แชร์

บทที่ 1 ยามรุ่งสางมาเยือน 1

ผู้เขียน: พู่กันฟู
last update วันที่เผยแพร่: 2026-07-25 16:08:28

บทที่ 1 ยามรุ่งสางมาเยือน

‘นี่เรากลับมาถึงบ้านรึยัง….อยู่ที่ไหนกันนะ…. ทำไม…บรรยากาศมันดูแปลกตาจัง…’

“แจ๊ค ตื่นลูก! แจ๊ค!นี่แม่กับยายเองนะลูก! ตื่นได้แล้วลูก!!”

“แม่ครับ!…..แม่!….นั่น…ยาย! ยายย! ผมอยู่นี้ครับ!! แม่!!….”

ฮึก…ฮึก…. เสียงสะอึกเล็กน้อยค่อยๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัด บดินทร์ที่นอนขดเป็นเหมือนตัวด้วงอยู่ในผ้าห่ม ก็ค่อยๆ เริ่มขยับตัวขึ้น

“ฮืม….ที่ไหนเนี่ย? …”

บดินทร์ค่อยๆ พยุงตัวขึ้นพลางขยี้ตาไปด้วย ก่อนที่เขาจะสะดุ้งอีกครั้งหลังจากมองเห็นภาพตรงหน้า

‘เห้ย! ที่ไหนอีกละเนี่ย!!? เมื่อกี้เหมือนจะเป็นยุคโชซอนแน่ๆ แต่ตอนนี้กลับมาโผล่ที่บ้านใครละเนี่ย!! โอ๊ยยยยยยย! งงไปหมดแล้วสมงสมองเกิดอะไรขึ้นวะ??’

‘อีกอย่างเรายังไม่ได้กลับร่างเดิมอีกหรอเนี่ย…แล้วเจ้าของร่างนี้ล่ะหายไปไหนกันอย่าบอกนะว่า!!!! ไปอยู่ร่างเราแล้วอ่อ!! เอ๊ยย ไม่ได้นะเว้ยยไม่ได้!! ยังไม่ได้เป็นนักกีฬาระดับประเทศเลย โถ่วเอ๊ยยย!!!!’

เขาตกใจเป็นอย่างมาก ในขณะที่สายตามองไปรอบๆ ภายในห้องนั้นเต็มไปด้วยสิ่งของที่วางไว้อย่างเป็นระเบียบไม่ว่าจะเป็น ชุดเกราะ ชั้นวางดาบ หรือว่าแม้กระทั่งโต๊ะที่มีเอกสารกองอยู่บนนั้นพรุงพรังมากมายนับไม่ถ้วน

‘นี่ต้องเป็นห้องของใครสักคนแน่ๆ ….มีดาบแบบนี้ถ้าเคยดูในหนังมักจะเป็นห้องของทหารองครักษ์ชัวร์เลยล่ะ’

บดินทร์เดินออกจากที่นอนแล้วรีบตรงไปที่โต๊ะวางเอกสาร ก่อนที่ซักพักเขาจะเห็นสัญลักษณ์บางอย่างที่วางอยู่ข้างกระดาษใบใหญ่

“ถ้าจำไม่ผิดนี่คือตราสัญลักษณ์แน่ๆ ส่วนไอ้กระดาษอันเบอเริ่มนี่ก็น่าจะเป็นผังเมืองของอาณาจักรแห่งนี้สินะ…..อืม….ว่าแต่ทำไมถึงมาอยู่ร่างนี้ได้ล่ะ? …แปลกจริงๆ”

เขาเดินมองรอบๆ ห้องและคิดบางอย่างอยู่ในหัวในขณะเดียวกัน…ก็มีทหารแปลกหน้าพุ่งเข้ามาในห้องที่บดินทร์กำลังสำรวจอยู่

“เจ้าเป็นใคร! กล้าเข้ามาในพระตำหนักของท่านองครักษ์ได้เยี่ยงไร!”

สิ้นสุดเสียงของผู้มาเยือน บดินทร์ยืนนิ่งและเงียบเขาพยายามใช้ความมืดพลางใบหน้า แต่ทหารคนนั้นไม่ยอมถอยเขาชักดาบขึ้นมาและค่อยๆ เดินตรงมาที่บดินทร์

เสียงหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะดังขึ้นอย่างรวดเร็ว สัญชาตญาณบอกให้เอาตัวรอดแต่การกระทำกับไม่ตอบสนอง แต่ว่าความเอาตัวรอดนั้นบังคับให้ต้องทำ

‘มีดาบอยู่หนึ่งด้าม…ลักษณะการถือไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่สินะ…น่าจะไม่ใช่คนใช้อาวุธเป็นเท่าไหร่…ถ้าพุ่งมาแบบนี้คงต้องหลบแล้วตั้งท่ารอเท่านั้น…รึจะแบ๊กคิกใส่เขาดีนะ คิดสิๆ …’

