Se connecter(โรงน้ำชา)
เสียงดนตรีบรรเลงดังขึ้นชัดเจน พร้อมกับเหล่าหญิงสาวที่เต้นพร้อมกันอย่างเป็นจังหวะ ในขณะเดียวกันด้านหน้าเวที ก็มีเหล่าขุนนางที่นั่งรับชม พร้อมกับเหล้าสุราอาหารนานาชนิด เสียงดนตรีปนกับเสียงหัวเราะชอบใจอย่างสนุกสนาน “ท่านพ่อ…มีเรื่องอันใดรีบตรัสมาเถิดขอรับ กระหม่อมเกรงว่าใกล้ถึงเพลาอันสมควรแล้วขอรับที่จะไปเข้าเฝ้าฝ่าบาท…” กันฑ์ทศเอ่ยขึ้นถามบิดาของตนที่กำลังเสพสุขอยู่กับเหล่านางรำ พ่อของเขาเห็นถึงเรื่องสำคัญจึงได้บอกให้เหล่านางรำหยุดเต้นหยุดร้องชั่วครู่ ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบลงในไม่ช้า “โถ่วอ่านอัครมหาเสนาบดี! กระหม่อมกำลังรื่นเริงอยู่เลยขอรับ เหตุใดกันเล่าถึงได้สั่งหยุดกลางคันเช่นนี้ขอรับ? ท่าน…….” ตุ๊บ! เสนาบดีฤทธิ์พูดไม่ทันจบประโยคก็วูบลงไปที่โต๊ะ ก่อนที่ทุกคนจะรีบจัดการอารมณ์ตรงหน้าและหันเข้ามาคุยเรื่องอันสำคัญ “เจ้าจงจัดการตามที่ข้ารับสั่งไว้เสีย… ถ้าไม่ได้หัว…ก็เอาส่วนใดก็ได้ที่เจ้านั้นยืนยันได้ว่าเป็นคนผู้นั้นมาให้ขาได้เห็นกับตา…หึ…หึ….” ท่านอัครมหาเสนาบดียศขำในลำคอเล็กน้อยก่อนที่จะยกสุราหนึ่งจอก…ทุกสายตาจับจ้องมาที่เขาทั้งหมด…. “ขอรับเสด็จพ่อ….ท่านรอฟังข่าวดีในเร็วๆ นี้ได้เลยขอรับ…” สิ้นเสียงกันฑ์ทศ เขาก็เดินออกจากโรงน้ำชาไปอย่างเงียบๆ ก่อนที่ซักพักทุกอย่างก็เริ่มบรรเลงขึ้นอย่างเป็นจังหวะอีกครั้ง “ดื่มเพื่อเฉลิมฉลองแผนครั้งนี้!” แกร๊ง! เสียงแก้วกระทบกันหลายครั้ง ดังลั่นไปทั่วโรงน้ำชา ‘เรียกข้ามาเพื่อเรื่องแค่นี้เองหรือท่านพ่อ…..มิต้องมากพิธีถึงเพียงนี้ก็ได้…’ “ไป!” เสียงเจ้าของม้าผู้นี้ดังขึ้น เขาบังคับบังเหียนให้อยู่ในท่าที่เหมาะสม ก่อนที่เจ้ามาจะวิ่งอย่างสุดแรงเกิดและพุ่งตรงไปที่ประตูวังอย่างรวดเร็ว…. . . . “พวกเจ้าจัดเตรียมของครบทุกคนแล้วใช่หรือไม่…” เสียงของสตรีผู้หนึ่งในชุดฮันบกสีฟ้าอ่อน ผมเกล้ามวยต่ำเล็กน้อย เอ่ยขึ้นถามนางรับใช้และบ่าวชายด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินตรวจเช็คทีละอย่างเพื่อมั่นใจว่าสิ่งที่ให้เตรียมไว้นั้นครบทุกประการ “ท่านหญิงเพคะ…สำหรับที่เป็นแกงร้อน อยากให้จัดเตรียมไว้เช่นไรเพคะ…?” จันทร์นางรับใช้คนสนิทเอ่ยขึ้นถามผู้ที่เป็นถึงภรรยาของขุนนางฝ่ายทหารระดับกลาง ท่านหญิงจัดแจงบอกพวกนางรับใช้ทุกคนให้ทราบกันว่า “อย่าให้น้ำแกงเย็นเป็นอันขาด” เพราะว่าลูกชายของตนชอบซดน้ำซุปที่เพิ่งต้มมาแบบร้อนๆ เพราะอาหารทุกอย่างที่แม่ของเขาทำเป็นอาหารที่อร่อยที่สุดสำหรับตัวเขา ในขณะเดียวกันก็มีบ่าวชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามาในเรือนแบบเป็นตุเป็นตะ ก่อนที่เขาจะบอกว่าองครักษ์ศรีบดินทร์นั้นได้มาถึงแล้ว จังหวะนั้นทุกคนยิ้มแย้มออกหน้าออกตาเป็นอย่างมาก เหตุเพราะว่ากว่าองครักษ์จะได้กลับบ้านมานานๆ จะมีครั้งนึง ท่าหญิงเองก็รีบวิ่งออกไปต้อนรับลูกชายที่เป็นดั่งดวงใจแบบไม่สนใจผู้ใดทั้งสิ้น… ‘ศรีบดินทร์….