Masuk“อ้าว คิริน มายืนทำอะไรตรงนี้ล่ะ ทำไมไม่เข้าห้อง แล้วนี่ทำไมหน้าแดง เป็นไข้เหรอ”
เสียงของเพื่อนร่วมคลาสคนหนึ่งทักขึ้นมา ผมรีบยกมือปิดแก้มตัวเองอย่างร้อนตัว “แค่ร้อนเฉย ๆ ใช่ อากาศร้อนเนอะวันนี้”
“ก็ไม่นะ”
ก่อนที่เพื่อนร่วมคลาสจะได้ถามอะไรต่อ ผมก็รีบวิ่งฉิวเข้าห้อง ตัดจบบทสนทนาอย่างคนร้อนตัวทันที
ผมจำได้ว่าไต้ฝุ่นบอกให้รอหน้าห้องเรียนตัวเอง แต่ผมยังไม่ทันได้ ‘รอ’ อีกฝ่ายก็มา 'ยืน' เป็นเสาหลักอยู่หน้าห้องแล้วเรียบร้อย
ดูท่าอาจารย์คงจะเลิกคลาสเร็วสินะ ช่างน่าอิจฉาจริง แต่เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะ ผมไม่ได้อยากให้หมอนี่มาตอนที่เพื่อนร่วมคลาสอยู่กันเต็มแบบนี้นะ!
เสียงจ้อกแจ้กจอแจของสาว ๆ ในคลาสดังกระหึ่มอย่างกับผึ้งแตกรัง สายตาหลายคู่เหล่ออกไปด้านนอก จนลูกตาแทบจะทะลุออกมาอยู่แล้ว
“วันนี้พวกเธอคงเรียนเข้าหัวหมดแล้วเนอะ น่าจะไม่ต้องสอนอะไรแล้ว เนื้อหาวันนี้ออกสอบนะจ๊ะ”
อาจารย์ประจำคลาสกล่าวด้วยรอยยิ้มเย็น และนั่นก็ทำให้ทั้งห้องกลับมาสงบตั้งใจเรียนกันอีกครั้ง
นักศึกษาที่เรียนวิชานี้ต่างรู้นิสัยของอาจารย์ท่านนี้ดีว่า เป็นคนที่ดูใจดีแค่ภายนอกเท่านั้น ระดับความยากของข้อสอบจะขึ้นอยู่กับความพอใจล้วน ๆ
ส่วนผมน่ะเหรอ แน่นอนว่าเนื้อหาไม่เข้าหัวตั้งแต่เริ่มคลาสนั่นแหละ ในสมองมีแต่ภาพหมอนั่นเต็มไปหมด จนแทบจะเป็นบ้าอยู่แล้ว
ทั้งที่เป็นผู้ชายเหมือนกัน แต่ทำไมทุกการกระทำที่ไต้ฝุ่นแสดงออกมา ถึงดูไหลลื่นจนผมเผลอคล้อยตามก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจเลย
ดูท่าสอบกลางภาคผมน่าจะเอฟวิชานี้แล้วละ...
หลังจากไอ้คนหล่อมันยืนขาแข็งรอผมอยู่ราวสิบนาที ในที่สุดอาจารย์ก็ปล่อยพวกเราเป็นอิสระ ทันใดนั้น ห้องเรียนก็กลับมาครึกครื้นอีกครั้ง
“ไต้ฝุ่นมาทำอะไรน่ะ”
“หรือเขามาหาใคร”
“อยากรู้จังว่ามาหาใคร”
“แก! ยิ่งมองก็ยิ่งหล่อ ลูกรักพระเจ้าจริง ๆ”
“ถ้าได้คบนะ จะกราบเช้ากราบเย็นเลย”
“ฝันเหรอยะ”
ผมนั่งเก็บของลงกระเป๋าด้วยความลีลาสุด ๆ หูก็แอบฟังเพื่อนร่วมคลาสพูดถึงหนุ่มหล่อหน้าห้องด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ว่าแต่กราบเช้ากราบเย็นงั้นเหรอ?
