LOGINปฐมบท
โชคชะตานำพา “ท่านขันทีอินทร์ กระหม่อมมีเรื่องที่จะทูลถามฝ่าบาทขอรับ” เสียงของชายหนุ่มรูปสูงผิวขาวอมชมพูอยู่ในชุดของทหารองครักษ์ที่แต่งตัวเต็มยศได้เอ่ยขึ้นพูดกับท่านขันทีอินทร์ ทันทีที่ท่านขันทีอินทร์ทราบเรื่อง ก็ยิ้มตอบกลับทหารองครักษ์ “ฝ่าบาท…ท่านองครักษ์ศรีบดินทร์ขอเข้าเฝ้าฝ่าบาทขอรับ” “ให้เข้ามา” เสียงของฝ่าบาทลอยลอดผ่านรูประตูนั้นถึงแม้จะเบาเรียบง่าย แต่หนักแน่นในประโยคเดียว เสียงครืด จากการลากประตูไม้ทั้งสองฝั่งดังขึ้น เหล่านางในรีบเปิดประตูให้ผู้ที่มาเยือนเดินเข้าไป บดินทร์เดินตรงดิ่งเข้าไปด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม ในขณะเดียวกันฝ่าบาทก็มองตรงดิ่งเข้ามาที่บดินทร์ด้วยสายตาที่นิ่งๆ “เจ้ามีเรื่องอันใด…บดินทร์” “กระหม่อมมีเรื่องจะมากราบทูลฝ่าบาทขอรับ….พอดีว่าท่านพ่อของกระหม่อมมีของบางอย่างที่ท่านพ่อนั้นได้มาจากคณะทูตอังกฤษขอรับ ท่านอยากจะมอบของชิ้นนี้ให้กับฝ่าบาทเป็นการตอบแทน ที่พระองค์คอยดูแลกระหม่อมตั้งแต่กระหม่อมยังเด็ก จนขึ้นเป็น ทหารหลวง นายทหาร และหน่วยองครักษ์หลวง จนวันนี้ท่านก็ได้แต่งตั้งให้กระหม่อมเป็นถึงองครักษ์ที่ใกล้ชิดที่คอยรับใช้พระองค์ขอรับ” ฝ่าบาทจ้องไปที่สิ่งของที่อยู่ในมือของบดินทร์ มันคือนาฬิกาตั้งโต๊ะที่พ่อของเขาได้มาจากคณะทูตอังกฤษที่ได้มาทำการค้าขายให้กับยุคโชซอน จากนั้นฝ่าบาทก็ยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย…. “…พ่อเจ้าคงรู้สึกปราบปลื้มยิ่งนัก ที่เจ้าสำเร็จและบรรลุเป้าหมายอันยากมาจนถึงจุดนี้… แต่ข้านั้นมิได้ต้องการสิ่งของใดจากพ่อของเจ้าหรอก แต่หากท่านพ่อของเจ้าฝากเจ้าให้นำนาฬิกาตั้งโต๊ะเรือนนี้มามอบให้กับข้า ถ้าหากข้ามิรับไว้ คงไม่ถูกต้อง เช่นนั้นข้าจะรับไว้…” “ขอรับฝ่าบาท” สักพักฝ่าบาทก็บอกให้บดินทร์นำนาฬิกาตั้งโต๊ะไปวางบนโต๊ะของพระองค์ ก่อนที่ฝ่าบาทจะค่อยๆ บรรจงจ้องมองที่รูปร่างของนาฬิกา ก่อนจะกวาดสายตามองดูรอบๆ “นาฬิกาเรือนนี้แปลกตายิ่งนัก ลวดลายสวยงามข้ามิเคยพบเห็นที่ใดมาก่อน” “ท่านพ่อของกระหม่อมได้มาจากสหายของท่านขอรับ ท่านบอกกับกระหม่อมว่า นาฬิกาเรือนนี้เป็นนาฬิกาที่แสดงถึงความซื่อตรงและมีศักดิ์ศรี ท่านคิดว่าสิ่งนี้เหมาะสมที่จะมอบให้กับพระราชาขอรับ” ฝ่าบาทยิ้มเล็กน้อยก่อนที่จะเอ่ยชื่นชมในคำบอกกล่าว ที่พ่อของบดินทร์ได้ให้ความหมายกับนาฬิกาตั้งโต๊ะเรือนนี้ “เป็นความหมายที่ดีและเพราะยิ่งนัก คราหน้าข้าคงจักต้องไปขอบคุณท่านพ่อของเจ้าเองกับตัว…” “ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงขอรับฝ่าบาท แค่พระองค์ทรงรับของที่พ่อของกระหม่อมถวายให้ เพียงเท่านี้ก็นับว่าเป็นบุญอันใหญ่หลวงยิ่งขอรับ กระหม่อมเองก็จะดูแลพระองค์ ปกป้องพระองค์ จนกว่าชีวิตกระหม่อมนั้นจะหาไม่เลยขอรับ” บดินทร์เค้นเสียงหนักแน่นพร้อมกับอยู่ในท่ายืนตรง เชิดอกพร้อมกับแขนข้างขวาวางทับที่หัวใจ สายตาที่แน่วแน่ที่เขาส่งไปถึงฝ่าบาทผู้ที่อยู่เบื้องหน้า “เช่นนั้นกระหม่อมขอตัวไปทูลท่านพ่อก่อนนะขอรับ” “เจ้าไปเถิด” บดินทร์ก้มหัวโค้งคำนับฝ่าบาท และกำลังจะหันหลังเดินตรงออกไปจากพระตำหนัก ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเจ็บจิ๊ดที่หัว ก่อนที่จะได้ยินเสียงติ๊ง! ดังขึ้น ในขณะเดียวกันเองดวงตาก็พล่ามัวไปชั่วขณะแต่บดินทร์เขาก็ยังฝืนจะเดินต่อ ทันใดนั้นก็เกิดพลัดลื่นล้มขึ้นมา ร่างนอนหงายลงพื้นขาขวาชี้ขึ้นหัวกระแทกพื้นดัง ปึ๊ก! “บดินทร์! เกิดอะไรขึ้น!” ฝ่าบาทที่กำลังจะจับพู่กันเขียนบางอย่างบนกระดาษ รีบลุกขึ้นและตรงมาที่เจ้าของร่างอย่างรวดเร็ว พระองค์รีบทิ้งตัวลงไปโอบร่างของบดินทร์ขึ้นมา ก่อนที่จะเขย่าร่างทหารองครักษ์อยู่หลายครั้งพร้อมกับสีหน้าอันเป็นกังวล ทั้งมือที่เย็นเฉียบ ลมหายใจติดขัด และทั้งตัวของพระองค์นั้นสั่นไปหมด ในไม่นานพระองค์ก็ตะโกนเรียกเหล่าขุนนางที่อยู่ด้านนอก สักพักขันทีอินทร์ก็รีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาในห้องของฝ่าบาท “ท่านขันทีอินทร์เร็วเข้า! รีบตามหมอหลวงมาตอนนี้!! สหายข้าจู่ๆ ก็ล้มลงไปนอนกับพื้น!” เสียงหนักแน่นของชายผู้นี้ที่อยู่ในชุดสีแดงตะโกนดังขึ้นเสียงดัง ราวกับเป็นการสั่งที่หนักแน่นเป็นอย่างมาก “ขอรับฝ่าบาท!” ขันทีอินทร์วัยชราตอบรับและรีบเดินตรงดิ่งออกไปจากพระตำหนักอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เจ้าของเสียงจะรีบเขย่าเรียกร่างของทหารองครักษ์ที่กำลังนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้น “บดินทร์เจ้าเป็นกะไรเนี่ย! มันเกิดอะไรขึ้นกับเจ้ากัน!” ร่างหนาค่อยๆ เผยสีหน้าเครียดออกมาอย่างเห็นได้ชัดเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า ทหารองครักษ์ของเขากำลังนอนแน่นิ่งไร้ลมหายใจ ร่างหนาตะโกนโหวกเหวก พร้อมความรู้สึกและน้ำเสียงที่กระวนกระวาย “ใครกัน บังอาจนัก!!! มันผู้ใดกล้าทำกับเจ้าได้ถึงเพียงนี้….” ร่างหนาเผยสีหน้าที่ล่องลอยและพูดซ้ำๆ วนๆ อยู่หลายรอบว่า ใครกันแน่ ใครกัน…. ก่อนที่เขาจะหันซ้ายขวาเพื่อพยายามมองหาหลักฐาน ว่าอาจจะเป็นการลักลอบทำร้าย เพราะวันนี้บดินทร์พึ่งได้รับแต่งตั้งให้ขึ้นเป็นทหารองครักษ์ประจำพระราชา เลยอาจจะมีการลักลอบทำร้าย อีกอย่างมีหน่วยองครักษ์หลวงหลายคนเช่นกันที่อยากให้ตนนั้นมาอยู่ในจุดนี้ แม้จะเสีย หยาดเหงื่อ หยดเลือด หยดน้ำตา เงินทอง แม้กระทั่งศักดิ์ศรีหรือวงศ์ตระกูล ก็ล้วนแต่ต้องทำสินะ..