(Back kick เป็นท่าเตะหมุนตัวแล้วเตะไปด้านหลัง ใช้แรงจากสะโพกและลำตัว เห็นบ่อยในกีฬาอย่าง เทควันโด และ คาราเต้)

ทหารคนนั้นไม่รีรอรีบกระโจนที่จะฟันบดินทร์แบบไม่ลังเล จังหวะนั้นบดินทร์เอี้ยวตัวหลบก่อนที่จะกระโจนพุ่งเข้าไป เขาหมุนตัวเต็มแรง สะโพกบิดส่งแรงเตะพุ่งไปข้างหน้าโดยการใช้ปลายเท้าสะบัดขึ้นแตะไปที่ปลายคางของทหารคนนั้นอย่างจัง…

ป๊าบ! โอ๊ยยยย!

เสียงปลายเท้ากระทบกับคางดังชัดจนทหารคนนั้นเกือบล้มทั้งยืน บดินทร์ไม่รีรอรีบจะกระโจนใส่ทหารผู้นั้นอีกครั้งแต่ทว่า

“…ประ…ประเดี๋ยวขอรับ!!! ท่านองครักษ์ ข้าน้อยผิดไปแล้วขอรับ โปรดอภัยให้ข้าน้อยด้วยเถิดขอรับ!! ท่านศรีบดินทร์!!”

เสียงร้องขออ้อนวอนดังขึ้นจนทำให้ทหารเฝ้ายามด้านนอกพากันวิ่งกรูเข้ามา

“มีเหตุอันใดกันขอรับ! ท่านองครักษ์!!”

“ไม่มีอะไร…”

บดินทร์ตอบกลับเสียงนิ่ง ก่อนที่ทหารจะพากันเดินกลับไปประจำที่ตนเองยืนเฝ้ายาม สถานการณ์กลับมาสู่ปกติ บดินทร์ที่เห็นทหารคนนั้นเอาแต่ร้องโอดอวยพร้อมกับเอามือกุมคางไว้แน่น ก็เริ่มรู้สึกสงสารขึ้นมา…

“เป็นอะไรมากมั้ยครับพี่ชาย!!…” เขารีบโน้มตัวลงไปช่วย ก่อนที่จะเห็นว่าตรงคางนั้นเริ่มมีรอยแดงปรากฏขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

‘กรณีแบบนี้เราต้องปฐมพยาบาลเบื้องต้นสินะ…แต่ว่าที่นี่ไม่มีน้ำเย็นรึว่าอะไรที่สามารถช่วยประคบได้เลย…ทำยังไงดีทีนี้!’

“พี่ครับ! ถ้าเกิดว่าจะหาของมาประคบต้องทำยังไงดีล่ะครับ…พอดีว่าผมไม่ใช่คนที่นี่อ่ะครับ!!”

“พระองค์…โปรดรีบแจ้งหมอทหาร…ให้ข้าน้อย…ทีขอรับ…โอยย…”

เสียงสั่นคลอนของทหารคนนี้ทำเอาบดินทร์ใจแผ่ว…เขาคิดหนักว่าสิ่งที่ทำลงไปนี้จะทำให้คนคนนี้ถึงตายรึเปล่า…

จากนั้นเขาก็รีบวิ่งออกไปบอกให้ทหารที่เฝ้ายามหน้าเรือนมาช่วยกันพาทหารคนนี้ไปให้หมอทหารรักษา

“หากพระองค์มีเรื่องอันใด พระองค์เรียกข้าน้อยได้ทุกเพลานะขอรับ… กระหม่อมทูลลาขอรับ”

“โอเครๆ! อาการพี่เค้าเป็นยังไง รีบมาบอกผมด้วยล่ะพี่!”

หลังจบบทสนทนาของบดินทร์ทำให้พลทหารคนนี้เกิดสีหน้างงงวยเป็นอย่างมาก

“โอ…อะไรรึขอรับ? พระองค์หมายความว่าเช่นไร…กระหม่อมมิอาจเข้าใจในสิ่งที่พระองค์ตรัสขอรับ…อีกอย่างคือ พระองค์นั้นมีอายุอานามที่มากกว่ากระหม่อมเหตุใดถึงตรัสเรียกกระหม่อมว่าพี่ล่ะขอรับ…”

พลทหารคนนี้เอ่ยถามขึ้นมาเกือบจะเป็นเรียงความหนึ่งหน้ากระดาษ บดินทร์เลยยิ้มตอบกลับแบบแห้งๆ

“เอาเป็นว่า ไปเถอะ…แล้วก็ถ้าอาการเขาดีขึ้นให้มาบอกละกัน..”

