเรือง ขอรับท่าน”

‘ชื่อขุนเรืองงั้นอ่อ…หมอนี่ชื่อเท่ห์ไม่เบาเลยนะพ่อหนุ่มคนนี้ แสดงว่าขุนเรืองน่าจะต้องเป็นทหารรับใช้เราแน่ๆ เลยสินะ ค่อยดีหน่อยที่ทหารรับใช้หน้าตาดีแบบนี้…’

“นี่ขุนเรือง พอดีว่าข้าปวดฉี่น่ะ ข้าต้องไปเข้าที่ไหนอ่ะ แล้วถ้าข้าจะล้างหน้าแล้วก็แปรงฟันด้วยข้าต้องทำที่ไหนอ่ะ???”

คำพูดของบดินทร์ทำเอาขุนเรืองทำสีหน้าประหลาดใจพร้อมกับอ้าปากค้างอยู่ไม่น้อย

“นี่พระองค์….ลืมสิ้นไปเสียแล้วรึขอรับ!!!?”

บดินทร์ยิ้มแห้งนิดหน่อย…. ก่อนที่ทหารคนนั้นจะพาเขาไป

ทั้งสองคนคนตรงไปที่หลังเรือน ซึ่งจะมีเรือนชำระเล็กๆ ตั้งอยู่ใกล้ๆ

“ตรงนี้แหละขอรับท่าน….”

‘โอยย คิดถึงบ้านจังวะ ที่อาบน้ำก็ยังอยู่ข้างนอกเรือนอีก อีกทั้งฝักบัวก็ไม่มี สบงสบู่อะไรก็ไม่มี มีแต่โอ่งกับสมุนไพรห้อยไว้พอให้ดับกลิ่น แล้วยังต้องมาอาบน้ำตรงนี้ทุกวัน แล้วชาวงนี้หน้าร้อนด้วยนะประเด็นอ่ะ โอ้ยย อยู่บ้านก็อาบตั้งสามเวลา เช้า กลางวัน เย็น แล้วจะทำยังไงละทีเนี้ย!’

“แล้วเสื้อผ้าข้าล่ะ ขุนเรืองรู้มั้ยว่าเสื้อผ้าข้าอยู่ที่ไหนอ่ะ”

ตามเดิมขุนเรืองทำหน้างงอีกครั้งก่อนที่จะบอกกับบดินทร์ว่าเรื่องส่วนตัวของเขา เขาจะเป็นคนจัดการเองทั้งหมดมิให้ผู้ใดข้องเกี่ยวแม้แต่กระทั่งเข้ามาในเรือน ถ้าไม่มีเหตุฉุกเฉินอันใดตนคงไม่ได้เข้า อีกอย่างก็แทบไม่มีโอกาสที่จะคุยกับท่านทหารองครักษ์แบบนี้

“โอเครๆ … แสดงว่าเป็นครเจ้าระเบียบ รักนวลสงวนตัวสินะองครักษ์คนนี้..หื้ม..อยากเห็นหน้าใจจะขาดอยู่แล้ว!!!”

“ที่จริงเรือนของท่านนั้นมิได้มีเรือนเล็กเช่นนี้แต่แรกหรอกนะขอรับ แต่ฝ่าบาททรงสั่งให้ทำไว้เพื่อท่าน เกรงว่าหากต้องไปรวมกับเหล่าทหาร อาจจะทำให้การอารักขาพระองค์ช้านานได้ขอรับ”

‘โอโห้ฝ่าบาท ใส่ใจอะไรขนาดนั้น…ความสัมพันธ์ของหมอนี่กับฝ่าบาทต้องไม่เบาแน่ๆ!! เอ๊ะ แต่เดี๋ยวนะ!!’

‘นี่มันยุคโชซอนในสมัยก่อนนี่ ฝ่าบาทจะชอบผู้ชายได้ยังไง เค้าอาจจะเป็นเพื่อนกันก็ได้เลยดูแลกันดีขนาดนี้โอ้ย กูจับจิ้นเลยละกัน 55555555572828282’

“พระองค์ขันเรื่องเหตุอันใดรึขอรับ?