เพื่อให้มาอยู่ตรงนี้… จังหวัด พะเยา วันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน ปีพ.ศ. 2568 เวลา 12:50 แสงแดดเปรี้ยงสาดส่องเข้ามาลอดผ่านหน้าต่างเผยให้เห็นชายรูปหล่อ ที่อยู่ในสภาพพึ่งตื่น เสื้อยืดสีขาว กับกางเกงบ๊อกเซอร์ลายขาวดำตัวโปรด เขาหัวเราะชอบใจกับบางสิ่งบางอย่างในขณะเดียวนั้น ซ่า ซ่า ซ่า เสียงน้ำกระทบกับแสตนเลซดังขึ้นเป็นจังหวะ “แจ๊คกี้ลูกไม่ออกไปเล่นน้ำกับเพื่อนหรอวันนี้?” คุณแม่ที่ยืนล้างถ้วยอยู่ฝั่งตรงข้ามเอ่ยถามผม ในขณะที่ผมกำลังนั่งกินยำมะม่วงปลากรอบเพลินๆ พร้อมกับนั่งเล่นแอป TikTok ที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในปัจจุบัน “ไม่อ่ะแม่ผมขี้เกียจมาก ดูอากาศสิร้อนจนจะเป็นลม กันแดดคงเอาไม่อยู่อ่ะ” จ๊อบแจ๊บ เสียงเคี้ยวปลากรอบดังขึ้นตามมา วันนี้เป็นวันสงกรานต์เพื่อนมาชวนผมไปเล่นน้ำตั้งแต่สายๆ แต่ผมอ่ะพึ่งตื่นอีกอย่างวันนี้ก็มีแพลนจะไปเล่นน้ำที่กว๊านพะเยาเพราะว่านัดเพื่อนไว้แล้วถึงจะบิดหลายรอบก็เถอะ “อารมณ์ไหนของเราเนี่ยแจ๊ก ปกติตอนเด็กเวลานี้ลูกเปียกหมดแล้วกลับมาเปลี่ยนเสื้อสามสี่รอบได้ละมั้ง5555” ‘แม่ผมยืนขำในขณะที่ผมหน้าบึ้งมองบนไปละ’ “โถ่วแม่ผมก็โตละเถอะอายุจนจะ 22 ละ อะไรแบบนั้นไม่ค่อยอินแล้วล่ะ” พูดจบผมก็จ้วงมะม่วงเข้าปากต่อ ซี๊ดดดดด มันอร่อยมาก รสชาติเผ็ดเปรี้ยวหวานฝีมือของคุณยายเนี่ยอร่อยจริงๆ เลย “ถึงจะโตแล้วก็ตามแต่แกก็ยังคงเป็นเด็กในสายตาแม่เสมอแหละแจ๊ก…” อารมณ์ไหนของแม่เนี่ยอยู่ๆ ก็พูดเรื่องนี้ซะงั้น คนยิ่งเผ็ด ร้อนอยู่ “โอ๊ยยยยเผ็ดดด” ผมสบถขึ้นพร้อมแลบลิ้นไปมาวิ่งตามหาน้ำเย็น ยายที่เห็นผมกำลังวิ่งไปวิ่งมาก็รีบเดินไปที่ตู้เย็นแล้วคว้าหยิบน้ำเย็นมาให้ผม “อ่ะ กินซะแล้วก็อย่าหากินไปมั่วซั่วอีกนะไอ้แจ๊คเอ้ย!” คำที่ได้ยินเกือบทุกครั้งเวลากินของเผ็ด ผมชอบกินเผ็ดแต่ไม่อยากเผ็ดเห้อท้อจริงๆ “แม่ก็อย่าตามใจมันบ่อย ให้มันเดินไปหยิบเองก็ได้มั้ย แค่น้ำขวดเดียวเอง” ‘นั่นแหละครับแม่ก็จะบ่นผมตามเคย แต่โชคดีที่ยายนั้นมักเข้าข้างผมตลอด เพราะผมโตมากับยายตั้งแต่ยังเด็ก ลืมตาขึ้นมาในโลกใบนี้ก็มีแค่ตากับยายที่ผมเห็นเป็นคนแรกๆ ส่วนแม่หรอ ผมไม่ค่อยผูกพันธ์กับแม่เท่าไหร่เพราะว่าแม่อยู่คนละจังหวัด’ หลังเรียนจบแม่ก็ไปทำงานแถวภาคอีสาน แต่แม่ก็ส่งเงินมาให้ที่บ้านตลอดไม่เคยขาด ผมอยากได้อะไรแม่ก็หามาให้แบบไม่เคยขาด อย่างเช่นวันหยุดสงกรานต์แบบนี้ แม่ก็จะมาเที่ยวที่บ้านทุกปีถึงพ่อจะเสียไปแล้วก็ตามแต่แม่ก็ยังดูแลครอบครัวของเราสามารถไปต่อได้แบบไม่มีท้อ ถึงผมจะไม่ค่อยแสดงออกในเรื่องความรักกับแม่มากเท่าไหร่แต่ผมรักแต่แค่ไม่กล้าบอกเท่านั้นเอง ทั้งชีวิตสิ่งที่ผมกลัวและคิดหนักตลอดก็คือ ถ้าเกิดมีวันใดวันหนึ่ง แม่กับยายนั้นไม่ได้อยู่ในโลกใบนี้แล้ว ผมจะใช้ชีวิตยังไง จะทำตัวยังไง คงจะร้องไห้เสียใจตลอดเวลา แค่คิดก็เหมือนว่าโลกดับไปแล้ว คงไม่มีใครอยากให้เรื่องนี้มันเกิดขึ้น แต่ความจริงคือความจริงคงไม่มีใครหนีฟ้าได้หรอกเว้นแต่จะอยู่ในหนังรึว่าในนิยายเท่านั้น นึกแบบนี้แล้วใจหาย สักพักผมก็เลื่อนแอป TikTok ไปเจอคลิปนึงเป็นคลิปที่เนื้อหาเกี่ยวกับการค้นพบตำนานชายรักชายครั้งแรกของเกาหลีในรัชสมัยโชซอนปี 1880 เนื้อหาเป็นประมาณไหนผมยังไม่ทันได้อ่านอาการปวดหัวไมเกรนก็กำเริบขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว “โอ๊ยยย!!! ปวด!!” แม่ตกใจรีบหันควับวิ่งมาดูผมจนเผลอทำจานที่แพงที่สุดในบ้านตกแตก “ไมเกรนอีกแล้วหรอแจ๊คกี้?!!!” คุณยายพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหน่วงๆ สีหน้าที่ตกใจพร้อมกับรีบเอาผ้าเช็ดหน้าไปชุบกับน้ำเย็นในถังแล้วรีบตรงไปที่แจ๊คกี้นั่งกุมขมับอยู่ สักพักยายก็เอาผ้านั้นพันรอบคอของเขา แม่เองก็รีบแกะยาพาราเซตามอลให้ แต่อาการเจ็บหัวรอบนี้มันจี๊ดไปถึงสมอง ความรู้สึกปวดมากเหมือนมีเข็มแทงอยู่ที่หัวตลอดเวลา อารมณ์เหมือนเอาเข็มจิ้มแล้วดึงออกแต่ทำต่อเนื่อง มันปวดจิ๊ดจนเกือบจะหมดสติ แม่เห็นท่าไม่ดีเลยจะรีบพาไปโรงพยาบาลแต่แจ๊คเขาก็บอกแม่ว่าไม่ต้องโทร เดี๋ยวเขาขอกินยาแล้วไปนอนพักผ่อนที่เตียงในห้องสักแปปก็คงจะหายดี “เดี๋ยวผมนอนพักสักแปปก็คงจะดีเองแหละ…” แม่กับยายเลยช่วยกันพยุงแจ๊คเดินเข้าไปที่ห้องนอน หลังจากออกมายายก็บ่นกับแม่เรื่องแจ๊คว่าจะทำอย่างไรดีเด็กคนนี้มันถึงจะหายจากอาการปวดหัวบ้าบอนี่สักที สีหน้าของแม่แสดงออกมาชัดเจนมากว่าต้องกังวลอยู่แน่ๆ สักพักเพื่อไม่อยากให้สถานการณ์ตอนนี้ดูตึงเครียดคุณยายก็เปลี่ยนอารมณ์ไปอย่างรวดเร็ว ยายเริ่มกวาดสายตามองไปที่รูปภาพบนโต๊ะวางของ และตู้เสื้อผ้าของแกเองที่มีรูปเด็กผู้ชายที่มีทุกช่วงวัยอายุติดอยู่เต็มไปหมด และสายตาของคุณยายก็มาหยุดอยู่ที่รูปทั้งสามรูปนี้ รูปซ้ายสุดเป็นรูปที่คุณยายถ่ายกับเด็กคนหนึ่งซึ่งเป็นตอนที่เด็กคนนั้นจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 รูปตรงกลางเป็นรูปที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และรูปสุดท้ายรูปด้านขวามือคือรูปที่เด็กคนนี้โตมาอย่างมีคุณภาพคือรูปรับปริญญาของเด็กคนนี้นั่นเอง และอีกรูปที่คุณยายอัดกรอบไว้แน่นที่สุด คือรูปที่เด็กคนนี้เกิดมาและยายเองก็อุ้มเขาไว้ในอ้อมกอด ไม่เคยห่างเหิน…. “มองดูรูปพวกนี้ตอนที่ยังเด็กสิพิมพ์ เห็นมั้ย…ว่าน้องเก่งขนาดไหน…” น้ำใสๆ ค่อยๆ ไหลออกมาจากหางตาทีละเล็กทีละน้อย เสียงสะอื้นดังขึ้นจากผู้เป็นยาย แม่รีบเดินเข้ามากอดยายไว้แน่นก่อนจะร้องไห้ตามกันไป ผมที่เดินออกมาจากห้องนอนก็พยายามที่จะวิ่งเข้าไปกอด แต่ทำไมกัน? มือของผมไม่สามารถที่จะคว้าหรือจับสิ่งของได้เลยสักอย่าง ผมพยายามตะโกนเรียกแม่ว่าผมอยู่ตรงนี้ เรียกยายอยู่สองสามรอบก็ไม่ได้ยิน ร้องดังขนาดไหนก็ไม่ได้ยิน มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่…. “แม่! ยาย!!!! แจ๊คอยู่ตรงนี้!!” ผมตะโกนลั่นจนเสียงเริ่มเปลี่ยน น้ำเสียงสั่นกลอนด้วยความกลัวมากขึ้น ตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับผม น้ำตาเริ่มจะไหลรินออกมา ก่อนที่สักพักลมเย็นวูบนึงก็ได้พัดผ่านมาจนทำให้ผมต้องหรี่ตาหลบกระแสลม ในขณะที่ผมหรี่ตาลงเล็กน้อย ระยะสายตาของผมมันก็ไปประจบกับบานกระจกที่ตู้เสื้อผ้าของคุณยายพอดี ทันใดนั้นผมก็ได้เห็นร่างของผู้ชายคนหนึ่งในชุดสีฟ้าพร้อมกับใส่หมวก ชายคนนั้นเองก็มองมาที่ผมพร้อมกับทำแววตาสีหน้าที่เศร้าสร้อย เหมือนเขาต้องการจะสื่ออะไรบางอย่าง ผมรีบปรับอารมณ์ให้ทัน พยายามขยี้ตาตัวเองอยู่สองสามครั้ง แล้วลืมตาขึ้นมองดูที่กระจกอีกครั้งทว่าไม่ใช่แค่ชายเสื้อฟ้าคนนั้น รวมไปถึงแม่กับยายก็ได้หายไปด้วย ผมตาค้างยืนช็อคอยู่ตรงนั้น อาการทุกอย่างเริ่มเกิดขึ้นกับตัว ขนแขนขนขาลุกชูตั้งขึ้นจิตใจกระวนกระวายเริ่มที่จะออกอาการ ตอนนี้ทุกอย่างมันดันกลายเป็นปริศนาคำทายให้ผมครุ่นคิดอยู่ในหัว ผมไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ เลยรีบตรงไปที่ห้องนอนอีกครั้งก่อนที่จะเห็นตัวของผมเองกำลังนอนแน่นิ่งอยู่ ผมตกใจเป็นอย่าง ผมเลยพยายามจับแขนจับขาตัวเองและใช้ฝ่ามือตบใบหน้าสองสามครั้ง เพื่อที่จะทำให้ตื่นเพราะสิ่งที่ผมเห็นนี้อาจจะเป็นความฝันก็ได้ใครจะไปรู้ แต่ผมตบหน้าก็แล้ว กัดมือ กัดลิ้นก็แล้ว มันเจ็บจริงจนทำให้ผมนึกว่านี่ไม่ใช่ฝันแล้ว แต่มันคือความจริง “เห้ย! นี่คือถอดจิตออกมาหรอวะเนี่ย?! เห้ยยยยยยย! ไม่ได้นะเว้ยยังไม่อยากตาย!!!!!” ผมสติแตกตะโกนโหวกเหวกเสียงดัง ในขณะที่ผมกำลังจะวิ่งออกมาจากห้องเพื่อที่จะตามไปหายายกับแม่ ผมได้ยินเสียง ติ๊ง! ซึ่งมันคือเสียงนาฬิกาเรือนเก่าของคุณยายที่มีมาตั้งแต่เนิ่นนาน และภาพสุดท้ายที่ผมเห็นคือภาพที่เข็มยาวและเข็มสั้นชี้ตรงเลข 12:50 ทันใดนั้นผมก็เผลอลื่นน้ำที่ตัวเองทำหกไว้แบบจังๆ จนหัวเขกพื้นดัง โป๊กกก! “เสียงอะไรน่ะ? …..” แม่พูดขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียง ยายเองก็พยายามหันมองหาต้นเสียง ก่อนที่ทั้งสองคนจะจ้องไปที่เดียวกันตรงหน้าห้องนอนของแจ๊ค “สงสัยจะเป็นเหล็กที่แจ๊คมันชอบยกแล้วบอกว่าออกกำลังกายแหละ เค้าเรียกว่าอะไรนะ…เอ่อ…” “ดัมเบลรึเปล่าแม่?” “ใช่ล่ะ ใช่แล้ว ไอ้ดัมเบลนั่นแหละ… ของพวกนี้ไม่เคยจะวางให้เป็นที่เลย ต้องคอยเก็บให้ตลอดแล้วก็ย้ำตลอดแล้วนะว่าไม่ต้องวางไว้ที่สูงมันจะตกบอกว่าพื้นกระเบื้องจะแตกก็ไม่ยอมฟัง…เห้อ…” ยายบ่นพรางถอนลมหายใจเฮือกใหญ่ จากนั้นคุณแม่ก็บอกกับคุณยายว่าอย่าให้ท่านคิดมากแจ๊คมันก็โตแล้วทั้งสองคนเลยแยกย้ายกันทำหน้าที่ชีวิตต่อ แม่หลังจากเดินตรงไปที่จุดจานแตกในขณะที่กำลังจะเก็บกวาดเศษจาน ก็บังเอิญฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาว่าถ้าจานแตกในบ้านความเชื่อที่เคยได้ยินมา บอกว่าจะมีเรื่องทะเลาะกันรึว่าอาจจะมีรางไม่ดีเกิดขึ้นกับคนในบ้าน…. “ไม่น่าเลยจานใบนี้….รึจะมีลางอะไรมั้ยเนี่ย…ใจไม่ดีเลย” แต่ยังไงก็เป็นเพียงแค่จาน ต่อให้แตกไปแล้ว แต่มันก็ไม่ได้กำหนดโชคชะตาอะไร เพราะมันคือความเชื่อ “ความเชื่อนะรึ! หากพวกเจ้ามิรีบรักษาบดินทร์ละก็! ประเดี๋ยวพวกเจ้าจะได้แตกตามถ้วยยาเหล้านี้หรอก!” เสียงพิโรธตะโกนขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ขับขัน หมอหลวงรีบจับชีพจรตรงข้อมือของทหารองครักษ์ก่อนที่จะพบว่าชีพจรยังเต้นอยู่แต่เขาเพียงแค่อยู่ในสภาวะผัก ต้องรอลุ้นว่าจะฟื้นขึ้นมารึไม่ฟื้น “เป็นเยี่ยงไรบ้าง!? หมอหลวง! ข้ามิต้องการคำปด ข้าต้องการเพียงให้เจ้านั้นทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะให้สหายของข้านั้นฟื้นขึ้นมา มิเช่นนั้นเจ้าเองที่จะต้องเป็นผู้ตายตามสหายข้าไป ถ้าหากเขามิฟื้นขึ้นมา!!” ทันทีที่พระองค์ยื่นคำขาดเหล่านางในและขันทีต่างพากันก้มหัวลงอย่างรวดเร็วพร้อมกับอาการสั่นเล็กน้อย แต่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของผู้มีอำนาจ พระองค์ยืนจ้องมองหมอหลวงอย่างไม่ลดละ เพื่อที่จะได้รู้ว่าสหายของพระองค์จะฟื้นขึ้นมารึไม่จะได้เห็นด้วยสองตาของพระองค์เอง “เป็นเช่นไร?” น้ำเสียงเรียบพร้อมใบหน้านิ่งๆ แต่แววตาแสดงออกมาชัดเจนว่าพระองค์ทรงเครียดและเป็นกังวลอยู่ไม่น้อย ได้เอ่ยขึ้นถามผู้ที่อยู่เบื้องล่าง “ค่อยยังชั่วขอรับฝ่าบาท….