LOGINวันนี้ผมไม่มีเรียนคลาสเย็น เลยกลับมาถึงบ้านตอนที่ฟ้ายังสว่าง แน่นอนว่าหลังจากอาบน้ำกินข้าวเรียบร้อยแล้ว ผมก็ต้องไปสิงในเกมกับเพื่อนต่างคณะตามกิจวัตรเดิมของตัวเอง
ระหว่างเล่นเกมจนใกล้จะถึงจุดไคลแมกซ์ มือซ้ายกดคีย์บอร์ดรัว ๆ มือขวาลากเมาส์อย่างใจจดใจจ่ออยู่นั้น จู่ ๆ เซฟก็ถามขึ้นมา
“คิริน มึงคบกับไต้ฝุ่นเหรอวะ”
“ฮะ! เชี่ย!”
ประโยคคำถามไม่มีปี่มีขลุ่ยของเซฟ ทำเอาผมนิ้วเคลื่อนกดปุ่มพลาด ไม่ได้ยิงพลังออกมา สุดท้ายก็โดนฝั่งตรงข้ามฟาดพลังอัดเต็มหน้า จนตายในวินาทีสุดท้าย
“พูดอะไรของมึงเนี่ยเซฟ กูตายเลยเห็นไหม”
ผมโวยวายออกมา ใบหน้าที่ปรากฏบนจอออกอาการบูดบึ้งเล็กน้อย สองแขนยกขึ้นกอดอก
“ตอบกูมาก่อน” เซฟถามย้ำ
“ตอบอะไร” ผมทวนคำถามอีกครั้ง เมื่อกี้เพราะตั้งสมาธิมากก็เลยไม่ทันได้ฟังคำถาม รู้แค่ตกใจเสียงของมันที่ดังขึ้นมากะทันหันเท่านั้น
“มึงคบกับไต้ฝุ่นเหรอ” เซฟพูด
“เออ กูก็อยากรู้ บอกมาเลยนะเว้ย” เปาเสริมขึ้นมาอีกคน
“ยังไง ๆ” โอบลากเสียงยาว ฟังแล้วดูกวนตีนสุด ๆ
ส่วนผมนั้นอึ้งกิมกี่ไปแล้วเรียบร้อย ทำไมพวกมันถึงได้ถามคำถามนี้ล่ะ มันไปรู้อะไรมา!
“ไม่มี!” ผมพูดเสียงดัง ก่อนที่จะถามออกไปเสียงนิ่ง แต่ในใจหวิวจนก้นแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้แล้ว “มึงพูดบ้าอะไร”
“แน่ะ ยังจะมาแกล้งทำไขสืออีก” ดูท่าว่าเปาจะไม่เชื่อผม
“อะไร?” ผมเอียงคอมองใบหน้าเพื่อน ๆ ในจอ พร้อมกับคอมเมนต์ในช่องตัวเองที่ไหลขึ้นมารัว ๆ
[นั่นสิคะน้องคิริน ยังไงคะ ตอบเลย]
[คบกันเหรอ]
[อยากรู้ใจจะขาดแล้วเนี่ย]
[คิริน มีแฟนแล้วเหรอ]
[เห็นโพสต์ในเพจแฟนคลับไต้ฝุ่นหรือยัง]
คอมเมนต์ล่าสุดนี้ทำให้ผมต้องรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดหาไอ้เพจบ้านั่นทันที ปกติผมก็ไม่เคยสนใจพวกผู้ชายอยู่แล้ว เพราะงั้นเลยไม่ได้กดติดตามเขาเอาไว้ พอไม่ได้กดติดตามแน่นอนว่าต้องไม่รู้
สาเหตุที่พวกเพื่อนสามคนถามแบบนี้ จะต้องมาจากเพจนี้แน่เลย ว่าแต่พวกมันติดตามเพจแฟนคลับคนอื่นด้วยเหรอเนี่ย
ระหว่างที่พิมพ์ชื่อเพจ ด้วยความลนลานก็เลยพิมพ์ผิด ๆ ถูก ๆ ผมสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างหงุดหงิดใจ กว่าจะหาเพจนั่นเจอก็เล่นเอาเกือบปาโทรศัพท์ทิ้ง
“เชี่ย...”