“เช่นนี้เองสินะขอรับ… กระหม่อมรับทราบขอรับ เช่นนั้น กระหม่อมทูลลาขอรับ…”

หลังจากพลทหารคนนั้นเดินออกไปจากเรือน บดินทร์รีบกลับไปนั่งตรงที่นอน สักพักเขาก็เริ่มฉุกคิดบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาได้…

‘ว่าแต่เราย้อนมาในยุคโชซอนจริงๆ หรอเนี่ย? ไม่น่าเชื่อเลย…ของตรงหน้าที่เห็นพวกนี้ก็เคยเห็นในซีรี่ส์มาหมดแล้ว ล่าสุดที่ดูก็หนังเกาหลีย้อนยุค’

เขาก้มลงมองชุดที่ตนเองใส่ เป็นเสื้อแขนยาว ผูกเชือกด้านหน้า

‘เสื้อผ้าพวกนี้เราก็เคยเห็นแล้ว แต่นี่ของจริงคือเรากำลังใส่อยู่ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะได้ใส่อะไรแบบนี้กับเค้าบ้าง…ในที่สุดก็ได้ใส่สินะ…ว่าแต่…ทำไมเราไม่ย้อนไปในช่วงอยุธยา หรือว่าพิษณุโลกเหมือนเรื่องบุพเพสันนิวาสอะไรแบบนั้นล่ะ?’

บดินทร์ยกมือขึ้นกุมขมับ ทุกอย่างมันดูเหมือนผิดและฝืนธรรมชาติไปหมด ราวกับว่าเขาถูกกลั่นแกล้งโดยโชคชะตา ลมเบาพัดผ่านใบหน้าเขาไปเล็กน้อยจนตัวสั่น มือสองข้างของเขาก็รีบโอบกอดตัวเองไว้อย่างรวดเร็ว

‘…แต่เรากลับย้อนมาในยุคโชซอนซะงั้น…อีกอย่างภาษาเราก็ไม่ได้พูดภาษาเกาหลีนะทำไมพวกเขาฟังเรารู้เรื่อง… แต่เวลาพวกเขาตอบกลับมา ก็พูดภาษาไทยนะ…เออแปลกดี มันมีเรื่องที่น่าสงสัยไปซะหมดทุกอย่าง แสดงว่าเราเป็นคนไทยที่ย้อนมาในยุคโชซอนของประเทศเกาหลีหรอเนี่ย!!’

บดินทร์รีบพุ่งไปที่นอนและห่มผ้าก่อนที่จะโผล่หัวออกมาจากส่วนผ้า ก่อนที่จะเอียงหัวซ้ายขวาไปมา

‘โหไม่น่าเชื่อเลยนะว่ามันจะเป็นแบบนี้! แล้วเจ้าของร่างคนนี้ล่ะเค้าไปอยู่ที่ไหนกันน้า…แล้วพรุ่งนี้เราจะต้องทำตัวยังไงล่ะ ประเด็นคือยังไม่รู้ชื่อของตัวเองเลย เอ๊ย!! เหมือนจะเคยได้ยินไอ้หน้าหล่อเสื้อแดงนั่นเรียกเราว่า ดินๆ อะไรสักอย่างนี่แหละ ฮึ่มมมม…ทำไมจำไม่ได้น้อ แจ๊คเอ้ยแจ๊ค คิดสิคิดเพราะพรุ่งนี้ต้องเอาตัวรอดนะเว้ยยย!!’

บดินทร์!

เสียงในหัวแว๊บขึ้นมาทำเอาเขาตาค้าง ในขณะเดียวกันภาพของชายเสื้อแดงก็ได้ปรากฏขึ้นในหัวของเขาเช่นกัน

‘อ๋อ!! ชื่อบดินทร์นี่เองสินะ! โอ๊ยเกือบโดนประหารแล้วมั้ยล่ะกู!!! ว่าแต่หน้าไอ้เสื้อแดงนี่มันลอยมาได้ยังไงโอ๊ย! กูเครียดเด้!!!’

เขานั่งบ่นพึมพำอยู่คนเดียวจนเหนื่อยที่จะหาเรื่องใส่หัว ไม่นานบดินทร์ก็ผล็อยหลับไปในที่สุด และยามค่ำก็ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาในไม่ช้า ท้องฟ้าก็เริ่มดับสนิทแต่ก็ยังมีดาวที่ส่องแสงอยู่เรืองๆ ให้เห็น

กรอบแกรบ กรอบแกรบ

ท่ามกลางความมืดได้ปรากฏร่างชายคนนึงที่อยู่ในชุดผ้าหลวมๆ กางเกงทรงกว้าง เสื้อคลุมยาวบางสีเข้มพร้อมทรงผมที่มัดหลวมๆ กำลังเดินมาพร้อมกับผู้ติดตาม เหล่าทหารเฝ้ายามที่เห็นก็รีบตื่นตัวก่อนที่จะรีบยืนทำความเคารพอยู่ในท่ากำปั้นทาบตรงอก

“ฝ่าบาททรงเสด็จ!”

“ไม่ต้องมากพิธี…”

ฝ่าบาทตรัสพร้อมสีหน้านิ่งและเคร่งขรึม

“ขอรับฝ่าบาท…”

“องครักษ์บดินทร์เป็นเช่นใดบ้าง?”