ตอนนี้ชีพจรของท่านองครักษ์กำลังฟื้นกลับมาเป็นปกติแล้วขอรับ…” พระองค์ทันทีที่ได้ยินหมอหลวงบอกพระองค์ก็ปล่อยโฮโล่งใจเป็นอย่างมาก ราวกับบางสิ่งบางอย่างที่หนักอึ้งกดทับอกอยู่มันได้สลายหายไป จากที่เหงื่อท่วมตัวมันกลับมีลมเย็นๆ สองสามวูบพัดผ่าน ทันใดนั้น… “ยาย…..ยาย….” เสียงแหบดังขึ้น จนทำให้ทุกสายตาหันจับจ้องมองไปที่เจ้าของร่างที่นอนอยู่ “ฟื้นแล้วขอรับฝ่าบาท!” หลังสิ้นเสียงหมอหลวงทุกคนดูโล่งใจเป็นอย่างมาก ฝ่าบาทรีบจ้องตรงไปดูสหายของพระองค์ที่ดูเหมือนว่าค่อยๆ ลืมตาขึ้นทีละเล็กทีละน้อย “เจ้ามิเป็นไรมากแล้วล่ะบดินทร์…นอนพักเถิด” ขณะที่ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาก็รู้สึกได้เลยว่าผมน่าจะฝันไปแน่ๆ ไม่งั้นคงไม่ตื่นตอนนี้….. “ฝันไปหรอกหรอเนี่ย…….หืม…ว่าแต่….ที่ไหน…กัน…ละเนี่ย!?” ผมลืมตาตื่นขึ้นมาภาพที่เห็นตรงหน้านั้นแทบเอาผมช็อคจนหัวใจจะวายตายเลยล่ะครับ “เดี๋ยวนะ!!!? คุณเป็นใครเนี่ย!!!??? แล้ว ที่นี่ที่ไหนละเนี่ย!!!?” คำถามมากมายเกิดขึ้นในหัว ผมรีบตั้งตัวขึ้นนั่งแล้วเกิดอาการอึ้งไปสักพัก ก่อนที่จะรีบกวาดสายตามองไปรอบๆ ที่ไหนกัน? ….แล้วคนพวกนี้เป็นใครเนี่ย….ถึงได้แต่งตัวแปลกประหลาดกันแบบนี้ เหมือนว่าตอนนี้ทุกสายตามันกำลังจับจ้องมาที่ผมแบบไม่หยุดหย่อน สถานที่ที่ไม่คุ้นเคย จากบ้านของผมมันดันกลายเป็นบ้านสมัยก่อนเหมือนว่าผมกำลังย้อนยุคมายังไงยังงั้น พอผมก้มมองดูร่างของตัวเอง ผมก็ตกใจเป็นอย่างมากที่ทำไมผมถึงอยู่ในชุดที่มันหนักอึ้งขนาดนี้ เหมือนกับว่าจะหายใจลำบากสุดๆ “มีอันใดรึ บดินทร์?” ‘ชายเสื้อแดงตรงหน้านี่คือใครกัน แล้วคนพวกนี้ล่ะ’ “เอ่อ…พี่ครับ คือว่า…ที่นี่ที่ไหนหรอครับ??” ผมยิงคำถามตรงไปที่ชายคนนั้น แต่ทว่าเขากับทำสีหน้างงงวยกลับมา “ตำหนักของข้าไงเล่า…เจ้าเป็นอันใดไปกัน?” ‘อะไรเนี่ยยยยย!!! ทำไมเค้าถึงพูดเพราะกับผมแบบนี้ล่ะ ไม่ใช่ว่ากำลังถ่ายทำหนังหรือละครอยู่หรอแต่ละคนดูแต่งองค์ทรงเครื่องสิ สุดยอดสมจริงมากยังกับว่าย้อนมาจริงๆ’ “อันนี้คือ….กำลังถ่ายละครกันอยู่หรอครับ คือว่า ผมอยากรู้ว่าทำไมผมถึงมาอยู่ตรงนี้ได้อ่ะ!!?” ผู้คนรอบข้างเริ่มทำสีหน้าประหลาดใจจ้องมองไปที่บดินทร์ด้วยความสงสัย “เจ้าว่าแปลกรึไม่? …เหตุใดท่านองครักษ์ถึงได้ตรัสวาจาแปลกๆ ข้ามิเคยได้ยิน” “นั่นสิเพคะท่านขันที…” เสียงซุบซิบดังขึ้นนิดหน่อยจนทำให้ผู้ที่เป็นกังวลสุดตะหวาดขึ้นมาเสียงดัง “พวกเจ้า!….” สิ้นเสียงฝ่าบาททุกคนรีบก้มหน้าลงราวกลับว่าคนผู้นี้มีอำนาจมหาศาลยิ่งนัก ผมเองที่อยู่ในสภาพมึนงงก็ตกใจเป็นอย่างมากกับสิ่งที่ได้ยิน ‘จะแสดงสมจริงอะไรขนาดนั้นวะ โคตรแอ๊คเลย!!…แต่ว่าไอ้เสื้อแดงนี่ก็หล่อไม่เบาเลยนะเนี่ย สูงซะด้วยสิ ให้ตายแต่นิสัยดุชิบหาย…’ ผมบ่นพึมพำในหัวอยู่พักใหญ่ ก่อนที่จะรีบลุกขึ้นและพยายามจะเดินออกจากพระตำหนัก “บดินทร์เจ้าจะไปที่ใด เจ้าหายดีละรึ? “ ‘โอ๊ยยยย จะสุภาพอะไรขนาดนั้นวะ มันใช่อารมณ์ถ่ายหนังเวลานี้มั้ยเนี่ย?!!’ “นี่พี่ครับ ผมจะกลับบ้าน แล้วก็หยุดพูดภาษาแบบนั้นกับผมสักที ผมไม่ถนัดปากที่จะพูดด้วย!!” หลังผมพูดจบก็กำลังจะเดินออกไปจากตำหนักแต่ทันใดนั้น “เจ้าพูดจาภาษาสดข้ามิเคยได้ยิน! แล้วเหตุอันใดเจ้ากล้าที่จะเดินออกไปเช่นนั้น!” ผมหยุดนิ่ง หลับตาเม้มปากแล้วถอนหายใจยาว ก่อนที่จะหันมาพร้อมสีหน้าที่หงุดหงิดค่อนข้างมาก “เห้ออ พี่ครับเอางี้นะคือพี่จะให้ผมพูดยังไงครับ? อีกอย่างผมยังไม่รู้เลยว่าผมมาที่นี่ได้ยังไง อย่าบอกนะว่าพวกพี่ลักพาตัวผมมา! อีกอย่างจู่ๆ ผมก็ใส่ชุดนี้ซะงั้น รู้มั้ยว่ามันร้อนขนาดไหนอ่ะ” “ถ้าอยู่ห้องนะผมจะบอกให้ว่าผมไม่ใส่แบบนี้หรอก แล้วดูพวกพี่ๆ แต่ละคนดิ๊ แต่งตัวอะไรกันเนี่ย ผมถามว่าแสดงละครกันอยู่หรอ ก็ไม่มีใครตอบ เอาแต่ก้มหน้าก้มตากันอยู่อย่างนั้น ผมจะกลับแล้ว!” ทันทีที่บดินทร์พูดจบ ทุกคนต่างแสดงภาษากายที่บอกเป็นความนัยว่าสงสัยจบสิ้นแล้วชีวิต หมอหลวงเห็นท่าไม่ดีเลยเอ่ยขึ้นพรางน้อมคับนับหัวลง “ท่านองครักษ์ศรีบดินทร์ โปรดเย็นพระทัยก่อนเถิดขอรับ…” ‘อะไรกันวะ?! คนพวกนี้สีหน้าจะจริงจังอะไรขนาดนั้น แล้วไอ้เสื้อแดงนี่ทำไมมันทำหน้าแบบนั้นล่ะ อยากรู้จังว่าคนพวกนี้แม่งต้องการอะไรกันแน่ แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ควรหาทางออกจากตรงนี้ให้ได้ก่อน!’ บดินทร์พูดจบกำลังจะวิ่งออกจากพระตำหนัก ฝ่าบาทที่อยู่ใกล้ๆ ก็รีบคว้ามือเขาไว้ก่อนจะกำไว้แน่น “เห้ยพี่! ปล่อยผมนะผมจะกลับบ้าน!” บดินทร์พยายามที่จะสลัดตัวให้หลุดออกจากมือของฝ่าบาทที่กำแขนของเขาไว้แน่น แต่ดิ้นสุดแรงฤทธิ์เพียงใดก็ไม่เป็นผล “นี่เจ้า เป็นใครกัน!” ฝ่าบาทเค้นเสียงหนักใส่เขาอีกครั้ง พร้อมกับจ้องมองมาที่เขาด้วยความสงสัยเป็นอย่างมาก แม้บดินทร์จะบ่นเสียงแข็ง แต่คนที่อยู่ตรงหน้าของเขากับชักสีหน้าดุดันมากกว่าหลายเท่า ‘แล้วจะเสียงดังอะไรเบอร์นั้นวะพี่!! เห้ยเอาดี คนเราไม่เคยรู้จักกันอยู่ๆ มาขึ้นเสียงใส่แบบนี้ได้หรอวะ’ “เอางี้นะพี่ปล่อยแขนผมก่อน ใจเย็นๆ นะครับ…” ฝ่าบาทที่เห็นแววตาที่น่าสงสารของบดินทร์ พระองค์ก็ทรงปล่อยมือออกอย่างง่ายดาย ทันใดนั้นบดินทร์ก็รีบเงื้อมตัวมองหาช่องว่างที่จะพยายามวิ่งหนี เหลือบมองอยู่สักครู่ก็เห็นช่องระหว่างท่านขันทีอินทร์กับนางในอยู่พอดี จากนั้นพอได้โอกาสบดินทร์ก็ชิ่งรีบวิ่งตรงดิ่งออกพระตำหนักอย่างรวดเร็ว ตึกตึกตึกตึก!!!! เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบกระทบพื้นสลับซ้ายขวาดังเป็นเหมือนจังหวะกลอง ทำให้คนทั้งหมดตกใจและพากันแตกตื่น ก่อนที่ไม่นานก็เริ่มเกิดความสงสัยและความวิตกกังวลขึ้นอย่างรวดเร็ว “ท่านจะไปไหนขอรับ!!! ท่านองครักษ์บดินทร์?? กระหม่อมยังทำการรักษาท่านมิเสร็จนะฃขอรับ!!?” บดินทร์วิ่งเร็วมากจนทำให้คลาดสายตาจากผู้คนที่อยู่ในตำหนัก ฝ่าบาทไม่รอช้าพระองค์ทรงรีบรับสั่งให้ทหารช่วยกันจับตัวองครักษ์ แล้วนำไปขังไว้ที่กรงขังเพื่อสงบสติอารมณ์ของเขา “หยุดนะ! ท่านองครักษ์!” เสียงของเหล่าทหารนั้นดังขึ้นซ้ำๆ อยู่หลายรอบ แต่เมื่อหันมองไปทางใดก็มองไม่เห็นแม้แต่เงา ตึกตึกตึกตึกตึก!!! แฮกๆ แฮกๆ แฮกๆ!! ‘อ๊ากกก พวกเค้าต้องเป็นบ้ากันไปหมดแล้วแน่ๆ เลย ไอ้แจ๊คเอ้ยยเวรกรรมอะไรมึงว้า!!! เห้อ….จะต้องวิ่งหนีทหารพวกนี้ไปถึงไหนกันเนี่ยย!! ว่าแต่ที่นี่มันคือที่ไหนกัน ไม่เคยเห็นเลย จะเป็นสมัยก่อนเหมือนหนังย้อนยุคก็ไม่ใช่ เอ้ยยย! ที่ไหนกันวะ ละเราต้องหนีไปไหน! ว่าแต่นั่นบ้านคนนี่! ไม่ได้การละวิ่งเข้าไปตรงนั้นก่อนแล้วกัน!!’ บดินทร์วิ่งพรวดพราดเข้ามาในตำหนักของใครบางคน ตอนนี้สิ่งที่เขาต้องการทำคือพยายามหลบหนีจากคนพวกนั้นและหาทางกลับไปถึงบ้านให้ได้ “ท่านทหารองครักษ์เพคะ พระสนมกำลัง….!!” นางในของพระสนมเอกพูดไม่ทันจบบดินทร์ก็รีบวิ่งตรงเข้าไปในห้องของพระองค์ “ขอโทษทีนะครับบบ!!! แต่ผมขอหลบหน่อยนะคับบบ!” ทุกคนวุ่นวายกันไปหมดตอนนี้ พระสนมเอกทันทีที่เห็นว่าท่านทหารองครักษ์กำลังวิ่งเข้ามาอย่างเร่งรีบจึงมีทีท่าที่ตกใจพระทัยอยู่ไม่น้อย “ทะ…ท่าน…มีเหตุอันใดอย่างนั้นรึเพคะ เหตุใดถึงได้รีบวิ่งเข้ามาในพระตำหนักของกระหม่อมเช่นนี้!!?” “พี่สาววว!! ผมขอหลบหน่อยนะครับบ!! พอดีคนข้างนอกกำลังไล่จับผมอยู่อ่ะครับบ!!!” “ไล่จับอย่างนั้นรึเพคะ?” บดินทร์พยักหน้าอย่างเร็วไว แต่พระสนมเองก็ยังคงงงในสิ่งที่บดินทร์กำลังกระทำ “หม่อมฉันคิดว่า ท่านองครักษ์บดินทร์อาจจะทรงเล่นซ่อนหากับเหล่าทหารอยู่เป็นแน่เพคะ” นางกำนัลคนสนิทเดินเข้ามากราบทูลกับพระสนมเอก “เป็นเช่นนั้นรึเพคะท่านองครักษ์?” พระสนมย้อนกลับไปถามบดินทร์ด้วยสีหน้าที่งงงวย “ใช่แล้วครับบพี่สาวว” “ถ้าเป็นดังที่ท่านตรัส ถวา…..เจ้าออกไปก่อนเถิด” “เพคะพระสนม” หลังจากที่นางกำนัลคนนั้นเดินออกจากประตูไปความเงียบสงัดก็กลับเข้าที่อีกครั้ง “งั้นข้ายินดีที่จะช่วยท่านเพคะ….ท่านศรีบดินทร์” หลังจากบดินทร์ได้ยินเสียงพระสนมเอก เขาก็ตาลุกวาวทันทีก่อนที่จะรีบยกมือคุกเข้าไหว้ขอบคุณอย่างประณีต “ท่าน…มิต้องมากพิธีถึงเพียงนี้หรอกเพคะ” “ขอบคุณมากเลยนะพี่สาว ผมจะไม่ลืมบุญคุณครั้งนี้จริงๆ ครับ!!!” พระสนมจ้องมองไปที่บดินทร์อีกครั้งพร้อมกับขมวดคิ้วเล็กน้อย บนใบหน้ามันเต็มไปด้วยความสงสัยแต่พระสนมก็ยังคงยิ้มที่มุมปากปิดบังไว้ “พี่สาวอย่างนั้นรึเพคะ? ….อ้อ….ท่านกำลังเล่นซ่อนหาอยู่สินะเพคะ เช่นนั้นท่านจงไปซ่อนตัวเสียเถิด ประเดี๋ยวถ้าหากมีทหารคนใดเข้ามาถามกระหม่อมเกี่ยวกับท่าน กระหม่อมจะจัดการให้เองเพคะ…” “ขอบคุณมากนะครับพี่สาวใจดีจริงๆ แงงง” หลังจากนั้นบดินทร์ก็รีบวิ่งไปซ่อนที่หลังรูปภาพใบใหญ่ที่ตั้งตะหง่านอยู่ทางขวามือของพระตำหนักแล้วเขาก็นั่งยองๆ ที่หลังรูปภาพนั้นพร้อมกับ เงียบเสียงให้เบามากที่สุด “เจอบดินทร์รึไม่!?” “ยังไม่เจอเลยขอรับฝ่าบาท…” ฝ่าบาทเผยสีหน้าตึงเครียด มือของพระองค์นั้นชารวมถึงตัวแข็งทื่อไปหมด ไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้นกับทหารองครักษ์กันแน่ ทั้งๆ ที่เมื่อครู่ทุกอย่างก็ปกติดี แต่พอหลังจากที่บดินทร์ตื่นขึ้นมาก็มีทีท่าแปลกๆ ที่เห็นได้ชัดเจนเป็นอย่างมาก ‘ถ่าย…ละ…..คร….บดินทร์เจ้าพูดสิ่งใดกัน ตัวข้ามิเคยได้ยินในสิ่งที่เจ้าพูดเช่นนี้มาก่อน เจ้ายังเรียกข้าว่าท่านพี่ เหตุใดกันเจ้าถึงตรัสเช่นนั้น!? ’ ‘เจ้ากับข้าคือสหายกันตั้งแต่ยังเด็กแล้วเหตุใดเจ้าจึงตรัสคำนี้ออกมา? อีกทั้งเจ้ายังตั้งคำถามกับข้าอีกว่า ที่นี่คือที่ใดกัน? นอกจากนี้ก็บอกว่าข้าเป็นคนลักพาตัวเจ้ามา…..เรื่องอะไรกันแน่ สิ่งนี้ต้องมีเงื่อนงำเป็นแน่แท้!’ “เพิ่มกองกำลังค้นหาบดินทร์ให้เจอ! มิเช่นนั้นพวกเจ้าหัวขาดแน่!” สิ้นเสียงฝ่าบาทตรัสเสร็จทหารชั้นผู้น้อยนายนี้หน้าซีดขวัญผวาอย่างเห็นได้ชัด ทันทีที่รับคำบัญชาเสร็จเขาก็รีบออกไปสั่งการต่อเพื่อค้นหาองครักษ์ศรีบดินทร์ ตอนนี้ชีวิตทุกชีวิตอยู่ในกำมือของบดินทร์ ถ้าพวกเขาหาเจอก็จะรอด…แต่ถ้าพวกเขาหาไม่เจอ ก็อาจจะต้องโดนตัดหัวเรียงคน…. (ตำหนักพระสนมเอก) ‘นั่งจนปวดขาละเนี่ย โอยยย ใครก็ได้ช่วยที แม่จ๋ายายจ๋า…คิดถึงเหลือเกินแจ๊คอยากกลับบ้านมากเลย…’ แจ๊คในร่างขององครักษ์ศรีบดินทร์ครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ เขานั่งตึงเครียดซ่อนอยู่หลังรูปภาพและไม่อาจที่จะรับรู้ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตต่อจากนี้… ‘พอมานั่งคิดดูแล้วมือก็เรียวสวยดูดีใช้ได้นะเนี่ย… แต่…เอ๊ะ…เดี๋ยวนะ! ตอนนี้คือเรามาอยู่ในร่างของหมอนี่หรอเนี่ย! เห้ยลืมคิดเรื่องนี้ไปเลย เชี่ยละไง!!!!’ ตุ๊บ! โครมม! บดินทร์เผลอก้นจ้ำเบ้าไปหนึ่งแมตซ์ ก่อนที่แผนหลบซ่อนทหารที่วางไว้ทุกอย่างจะถูกพังทลายไป เสียงภาพวาดที่ตั้งไว้ตกลงพื้นกระแทกเสียงดังอยู่ไม่น้อย จนทำให้คนทั้งสามหันหน้ามาพร้อมกัน และจ้องมาตรงที่บดินทร์นั้นซ่อนอยู่ ‘เชี่ย!!! จบเห่ละไง!’ “ทหาร! จับตัวท่านองครักษ์ศรีบดินทร์ไว้! เร็วเข้า” “เดี๋ยวก่อนสิ! พวกพี่จะทำอะไรกันเนี่ย!!! เห้ยย! คือจะจริงจังกันอะไรขนาดนั้นกันล่ะครับ!! ผมยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลยนะพี่ครับ!!! พวกพี่ปล่อยผมก่อนน!! ผมต้องกลับบ้านนะครับบ!!!….” เหล่าทหารกรูกันเข้ามาช่วยกันจับตัวของบดินทร์พร้อมกับลากตัวของเขาออกไปแบบไม่ใยดี แต่บดินทร์เองก็พยายามดิ้นขัดขืนเหมือนกับเด็กน้อยแต่สุดท้าย พยายามมากเท่าไหร่เขาก็ไม่หลุดพ้นเงื้อมมือของทหาร “พระสนมเพคะ!! พระองค์มิได้เป็นอันใดใช่ไหมเพคะ!!” นางกำนัลถวา รีบวิ่งมาหาพระสนมด้วยความเป็นห่วง พระสนมนั่งจ้องตาเขม็งไปที่นายทหารชั้นผู้น้อยคนที่กำลังจะเดินออกจากตำหนัก “เจ้ากล้าดีเยี่ยงไร! ถึงกล้าบุกตำหนักของข้าเช่นนี้ เป็นเพียงแค่ทหารชั้นต่ำต้อย หาเทียบข้าได้ไม่ นี่นะรึระเบียบของวังหลวง….ฮึ….” ทหารชั้นผู้น้อยคนนั้นหันกลับมาพร้อมกับก้มหัวโค้งคำนับเล็กน้อย “โปรดประทานอภัยขอรับพระสนม…กระหม่อมเพียงทำตามคำสั่งของฝ่าบาทเท่านั้นขอรับ หากพระสนมนั้นขัดข้องใจและกล่าวหาตัวของกระหม่อมว่า กระหม่อมกล้าเข้ามาในพระตำหนักด้วยท่าทีที่บู่มบ่ามเช่นนี้ ทั้งหมดสิ้นล้วนแต่เป็นคำสั่งของฝ่าบาทขอรับ…” พระสนมนิ่งไปครู่ใหญ่ แต่นัยต์ตาแข็งกระด้างไปเสียหมด ก่อนที่พระองค์จะตรัสเสียงนิ่งๆ แต่เต็มไปด้วยความคับแค้นใจอย่างมาก… “เจ้าออกไปเถิด…” “กระหม่อมขอทูลลาพระสนมเอกขอรับ…” จากนั้นนายทหารก็เดินออกไปพร้อมสีหน้าเรียบๆ ‘อย่าคิดนะว่าข้ามิรู้….ฝ่าบาทเพคะ…หากพระองค์ทรงจักทำเช่นนี้กับหม่อมฉัน หม่อมฉันเกรงว่ามันมิควรนะเพคะ….’ ‘เอาไว้หม่อมฉันจะสั่งสอนเหล่าทหารชั้นต่ำให้ท่านได้เห็น หม่อมฉันจะเชือดไก่ให้ลิงดูเองเพคะ….คราหน้ามิว่าใครผู้ใดก็ตามมันจะได้มิกล้าหยามหมิ่นเกียรติของตัวข้าเช่นนี้!!’ พระสนมเอกสถบในใจเต็มไปด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น สั่นกลอนไปด้วยความโกรธราวกับไฟกำลังลุกโชนในใจ อีกทั้งพยายามครุ่นคิดอยู่ในหัวอย่างเอาจริงเอาจัง “ว่าแต่….เหตุใดกันท่านองครักษ์ถึงตรัสเรียกข้าเช่นนั้น เพราะทุกคราพระองค์จะทรงเรียกข้าว่า พระสนมเอกเมื่อครู่กับเรียกข้าว่าพี่สาว…ทั้งๆ ที่ข้านั้นยังพระเยาว์มากกว่าท่านองครักษ์เสียอีก…เจ้ารู้สึกว่าพระองค์แปลกไปรึไม่ถวา?” “นั่นสิเพคะพระสนม หม่อมฉันเกรงว่าท่านองครักษ์ศรีบดินทร์ อาจจะดื่มของมึนเมาจากงานเลี้ยงเฉลิมฉลองมากไปเพคะ เหตุเพราะว่าวันนี้พระองค์พึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นทหารองครักษ์ที่คอยรับใช้ฝ่าบาทนี่เพคะพระสนม…” “เช่นนั้นรึ….ข้าจะไปห้องสมุดหลวง…” “เพคะ พระสนม” พระสนมยิ้มเล็กน้อย พร้อมกับสายตาที่นิ่งๆ แต่ให้ความรู้สึกเจ้าล่ห์เป็นอย่างมาก….ก่อนที่พระองค์จะรีบเสด็จไปห้องสมุดหลวง…. ตำหนักฝ่าบาท “ฝ่าบาท…ทรงเย็นพระทัยก่อนเถิดนะขอรับ…ประเดี๋ยวเหล่าทหารก็คงเจอท่านองครักษ์ศรีบดินทร์ขอรับ” หลังสิ้นคำพูดของขันทีอินทร์ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผล ฝ่าบาทพระองค์ทรงเหมือนจะกริ้วกว่าเดิม “หวังว่าจะเจอเหมือนดังที่ท่านเอ่ยนะท่านขันที…” น้ำเสียงเรียบของฝ่าบาททำเอาขันทีอินทร์ถึงขั้นก้มหัวลงพร้อมสีหน้าเป็นกังวล “ข้าอยากรับทานเครื่องหวาน ท่านไปแจ้งหัวหน้าห้องเครื่องให้เตรียมเครื่องหวานให้ข้าเถิดท่านขันที หากท่านอยู่กับข้าที่นี้ ท่านคงใจมิเป็นสุขเพราะข้าเป็นแน่ ท่านจงไปช่วยพวกเขาเตรียมของเถิด…” “ฝ่าบาทขอรับบ! พระองค์ทรงโปรดอภัยให้กระหม่อมด้วยเถิดขอรับ.. ที่กระหม่อมทูลพูดไปเช่นนั้นเหตุเพราะกระหม่อมเป็นห่วงพระองค์นะขอรับ…” ขันทีอินทร์รีบก้มหัวลงพร้อมนั่งแนบกับพื้น หลังจากที่ได้ยินสิ่งที่ฝ่าบาทพูดจบ เขาเกรงว่าฝ่าบาทคงจะทรงพิโรธเป็นอย่างมากที่ตนพูดไปเช่นนั้น… “เช่นนั้น ข้าขออยู่ลำพังสักพัก ท่านออกไปก่อน…? ….” “ขะ…ขอรับฝ่าบาท…” ขันทีอินทร์รีบจ้ำอ้าวซ้ายขวาตรงไปที่ครัวหลวงอย่างรวดเร็ว ไม่นานทหารชั้นผู้น้อยที่ฝ่าบาททรงรับสั่งก็เดินเข้ามาในตำหนัก “ทูลฝ่าบาท กระหม่อมเจอตัวท่านทหารองครักษ์แล้วขอรับ ตอนนี้กระหม่อมได้นำตัวของท่านองครักษ์ไปไว้ที่เรือนแล้ว…..