พอเข้าเพจมา โพสต์แรกที่เด่นหราอยู่เลยก็คือรูปภาพของผมกับไต้ฝุ่น แม้รูปจะถูกถ่ายในมุมที่เห็นหน้าผมไม่ค่อยชัด แต่ถ้าคนรู้จักมาเห็นก็ต้องรู้ว่าเป็นใครแน่นอน!
ภาพแรกเป็นภาพตอนที่ต่อแถวซื้อสุกี้ และไต้ฝุ่นก็ขยี้หัวของผมพอดี ภาพสองเป็นภาพอีกฝ่ายยื่นขวดน้ำให้ตอนกินข้าว จากมุมของคนนอก มองจากดาวอังคารก็รู้ว่าไม่ใช่เพื่อนกัน
ตะ แต่มันไม่ใช่ไง...เอ๊ะ หรือใช่ ก็ไต้ฝุ่นไม่รู้นี่นาว่านี่เป็นแค่เรื่องโจ๊ก
อ๊าก ปวดกระบาล
ไม่คิดว่าเรื่องราวมันจะบานปลายไปขนาดนี้ แบบนี้ไม่ใช่ว่ารู้กันไปทั้งมหาวิทยาลัยแล้วเหรอวะ
แล้วถ้าผมบอกเลิกไต้ฝุ่นล่ะจะเป็นยังไง หรือถ้ามีคนรู้ว่านี่เป็นแค่เกมล่ะ ไหนจะแฟนคลับในสตรีมหลักพันที่เป็นพยานนั่นอีก ไม่ว่าทางไหนผมก็โดนฉีกอกแน่นอน
“ว่าไง คิริน” เซฟพูดขึ้นมา คงจะเห็นจากจอว่าผมหน้าซีดไปแล้วนั่นแหละ
“กูขอไปคิดแป๊บนะ” ผมโบกมือท่าปางห้ามญาติใส่กล้อง ดวงตาหลุกหลิกไปมาอย่างใช้ความคิด
“คิดไรวะ มึงแค่ตอบมาเนี่ย คบใช่ไหม” เปาก็ส่งเสียงเค้นมาอีกคน
โอเค ผมรู้ว่าเพื่อนเป็นห่วง เพราะท่าทางของผมมันดูซื่อบื้อ โดนเอาเปรียบง่ายอย่างที่พวกมันเคยว่านั่นแหละ และถึงแม้ต้นเหตุของเรื่องนี้จะมีพวกมันมาเอี่ยวด้วยก็เถอะ แต่ผมยังต้องขอใช้ความคิดอีกนิดหน่อย
“เดี๋ยวกูแชตหา”
ผมตัดบท เอ่ยขอโทษคนดูสตรีมแล้วกดปิดไลฟ์ทันที
ปลายนิ้วจ่ออยู่ที่ช่องคอมเมนต์ในเพจแฟนคลับที่ขึ้น 1.3k พลางสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ
คอมเมนต์เยอะฉิบหาย ผมบ่นในใจก่อนจะกดเข้าไป
[อบอุ่นเวอร์ ไม่เคยเห็นไต้ฝุ่นเป็นแบบนี้ ขนาดกับเพื่อนเขายังไม่ทำเลยนะ]
[แฟนแน่นอนจ้า ฉันตามไต้ฝุ่นมาตั้งแต่มัธยม ไม่เคยเห็นเขากินข้าวกับเพื่อนคนอื่น อ้อ ยกเว้นพวกประกวดเดือนคณะอื่นนะ]
[เฮ้อ รู้สึกอกหัก]
[ไต้ฝุ่นเป็นของทุกคนนะ มาทำงี้ได้ไง อีตุ๊ด]
ผมใจหายวาบเมื่อเห็นคอมเมนต์นี้เข้า เกิดมาจนอายุยี่สิบ นี่เป็นครั้งแรกที่โดนคนอื่นด่าแรงขนาดนี้ เลยอดที่จะใจสั่นไม่ได้ ริมฝีปากเม้มแน่น กลั้นใจกดเข้าไปในคอมเมนต์ย่อยอีกที
[แม่แกสิตุ๊ด อยู่ ๆ มาด่าคนอื่นแบบนี้]
[ที่บ้านไม่สอนเรื่องมารยาทเหรอ]
[ให้ไต้ฝุ่นไปคบกับผู้ชาย ยังดีกว่าคบกับชะนีสันดานแบบหล่อน]
พอเห็นว่าพอจะมีคนปกป้องผมบ้าง ในใจพลันชื้นขึ้นเล็กน้อย จากนั้นผมก็นั่งไล่อ่านคอมเมนต์ต่อ
ถัดมาเป็นภาพถ่ายจากด้านหลัง ไต้ฝุ่นเดินนำหน้า ผมเดินตามหลัง มันจะไม่อะไรเลยถ้าในมือเขาไม่หิ้วกระเป๋าผมไปด้วย
[โอ๊ย เลิกสงสัยค่ะ ตอนแรกพวกเราก็สงสัยว่าไต้ฝุ่นมาทำไมที่คลาสบัญชี แต่ แต่ เขามารับคนจ้า มีถือกระเป๋าให้ด้วยนะ แฟนกันชัวร์ป้าบ]
และใต้ความเห็นนั้นก็เต็มไปด้วยคอมเมนต์หวีดของสาว ๆ มีหลุดเมนต์หยาบคายมาบ้างเล็กน้อย เอาเป็นว่าอย่างน้อยตอนนี้ผมก็ยังโชคดีที่ไม่ได้ถูกแฟนคลับไต้ฝุ่นเกลียด จนกลายเป็นการล่าค่าหัวอะไรแบบนั้น
ตอนนี้เหลือก็แต่ตัวต้นเรื่องแล้ว ผมจะเอายังไงกับเขาดี...