โตขึ้นเยอะเลยนะลูกแม่…’ “ท่านทหารองครักษ์ พวกท่านลงจากมาก่อนเถิดขอรับ เดี๋ยวพวกกระหม่อมจะเป็นผู้นำม้าของพวกท่านไปเก็บไว้ที่คอกให้ขอรับ…” เหล่าบ่าวชายรีบวิ่งไปต้อนรับพวกเขาทั้งสาม ก่อนที่ทั้งสามคนจะลงมาจากอานม้า “โอย…เหนื่อยจริงๆ นะเนี่ย! ข้าไม่เคยเดินทางบนหลังม้าแบบนี้มาก่อนเลย เห้อออ!!! หิวข้าวมากกก” บดินทร์เริ่มแสดงสีหน้าที่อ่อนล้าลงทุกที ก่อนที่ทหารผู้ติดตามทั้งสองคนจะรีบวิ่งมาพยุงตัวของเจ้านายเอาไว้ “ท่านองครักษ์ขอรับ! ทำใจดีๆ ไว้ก่อนนะขอรับ! เดี๋ยวพวกกระหม่อมจะรีบพาไปพักที่เรือนนะขอรับ!” ‘เร็วๆ เลยไม่ไหวแล้วว้อยย!!!’ ทหารทั้งสองพยุงแบกบดินทร์อย่างสุดกำลัง ในขณะเดียวกันท่านหญิงก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งมาพอดี “ตายแล้ว! ท่านองครักษ์! คงจะเหนื่อยมากสินะเจ้าคะ!!” ท่านหญิงตกใจเป็นอย่างมากที่เห็นลูกชายของเขาถูกแบกมาเช่นนี้ นางจึงเรียกให้บ่าวชายมาช่วยกันพยุงเพราะเห็นว่าผู้ติดตามอีกสองคนก็คงเหนื่อยไม่แพ้กัน “ขาลากหมดแล้ว…ไม่ไหวจริงๆ …” หลังจากที่ทุกคนแบกบดินทร์เข้ามาในเรือน ในขณะที่บดินทร์กำลังจะทิ้งตัวลงไปนอน จังหวะนั้นเขาก็ได้สบตาเข้ากับมารดาของตน ‘เห้ย!… ใช่แม่มั้ยเนี่ย!…’ สายตาที่มองไปที่มารดานั้นกำลังจะหลับตาลงในไม่ช้า…. “สงสัยจะเหนื่อยกันมากสินะ…ท่านเรือน ท่านเสกเชิญพักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวกระหม่อมจะรับผิดชอบท่านองครักษ์ให้เองเจ้าค่ะ…” “ขอรับ…ท่านหญิง…” ทหารผู้ติดตามยิ้มเคารพก่อนที่จะโค้งคำนับ ผู้เป็นมารดาของเจ้านายตน ก่อนที่จะออกไปข้างนอกเพื่อไปพักผ่อนตามอัธยาศัย ท่านหญิงนั่งอยู่ข้างๆ บดินทร์อย่างไม่ห่างเหิน นางเอามือลูบไปที่ใบหน้าก่อนจะรู้สึกว่าตัวบดินทร์นั้นเหมือนจะร้อนนิดหน่อย เลยรีบสั่งให้นางรับใช้จันทร์ไปเตรียมต้มยา และผ้าชุบน้ำ พอหมาดเพื่อจะนำมาเช็ดตัวของบดินทร์ไข้จะได้ลด “โถ่วลูกแม่…เดินทางมาเหน็ดหน่อยนัก ยังจะมาจับไข้ได้ป่วยอีก…บดินทร์…” ท่านหญิงตีหน้าเศร้าใจเป็นกังวล เพราะนางรักบดินทร์เป็นอย่างมาก ท่านหญิงบรรจงเช็ดตัวให้อย่างทะนุถนอมราวกับว่าบดินทร์จะโตขนาดไหนแม่ก็คือแม่ ลูกก็คือลูก อยู่วันยันค่ำ ความรักที่แม่มอบให้นั้นมากล้นจนแทบหาที่ติไม่ได้… ‘สัมผัสแบบนี้…. มือที่แสนอบอุ่น นี่แม่ใช่มั้ย? ….ใช่แม่จริงๆ ใช่มั้ยคับ….’ ในขณะที่ความมืดบดบังอยู่รอบๆ ตัวของผม…ผมรู้สึกได้ว่ากำลังมีมือของใครบางคนที่กำลังจับใบหน้าผมอยู่ มันอบอุ่น…. สัญชาติญาณของผมบอกว่านี่คือมือของแม่…. ความรู้สึกคิดถึงบ้านวันวกกลับมาอีกครั้ง แต่ทันใด ภาพมันก็ย้อนกลับไปตอนที่ผมเห็นชายคนนั้นอีกครั้งตรงกระจกตู้เสื้อผ้าของคุณยาย…. ครั้งนี้ผมเห็นชัดกว่าเดิม ทั้งใบหน้า ลักษณะท่าทางของเขา รวมไปถึงเครื่องแต่งกายที่ผมเห็นเขาในวันนั้น มันเหมือนกับร่างของผมที่เป็นอยู่ตอนนี้ ‘คุณ….คือบดินทร์ใช่มั้ย? …’ คนๆ นั้นจะต้องเป็นศรีบดินทร์เป็นแน่… ผมพยายามวิ่งเข้าไปให้ใกล้เขามากที่สุด แต่ดูเหมือนว่าตัวของบดินทร์ก็ค่อยๆ ห่างไกลออกไปจากผม ‘คุณบดินทร์ครับ!อย่าพึ่งไป! ทำไมล่ะ! ทำไมยิ่งวิ่งเข้าไป…คุณยิ่งห่างออกไป…!” ผมออกแรงจนสุดแรงเกิด วิ่งตรงไปแบบไม่สนว่าเจ้าหลุมดำขนาดใหญ่นี้จะพาไปสิ้นสุดที่ไหน ในขณะเดียวกัน ผมเองก็เริ่มเหนื่อยเลยเลือกที่จะหยุดวิ่งและนั่งยองๆ เพื่อพักเอาแรง ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาวิ่งต่อ แต่สักพักร่างของบดินทร์ก็พลันเลือนหายไปในความมืดมิด… ทันใดนั้นบริเวณรอบๆ ก็ได้แปลเปลี่ยนเป็นจากโลกสีดำมืดเป็นโลกปัจจุบัน…. ผมตกใจและอึ้งไปนานพอสมควร ‘นี่กลับมาโลกปัจจุบันได้แล้วหรอ? …’ ผมหันมองซ้ายขวา ก่อนจะได้เห็นภาพที่ร่างกายของผมนั้น กำลังนอนอยู่บนเตียงที่เต็มไปด้วยเครื่องช่วยหายใจและอุปกรณ์ทางการแพทย์อยู่เต็มไปหมด แต่ที่สำคัญกว่าภาพตรงหน้าคือ… ยายของผม…ท่านกำลังนั่งจ้องมองไปผมที่นอนแน่นิ่งอยู่ ‘ยายคงต้องอยากให้เราฟื้นในเร็วๆ นี้แน่ๆ …’ ตัวของผมที่ยืนอยู่ข้างๆ ดีใจมากที่ได้เห็นท่านอีกครั้ง ผมยืนร้องไห้น้ำตาไหลอยู่ตรงนั้น… ความรู้สึกคิดถึงและคะนึงหามันพุ่งพล่านเข้ามาในหัวไม่หยุด มันทำเอาผมแทบจะสิ้นใจอยู่ตรงนั้น การที่เห็นคนที่เรารักสุดหัวใจแต่ไม่สามารถ จับหรือสัมผัสได้เลยสักนิด มันเป็นความรู้สึกที่เสียใจมากที่สุด… “….ท่านผู้นั้นคือผู้ใดกัน…” น้ำเสียงเรียบนิ่งเอ่ยขึ้นมาในความเงียบ ขณะที่ตัวของผมกำลังร้องไห้ฟูมฟายอย่างไร้สติ…..ทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น ผมก็รีบหันกลับไปมองเจ้าของเสียงผู้นั่นด้วยท่าทีที่สะอึกสะอื้น ก่อนที่จะพยายามตั้งสติให้กลับมา ซึ่งเจ้าของเสียงผู้นี้คือ ศรีบดินทร์ตัวจริง… “….ท่านอย่าร้องไห้ไปเลย…ท่านมีนามว่าแจ๊คใช่หรือไม่ขอรับ…?” ผมที่พยายามเช็ดน้ำตาก็พลางพยักหน้าตอบกลับคนตรงหน้าไปด้วย “ใช่…..