บดินทร์หยุดขำกลางคันทันที

“เช่นนั้น ข้าน้อยจะรีบไปเตรียมสำรับของรอพระองค์นะขอรับ..”

ขุนเรืองกำลังจะเดินออกไป เสียงทักท้วงก็เอ่ยขึ้นมาพอดี

“เดี๋ยวก่อน! ขุนเรือง!! ข้าลืมเอาผ้าเช็ดตัวมาน่ะ เอ่อ…ขุนเรืองเข้าไปในเรือนแล้วหยิบผ้าเช็ดตัวให้หน่อยนะฝากด้วย!!”

บดินทร์พูดจบก็รีบวิ่งเข้าห้องน้ำอย่างรวดเร็วจนไม่ได้สนใจเลยว่าขุนเรืองนั้นจะตอบกลับมาเช่นไร ขุนเรืองก็หันเดินกลับไปที่เรือนพร้อมกับส่ายหัวเบาๆ

(ตำหนักฝ่าบาท)

“ฝ่าบาท…เหตุใดพระองค์ถึงได้ตรัสเช่นนั้นที่ท้องพระโรง? … พระองค์ทรงไตร่ตรองให้รอบคอบจะมิดีกว่าหรือ เพราะเรื่องนี้เกี่ยวพันไปถึงพระราชบัลลังก์ของท่าน…”

ฝ่าบาททรงตวัดพู่กันต่อ ราวกับไม่ได้สนพะทัยในสิ่งที่พระพันปีพูด

“สุดท้ายก็เป็นเสด็จแม่เองสินะขอรับ…ที่ให้ท่านอัครมหาเสนาบดียศออกมาพูดต่อหน้าขุนนางทั้งหลายที่ท้องพระโรง…”

พระพันปีจดจ้องฝ่าบาทด้วยสายตาที่แข็งทื่อ

“ฝ่าบาท…หากยังทรงทำเช่นนี้ ประเดี๋ยวจะตกยากลำบากเอานะฝ่าบาท”

ฝ่าบาทตวัดพู่กันต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“เสด็จแม่เลิกกลั่นแกล้งนางเถิดขอรับ เสด็จแม่ย่อมรู้อยู่แก่ใจ ว่านางมิน่าจะเป็นผู้ที่ทำตัวเช่นนั้นหรอกขอรับ…อีกทั้งตัวนางก็อยู่อย่างโดดเดี่ยว ไร้ซึ่งบิดามารดา กระหม่อมเกรงว่านางอาจจะรู้สึกโดดเดี่ยวมากกว่าขอรับ…อีกทั้งเรื่องที่นางถูกใส่ร้ายว่าทำไสยศาสตร์ กระหม่อมคิดว่าอาจจะมิใช่นางแต่อาจจะเป็นคนที่ใกล้ชิดกับเสด็จแม่ก็เป็นได้ขอรับ กระหม่อมอยากให้เสด็จแม่กลับไปตรองเรื่องนี้ให้ดีเถิดขอรับ…”

น้ำเสียงเรียบอันเรียบของฝ่าบาทนั้นฝังลึกไปในพระทัยของพระพันปีอย่างเต็มอก

“นี่เจ้าโตถึงเพียงนี้เชียวรึ? …เอาเถิด เช่นนั้น ข้าจะสั่งปลดทหารองครักษ์ศรีบดินทร์ผู้นั้นเสีย…”

ฝ่าบาททันทีที่ได้ยินคำว่า “ปลดองครักษ์” พระองค์รีบลุกขึ้นและจ้องพระมารดาของตนด้วยสีหน้าที่พร้อมพิโรธตลอดเวลา

“เสด็จแม่!…”

พระองค์ทรงขย้ำกระดาษจนกลายเป็นก้อน พร้อมกับเกร็งหน้าเกร็งคอดวงตานั้นแข็งทื่อจ้องมองตรงไปที่พระมารดาผู้ซึ่งยืนอยู่ตรงหน้าด้วยใบหน้าที่แสยะยิ้มเล็กน้อย

“หากเจ้ายังลุ่มหลงในบุรุษเช่นนี้! แม่คงทำอันใดมิได้นอกจาก….”