คืนนั้นผมอ่านคอมเมนต์นับพันถึงกลางดึก ทั้งปวดนิ้ว ปวดตา ปวดหัวเพราะใช้สายตาเยอะ จนต้องหายามากินกันเลยทีเดียว สุดท้ายปาเข้าไปตีสองแล้วแต่ผมยังคงนอนไม่หลับ
“หลับสิ”
ผมข่มตาบังคับให้ตัวเองนอนหลับ แต่ยิ่งฝืนมันก็ยิ่งเครียด ตาสว่างไม่มีเค้าว่าจะหลับเลยแม้แต่นิดเดียว
พรุ่งนี้มีเรียนเช้าซะด้วย
ในเมื่อฝืนนอนก็ยิ่งปวดหัว ผมเลยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง ปกติผมจะตั้งโหมดนอนหลับเอาไว้ตั้งแต่สี่ทุ่ม ทำให้แจ้งเตือนที่เข้าหลังจากเวลานี้ไม่ดังขึ้นมา ทว่าพอเข้าแอปแชต ก็เห็นข้อความจากกลุ่มเพื่อนสนิทต่างคณะที่รัวกันมาเป็นสิบ ทั้งยังมีแชตส่วนตัวจากพวกเซฟและเพื่อนในคณะที่รู้จักผมอีกหลายคน
ผมมองแชตจากคนเป็นสิบตาแทบถลน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพวกเขาทักมาด้วยเรื่องอะไร แน่นอนว่าผมยังไม่คิดที่จะเข้าไปคุยกับใครทั้งนั้น สายตาเอาแต่จ้องมองไปยังช่องแชตหนึ่งที่ข้อความขึ้นเลขหนึ่ง บ่งบอกว่าฝ่ายนั้นส่งมาเพียงหนึ่งข้อความ
Olive_2 [ฝันดี]
ท่ามกลางแชตมากมาย ผมกดอ่านข้อความของไต้ฝุ่นอย่างไม่รู้ตัว นิ้วกดแป้นพิมพ์เชื่องช้ากว่าที่เคยเป็น
“ฝันดี”
พอส่งไปแล้ว มาคิดอีกทีผมกลับรู้สึกว่าตัวเองบ้ามาก คนเขาส่งมาตั้งแต่สี่ทุ่มแต่ผมดันตอบกลับตีสอง หมอนั่นคงจะมาเห็นอีกทีตอนเช้านั่นแหละ
เพิ่งจะด่าตัวเองได้ไม่ทันไร ในแชตกลับขึ้นอ่านเสียอย่างนั้น ข้อความใหม่พลันเด้งมา
[ยังไม่นอน?]
“นอนไม่หลับ” ผมพิมพ์ไปตามตรง แน่นอนสิ ตีสองแล้วยังมาพิมพ์แชตแบบนี้ นอกจากเล่นเกมก็มีแต่นอนไม่หลับนี่แหละ “แล้วทำไมนายยังไม่นอน”
[นอนไม่หลับเหมือนกัน]
คำตอบนี้เหนือความคาดหมายของผมมาก ในใจอยากจะถามว่านอนไม่หลับเรื่องอะไร ใช่เรื่องเดียวกันไหม แต่ผมไม่กล้าเปิดประเด็นก่อน
“...”