บรื๋อ แค่คิดก็ขนลุกแล้ว นี่ไม่ใช่ยุคนางทาสสักหน่อย
มีคนที่ใจกล้าหน่อยเดินตรงเข้าไปทักทายไต้ฝุ่น ทว่าหมอนั่นราวกับรอผมลีลาไม่ไหว พอเห็นอาจารย์ประจำวิชาเดินออกไปแล้ว เลยเดินตรงเข้ามาหาผม เมินทุกสายตาและหญิงสาวที่ทักตัวเองไปเลย
จะว่าไปแล้ว...นิสัยแย่เหมือนกันนะเนี่ย อย่างน้อยหันไปตอบสักนิดก็ยังดี แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องของผมที่จะไปสอนเขาอีกนั่นแหละ
“เสร็จหรือยัง”
“อืม”
ผมตอบสั้น ๆ คว้ากระเป๋าขึ้นมาทำท่าจะเดินออกไปข้างนอก แต่ไอ้คุณไต้ฝุ่นมันสร้างเรื่องให้ผมอีกแล้ว ด้วยการแย่งกระเป๋าของผมไปถือเอง
ไอ้xx เอ๊ย
แค่เดินเข้ามาหาผม ผู้หญิงทั้งห้องก็แทบจะพุ่งเข้ามาจิกหัวอยู่แล้ว ตอนนี้มันยังมาทำแบบนี้อีก ต่อให้ใส่ตะกร้าล้างเจ็ดน้ำก็แก้ตัวไม่ขึ้น เพื่อนผู้ชายที่ไหนเขามาถือกระเป๋าให้กันฟระ
รับรองได้เลยว่าพรุ่งนี้ผมต้องโดนซักจนขาวยิ่งกว่ากระดาษแน่นอน
“ฉันถือเองได้”
ผมยื่นมือไปหมายจะคว้ากระเป๋าของตัวเองกลับคืน แต่ก็วืดเมื่อไต้ฝุ่นชักมือหลบ เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ เมินทุกสายตาและสาวเท้าลงจากอาคารเรียนไป แน่นอนว่าผมที่โดนยึดกระเป๋าย่อมต้องตามไปอยู่แล้ว
ไต้ฝุ่นเดินนำมาที่ลานจอดรถของคณะบริหาร รถสีดำคันหรูที่ผมเพิ่งเห็นและจำได้ไม่ลืมก็จอดอยู่ในบริเวณนี้ด้วย
มิน่า ถึงได้คุ้นรถคันนี้มาก ที่แท้ก็อยู่คณะเดียวกันนี่เอง อย่าให้รู้นะว่าใครเป็นเจ้าของรถ!
ถ้าเจอไอ้เวรนั่น--
ติ๊ด
เสียงปลดล็อกรถดังขึ้น ไต้ฝุ่นเดินตรงไปยังรถคู่แค้นของผมหน้าตาเฉย มือหนาดึงประตูฝั่งที่นั่งข้างคนขับ พลางหันมาทางนี้
“มาขึ้นรถสิ เดี๋ยวไปส่ง”
“...”
ชิบ
ไอ้เวรนั่นก็คือนายเองงั้นเหรอ ไต้ฝุ่น!
ผมเม้มปากเล็กน้อย ก้าวขาขึ้นรถอีกฝ่ายด้วยความเซ็ง ถึงเมื่อกี้จะคิดว่าอย่าให้รู้ว่าเป็นรถของใคร แต่ผมไม่คิดว่าเจ้าของรถจะดันมาเป็นแฟนที่ได้มาจากการเล่นแผลง ๆ คนนี้
“เป็นอะไร”
เขาจะรู้มั้ยนะว่าขับรถเหยียบน้ำใส่คนอื่น
“เมื่อวาน” ผมลากเสียง ก่อนจะพูดประโยคถัดมา “นายได้ขับรถผ่านป้ายรถเมล์หน้ามหา’ลัยไหม”
ไต้ฝุ่นสตาร์ตรถ ผินใบหน้าเรียบเฉยมาทางผม “จะไปแล้ว คาดเข็มขัดด้วย หรือว่าต้องคาดให้?”
“ไม่ต้อง!” ผมแหวเสียงดัง หันไปคาดเข็มขัดนิรภัย พลางถามอีกรอบ “ตอบมาก่อน”
“ว่า?”
“นายได้ขับรถผ่านป้ายรถเมล์มหา’ลัยไหม เมื่อวาน ตอนเย็น!”