ว่าแต่พระองค์รับสั่งให้กระหม่อมจับท่านองครักษ์ด้วยเหตุอันใดกันขอรับ…” ฝ่าบาทนิ่ง ก่อนจะถอนหายใจเล็กน้อย “เหตุใดเจ้าถึงถามข้าเช่นนั้น… ตอนที่เจ้าไปจับนายของเจ้า เจ้ามิไตร่ตรองดูเลยรึว่านายของเจ้านั้นมีลักษณะนิสัยที่เปลี่ยนไปราวกับคนละคน…” “กระหม่อมขอพระราชทานอภัยฝ่าบาท พระองค์โปรดอภัยให้กระหม่อมด้วยเถิดขอรับ กระหม่อมคิดน้อยไปที่ได้ตรัสถามพระองค์ไปเช่นนั้น…โปรดลงโทษกระหม่อมด้วยขอรับ…” ฝ่าบาทเริ่มชักสีหน้ารู้สึกเบื่อหน่ายเล็กน้อยหลังจากที่คนตรงหน้านั้นก้มหัวลงไปแนบพื้นอีกครั้ง “วันนี้ข้าได้ยินพวกเจ้าร้องขอให้ข้านั้นยกโทษให้มิรู้กี่ครั้งกี่ครา…เจ้าไปเถิด จริงสิ เรื่องนี้ข้าขอให้เจ้าเก็บเป็นความลับ อย่าได้คิดให้เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้หลุดออกไปเด็ดขาด!…” “ขอรับฝ่าบาท…กระหม่อมจะทำตามที่พระองค์รับสั่ง กระหม่อมจะปิดเรื่องนี้ไว้ขอรับ…แต่กระหม่อมเกรงว่าพระสนมเอกวาสนาอาจจะมีส่วนรู้เห็นในเรื่องนี้ขอรับ” “เนื่องจากกระหม่อมเจอตัวท่านองครักษ์ที่ตำหนักของพระสนมเอกขอรับ ท่านบดินทร์น่าจะไปหลบซ่อนตัวที่นั่น อีกประเด็น…พระสนมเอกก็มิพอพระทัยเป็นอย่างมากขอรับที่กระหม่อมบุกเข้าไปในพระตำหนักของพระองค์เช่นนั้นขอรับ…” ฝ่าบาทครุ่นคิดในหัวอยู่พักใหญ่ก่อนที่จะพยักหน้าเบาๆ “เจ้าไปเถิด ข้าฝากดูแลบดินทร์ด้วย มีเรื่องอันใดเจ้ารีบมารายงานข้าโดยเร็วอย่าให้คลาดทุกช่วง… ส่วนเรื่องพระสนมเอกวันพรุ่งข้าจะจัดการเอง” “ขอรับฝ่าบาท กระหม่อมทูลลาขอรับ…” จากนั้นทหารชั้นผู้น้อยก็เดินออกจากพระตำหนักไป ตอนนี้บรรยากาศเงียบสงบฝ่าบาทนั่งครุ่นคิดอยู่ที่โต๊ะของพระองค์ด้วยสีหน้าที่เป็นกังวล สักพักภาพในหัวก็ปรากฏขึ้นมาอีกครั้งซึ่งเป็นภาพที่กำลังฉายเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นก่อนหน้าที่ สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันได้ทำให้พระองค์เกิดคำถามในใจอย่างล้นหลาม ในสิ่งที่ทหารองครักษ์ของพระองค์ได้พูดออกมา แต่ละคำ แต่ละท่วงท่าการแสดง ไม่ว่าจะเป็นสีหน้าหรือแม้แต่การกระทำ มันทำให้พระองค์หยุดคิดที่จะหาคำตอบไม่ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่… ‘รึว่าเจ้าอยากกลับบ้านเช่นนั้นรึบดินทร์…เจ้าถึงได้แสดงตนออกมาเช่นนั้น ตั้งแต่เจ้าเข้ามาในวังนี้ เจ้าก็แทบจะมิได้กลับบ้านเลยสักครั้ง….หรือว่าข้าควรจะให้เจ้าพักสักช่วง เผื่อเจ้าจะคิดถึงเสด็จแม่…’ พระองค์ทรงนั่งมองนาฬิกาตั้งโต๊ะที่มีลวดลายสวยงามเป็นอย่างมาก สิ่งนี้ทำมาจากไม้แกะสลักลายเมฆมังกร มีถังน้ำเล็กๆ ด้านข้างในตัวไม้ พร้อมกับมีแท่งลอยขึ้นตามระดับน้ำ มีระฆังเล็กๆ อยู่ด้านบนและยังมีภาชนะทอง 2 – 3 ใบวางเรียงกัน หยดน้ำใสจากเรือนเวลาทองสัมฤทธิ์ร่วงลงทีละหยด เสียงกระทบโลหะเบาบางดังขึ้นเมื่อยามใหม่เริ่มต้น ความเงียบในตำหนักหลวงยิ่งลึกกว่าเดิม ‘หวังว่าเจ้าจะไม่เป็นอันใดไปมากกว่านี้นะบดินทร์…’ sds แต่งโดย คุณพู่กันฟู วาด พู่กันฟูบทที่ 12 สายลมก่อนพายุเหตุการณ์หลังจากที่บดินทร์ปล่อยตัวโจรชุดดำไป (เวลา 21:00 ณ หุบเขาอัสดง)เสียงฝีเท้าของม้าดังกระทบสลับกับเสียงลมขึ้นเป็นจังหวะ แสงจันทร์สาดส่องลงมาจน่ำให้ปรากฏร่างชายผู้หนึ่งที่กำลังนั่งอยู่บนบังเหียนม้า“พวกเจ้าลองหาให้ทั่ว…ว่ามีผู้ใดที่ยังคงมีชีวิตรอดหรือไม่ หากพบเจอจงอย่าให้ได้รอดไปได้ จงปลิดชีพพวกมันเสีย”น้ำเสียงเรียบๆ ของชายผู้นั้นได้เอ่ยขึ้นก่อนที่โจรชุดดำที่เหลือราวประมาณ 6 -7 คนจะพากันทยอยออกตามหาผู้รอดชีวิตที่ยังเหลืออยู่ฟึบ…ฟึบ….แซด แซด แซด แควก แควกเสียงของสบไม้แห้งที่กระทบเสียดสีกันไปมาดังระงมทั่วบริเวณ ชายชุดดำผู้หนึ่งพุ่งออกมาจากโพรงหญ้าก่อนที่จะพบเห็นศพของเหล่าโจรที่ถูกฆ่าตายกองระเนระนาดเต็มไปหมด‘คงจะตายหมดแล้วสินะ…’ในขณะที่ชายผู้นั้นกำลังยืนครุ่นคิดในหัวมก็มีเสียงๆ หนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดโอ๊ย….ชายผู้นั้นรีบหันไปตามที่มาของเสียง ก่อนจะพบเห็นว่าเป็นร่างของชายผู้หนึ่งที่มีลักษณะสะบักสะบอมเป็นอย่างมาก เขาไม่รีรอรีบพุ่งเข้าไปดูแบบรวดเร็ว“นี่! เจ้ายังมีชีวิตอยู่อีกรึ!”ชายชุดดำรีบถือมีดสั้นขึ้นมายกไว้สูง ก่อนที่จะพยายามจะปลิดชีวิตของชา
“ข้ากลัวเหลือเกิน…. กลัวว่าเจ้านั้น…”พระองค์หยุดชะงักไม่พูดต่อ“กลัวว่ากระผมจะกลับไปที่อนาคตหรอขอรับ…”พระองค์นิ่งไปครู่นึงก่อนจะตรัสพระสุรเสียงเบาๆ“ใช่… แต่ข้าก็คงจะทำสิ่งใดไปมากกว่านี้ไม่ได้ เพราะเจ้าเองก็คงจะอยากกลับเช่นกัน…”บรรยากาศเงียบสงบอีกครั้ง‘ในใจก็อยากอยู่ต่อนะ….แต่อีกใจก็คิดถึงยายกับคนที่บ้านเหลือเกิน…’“กระผมเองก็อยากกลับเช่นกันขอรับ… แต่เมื่อได้มาอยู่แบบนี้มันช่างดีจริงๆ อยู่ในอ้อมกอดคนที่ใช่เช่นนี้ … กระผมสามารถที่จะอยู่ต่อได้แบบไม่เสียดายชีวิตเลยขอรับ…”น้ำเสียงบดินทร์ทำให้ฝ่าบาทถึงกับชะงัก…‘คนที่ใช่…. คำนี้ของเจ้าหมายความว่าอันใดกัน…’“คนที่ใช่… หมายถึง อันใดหรือ”“โถ่ว… พระองค์ก็… เอาเป็นว่าบอกแผนการที่พระองค์จะเล่าให้ฟังได้แล้วขอรับ กระผมเริ่มจะง่วงแล้วขอรับ”‘อากาศเย็นจังวะ…บรื๋ออ หนาวว’บดินทร์ตัวสั่นกอดตัวเองไว้แน่น ทันทีที่เขาพูดจบพลางเอามื้อขยี้ที่ตาทั้งสองข้างเล็กน้อย ก่อนที่จะดึงผ้าห่มเข้ามาปกร่างกาย“อากาศเย็นเช่นนั้นรึ?”ฝ่าบาทเห็นว่าบดินทร์ตัวสั่น พระองค์เลยพยายามที่จะลุกขึ้นไปปิดหน้าต่าง“ไม่ต้องขอรับ… พระองค์ยังบาดเจ็บอยู่ เดี๋ยวกระผมลุกขึ้นไปปิดเอง