ฝ่าบาทเริ่มบันดาลโทษะขึ้นเล็กน้อยแต่ก็พยายามที่จะเก็บอารมณ์ไว้ พระองค์ทรงหายใจเข้าออกเพื่อระงับความโกรธในใจ

“นอกจากอันใดขอรับ…เสด็จแม่…”

พระพันปีนิ่งแต่ใบหน้านั้นเผยถึงรอยยิ้มอันแสนน่ากลัว

“ในพิธีต้อนรับคณะทูตที่จะมาถึงในไม่ช้านี้…หากท่านมิอยากให้ข้าปลดทหารองครักษ์ ผู้ที่ท่านนั้นหลงใคร่อย่างหนักหนา ท่านจงถอนตัวออกจากพิธีแข่งมาเสีย เพราะข้านั้นเป็นห่วงพระวรกายของท่าน ข้าจะให้บุตรชายของท่านอัครมหาเสนาบดีเข้าร่วมแทนท่าน…”

“แต่งานต้อนรับคณะทูต เป็นงานบ้านเมืองนะขอรับเสด็จแม่ ในทุกครั้งข้าเองก็เป็นคนที่ลงแข่ง แล้วเหตุใดท่านจึงให้ข้าถอนตัวออกจากการแข่งม้าเช่นนี้ล่ะเสด็จแม่!?”

“ฝ่าบาท….ในการแข่งขันมันทรงม้า มันมักจะมีม้าตัวหนึ่งที่วิ่งนำอยู่ เพื่อที่จะให้ม้าตัวอื่นนั้นเร่งฝีเท้าตาม ซึ่งม้าที่วิ่งตามเหล่านั้นก็ย่อมเหน็ดเหนื่อย ซึ่งท่านก็คือม้าเหล่านั้น….. หากฝ่าบาททรงถอดตนออกจากพิธีแข่งม้า ข้าจะมิยุ่งเกี่ยวเรื่องใดกับพระสนมเอก และทหารองครักษ์ที่เจ้านั้นหวงแหนอีกเป็นอันขาด…ข้าขอให้คำมั่นสัญญา ในฐานะแม่ของเจ้า ไม่สิ…ในฐานะพระพันปีต่อฝ่าบาท…”

ฝ่าบาททรงนิ่งพระทัย เพื่อที่จะตัดสินใจว่าควรเชื่อพระมารดาของตนรึไม่

‘เสด็จแม่กำลังวางแผนอะไรอยู่กันแน่…. ถ้าหากว่าข้ายอมอ่อนข้อให้เสด็จแม่ มันจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นกัน แต่ถ้าหากข้าไม่ยอม…พระสนมเอกกับบดินทร์ก็จะตกอยู่ในอันตราย…’

ฝ่าบาทกลับมาตั้งสติ ยืนตรงอกผายไหล่ผึ่งอีกครั้ง

“ข้าหวังว่า…ท่านจะให้คำตอบที่ดีดังความรักที่แม่นั้นมอบให้เพียงแต่ลูกผู้เดียวนะฝ่าบาท…”

รอยยิ้มที่แสนน่ากลัวนั้นค่อยๆ เผยออกมา

“ตกลง…กระหม่อมจะถอนตัวในพิธีแข่งมาวันนั้นขอรับ…เสด็จแม่…”

พระมารดายิ้มพร้อมก่อนที่จะเดินออกไปแบบเรียบนิ่ง แต่สิ่งที่พระพันปีได้ทิ้งไว้คือกลิ่นของผู้ทนงในอำนาจเพียงเท่านั้น…

พระองค์ยืนจ้องมองที่ทางเข้าพระตำหนัก…ก่อนจะใช้กำปั้นทั้งสองมือทุบลงที่โต๊ะอย่างแรงจนเสียงดัง ปัง! นาฬิกาตั้งโต๊ะที่อยู่ข้างๆ เกือบที่จะล้มลงกระแทกกับโต๊ะ พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นก็รีบเยื้องตัวเข้าไปคว้าจับไว้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะจ้องมองดูที่นาฬิกา และบ่นพึมพำในใจอยู่ไม่น้อย

‘บดินทร์…เพลานี้เจ้าจะเห็นจดหมายของข้ารึยังนะ….’