“ตอนนี้ท่านทหารองครักษ์ได้สติคืนมาแล้วขอรับ กระหม่อมเกรงว่าพระองค์อาจจะกำลังฟักฟื้นตัวอยู่ขอรับฝ่าบาท…”

ฝ่าบาทจ้องไปที่ประตูทางเข้าด้วยสายตานิ่งๆ พระองค์ทรงยืนอยู่ตรงนั้นนานพอสมควร จนทหารต้องเดินมาถามพระองค์เองว่าจะให้เปิดประตูให้พระองค์รึไม่…

“ประเดี๋ยว…ไม่ต้อง…หากเป็นดังที่เจ้าบอก เจ้าจงมอบจดหมายฉบับนี้ให้ท่านเสีย จากนั้นมีเหตุอันใดให้รีบรายงานข้าได้ทุกยาม…”

“ขอรับพระองค์… กระหม่อมจะปฏิบัติตามพระบัญชาโดยเคร่งคัดขอรับ!”

จากนั้นฝ่าบาทก็หันหลังกลับ พร้อมกับสีหน้าที่เรียบนิ่ง แต่ดูหมองหม่นเดินออกจากเขตเรือนขององครักษ์และเสด็จกลับพระตำหนักส่วนพระองค์

05:30 ณ ท้องพระโรงหลวง

เสียงกลองยามรุ่งอรุณดังก้องทั่วลานหิน ขุนนางต่างรีบพากันจัดเครื่องแบบให้เรียบร้อย เพราะรู้ดีว่านั่นคือสัญญาณแห่งราชกิจยามเช้า

ท้องพระโรงหลวงอันกว้างใหญ่ ขุนนางทุกคนพากันยืนจับกลุ่มคุยแลกเปลี่ยนคำพูดซึ่งกันและกันดังกึกก้องไม่นานฝ่าบาทก็ทรงเสด็จเข้ามาในท้องพระโรง

“ฝ่าบาทเสด็จ…”

เจ้าพนักงานตะโกนลั่นเสียงดังกึกก้องแต่ทรงพลัง เป็นการต้อนรับวันใหม่อย่างสมบูรณ์ สิ้นเสียงประกาศ ขุนนางทุกคนต่างพากันคุกเข่าลงพร้อมเพียงกัน

“ขอพระองค์ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นปี หมื่นปี พะยะค่ะ!”

“ทุกคนลุกขึ้น!”

จากนั้นทุกคนก็ลุกขึ้นอย่างพร้อมเพียงอีกครั้ง ก่อนที่ฝ่าบาทจะทรงเริ่มประชุม

“วันนี้ก่อนที่พวกท่านทุกคน จะกลับทูลข้า ข้ามีเหตุสุดวิสัยที่จำต้องบอกพวกท่านทุกคน…บัดนี้ท่านองครักษ์ศรีบดินทร์ที่พึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นทหารผู้คอยติดตามข้า จับไข้กะทันหัน…ดังนั้นข้าจึงอยากให้ท่านองครักษ์ศรีบดินทร์ พักราชการชั่วคราวสองสัปดาห์จึงค่อยกลับมารับราชการ มีผู้ใดเห็นต่างรึไม่?”

ทั้งห้องพระโรงเงียบกริบขุนนางต่างมองหน้ากันไปมา แต่ทว่าขุนนางฝ่ายซ้าย (ขุนนางพลเรือนระดับสูง) ท่านอัครมหาเสนาบดีก็ได้เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ

“กราบทูลฝ่าบาท เพื่อมิให้การอารักขาพระองค์นั้นขาดช่วง กระหม่อมใคร่ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เสนอชื่อทหารผู้หนึ่งซึ่งผ่านศึกชายแดนและคุ้นเคยราชสำนักดี เขาผู้นั้นคือบุตรชายของกระหม่อม กันฑ์ทศเองขอรับ หากทรงเห็นสมควร ขอโปรดเกล้าฯ ให้เข้าถวายงานชั่วคราวสองสัปดาห์พ่ะย่ะค่ะ”

สิ้นเสียงขุนนางฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา (ขุนนางทหาร) แม่ทัพใหญ่ก็รีบโต้ตอบทันที

“กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมเกรงว่าเรื่องการถวายงานชั่วคราว ควรเป็นหน้าที่ที่ฝ่ายกระหม่อมจะต้องรับผิดชอบนะพะยะค่ะ หากพระองค์ทรงเห็นสมควร เช่นนั้นขอให้ขุนนางฝ่ายขวาได้ตัดสินใจทำหน้าที่แทนเถิดพะยะค่ะ”

ฝ่าบาทนั่งนิ่งไปพักครู่ก่อนที่จะพยายามคิดในหัวว่าควรให้ฝ่ายไหนรับผิดชอบเรื่องนี้ดีทั้งๆ ที่เป็นเพียงเวลาสองสัปดาห์

‘ข้าต้องนึกถึงความปลอดภัยของตนเองด้วยเช่นกัน… ฝ่ายทหารข้ายังมิเคยไว้วางใจผู้ใดได้ส่วนฝ่ายซ้ายฝ่ายพลเรือน ข้าก็เห็นแก่ความเป็นญาติโกโหติกาของกันและกันเช่นนั้น….’