บทที่ 11 ดินแดนอันแสนไกล 21:00 ห้องบรรทม บดินทร์หลังจากที่ทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้วก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างเร็วไว ก่อนที่จะรีบวิ่งขึ้นมาดูฝ่าบาทที่ห้องบรรทม ‘…ฝ่าบาทจะเป็นยังไงบ้างเนี่ย ไม่ได้ขึ้นมาดูอาการเลยมัวแต่ยุ่งกับเรื่องที่คอกม้า…’ บดินทร์ครุ่นคิดอยู่ในใจด้วยความเป็นห่วง หลังจากเปิดประตูเข้าไปในห้องบดินทร์ก็เห็นว่าฝ่าบาทกำลังนอนหลับสนิทอยู่ดังเดิม “…ยังไม่พื้นหรอ… หมอยานั่น! ต้องทำอะไรแน่ๆ เลย!” บดินทร์คิ้วขมวดเล็กน้อยนึกย้อนไปถึงช่วงที่หมอชราคนนั้นให้ยาแก่ฝ่าบาท ‘ลองไปดูอาการสักหน่อย… คงไม่เป็นอะไรมากหรอกมั้ง…’ จากนั้นเจ้าตัวก็ค่อยๆ ย่องเดินตรงไปที่ฝ่าบาทอย่างช้าๆ ก่อนที่จะเอื้อมมือของเขาไปแตะที่หน้าผากเบาๆ “…ตัวเย็นขึ้นแล้ว…” บดินทร์รู้สึกใจชื้นขึ้นมา เพราะเกรงว่าหากตัวของฝาบาทยังร้อนอยู่อาจจะเป็นอันตรายไปได้ ‘หมอยาชราคนนั้นไม่ได้โกหกสินะ…ถึงได้กล้าเอาหัวเป็นประกันขนาดนั้น…’ แสงไฟจากตะเกียงค่อยๆ สาดส่องเป็นระยะ ทำให้เผยใบหน้าของคนทั้งสอง บดินทร์จ้องมองไปที่พระพักตร์ของพระองค์ก่อนที่จะเผยรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก ‘…หล่อจริงๆ ไม่นึกไม่ฝันว่าจะเกิดเรื่องแบบนี
(ตำหนักพระสนมรอง) “พระสนมเพคะ นางกำนัลคนสนิทของพระพันปีต้องการเข้าเฝ้าเพคะ” เสียงเรียบๆ เอ่ยขึ้นผ่านบานประตูจนเล็ดลอดทะลุประตูเข้ามาถึงหูผู้ที่กำลังตั้งครรภ์และใกล้ที่จะคลอดในเร็วๆ นี้ “…เช่นนั้นหรือ… ให้นางเข้ามาเถิด” เสียงแหบแห้งที่สั่นคลอนในลำคอได้เอ่ยขึ้นเบาๆ ก่อนที่ประตูทั้งสองบานจะค่อยๆ เปิดขึ้นอย่างช้าๆ นางกำนัลผู้นั้นก็เดินเข้ามาอย่างสำรวม “…เจ้ามีเรื่องอันใด? ถึงได้มาพบข้าในเพลาค่ำมืดเช่นนี้?” พระสนมรองเอ่ยขึ้นถามด้วยสีหน้าที่ชวนสงสัย “หม่อมฉันนำจดหมายจากพระพันปีมาให้เพคะ….. อีกทั้งพระองค์ยังทรงฝากถามเรื่องการตั้งครรภ์เป็นเยี่ยงไรบ้างเพคะพระสนม” “เช่นนั้นหรอกหรือ…” นางกำนัลของพระสนมรองก็เดินไปหยิบจดหมายที่นางกำนัลของพระพันปีได้ยื่นมาให้ “…ขอบพระทัยพระองค์ยิ่งนัก ข้ามิเป็นอันใดมาก… ฝากเจ้าไปบอกกับพระองค์ว่า ข้าสบายดี อย่าให้พระองค์ทรงเป็นกังวลอันใดเกี่ยวกับข้าเลย…” “เพคะ… เช่นนั้น…หม่อมฉันขอตัวก่อนนะเพคะ…” พระสนมรองเผยรอยยิ้มที่ใบหน้าเบาๆ ก่อนที่นางกำนัลของพระพันปีจะค่อยๆ เดินกลับออกไปจากพระตำหนักอย่างสำรวม… “พระสนมเพคะ… จะให้หม่อมฉันเปิดจดหมายให้มั้ยเพคะ” “เจ้าเ
บทที่ 10 ลูกธนูลึกลับ“เสียงอะไรน่ะ!”บดินทร์เอ่ยขึ้นเสียงหนัก ก่อนที่จะหันไปมองตามแหล่งที่มาของเสียง“…ลูกธนูขอรับ! ท่านองครักษ์!”ขุนเรืองทันทีที่จับสังเกตได้ก็รีบพยายามมองหาต้นตออย่างรวดเร็ว“ผู้ใดกัน!…. อย่าบอกนะว่า! พวกมันมาช่วยชายผู้นี้ขอรับ!”น้ำเสียงหนักแน่นของขุนเรืองดังขึ้น พร้อมกับแววตาที่เป็นกังวล ขณะที่คนทั้งสามกำลังพยายามมองรอบๆ บริเวณอย่างใจเย็น ทันใดนั้นก็ได้มีร่างชายคนหนึ่งกระโดดลงมาจากคอกม้า‘คือจะเอาให้ตายกันไปข้างนึงเลยใช่มั้ยวะเนี่ย!!’ทันทีที่ชายผู้นั้นลงมาถึงพื้น ขุนเรืองรีบชักดาบออกมากำไว้แน่น“เจ้า!…. เป็นผู้ใด!”สายตาของคนทั้งสามจ้องมองไปที่ชายชุดดำผู้นั้นด้วยท่าทีที่ระแวงอยู่ตลอดเวลา“…ไม่เอาน่าขุนเรือง”ชายคนนั้นพูดขึ้นเสียงเรียบก่อนจะค่อยๆ เปิดเผยใบหน้าของตนเอง“พลทหารสิงห์! ปัดโถ่! เหตุใดเจ้าถึงได้มาในสภาพเช่นนี้!?”ขุนเรืองถึงกับโล่งอกที่คนตรงหน้านั้นคือเพื่อนสนิทของตน“ขุนเรือง…ว่าแต่คนนั้นใครหรือ?”บดินทร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็สะกิดเอ่ยขึ้นถามขุนเรืองเสียงเบา“สหายกระหม่อมเองขอรับท่าน พลทหารสิงห์ก็เคยพบปะท่านเมื่อสามสี่วันก่อนเองนะขอรับ”“อ้าวหรอ…. สงสัยข้
. . ณ โรงครัว 19:20 “ท่านผู้หญิงเพคะ…ท่านศรีบดนทร์กลับมาจากราชการแล้วเพคะ…” บ่าวใช้คนสนิทรีบวิ่งมาแจ้งท่านผู้หญิงที่กำลังนั่งเป็นกังวลเรื่องบางอย่าง “…วันนี้ข้าเหนื่อยเสียจริง… ไม่มีกะจิตกะใจที่จะทำอันใดเลยล่ะ” “โถ่ว… ท่านผู้หญิง…” ท่านผู้หญิงเผยสีหน้าตึงเครียดนั่งกลุ้มใจอยู่ไม่น้อย… “เฮ้อ… เจ้าไปจัดสำรับให้ท่านขุนบดนทร์เถอะ ประเดี๋ยวเรื่องทั้งหมดข้าจะแจ้งให้ท่านทราบเอง” “เพคะ…” จากนั้นบ่าวใช้คนสนิทก็เร่งรีบไปจัดเตรียมสำรับเย็นอย่างเร็วพลัน ในขณะเดียวกัน เหล่าบ่าวชายหลากหลายคนก็พากันเดินมาด้วยความเหน็ดเหนื่อย พร้อมกับขุนเรือง “เป็นเช่นไรเพคะ! ขุนเรือง เจอร่างของท่านองครักษ์กัณฑ์ทศมั้ยเพคะ!” ท่านผู้หญิงเอ่ยขึ้นถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “พวกเจ้าไปพักผ่อนตามอัธยาศัยเถิด… ศพท่านองครักษ์กัณฑ์ทศ ประเดี๋ยวข้าจะต้องสอบถามท่านศรีบดินทร์ก่อนว่าจะทำเช่นไร…” “ขอรับ!” เหล่าบ่าวชายขานรับพร้อมกันก่อนที่จะพากันแยกย้ายกันไป… ในขณะนั้นขุนเรืองเองรีบเดินเข้าไปหาท่านผู้หญิง “เจอแล้วขอรับ… แต่ว่า….. ท่านผู้หญิงอย่าดูเลยขอรับ… กระหม่อมเกรงว่ามันรุนแรงเกินกว่าที่ท่านผู้หญิงอาจจะรับไหวขอรับ” ขุ