ท้ายเสียงผมลงน้ำหนักมากกว่าปกติ บ่งบอกอารมณ์ที่คุกรุ่นเล็กน้อย นี่เขาไม่ตั้งใจฟังที่ผมถามเลยหรือไง
ไต้ฝุ่นเหลือบสายตามองผมแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองถนนต่อ “ผ่าน”
“แล้วได้ขับรถเหยียบน้ำใส่คนตรงป้ายรถเมล์ไหม” ผมตัดสินใจถามออกไปตรง ๆ
ไต้ฝุ่นเงียบไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบออกมาด้วยท่าทางนิ่ง ๆ ตามนิสัยปกติ “...ไม่รู้สิ”
มองไม่ออกเลยว่าเขาพูดจริงหรือหลอกกันแน่
“เหรอ”
ผมหันออกไปมองนอกหน้าต่างด้วยท่าทางเหม่อลอย ในเมื่ออีกฝ่ายบอกว่าไม่รู้ ผมก็ไม่มีเหตุผลให้ไปง้างปากเขาด้วยสิ
ช่างเถอะ แค่โดนน้ำสาด ไม่ได้มีส่วนไหนสึกหรอสักหน่อย
นั่งเหม่อมาประมาณครึ่งชั่วโมงได้ ผมที่เพิ่งสังเกตทิวทัศน์รอบตัวก็สะดุ้งโหยงร้องออกมาเสียงดัง
“ที่ไหนเนี่ย!” ผมรีบหันไปมองคนขับหน้าหล่อทันทีอย่างต้องการคำตอบ
“ทำหน้าอย่างกับคนโดนลักพาตัว” ไต้ฝุ่นขำในลำคอเล็กน้อย
“ไม่เล่น”
“ก็พอขึ้นรถมานายก็หันหน้าคอพับไปทางนั้น ฉันก็นึกว่าหลับเพราะเรียนเหนื่อยน่ะสิ ใครจะไปกล้าปลุกล่ะ”
“...”
ประโยคนี้ดูจริงใจสุด ๆ จนผมพูดต่อไม่ออก ได้แต่โทษตัวเองที่เอาแต่เหม่อแบบนี้ โชคดีแค่ไหนแล้วที่เหม่อตอนอยู่กับไต้ฝุ่นน่ะ ถ้าไปเหม่อบนรถประจำทาง กว่าจะรู้ตัวคงถึงอู่รถไปแล้วมั้ง
“ขอโทษที” ผมพูดเสียงเบา
“บ้านอยู่ที่ไหนล่ะ”
จากนั้นผมก็บอกทางไปบ้านให้อีกฝ่าย น่าเหลือเชื่อจริง ๆ คิดว่าไต้ฝุ่นสืบข้อมูลของผมมาหมดแล้วเสียอีก อย่างน้อยก็ยังเว้นบ้านไว้สินะ เพราะถ้าหากหมอนี่รู้กระทั่งว่าบ้านผมอยู่ไหนด้วยละก็ แบบนั้นผมต้องระแวงเขาสุด ๆ แน่
ภายในรถเงียบกริบ แอร์เย็นฉ่ำเป่าเข้าหน้า จนผมเผลอหลับเข้าไปจริง ๆ มารู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอนที่ไต้ฝุ่นเขย่าแขนเบา ๆ
“ถึงแล้วนะ”
“อืม” ผมขยี้ตาเบา ๆ หันใบหน้าออกไปมองด้านนอกเห็นเป็นสวนสาธารณะใกล้บ้านตัวเองก็ถอนหายใจออกมา
ใช่แล้ว ผมบอกพิกัดแค่สวนสาธารณะนั่นแหละ ไม่ใช่ว่ารักความเป็นส่วนตัวหรือว่าระแวงอะไรไต้ฝุ่นหรอก ผมแค่ไม่อยากให้คนที่บ้านรู้เท่านั้น จะว่าไปแล้วก็เหมือนเด็กน้อยวัยใสแอบผู้ปกครองมีแฟนเลยแฮะ
ว่าไปนั่น ก็แค่อยากเลี่ยงคำถามของคุณมารดาเท่านั้นแหละ
“จากนี่เดินไกลไหม”
ไต้ฝุ่นถามออกมาเสียงเรียบ ผมไม่แน่ใจว่าหมอนี่แค่อยากรู้หรือว่าเป็นห่วงกันแน่ ก็นะ นิสัยของเขาดูออกยากเหลือเกิน
“ไม่ไกลหรอก เดินเข้าซอยข้างหน้าก็ถึงแล้ว”
“อืม งั้นเจอกันพรุ่งนี้”
ยะ ยังต้องเจออีกสินะ ผมยิ้มแหยเล็กน้อย ก่อนจะพูดเสียงเบา “ขอบคุณนะ”
ไต้ฝุ่นพยักหน้า มองมาทางนี้นิ่ง ริมฝีปากอมยิ้มส่งมาน้อย ๆ มือยื่นมาตรงหน้า ผมชะงักก่อนจะเบี่ยงตัวหลบ ใบหน้าที่โดนแอร์เป่าจนเย็นเฉียบพลันร้อนผ่าวขึ้นมา มือจับกระเป๋าพุ่งตัวออกไป ปิดประตูดังปังแล้วหันหลังวิ่งออกมาทันที
ขณะวิ่งไป ในใจก็คิดว่าประตูจะพังไหม รถแพงซะด้วย...