“ตระกูลของท่านอัครมหาเสนาบดียศ นั้นรับใช้ราชสำนักมาช้านาน ข้าจึงให้เกียรติในความภักดีนั้น ให้บุตรชายของท่านเข้าถวายงานชั่วคราว แต่จงอย่าทำให้ความไว้วางใจนี้สั่นคลอน”

ขุนนางยศ ก้มลงขอบพระทัยฝ่าบาทก่อนการประชุมจะดำเนินการต่อก็มีท่านเสนาบดีกล่าวขึ้นต่อ

“กราบทูลฝ่าบาท เหตุที่ท่านองครักษ์ศรีบดินทร์เกือบประสบเคราะห์ร้าย กระหม่อมใคร่ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ทรงไต่สวนโดยรอบคอบ เนื่องด้วยมีผู้พบเห็นความเคลื่อนไหวบางประการในตำหนักพระสนมเอก ซึ่งเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมอันมิใช่จารีตแห่งราชสำนัก เกรงว่าจะเป็นลางอัปมงคลต่อแผ่นดินพ่ะย่ะค่ะ”

สิ้นสุดเสียงเสนาบดีฤทธิ์ ก็มีอีกเสียงนั้นตามขึ้นมาติดๆ และเห็นด้วยกับสิ่งที่ท่านเสนาบดีพูดราวกับว่ามีการซักซ้อมกันมาเป็นอย่างดี แต่ฝ่าบาทนิ่งเงียบ…พระองค์ทรงหลับพระเนตรและค่อยๆ หายใจเข้าลึกๆ ก่อนที่จะเปล่งลมออกมาพรวดเดียว…

“คำกล่าวของท่าน… หนักหนาเกินกว่าจะเอ่ยลอย ๆ ในท้องพระโรง พระสนมเอกเป็นฝ่ายใน มิใช่เวทีให้พวกเจ้าช่วงชิงอำนาจ หากไร้หลักฐาน จงเก็บคำพูดนั้นไว้ก่อนที่ข้าจะถือว่าเป็นการหมิ่นพระเกียรติ ข้าจะไม่รับฟังเรื่องของท่านผู้นั้นเป็นอันขาด…”

สายพระเนตรของพระองค์นั่นแน่วแน่และเรียบนิ่งเฉือดเฉือนด้วยคำพูดเป็นอย่างมาก เส้นเลือดตรงคอพุ่งขึ้นเป็นรูปๆ แสดงถึงความพิโรธในใจได้ย่างชัดเจน

“วันนี้ข้าขอจบการประชุมเพียงเท่านี้…”

เสร็จพิธีสิ้นเสียงฝ่าบาท เสียงฝีเท้าของพระองค์ที่ค่อยๆ เริ่มหายไป ขุนนางทั้งหลายก็ยังคงหมอบนิ่งมิกล้าหายใจ จากนั้นพอขุนนางทุกคนทยอยออกมาจากท้องพระโรงหลวง ก็พากันจับกลุ่มพูดคุยเป็นหย่อมๆ …

กลุ่มฝ่ายซ้าย (อัครมหาเสนาบดี, เสนาบดี และ ขุนนางลำดับรอง) กำลังพูดคุยเรื่องอะไรบางอย่างที่ดูรีบร้อนและลุกลี้ลุกลนเป็นอย่างมาก

“ท่านเสนาบดีใหญ่ขอรับ เรื่องพระสนมเอกที่ฝ่าบาทตรัสในท้องพระโรงท่านมีความเห็นเช่นไรบ้างขอรับ?” เสนาบดีฤทธิ์เอ่ยขึ้นถามท่านอัครมหาเสนาบดียศด้วยน้ำเสียงที่เร่งรีบเป็นกังวล

“ข้าเกรงว่าพระองค์ทรงปกป้องพระสนมเอกอาจจะเพราะเหตุที่ว่าพระสนมเอกนั้นไร้บิดามารดาแม้กระทั่งญาติพี่น้องก็ไม่มีเหลือแม้แต่คนเดียว พระองค์น่าจะทรงสงสารนางเสียมากกว่าที่จะปกป้อง…”

“แต่สายพระเนตรของฝ่าบาทนั้นเอาจริงเอาจังดุดันดังไฟมากเลยนะขอรับท่าน”

ขุนนางประเสริฐเอ่ยขึ้นพร้อมสีหน้าจริงจัง

“จะเอาจริงรึไม่ นั่นมันเป็นเพียงความเห็นของท่าน ท่านประเสริฐ….หากพระพันปีทราบเรื่องที่เกิดในท้องพระโรงเมื่อครู่ ข้าคิดว่า….มันคงสนุกเป็นแน่…ฮ่า ฮ่า …”