(เนื้อความจดหมาย)

….วันนี้อาการของเจ้าไม่ค่อยสู้ดีนัก หลังจากที่เจ้าฟื้นขึ้นมาเจ้าก็จำอันใดไม่ได้ และพูดแต่คำแปลกๆ ออกมาซึ่งข้ามิเคยได้ยิน ข้าเลยรู้สึกว่าเจ้าอาจจะโหมงานหนักไปหน่อย ข้าเห็นเจ้าบอกกับข้าว่าอยากกลับบ้านข้าเลยจะให้เจ้าพักราชการสักสองสัปดาห์ จากนั้นเจ้าค่อยกลับมาราชการต่อ เรื่องนาฬิกาตั้งโต๊ะข้าขอบน้ำใจพ้อของเจ้าเป็นอย่างมาก ข้าหวังว่าในเร็วนี้ข้าจะได้ไปขอบน้ำใจกับพ่อของเจ้าเองกับมือ เจ้าจงรักษาตัวให้ดีเถิด หากมีอันใดขาดตกบกพร่อง เจ้าจงแจ้งขุนเรืองให้รีบมาทูลข้าเสีย…

จาก ฝ่าบาท วรเชษฐ์

ถึง ทหารองครักษ์ ศรีบดินทร์

(เรือนทหารองครักษ์)

“โอ้โห รู้เลยว่าฝ่าบาทห่วงขนาดไหนนะเนี่ย…ว่าแต่ทำไมจดหมายถึงเป็นภาษาไทยล่ะ!!? เดี๋ยวนะคือเป็นยุคโชซอนซึ่งอยู่เกาหลี แต่ทำไมไม่เป็นภาษาเกาหลีล่ะ…. อะไรวะ! แต่ช่างเถอะ…”

บดินทร์นั่งอ่านจดหมายพลางยิ้มเล็กยิ้มใหญ่ไปด้วย…

“ท่านองครักษ์ เสร็จรึยังขอรับ!”

ขุนเรืองตะโกนเรียกผู้ที่อยู่ข้างในเรือน เพราะข้างนอกนั้นเตรียมสำภาระครบหมดแล้วและพร้อมที่จะเริ่มเดินทางไปที่บ้านของบดินทร์ในไม่ช้า

“แปปนึงนะขุนเรือง!!”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ผมเป็นคนไทยแต่หัวใจโชซอน NC อัลฟ่าxอัลฟ่า   บทที่ 16 พวงห้อยในกล่องไม้แกะสลัก 1

    บทที่ 16 พวงห้องในกล่องไม้แกะสลักเรือนท่านอัครมหาเสนาบดียศ“ท่านอัครมหาเสนาบดีขอรับ… มีจดหมายส่งมาจากท่านองครักษ์กัณฑ์ทศขอรับ”บ่าวชายรับใช้คนสนิทของท่านยศได้หยิบซองจดหมายนั้นขึ้นมาก่อนที่จะนำไปวางไปตรงโต๊ะที่ท่านยศนั้นกำลังนั่งอยู่“ผู้ใดกันที่นำมาส่ง.…”“พลทหารอัคคีขอรับ”“…”“เจ้าจงเปิดอ่านซะ…”น้ำเสียงเรียบนิ่งเอ่ยขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัด บ่าวชายผู้นั้นไม่รีรอรีบเปิดจดหมายฉบับนั้นขึ้นบรรจงอ่านอย่างเร็วไวเนื้อความในจดหมาย“ท่านพ่อขอรับ ท่านทรงอย่าได้เป็นกังวลไป ถึงข้าจะทำในสิ่งที่ท่านคาดหวังไว้ไม่ได้ ทว่าข้าก็ได้สร้างบาดแผลให้กับชายผู้นั้นไว้ไม่น้อยขอรับ… อีกทั้งคนพวกนั้นคงเชื่อในการตายของข้าในครั้งนี้ พวกมันต้องเชื่ออย่างสนิทใจแน่ขอรับว่ากระหม่อมนั้น ยอมพลีชีพปกป้องฝ่าบาท… ท่านพ่อรีบกราบทูลเรื่องนี้ให้ราชสำนักทราบอย่างรวดเร็วเถิด…. จะได้เป็นการดีที่ราชสักนักนั้นต้องสั่นคลอนแผนการของเราจะได้ง่ายดายยิ่งขึ้นขอรับ”“…ไอ้ลูกไม่รักดี… ทำสิ่งใดไม่ปรึกษาข้าแต่อย่างใด…. มีแต่คิดไปเองผู้เดียว หาได้ปรึกษาสิ่งใดกับข้า… แค่ตัดศีรษะของคนผู้นั้นมา ยังทำไม่ได้ เหตุใดข้าจึงต้องเชื่อใจในเ