ใช่ครับ ผมแจ็ค…ว่าแต่คุณคือ…ศรีบดินทร์ตัวจริงใช่มั้ยครับ? ..” ผู้ที่อยู่ตรงหน้ายิ้มเล็กน้อย “ใช่ขอรับ…แต่ท่านอย่าได้วิตกกังวลเรื่องอันใดเลยขอรับ บัดนี้ชีวีของข้าในยุคโชซอนที่ท่านได้ไปอยู่ในร่างข้านั้นได้สิ้นไปเสียแล้วขอรับ และข้าก็มิอาจหยั่งรู้ได้ ว่าด้วยเหตุอันใดข้าถึงได้มาโผล่อยู่ที่ตรงนี้…” พูดจบสีหน้าของศรีบดินทร์ก็ดูหมองเศร้าเล็กน้อย แววตาที่ฝืนยิ้มทั้งสองนั้นมันฟ้องออกมาแบบไม่ต้องแสดงอาการใดๆ ‘เค้าคงคิดถึงบ้านเกิดสินะ….อย่าว่าแต่เราเลย ต่อให้จะยังไม่ตายก็เหมือนตายทั้งเป็นอยู่ดี…’ “ทะ…ท่านเสียแล้วหรอครับ? ละ…แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ในร่างท่านได้ล่ะครับ ท่านบดินทร์…แล้วทำไมผมถึงย้อนไปยุคโชซอนได้…ทั้งๆ ผมอยู่ตั้งประเทศไทย…ตอนนี้ทุกอย่างผมงงมาก ผมไม่เข้าใจอะไรเลยในสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้…” ผมพูดออกมาเหมือนคนเสียสติไปชั่วครู่ ….เหตุใดกันถึงได้เป็นเช่นนี้ โชคชะตากำลังกลั่นแกล้งผมอยู่ หรือว่าความฝันครั้งนี้นั้นหยั่งลึกเหลือสิ่งใด ท่านศรีบดินทร์เดินเข้ามาใกล้ผมก่อนที่ท่านจะเอามือมาแตะที่ไหล่ พร้อมกับใบหน้าที่ค่อยๆ เกิดเป็นรอยยิ้มขึ้น… “ที่ท่านได้ไปอยู่ที่นั่น..ข้าเกรงว่าอาจจะเป็นที่โชคชะตานำพา แต่อาจจะมิได้เสมอไป คนเรามีพบ ย่อมมีจาก เขาอาจจะไม่กลั่นแกล้งเรา…แต่วิบากกรรมมันอาจเป็นตัวกำหนด สิ่งเหล่านี้…” ผมพยายามเข้าใจในสิ่งที่ท่านศรีบดินทร์กำลังสื่อมาถึงผม ผมเองก็คิดตามไปด้วยแต่ฟังยังไงก็ไม่เข้าหัว…หรือวิชาพระพุทธศาสนาผมเรียนเข้มไม่พอเลยไม่อาจเข้าใจในถ้อยคำเหล่านั้นได้ ‘วิบากกรรม…อาจะเป็นตัวกำหนด เช่นนั้นหรอ…’ “งั้นแสดงว่า…ผมก็ ต้องอยู่ในร่างท่านตลอดไปหรอครับ… แต่ผมเองก็อยากกลับบ้านนะครับ ผมคิดถึงยาย คิดถึงแม่ คิดถึงทุกอย่างในโลกของผม…” แจ๊คพูดพลางน้ำตาค่อนเบ้า แววตาที่แสนน่าสงสารนั้นแสดงออกมาชัดเจน “อาจจะเพียงประเดี๋ยวนึงรึไม่…ข้าเองก็มิอาจทราบและบอกทุกอย่างกับท่านได้… อย่าว่าแต่ท่านที่อยากกลับไปที่ๆ จากมาเลยขอรับ ข้าเองก็อยากกลับไปเช่นกัน.. ข้าพึ่งได้แต่งตั้งเป็นอกรักษ์ของฝ่าบาทได้วันเดียว…ข้าก็สิ้นใจก่อนเสียแล้ว อีกทั้งยังมีเสด็จแม่กับท่านพ่อ และเสด็จยาย รวมไปถึงผู้อื่นทุกผู้ข้าล้วนแต่คิดถึงพวกเขา…แต่ในเมื่อมันเป็นเช่นนี้…ข้าเองก็คงต้องตัดใจ…นี่คือสิ่งที่ข้าเองก็อยากจะพูดกับท่าน…” น้ำเสียงที่หนักแน่น เอาจริงเอาจัง และสั่นคลอนเล็กน้อยในลำคอ…ความคิดถังอันมหาศาลพุ่งออกมาจากคำพูด “…คำถามที่ท่านถามผมประโยคแรกว่าคนนั้นคือใครหรอครับ…เค้าคือคุณยายของผมเอง…” ทันทีที่แจ๊คพูดจบท่านศรีบดินทร์ก็ชะงัก….ก่อนที่จะตัวแข็งเกร็งไปหมด เขารีบวิ่งไปดูใกล้ๆ ก่อนที่จะทิ้งตัวคุกเข่าลงไปที่พื้น… ตาเริ่มแดง..ก่อนที่น้ำตาจะไหลออกมาช้าๆ … “ท่านยาย….เองรึขอรับ…..ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน…..” เสียงสะอื้นดังขึ้นเป็นจังหวะ เขาร้องไห้ออกมาแบบไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ก่อนที่จะเริ่มถอดหมวก เอามือวางบนพื้น และก้มศีรษะจนหัวเกือบจรดพื้น… ‘ท่านบดินทร์เองก็คงจะคิดถึงยายของเขามากเลยสินะ…ไม่ต่างกับเราเลย…’ แจ๊คที่เห็นภาพตรงหน้าก็อดที่จะสงสารไม่ได้ “ชาตินี้….แม้บดินทร์ผู้นี มิอาจตอบแทนบุญคุณท่านได้…แต่อย่างน้อย ฟ้าท่านก็เมตตาที่ยังมีผู้ที่ทำให้ตัวของข้านั้นมีชีวิตได้ร่วมใช้ไปกับท่านต่อไป….แม้จะไม่มีข้าอยู่ในนั้น แต่ข้าก็เป็นส่วนนึงของท่านผู้นั้น…ท่านยายเกิดชาติหน้าขอให้ข้า ศรีบดินทร์ผู้นี้ ได้เกิดมาเป็นหลานท่านยายอีกนะขอรับ.…” สิ้นคำพูดท่านศรีบดินทร์ก็ค่อยๆ ลุกขึ้นก่อนที่จะสงบสติอารมณ์ ก่อนที่จะกลับเข้ามาสู่ห้วงพวังศ์อีกครั้ง ทั้งแจ๊คและท่านศรีบดินทร์ต่างยืนนิ่งเงียบไปทั้งคู่ “ท่านไม่ต้องเป็นห่วงขอรับท่านบดินทร์ เดี๋ยวข้าจะใช้ชีวิตท่านให้ดีเองครับ” ท่านศรีบดินทร์ได้ยินเช่นนั้นก็ค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้แจ๊ค “เช่นนั้น… ต่อจากนี้ร่างของข้าเป็นของท่านนะขอรับ” จากนั้นผมกับท่านศรีบดินทร์ก็นั่งคุยปรับสารทุกข์สุขดิบทุกอย่างแบบเปิดเผยทั้งหมด ว่าตัวของท่านเป็นอะไรและผมควรใช้ชีวิตยังไงในยุคโชซอน ท่านเล่าประวัติให้ผมฟังทั้งหมดเพื่อที่จะเป็นผลดีให้ผมได้ใช้ชีวิตในยุคที่จะต้องกลับไปอีกครั้ง แต่สิ่งที่ทำให้ผมช็อคที่สุดคือท่านไม่ได้ตายเพราะไมเกรน แต่ท่านตายเพราะอาจจะโดนวางยาและไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นเพราะใคร….สิ่งนี้ค่อสิ่งที่ผมช็อคที่สุด ขนาดคนที่ไม่เคยทำร้ายใครยังโดนวางยาจนตาย โลกนี้น่ากลัวกว่าที่เราคิด… ‘ทำไมน้อคนเราถึงได้ฆ่าแกงกันเหมือนผักเหมือนปลาแบบนี้นะ…’ ก่อนที่สักพักทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติ ผมรู้สึกว่าผมกำลังได้ยินเสียงของคนหลายคนเรียก…. “บดินทร์! บดินทร์! เจ้าฟื้นแล้วรึ!…. บดินทร์….ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นขึ้นมา!…” เสียงเรียกชื่อมันดังอยู่ในหัวอยู่หลายครั้ง…ก่อนที่ผมจะเริ่มรู้สึกถึงการสัมผัสที่ใบหน้า…จากนั้นผมก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ …. ก่อนที่ภาพตรงหน้าจะปรากฏเป็นใบหน้าของชายผู้หนึ่งที่กำลังจ้องมองมาที่ผม ด้วยสีหน้าที่ดีใจ….ปากอมชมพู คิ้วหนา คางจมูกนั้นได้สัดส่วนสุดๆ หน้าเกาหลีที่แท้ทรู….ใครกันนะ…คนคนนี้… ‘มันเหมือนกับจะเป็นรักแรกของผมยังไงยังงั้น….ไม่เคยเห็นใครหล่อเท่านี้มาก่อน….หรือว่าเราอาจจะยังฝันอยู่รึเปล่า ต้องไม่ใช่แบบนั้นสิแจ๊ค..