อัครมหาเสนาบดียศพูดเสร็จพลางขำในลำคอเล็กน้อยก่อนที่จะยิ้มพร้อมกับเอามือลูบเคราสองถึงสามครั้ง แสดงถึงอารมณ์ที่มีความสุข ทั้งเสนาบดีฤทธิ์และขุนนางประเสริฐหลังจากที่ได้ยินท่านอัครมหาเสนาบดีพูดจบ ก็พยักหน้าก่อนที่จะยิ้มตรงมุมปากราวกับว่ารู้ทันเช่นกัน

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ผมเป็นคนไทยแต่หัวใจโชซอน NC อัลฟ่าxอัลฟ่า   บทที่ 16 พวงห้อยในกล่องไม้แกะสลัก 1

    บทที่ 16 พวงห้องในกล่องไม้แกะสลักเรือนท่านอัครมหาเสนาบดียศ“ท่านอัครมหาเสนาบดีขอรับ… มีจดหมายส่งมาจากท่านองครักษ์กัณฑ์ทศขอรับ”บ่าวชายรับใช้คนสนิทของท่านยศได้หยิบซองจดหมายนั้นขึ้นมาก่อนที่จะนำไปวางไปตรงโต๊ะที่ท่านยศนั้นกำลังนั่งอยู่“ผู้ใดกันที่นำมาส่ง.…”“พลทหารอัคคีขอรับ”“…”“เจ้าจงเปิดอ่านซะ…”น้ำเสียงเรียบนิ่งเอ่ยขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัด บ่าวชายผู้นั้นไม่รีรอรีบเปิดจดหมายฉบับนั้นขึ้นบรรจงอ่านอย่างเร็วไวเนื้อความในจดหมาย“ท่านพ่อขอรับ ท่านทรงอย่าได้เป็นกังวลไป ถึงข้าจะทำในสิ่งที่ท่านคาดหวังไว้ไม่ได้ ทว่าข้าก็ได้สร้างบาดแผลให้กับชายผู้นั้นไว้ไม่น้อยขอรับ… อีกทั้งคนพวกนั้นคงเชื่อในการตายของข้าในครั้งนี้ พวกมันต้องเชื่ออย่างสนิทใจแน่ขอรับว่ากระหม่อมนั้น ยอมพลีชีพปกป้องฝ่าบาท… ท่านพ่อรีบกราบทูลเรื่องนี้ให้ราชสำนักทราบอย่างรวดเร็วเถิด…. จะได้เป็นการดีที่ราชสักนักนั้นต้องสั่นคลอนแผนการของเราจะได้ง่ายดายยิ่งขึ้นขอรับ”“…ไอ้ลูกไม่รักดี… ทำสิ่งใดไม่ปรึกษาข้าแต่อย่างใด…. มีแต่คิดไปเองผู้เดียว หาได้ปรึกษาสิ่งใดกับข้า… แค่ตัดศีรษะของคนผู้นั้นมา ยังทำไม่ได้ เหตุใดข้าจึงต้องเชื่อใจในเ

  • ผมเป็นคนไทยแต่หัวใจโชซอน NC อัลฟ่าxอัลฟ่า   บทที่ 15 ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย 3

    จากนั้นวดีก็ค่อยๆ เปิดฝากล่องไม้แกะสลักที่อยู่ในมือออกอย่างช้าๆ “พระองค์ทรงมีรับสั่งให้หม่อมฉันมาสอบถามท่านแม่หมอเกี่ยวกับสิ่งของชิ้นนี้เพคะ…” แม่หมอนั้นค่อยๆ ก้มหน้าเอื้อมลงไปมอง ก่อนที่จะบรรจงเพ่งสายตาจ้องมองอย่างไม่ลดละ ซึ่งภายในกล่องนั้นมีพวงห้อยชิ้นหนึ่งวางอยู่อย่างสงบนิ่ง ทันทีที่สายตาของแม่หมอนั้นได้สัมผัสกับสิ่งนั้น….ใบหน้าของนางก็กลับซีดลงในทันทีอย่างเห็นได้ชัด มือทั้งสองข้างที่ประสานกันอยู่เบื้องหน้าก็ค่อยๆ เริ่มคลายออกอย่างช้าๆ “…เจ้าไปเอาของสิ่งนี้มาจากที่ใดกัน?” ก่อนที่นางจะเอ่ยขึ้นถามวดีพร้อมกับสีหน้าที่ดูเอาจริงเอาจังเป็นอย่างมาก ทันทีที่วดีได้ยินคำถามก็ทำเอาตัวของวดีชะงักไปเล็กน้อย “พระสนมเป็นผู้ประทานให้พระมเหสีเพคะ… พระมเหสีเลยรับสั่งให้หม่อมฉันนำของสิ่งนี้มาสอบถามแม่หมอเพคะ… ว่าพอจะรู้หรือไม่ว่าของชิ้นนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรเพคะ” แม่หมอทันทีที่ได้รับฟังก็ได้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองวดีด้วยแววตาที่จริงจังขึ้นกว่าเดิม “แล้วพระมเหสีทรงทราบหรือไม่… ว่าของสิ่งนี้คืออะไร” วดีส่ายหน้า เพราะตนเองก็ไม่รู้สิ่งใด “พระองค์จึงรับสั่งให้หม่อมฉันมาถามท่านอย่าง