  • ผมเป็นคนไทยแต่หัวใจโชซอน NC อัลฟ่าxอัลฟ่า   บทที่ 15 ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย 3

    จากนั้นวดีก็ค่อยๆ เปิดฝากล่องไม้แกะสลักที่อยู่ในมือออกอย่างช้าๆ “พระองค์ทรงมีรับสั่งให้หม่อมฉันมาสอบถามท่านแม่หมอเกี่ยวกับสิ่งของชิ้นนี้เพคะ…” แม่หมอนั้นค่อยๆ ก้มหน้าเอื้อมลงไปมอง ก่อนที่จะบรรจงเพ่งสายตาจ้องมองอย่างไม่ลดละ ซึ่งภายในกล่องนั้นมีพวงห้อยชิ้นหนึ่งวางอยู่อย่างสงบนิ่ง ทันทีที่สายตาของแม่หมอนั้นได้สัมผัสกับสิ่งนั้น….ใบหน้าของนางก็กลับซีดลงในทันทีอย่างเห็นได้ชัด มือทั้งสองข้างที่ประสานกันอยู่เบื้องหน้าก็ค่อยๆ เริ่มคลายออกอย่างช้าๆ “…เจ้าไปเอาของสิ่งนี้มาจากที่ใดกัน?” ก่อนที่นางจะเอ่ยขึ้นถามวดีพร้อมกับสีหน้าที่ดูเอาจริงเอาจังเป็นอย่างมาก ทันทีที่วดีได้ยินคำถามก็ทำเอาตัวของวดีชะงักไปเล็กน้อย “พระสนมเป็นผู้ประทานให้พระมเหสีเพคะ… พระมเหสีเลยรับสั่งให้หม่อมฉันนำของสิ่งนี้มาสอบถามแม่หมอเพคะ… ว่าพอจะรู้หรือไม่ว่าของชิ้นนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรเพคะ” แม่หมอทันทีที่ได้รับฟังก็ได้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองวดีด้วยแววตาที่จริงจังขึ้นกว่าเดิม “แล้วพระมเหสีทรงทราบหรือไม่… ว่าของสิ่งนี้คืออะไร” วดีส่ายหน้า เพราะตนเองก็ไม่รู้สิ่งใด “พระองค์จึงรับสั่งให้หม่อมฉันมาถามท่านอย่าง

  • ผมเป็นคนไทยแต่หัวใจโชซอน NC อัลฟ่าxอัลฟ่า   บทที่ 15 ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย 2