… ตอนนี้มึงอยู่ในร่างองครักษ์นะ….จะมัวแต่คิดเรื่องผู้ชายไม่ได้นะเว้ย….’ ในขณะที่กำลังจะฟื้นสติกลับมาแบบได้ที่ก็ได้ยินเสียงหนึ่งแว๊บเข้ามาในหูอย่างจัง “ฝ่าบาทเพคะ!….บดินทร์เป็นเช่นไรเพคะ!” ‘ฝ่าบาทหรอ…อย่าบอกนะว่านี่เราชอบไอ่เสื้อแดงหรอเนี่ย!!?? …’บทที่ 16 พวงห้องในกล่องไม้แกะสลักเรือนท่านอัครมหาเสนาบดียศ“ท่านอัครมหาเสนาบดีขอรับ… มีจดหมายส่งมาจากท่านองครักษ์กัณฑ์ทศขอรับ”บ่าวชายรับใช้คนสนิทของท่านยศได้หยิบซองจดหมายนั้นขึ้นมาก่อนที่จะนำไปวางไปตรงโต๊ะที่ท่านยศนั้นกำลังนั่งอยู่“ผู้ใดกันที่นำมาส่ง.…”“พลทหารอัคคีขอรับ”“…”“เจ้าจงเปิดอ่านซะ…”น้ำเสียงเรียบนิ่งเอ่ยขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัด บ่าวชายผู้นั้นไม่รีรอรีบเปิดจดหมายฉบับนั้นขึ้นบรรจงอ่านอย่างเร็วไวเนื้อความในจดหมาย“ท่านพ่อขอรับ ท่านทรงอย่าได้เป็นกังวลไป ถึงข้าจะทำในสิ่งที่ท่านคาดหวังไว้ไม่ได้ ทว่าข้าก็ได้สร้างบาดแผลให้กับชายผู้นั้นไว้ไม่น้อยขอรับ… อีกทั้งคนพวกนั้นคงเชื่อในการตายของข้าในครั้งนี้ พวกมันต้องเชื่ออย่างสนิทใจแน่ขอรับว่ากระหม่อมนั้น ยอมพลีชีพปกป้องฝ่าบาท… ท่านพ่อรีบกราบทูลเรื่องนี้ให้ราชสำนักทราบอย่างรวดเร็วเถิด…. จะได้เป็นการดีที่ราชสักนักนั้นต้องสั่นคลอนแผนการของเราจะได้ง่ายดายยิ่งขึ้นขอรับ”“…ไอ้ลูกไม่รักดี… ทำสิ่งใดไม่ปรึกษาข้าแต่อย่างใด…. มีแต่คิดไปเองผู้เดียว หาได้ปรึกษาสิ่งใดกับข้า… แค่ตัดศีรษะของคนผู้นั้นมา ยังทำไม่ได้ เหตุใดข้าจึงต้องเชื่อใจในเ
จากนั้นวดีก็ค่อยๆ เปิดฝากล่องไม้แกะสลักที่อยู่ในมือออกอย่างช้าๆ “พระองค์ทรงมีรับสั่งให้หม่อมฉันมาสอบถามท่านแม่หมอเกี่ยวกับสิ่งของชิ้นนี้เพคะ…” แม่หมอนั้นค่อยๆ ก้มหน้าเอื้อมลงไปมอง ก่อนที่จะบรรจงเพ่งสายตาจ้องมองอย่างไม่ลดละ ซึ่งภายในกล่องนั้นมีพวงห้อยชิ้นหนึ่งวางอยู่อย่างสงบนิ่ง ทันทีที่สายตาของแม่หมอนั้นได้สัมผัสกับสิ่งนั้น….ใบหน้าของนางก็กลับซีดลงในทันทีอย่างเห็นได้ชัด มือทั้งสองข้างที่ประสานกันอยู่เบื้องหน้าก็ค่อยๆ เริ่มคลายออกอย่างช้าๆ “…เจ้าไปเอาของสิ่งนี้มาจากที่ใดกัน?” ก่อนที่นางจะเอ่ยขึ้นถามวดีพร้อมกับสีหน้าที่ดูเอาจริงเอาจังเป็นอย่างมาก ทันทีที่วดีได้ยินคำถามก็ทำเอาตัวของวดีชะงักไปเล็กน้อย “พระสนมเป็นผู้ประทานให้พระมเหสีเพคะ… พระมเหสีเลยรับสั่งให้หม่อมฉันนำของสิ่งนี้มาสอบถามแม่หมอเพคะ… ว่าพอจะรู้หรือไม่ว่าของชิ้นนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรเพคะ” แม่หมอทันทีที่ได้รับฟังก็ได้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองวดีด้วยแววตาที่จริงจังขึ้นกว่าเดิม “แล้วพระมเหสีทรงทราบหรือไม่… ว่าของสิ่งนี้คืออะไร” วดีส่ายหน้า เพราะตนเองก็ไม่รู้สิ่งใด “พระองค์จึงรับสั่งให้หม่อมฉันมาถามท่านอย่าง