[เราคบกันแล้วใช่ไหม]
หลังจากทิ้งช่วงไปประมาณหนึ่งนาที จู่ ๆ ไต้ฝุ่นก็ส่งข้อความที่สองมา เป็นประโยคคำถามที่ยากจะตอบเหลือเกิน ผมเม้มปากแน่น เพราะไม่รู้จะตอบว่ายังไงดี
ถ้าพูดตามหลักแล้ว ผมขอเขาคบ เขาตอบตกลง นั่นเท่ากับว่าพวกเราคบกันอยู่ แต่ความเป็นจริงเรื่องทั้งหมดมันกลับไม่ง่ายดายแบบนั้น เรื่องการขอคบเป็นเพียงแค่การเล่นสนุกของผมกับเพื่อนเท่านั้น
ผม...
ไม่กล้าตอบ
ท่ามกลางบรรยากาศอบอ้าวยามเย็น ชายหนุ่มร่างสูง หน้าตาหล่อเหลากำลังนั่งตบมือเชียร์ตามจังหวะเพลงด้วยความเบื่อหน่าย เมินทุกสายตาของเหล่ารุ่นพี่และเพื่อนร่วมชั้นปี ราวกับพวกเขาเป็นเพียงอากาศธาตุ“ดังอีก! เสียงมีแค่นี้เหรอวะ!!!”รุ่นพี่ปีสองที่สถาปนาตัวเองเป็นพี่ว้ากตะโกนออกมาเสียงดัง ทั้งที่จะใช้โทรโข่งก็ได้แต่กลับไม่ทำ คงเพราะต้องการให้รุ่นน้องได้เห็นถึงความน่าเกรงขามของตัวเอง ทว่าในสายตาเขามันกลับดูเหมือนฝูงลิงที่กำลังร้องแรกแหกกระเชอมากกว่า“ไอ้ฝุ่น รุ่นพี่กำลังมองมึงนะ ตั้งใจหน่อย”ทัพ เพื่อนสนิทที่ตามมาเรียนด้วยกันเอนตัวมากระซิบเสียงเบา ส่วนใบหน้ายังคงยิ้มแย้มประหนึ่งว่าชอบไอ้กิจกรรมนี่นักหนา“เออ”ไต้ฝุ่นถอนหายใจ เปล่งเสียงดังขึ้นกว่าเดิมอีกเล็กน้อย ย้ำว่าเล็กน้อย เรื่องอะไรที่เขาต้องมาคอแตกกับกิจกรรมบ้านี่ด้วย ไม่นึกว่ายุคนี้ก็ยังต้องโดนบังคับมาทำกิจกรรมรับน้องอยู่อีกอยากรู้จริง ๆ ว่าที่ประเทศอื่นมีกิจกรรมแบบนี้กันไหม นี่ถ้าไม่ติดว่าต้องอยู่ช่วยงานพี่ฝน เขาก็ไม่คิดจะเร
ขึ้นชื่อว่าวันสงกรานต์ แน่นอนว่าต้องเล่นน้ำอยู่แล้ว!วันนี้ผมและเดอะแก๊ง รวมถึงไต้ฝุ่นกับทัพจึงนัดกันมาเล่นน้ำใจกลางกรุงเทพ ผู้คนจากทุกสารทิศพากันหลั่งไหลมารวมตัวกันที่นี่อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง แม้แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ตั้งใจบินมาเล่นน้ำที่ไทยก็มีเยอะมาก“ทำหน้าดี ๆ หน่อย” ผมยิ้มกว้าง พลางยกมือไปหยิกแก้มไต้ฝุ่นเบา ๆคุณชายที่ไม่ชอบความแออัดกลับทำหน้าบูดยิ่งกว่าเดิม “กลับกัน”“อะไรวะ เพิ่งมากันเองนะ” ทัพพูดขึ้นมา ก่อนหันไปเล่นกับพวกเซฟ เลิกสนใจพวกผมที่ยืนง้องอนกันอยู่ “พวกกูจะไปทางนู้นนะ”“เฮ้ย ไปด้วยดิ” ผมดึงมือไต้ฝุ่นที่ไม่ค่อยเต็มใจนักให้รีบตามไปแม้ร่างกายจะเคล็ดขัดยอกบ้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเล่นของผมหรอกนะส่วนสาเหตุที่เคล็ดขัดยอกน่ะเหรอ ก็เพราะไอ้คนด้านข้างนี่ไงล่ะ!พอผมบอกว่าจะไปเล่นน้ำกับเพื่อน นอกจากจะไม่ยอมให้ไปแล้ว ยังจับผมกินไปอีกหลายยกจนหนำใจตอนจะออกจากบ้าน พอเห็นว่าผมใส่แค่เสื้อกล้ามตัวบางกับกางเกงขาสามส่ว
วันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ผมและผองเพื่อนนัดกันไว้ว่าจะไปเที่ยวสวนสนุกด้วยกัน แน่นอนว่ารวมท่านชายไต้ฝุ่นด้วย รายนั้นต่อให้ไม่ชวนก็พาตัวเองตามมาประกบผมไม่ห่างอยู่แล้วทว่าเมื่อมาถึงทางเข้า ผมก็ได้รับข่าวร้ายโอบต้องไปติวหนังสือให้รุ่นน้องที่มาขอร้องกะทันหัน เปาต้องไปต่างจังหวัดกับที่บ้าน ส่วนทัพรายนี้ไม่ได้ตกลงมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ตอนนี้จึงเหลือแค่ผม ไต้ฝุ่น และเซฟ“ฉิบ” ผมสบถเสียงเบาเราสามคนยืนมองหน้ากันไปมาอย่างไม่รู้จะพูดอะไร ลำพังถ้าผมมาแค่กับไต้ฝุ่นสองคนหรือมากับเซฟแค่สองคนก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ตอนนี้ตรงหน้าผมราวกับมีเสือสองตัวอยู่ด้วยกันอย่างไรอย่างนั้นถึงทั้งสองคนจะไม่ได้ด่ากันให้ผมได้ยินนานแล้ว แต่ลึก ๆ ผมก็มองออกว่าพวกเขายังคงมีเขม่นกันอยู่บ้าง โดยเฉพาะไต้ฝุ่นที่ไม่รู้ทำไมถึงดูตั้งแง่กับเซฟนัก“เปลี่ยนไปกินข้าวแล้วแยกย้ายไหมล่ะ เหลือแค่นี้จะไปสนุกอะไร” เซฟกอดอก แม้ไม่ได้พูดออกมาแต่ดูก็รู้ว่าไม่อยากอยู่กันสามคนแบบนี้ส่วนไต้ฝุ่นรายนี้ไม่ต้องไปสนใจหรอก เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับผมล้วน ๆ ถ้าผมก
ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะเสียงโทรศัพท์ที่ดังไม่หยุด ร่างกายระบมตั้งแต่หัวยันนิ้วเท้ากันเลยทีเดียว ผมยกมือขยี้หัวอย่างหงุดหงิด ก่อนจะเอื้อมไปคว้าโทรศัพท์มาเวลาบนหน้าจอคือสิบเอ็ดโมง ส่วนคนที่โทรมาก็เป็นเซฟ“ฮัลโหล” ผมกรอกเสียงแหบ ๆ ลงไป[ทำไมเสียงเป็นงั้นวะ]ผมกระแอมคอเล็กน้อย “มึงมีอะไร”[จะมีอะไรล่ะ ก็จะโทรมาชวนไปกินข้าวเที่ยงเนี่ย อย่าบอกนะว่ามึงยังไม่ตื่น]“อือ” ผมตอบกลับตามตรง ก็ยังไม่ตื่นจริง ๆ นี่[นอนบ้าอะไรขนาดนั้นวะ แล้วไต้ฝุ่นล่ะ] เซฟทำน้ำเสียงเหลือเชื่อ“...” ผมเงียบไปเล็กน้อย ดวงตาเหลือบมองคนรักที่กำลังนอนกอดเอวตัวเองอยู่ “ไต้ฝุ่นก็นอน เมื่อคืนเมามาก”ใครจะไปบอกล่ะวะว่าเมื่อคืนตัวเองเข้าหอกับไต้ฝุ่นไปจนเกือบเช้า ถ้าพวกมันรู้เข้าละก็ มีหวังผมต้องโดนล้อแน่[แต่เมื่อคืนมันไม่ได้ดูเมาขนาดนั้นนี่หว่า คนที่เมาน่าจะมีแค่มึงนี่] เซฟยังคงพูดต่อแล้วมึงจะสงสัยอะไรนักหนาวะ บอกว่าเมาก็คือเมาสิ!“มันเมาไม่แสด