    ซึ่งในขณะเดียวกัน ณ โรงครัว ท่านผู้อาวุโสก็ได้เดินมาตามหาท่านผู้หญิงก่อนที่ผู้อาวุโสจะเห็นว่าลูกสาวของตนกำลังนั่งกลุ้มใจกับเรื่องอะไรบางอย่าง “ท่านแม่! กลับมาแล้วรึเพคะ!” ท่านผู้หญิงรีบโผลเข้ากอดแม่ของตนอย่างไม่รีรอ ก่อนที่เรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็ได้คลายออกมาอย่างช้าๆ จากคำพูดของท่านผู้หญิง ซึ่งหลังจากที่ทราบเรื่องทุกอย่างบรรยากาศในเรือนก็กลับมาอึมครึมอีกครั้ง และตอนนี้ผู้คนในเรือนก็ต่างพากันเป็นกังวลเกี่ยวกับการเสียชีวิตขององครักษ์กัณฑ์ทศ เพราะกัณฑ์ทศนั้นเสียชีวิตอยู่ในเหตุการลอบสังหารซึ่งมีฝ่าบาทเสด็จไปด้วยในเหตุการณ์ครั้งนั้น อีกทั้งรวทไปถึงการตายของกัณฑ์ทศนั้นจะเป็นตราบาปให้กับศรีบดินทร์เพราะเป็นต้นเหตุที่ให้กัณฑ์ทศได้มารับราชการแทนและต้องมาตายแทนด้วย ทันทีที่ผู้อาวุโสรู้ว่าท่านผู้หญิงได้มีการขอร้องให้ทั้งขุนเรืองและฝ่าบาท ให้ช่วยปลดองครักษ์ออกจากราชการทีเพราะท่านผู้หญิงเกรงว่า บุตรชายของตนจะเป็นอันตราย ผู้อาวุโสก็รู้สึกว่ามันไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง ก่อนที่จะเอ่ยคำพูดเรียบๆ ออกไปให้ท่านผู้หญิงและบ่าวรับใช้บริเวณนั้นได้แจ้งใจ “ที่ข้ามองว่าเรื่องนี้นั้นมันไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง…เจ

  • ผมเป็นคนไทยแต่หัวใจโชซอน NC อัลฟ่าxอัลฟ่า   บทที่ 15 ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย 1

    บทที่ 15 ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย หลังจากที่กาลได้ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าจนเสร็จเรียบร้อย ขุนเรืองก็รีบพาตัวของเขาไปดูศพของชายผู้นั้นทันที ที่ซึ่งตอนนี้ข่าวได้แพร่ออกไปอย่างหนาหูแล้วว่า ศพไร้หัวผู้นี้คือ กัณฑ์ทศ “เจ้าแน่ใจอย่างนั้นรึว่าเจ้าสามารถจำได้ว่าศพชายคนนั้นคือผู้ใด?” ขุนเรืองผู้ที่เดินอยู่ด้านหน้าเอ่ยขึ้นถามกาลที่เดินตามหลังมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “ขอรับท่านขุน กระหม่อมย่อมจำได้ดีขอรับ เพราะพรรคพวกทุกคนในเหตุการณ์ลอบสังหารในวันนั้นล้วนแต่เป็นสหายที่รู้จักขอรับ” ขุนเรืองเงียบไปสักครู่.…. “เช่นนั้นรึ… เอาเถิดถึงแม้นตัวข้าจะยังไม่อยากไว้ใจเจ้ามากสักเท่าไหร่ แต่ในเมื่อท่านศรีบอกมาเช่นนี้คงมีแต่ต้องทำตาม…” ในขณะที่ขุนเรืองพูดจบก็ได้หยุดเดินไปชั่วขณะ “มี…มีอันใดรึขอรับ?” กาลที่อยู่ในจังหวะตั้งตัวไม่ทันก็ได้พยายามก้มๆ มองๆ ตรงไปที่ขุนเรือง ก่อนที่สักพักขุนเรืองก็ได้หันหน้ามาพร้อมกับใบหน้าที่นิ่งๆ แววตาเบิกโพลง จนทำให้กาลนั้นรู้สึกเกรงกลัว “ขุนเรือง…” “เจ้าอย่าคิดแม้แต่จะลอบทำร้ายท่านองครักษ์! ข้าไม่รู้ว่าเจ้ามาดีรึมาร้าย หากเจ้าทำสิ่งใดที่ไม่เหมาะไม่ควรกับท่านองครักษ์ ข้าจะบั่นคอขอ