  • ผมเป็นคนไทยแต่หัวใจโชซอน NC อัลฟ่าxอัลฟ่า   บทที่ 15 ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย 2

    ซึ่งในขณะเดียวกัน ณ โรงครัว ท่านผู้อาวุโสก็ได้เดินมาตามหาท่านผู้หญิงก่อนที่ผู้อาวุโสจะเห็นว่าลูกสาวของตนกำลังนั่งกลุ้มใจกับเรื่องอะไรบางอย่าง “ท่านแม่! กลับมาแล้วรึเพคะ!” ท่านผู้หญิงรีบโผลเข้ากอดแม่ของตนอย่างไม่รีรอ ก่อนที่เรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็ได้คลายออกมาอย่างช้าๆ จากคำพูดของท่านผู้หญิง ซึ่งหลังจากที่ทราบเรื่องทุกอย่างบรรยากาศในเรือนก็กลับมาอึมครึมอีกครั้ง และตอนนี้ผู้คนในเรือนก็ต่างพากันเป็นกังวลเกี่ยวกับการเสียชีวิตขององครักษ์กัณฑ์ทศ เพราะกัณฑ์ทศนั้นเสียชีวิตอยู่ในเหตุการลอบสังหารซึ่งมีฝ่าบาทเสด็จไปด้วยในเหตุการณ์ครั้งนั้น อีกทั้งรวทไปถึงการตายของกัณฑ์ทศนั้นจะเป็นตราบาปให้กับศรีบดินทร์เพราะเป็นต้นเหตุที่ให้กัณฑ์ทศได้มารับราชการแทนและต้องมาตายแทนด้วย ทันทีที่ผู้อาวุโสรู้ว่าท่านผู้หญิงได้มีการขอร้องให้ทั้งขุนเรืองและฝ่าบาท ให้ช่วยปลดองครักษ์ออกจากราชการทีเพราะท่านผู้หญิงเกรงว่า บุตรชายของตนจะเป็นอันตราย ผู้อาวุโสก็รู้สึกว่ามันไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง ก่อนที่จะเอ่ยคำพูดเรียบๆ ออกไปให้ท่านผู้หญิงและบ่าวรับใช้บริเวณนั้นได้แจ้งใจ “ที่ข้ามองว่าเรื่องนี้นั้นมันไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง…เจ

  • ผมเป็นคนไทยแต่หัวใจโชซอน NC อัลฟ่าxอัลฟ่า   บทที่ 15 ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย 1

    บทที่ 15 ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย หลังจากที่กาลได้ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าจนเสร็จเรียบร้อย ขุนเรืองก็รีบพาตัวของเขาไปดูศพของชายผู้นั้นทันที ที่ซึ่งตอนนี้ข่าวได้แพร่ออกไปอย่างหนาหูแล้วว่า ศพไร้หัวผู้นี้คือ กัณฑ์ทศ “เจ้าแน่ใจอย่างนั้นรึว่าเจ้าสามารถจำได้ว่าศพชายคนนั้นคือผู้ใด?” ขุนเรืองผู้ที่เดินอยู่ด้านหน้าเอ่ยขึ้นถามกาลที่เดินตามหลังมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “ขอรับท่านขุน กระหม่อมย่อมจำได้ดีขอรับ เพราะพรรคพวกทุกคนในเหตุการณ์ลอบสังหารในวันนั้นล้วนแต่เป็นสหายที่รู้จักขอรับ” ขุนเรืองเงียบไปสักครู่.…. “เช่นนั้นรึ… เอาเถิดถึงแม้นตัวข้าจะยังไม่อยากไว้ใจเจ้ามากสักเท่าไหร่ แต่ในเมื่อท่านศรีบอกมาเช่นนี้คงมีแต่ต้องทำตาม…” ในขณะที่ขุนเรืองพูดจบก็ได้หยุดเดินไปชั่วขณะ “มี…มีอันใดรึขอรับ?” กาลที่อยู่ในจังหวะตั้งตัวไม่ทันก็ได้พยายามก้มๆ มองๆ ตรงไปที่ขุนเรือง ก่อนที่สักพักขุนเรืองก็ได้หันหน้ามาพร้อมกับใบหน้าที่นิ่งๆ แววตาเบิกโพลง จนทำให้กาลนั้นรู้สึกเกรงกลัว “ขุนเรือง…” “เจ้าอย่าคิดแม้แต่จะลอบทำร้ายท่านองครักษ์! ข้าไม่รู้ว่าเจ้ามาดีรึมาร้าย หากเจ้าทำสิ่งใดที่ไม่เหมาะไม่ควรกับท่านองครักษ์ ข้าจะบั่นคอขอ