ซึ่งในขณะเดียวกัน ณ โรงครัว ท่านผู้อาวุโสก็ได้เดินมาตามหาท่านผู้หญิงก่อนที่ผู้อาวุโสจะเห็นว่าลูกสาวของตนกำลังนั่งกลุ้มใจกับเรื่องอะไรบางอย่าง “ท่านแม่! กลับมาแล้วรึเพคะ!” ท่านผู้หญิงรีบโผลเข้ากอดแม่ของตนอย่างไม่รีรอ ก่อนที่เรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็ได้คลายออกมาอย่างช้าๆ จากคำพูดของท่านผู้หญิง ซึ่งหลังจากที่ทราบเรื่องทุกอย่างบรรยากาศในเรือนก็กลับมาอึมครึมอีกครั้ง และตอนนี้ผู้คนในเรือนก็ต่างพากันเป็นกังวลเกี่ยวกับการเสียชีวิตขององครักษ์กัณฑ์ทศ เพราะกัณฑ์ทศนั้นเสียชีวิตอยู่ในเหตุการลอบสังหารซึ่งมีฝ่าบาทเสด็จไปด้วยในเหตุการณ์ครั้งนั้น อีกทั้งรวทไปถึงการตายของกัณฑ์ทศนั้นจะเป็นตราบาปให้กับศรีบดินทร์เพราะเป็นต้นเหตุที่ให้กัณฑ์ทศได้มารับราชการแทนและต้องมาตายแทนด้วย ทันทีที่ผู้อาวุโสรู้ว่าท่านผู้หญิงได้มีการขอร้องให้ทั้งขุนเรืองและฝ่าบาท ให้ช่วยปลดองครักษ์ออกจากราชการทีเพราะท่านผู้หญิงเกรงว่า บุตรชายของตนจะเป็นอันตราย ผู้อาวุโสก็รู้สึกว่ามันไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง ก่อนที่จะเอ่ยคำพูดเรียบๆ ออกไปให้ท่านผู้หญิงและบ่าวรับใช้บริเวณนั้นได้แจ้งใจ “ที่ข้ามองว่าเรื่องนี้นั้นมันไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง…เจ
บทที่ 15 ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย หลังจากที่กาลได้ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าจนเสร็จเรียบร้อย ขุนเรืองก็รีบพาตัวของเขาไปดูศพของชายผู้นั้นทันที ที่ซึ่งตอนนี้ข่าวได้แพร่ออกไปอย่างหนาหูแล้วว่า ศพไร้หัวผู้นี้คือ กัณฑ์ทศ “เจ้าแน่ใจอย่างนั้นรึว่าเจ้าสามารถจำได้ว่าศพชายคนนั้นคือผู้ใด?” ขุนเรืองผู้ที่เดินอยู่ด้านหน้าเอ่ยขึ้นถามกาลที่เดินตามหลังมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “ขอรับท่านขุน กระหม่อมย่อมจำได้ดีขอรับ เพราะพรรคพวกทุกคนในเหตุการณ์ลอบสังหารในวันนั้นล้วนแต่เป็นสหายที่รู้จักขอรับ” ขุนเรืองเงียบไปสักครู่.…. “เช่นนั้นรึ… เอาเถิดถึงแม้นตัวข้าจะยังไม่อยากไว้ใจเจ้ามากสักเท่าไหร่ แต่ในเมื่อท่านศรีบอกมาเช่นนี้คงมีแต่ต้องทำตาม…” ในขณะที่ขุนเรืองพูดจบก็ได้หยุดเดินไปชั่วขณะ “มี…มีอันใดรึขอรับ?” กาลที่อยู่ในจังหวะตั้งตัวไม่ทันก็ได้พยายามก้มๆ มองๆ ตรงไปที่ขุนเรือง ก่อนที่สักพักขุนเรืองก็ได้หันหน้ามาพร้อมกับใบหน้าที่นิ่งๆ แววตาเบิกโพลง จนทำให้กาลนั้นรู้สึกเกรงกลัว “ขุนเรือง…” “เจ้าอย่าคิดแม้แต่จะลอบทำร้ายท่านองครักษ์! ข้าไม่รู้ว่าเจ้ามาดีรึมาร้าย หากเจ้าทำสิ่งใดที่ไม่เหมาะไม่ควรกับท่านองครักษ์ ข้าจะบั่นคอขอ