  • ผมเป็นคนไทยแต่หัวใจโชซอน NC อัลฟ่าxอัลฟ่า   บทที่ 14 ความลับของดาบสีดำทมิฬ 3

    ทันทีที่บดินทร์ได้รับฟังมาคร่าวๆ ก็เลยจับใจความได้ว่า ในวันนั้นผู้อาวุโสได้รับจดหมายมาจากลูกสาวคนโตซึ่งในเนื้อหาจดหมายนั้นเขียนมาคร่าวๆ ประมาณว่า ตอนนี้หลานชายป่วยหนักมาก เขาอยากเจอคุณยายอยากให้คุณยายมานอนด้วย ยายก็เลยบอกแค่กับคุแม่ว่าจะไปธุระที่บ้านของลูกสาวคนโต อาจจะมีค้างคืนสักสองสามคืน ทั้งนี้ทั้งนั้น แม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะคงคิดว่าท่านน่าจะคิดถึงหลาน จากนั้นขุนบดนทร์ก็ได้สั่งให้บ่าวรับใช้พาผู้อาวุโสไปที่บ้านลูกสาวคนโต ที่ผู้อาวุโสไม่ได้บอกกล่าวบดินทร์เพราะวันนั้นตนลืมไปสนิทว่าหลานชายพึ่งกลับมาจากวังหลวง ก็เลยไม่ได้บอก และผู้อาวุโสก็คิดว่าแม่คงจะบอกบดินทร์ด้วยตนเอง แต่แม่ก็ไม่ได้บอกสิ่งใด ก่อนที่เมื่อสองวันที่แล้ว ท่านได้รับข่าวจากชาวบ้านและพวกคนใช้พูดคุยกันหนาหู ว่ามีการลอบสังหารเกิดขึ้นที่หุบเขาอัสดง และมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ พร้อมกับสูญเสียทหารองครักษ์ไปอีกหนึ่งคน ณ เพลานั้นใจของยายเกือบดับสิ้นทันทีที่ได้รู้ แต่ทว่าหูของท่านนั้นยังรับฟังได้อย่างแม่นยำ ว่าองครักษ์ผู้ที่สูญเสียนั้นคือ องครักษณ์กัณฑ์ทศ บุตรชายของท่านอัครมหาเสนาบดียศผู้ที่เป็นถึงสหายเก่าของเจ้า

  • ผมเป็นคนไทยแต่หัวใจโชซอน NC อัลฟ่าxอัลฟ่า   บทที่ 14 ความลับของดาบสีดำทมิฬ 2

    ในขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งของโรงครัวที่ห้องบรรทมของฝ่าบาท “พระพันปีหลวงทรงเป็นเช่นไรบ้างพะยะค่ะ..” หมอชราเอ่ยขึ้นถามพรางก้มหัวลงต่ำเล็กน้อย ฝ่าบาทหันไปมองที่หน้าต่างก่อนที่จะเผยสีหน้าเรียบๆ “ข้าคิดว่าพระนางทรงสุขกายสบายดี…” พระสุรเสียงเรียบๆ ของพระองค์เอ่ยขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบ “พระองค์ทรงเสด็จออกมานานโขเช่นนี้รวมถึงพระวรกายนั้นยังไม่หายดี เหตุใดพระองค์ถึงทรงไม่ประรีบแจ้งข่าวให้กับกับวังหลวงทราบล่ะพะยะค่ะ” “…” “ข้าไม่อยากให้ผู้ใดเป็นกังวลเกี่ยวกับตัวข้า” “แต่ทว่าหากพระองค์เสด็จกลับวังได้ การรักษามันย่อมจะดีกว่าการรักษาเพียงแค่ยาสมุนไพรจากกระหม่อมนะพะค่ะฝ่าบาท…” พระองค์ทรงรับฟังอย่างตั้งใจก่อนที่จะส่งยิ้มให้เล็กน้อย “เอาเถิด… ท่านหมอยาอย่าได้เป็นกังวลอันใด ที่ข้ายังไม่กลับไปมนเพลานี้ เพราะข้ายังสะสางเรื่องบางอย่างยังไม่จบขอรับ…” หมอชราเผยสีหน้าที่ชวนสงสัย “เรื่องอันใดหรือพะยะค่ะ?” ก่อนที่พระองค์จะค่อยๆ กระเถิบตัวเข้ามาใกล้ๆ กับหมอชรา “ท่านทรงจำบุตรชายของท่านอัครมหาเสนาบดียศได้หรือไม่…” “…บุตรชาย…เช่นนั้นรึขอรับ?” หมอชรารีบนึกคิดบางอย่างในหัวอย่างช้าๆ คิ้วของเขาเ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status