ผมกับไต้ฝุ่น รวมทั้งแก๊งเพื่อน จัดปาร์ตี้กันเหมือนคนตายอดตายอยาก กินกันไม่ยั้งชนิดที่อาหารทะเลไม่พอจนต้องไปซื้อเพิ่มกันเลยทีเดียว แถมไม่รู้ใครมันเอาเหล้าขึ้นมาอีกด้วยหนุ่มวัยรุ่นที่บรรลุนิติภาวะแล้วย่อมที่จะพุ่งใส่เหมือนเสือกระหาย กินกันเละเทะ จากที่เป็นคนอยู่ดี ๆ ก็เริ่มกลายร่างเป็นหมากันเลยทีเดียว“ม่ายอาว จา กิน อีก เอิ๊ก” ผมโวยวาย แข้งขาอ่อนแรง ตาเริ่มโฟกัสเบื้องหน้าไม่ได้ แต่ก็รู้ว่าคนที่ลากตัวเองอยู่คือคนรัก เพราะจำกลิ่นน้ำหอมของเขาได้“พอเถอะ นี่มันจะเที่ยงคืนแล้วนะ” ไต้ฝุ่นถอนหายใจ ผมเห็นราง ๆ ด้วยซ้ำว่าเขาหันไปเตะเซฟที่ยืนพิงทัพอยู่ “ใครใช้ให้เอาเหล้ามา”“กูใช้เอง” เซฟตอบเสียงยานคาง ดวงตาปรือปรอย ยังคงมีสติอยู่มากทีเดียว ไม่ได้มีทีท่าว่าจะโกรธที่โดนไต้ฝุ่นเตะ “พวกมึงก็กินกันอร่อยนี่”พูดไปแล้วก็จริงนั่นแหละ พวกผมกินกันสนุก แม้แต่ไต้ฝุ่นก็ยังกระดกไปหลายแก้วเลย เห็นแบบนั้นเขาจึงไม่ได้ต่อล้อต่อเถียง แต่ลากผมกลับเข้าห้องด้วยความรวดเร็วไต้ฝุ่นเพิ่งป
“เสร็จแล้วเหรอ” ผมถามพลางมองเขาที่แต่งตัวเต็มยศแล้วเรียบร้อยใบหน้าที่ปกติก็หล่อเหลาอยู่แล้ว ตอนนี้ถูกแต่งด้วยเครื่องสำอางอ่อน ๆ เส้นผมที่เคยปรกหน้าผากถูกเสยเก็บขึ้นไปอย่างเรียบร้อย ขับให้วงหน้าของเขาดูหล่อคมมากกว่าเดิม ไม่เหมือนคนอายุยี่สิบ แต่กลับเหมือนนักธุรกิจไฟแรงแทนร่างกายสูงโปร่ง มีความกำยำจากการออกกำลังกายเป็นประจำ พอมาอยู่ในชุดสูททางการสีขาวแล้วโคตรเข้ากันสุด ๆ ให้ตายสิ ผมชักจะหวงแล้วนะ“อืม” ไต้ฝุ่นยืนล้วงกระเป๋าพลางพยักหน้า“เอ่อ น้องคิรินก็ใกล้จะเสร็จแล้วจ้ะ ไต้ฝุ่นไปหาที่นั่งรอก่อนนะจ๊ะ” พี่คนหนึ่งพูดขึ้นด้วยอาการเหงื่อตก ท่าทางหวั่นเกรงเล็กน้อย เพราะเมื่อกี้พวกเขาเมาท์แฟนผมกันโขมงโฉงเฉงเลยนี่นา“รีบหน่อยนะครับ คิรินต้องกินข้าวก่อนถ่ายรูป” ไต้ฝุ่นพยักหน้า พูดจบก็เดินออกไปทันที“แหม ประเสริฐเหลือเกินพ่อคุณ” คล้อยหลังไต้ฝุ่นไป เหล่าช่างแต่งหน้าที่เมื่อกี้เกร็งจนแทบลืมหายใจก็พากันจีบปากจีบคอต่อ ทั้งยังหันมาคุยกับผมด้วย “ผัวพี่ไม่เห็นดูแลด

![อุบัติรักฟีโรโมน [Omagaverse]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

![สถานะลับ(รับ)สถานะรัก [เมะxเมะ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