ทันทีที่บดินทร์ได้รับฟังมาคร่าวๆ ก็เลยจับใจความได้ว่า ในวันนั้นผู้อาวุโสได้รับจดหมายมาจากลูกสาวคนโตซึ่งในเนื้อหาจดหมายนั้นเขียนมาคร่าวๆ ประมาณว่า ตอนนี้หลานชายป่วยหนักมาก เขาอยากเจอคุณยายอยากให้คุณยายมานอนด้วย ยายก็เลยบอกแค่กับคุแม่ว่าจะไปธุระที่บ้านของลูกสาวคนโต อาจจะมีค้างคืนสักสองสามคืน ทั้งนี้ทั้งนั้น แม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะคงคิดว่าท่านน่าจะคิดถึงหลาน จากนั้นขุนบดนทร์ก็ได้สั่งให้บ่าวรับใช้พาผู้อาวุโสไปที่บ้านลูกสาวคนโต ที่ผู้อาวุโสไม่ได้บอกกล่าวบดินทร์เพราะวันนั้นตนลืมไปสนิทว่าหลานชายพึ่งกลับมาจากวังหลวง ก็เลยไม่ได้บอก และผู้อาวุโสก็คิดว่าแม่คงจะบอกบดินทร์ด้วยตนเอง แต่แม่ก็ไม่ได้บอกสิ่งใด ก่อนที่เมื่อสองวันที่แล้ว ท่านได้รับข่าวจากชาวบ้านและพวกคนใช้พูดคุยกันหนาหู ว่ามีการลอบสังหารเกิดขึ้นที่หุบเขาอัสดง และมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ พร้อมกับสูญเสียทหารองครักษ์ไปอีกหนึ่งคน ณ เพลานั้นใจของยายเกือบดับสิ้นทันทีที่ได้รู้ แต่ทว่าหูของท่านนั้นยังรับฟังได้อย่างแม่นยำ ว่าองครักษ์ผู้ที่สูญเสียนั้นคือ องครักษณ์กัณฑ์ทศ บุตรชายของท่านอัครมหาเสนาบดียศผู้ที่เป็นถึงสหายเก่าของเจ้า
ในขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งของโรงครัวที่ห้องบรรทมของฝ่าบาท “พระพันปีหลวงทรงเป็นเช่นไรบ้างพะยะค่ะ..” หมอชราเอ่ยขึ้นถามพรางก้มหัวลงต่ำเล็กน้อย ฝ่าบาทหันไปมองที่หน้าต่างก่อนที่จะเผยสีหน้าเรียบๆ “ข้าคิดว่าพระนางทรงสุขกายสบายดี…” พระสุรเสียงเรียบๆ ของพระองค์เอ่ยขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบ “พระองค์ทรงเสด็จออกมานานโขเช่นนี้รวมถึงพระวรกายนั้นยังไม่หายดี เหตุใดพระองค์ถึงทรงไม่ประรีบแจ้งข่าวให้กับกับวังหลวงทราบล่ะพะยะค่ะ” “…” “ข้าไม่อยากให้ผู้ใดเป็นกังวลเกี่ยวกับตัวข้า” “แต่ทว่าหากพระองค์เสด็จกลับวังได้ การรักษามันย่อมจะดีกว่าการรักษาเพียงแค่ยาสมุนไพรจากกระหม่อมนะพะค่ะฝ่าบาท…” พระองค์ทรงรับฟังอย่างตั้งใจก่อนที่จะส่งยิ้มให้เล็กน้อย “เอาเถิด… ท่านหมอยาอย่าได้เป็นกังวลอันใด ที่ข้ายังไม่กลับไปมนเพลานี้ เพราะข้ายังสะสางเรื่องบางอย่างยังไม่จบขอรับ…” หมอชราเผยสีหน้าที่ชวนสงสัย “เรื่องอันใดหรือพะยะค่ะ?” ก่อนที่พระองค์จะค่อยๆ กระเถิบตัวเข้ามาใกล้ๆ กับหมอชรา “ท่านทรงจำบุตรชายของท่านอัครมหาเสนาบดียศได้หรือไม่…” “…บุตรชาย…เช่นนั้นรึขอรับ?” หมอชรารีบนึกคิดบางอย่างในหัวอย่างช้าๆ คิ้วของเขาเ