  • ผมเป็นคนไทยแต่หัวใจโชซอน NC อัลฟ่าxอัลฟ่า   บทที่ 14 ความลับของดาบสีดำทมิฬ 3

    ทันทีที่บดินทร์ได้รับฟังมาคร่าวๆ ก็เลยจับใจความได้ว่า ในวันนั้นผู้อาวุโสได้รับจดหมายมาจากลูกสาวคนโตซึ่งในเนื้อหาจดหมายนั้นเขียนมาคร่าวๆ ประมาณว่า ตอนนี้หลานชายป่วยหนักมาก เขาอยากเจอคุณยายอยากให้คุณยายมานอนด้วย ยายก็เลยบอกแค่กับคุแม่ว่าจะไปธุระที่บ้านของลูกสาวคนโต อาจจะมีค้างคืนสักสองสามคืน ทั้งนี้ทั้งนั้น แม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะคงคิดว่าท่านน่าจะคิดถึงหลาน จากนั้นขุนบดนทร์ก็ได้สั่งให้บ่าวรับใช้พาผู้อาวุโสไปที่บ้านลูกสาวคนโต ที่ผู้อาวุโสไม่ได้บอกกล่าวบดินทร์เพราะวันนั้นตนลืมไปสนิทว่าหลานชายพึ่งกลับมาจากวังหลวง ก็เลยไม่ได้บอก และผู้อาวุโสก็คิดว่าแม่คงจะบอกบดินทร์ด้วยตนเอง แต่แม่ก็ไม่ได้บอกสิ่งใด ก่อนที่เมื่อสองวันที่แล้ว ท่านได้รับข่าวจากชาวบ้านและพวกคนใช้พูดคุยกันหนาหู ว่ามีการลอบสังหารเกิดขึ้นที่หุบเขาอัสดง และมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ พร้อมกับสูญเสียทหารองครักษ์ไปอีกหนึ่งคน ณ เพลานั้นใจของยายเกือบดับสิ้นทันทีที่ได้รู้ แต่ทว่าหูของท่านนั้นยังรับฟังได้อย่างแม่นยำ ว่าองครักษ์ผู้ที่สูญเสียนั้นคือ องครักษณ์กัณฑ์ทศ บุตรชายของท่านอัครมหาเสนาบดียศผู้ที่เป็นถึงสหายเก่าของเจ้า

  • ผมเป็นคนไทยแต่หัวใจโชซอน NC อัลฟ่าxอัลฟ่า   บทที่ 14 ความลับของดาบสีดำทมิฬ 2

    ในขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งของโรงครัวที่ห้องบรรทมของฝ่าบาท “พระพันปีหลวงทรงเป็นเช่นไรบ้างพะยะค่ะ..” หมอชราเอ่ยขึ้นถามพรางก้มหัวลงต่ำเล็กน้อย ฝ่าบาทหันไปมองที่หน้าต่างก่อนที่จะเผยสีหน้าเรียบๆ “ข้าคิดว่าพระนางทรงสุขกายสบายดี…” พระสุรเสียงเรียบๆ ของพระองค์เอ่ยขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบ “พระองค์ทรงเสด็จออกมานานโขเช่นนี้รวมถึงพระวรกายนั้นยังไม่หายดี เหตุใดพระองค์ถึงทรงไม่ประรีบแจ้งข่าวให้กับกับวังหลวงทราบล่ะพะยะค่ะ” “…” “ข้าไม่อยากให้ผู้ใดเป็นกังวลเกี่ยวกับตัวข้า” “แต่ทว่าหากพระองค์เสด็จกลับวังได้ การรักษามันย่อมจะดีกว่าการรักษาเพียงแค่ยาสมุนไพรจากกระหม่อมนะพะค่ะฝ่าบาท…” พระองค์ทรงรับฟังอย่างตั้งใจก่อนที่จะส่งยิ้มให้เล็กน้อย “เอาเถิด… ท่านหมอยาอย่าได้เป็นกังวลอันใด ที่ข้ายังไม่กลับไปมนเพลานี้ เพราะข้ายังสะสางเรื่องบางอย่างยังไม่จบขอรับ…” หมอชราเผยสีหน้าที่ชวนสงสัย “เรื่องอันใดหรือพะยะค่ะ?” ก่อนที่พระองค์จะค่อยๆ กระเถิบตัวเข้ามาใกล้ๆ กับหมอชรา “ท่านทรงจำบุตรชายของท่านอัครมหาเสนาบดียศได้หรือไม่…” “…บุตรชาย…เช่นนั้นรึขอรับ?” หมอชรารีบนึกคิดบางอย่างในหัวอย่างช้าๆ คิ้วของเขาเ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status