แต่ให้ตายเหอะ! ทำไมเขาต้องมองแบบนั้นด้วยเนี่ย เรียนด้วยกันมาปีกว่า ปกติเห็นแต่หน้านิ่งเฉื่อยชาไม่สนใจใคร เจอแบบนี้เข้าผมก็ไปไม่เป็นเหมือนกันนะ
ท่ามกลางบรรยากาศอบอ้าวยามเย็น ชายหนุ่มร่างสูง หน้าตาหล่อเหลากำลังนั่งตบมือเชียร์ตามจังหวะเพลงด้วยความเบื่อหน่าย เมินทุกสายตาของเหล่ารุ่นพี่และเพื่อนร่วมชั้นปี ราวกับพวกเขาเป็นเพียงอากาศธาตุ“ดังอีก! เสียงมีแค่นี้เหรอวะ!!!”รุ่นพี่ปีสองที่สถาปนาตัวเองเป็นพี่ว้ากตะโกนออกมาเสียงดัง ทั้งที่จะใช้โทรโข่งก็ได้แต่กลับไม่ทำ คงเพราะต้องการให้รุ่นน้องได้เห็นถึงความน่าเกรงขามของตัวเอง ทว่าในสายตาเขามันกลับดูเหมือนฝูงลิงที่กำลังร้องแรกแหกกระเชอมากกว่า“ไอ้ฝุ่น รุ่นพี่กำลังมองมึงนะ ตั้งใจหน่อย”ทัพ เพื่อนสนิทที่ตามมาเรียนด้วยกันเอนตัวมากระซิบเสียงเบา ส่วนใบหน้ายังคงยิ้มแย้มประหนึ่งว่าชอบไอ้กิจกรรมนี่นักหนา“เออ”ไต้ฝุ่นถอนหายใจ เปล่งเสียงดังขึ้นกว่าเดิมอีกเล็กน้อย ย้ำว่าเล็กน้อย เรื่องอะไรที่เขาต้องมาคอแตกกับกิจกรรมบ้านี่ด้วย ไม่นึกว่ายุคนี้ก็ยังต้องโดนบังคับมาทำกิจกรรมรับน้องอยู่อีกอยากรู้จริง ๆ ว่าที่ประเทศอื่นมีกิจกรรมแบบนี้กันไหม นี่ถ้าไม่ติดว่าต้องอยู่ช่วยงานพี่ฝน เขาก็ไม่คิดจะเร
ขึ้นชื่อว่าวันสงกรานต์ แน่นอนว่าต้องเล่นน้ำอยู่แล้ว!วันนี้ผมและเดอะแก๊ง รวมถึงไต้ฝุ่นกับทัพจึงนัดกันมาเล่นน้ำใจกลางกรุงเทพ ผู้คนจากทุกสารทิศพากันหลั่งไหลมารวมตัวกันที่นี่อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง แม้แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ตั้งใจบินมาเล่นน้ำที่ไทยก็มีเยอะมาก“ทำหน้าดี ๆ หน่อย” ผมยิ้มกว้าง พลางยกมือไปหยิกแก้มไต้ฝุ่นเบา ๆคุณชายที่ไม่ชอบความแออัดกลับทำหน้าบูดยิ่งกว่าเดิม “กลับกัน”“อะไรวะ เพิ่งมากันเองนะ” ทัพพูดขึ้นมา ก่อนหันไปเล่นกับพวกเซฟ เลิกสนใจพวกผมที่ยืนง้องอนกันอยู่ “พวกกูจะไปทางนู้นนะ”“เฮ้ย ไปด้วยดิ” ผมดึงมือไต้ฝุ่นที่ไม่ค่อยเต็มใจนักให้รีบตามไปแม้ร่างกายจะเคล็ดขัดยอกบ้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเล่นของผมหรอกนะส่วนสาเหตุที่เคล็ดขัดยอกน่ะเหรอ ก็เพราะไอ้คนด้านข้างนี่ไงล่ะ!พอผมบอกว่าจะไปเล่นน้ำกับเพื่อน นอกจากจะไม่ยอมให้ไปแล้ว ยังจับผมกินไปอีกหลายยกจนหนำใจตอนจะออกจากบ้าน พอเห็นว่าผมใส่แค่เสื้อกล้ามตัวบางกับกางเกงขาสามส่ว
วันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ผมและผองเพื่อนนัดกันไว้ว่าจะไปเที่ยวสวนสนุกด้วยกัน แน่นอนว่ารวมท่านชายไต้ฝุ่นด้วย รายนั้นต่อให้ไม่ชวนก็พาตัวเองตามมาประกบผมไม่ห่างอยู่แล้วทว่าเมื่อมาถึงทางเข้า ผมก็ได้รับข่าวร้ายโอบต้องไปติวหนังสือให้รุ่นน้องที่มาขอร้องกะทันหัน เปาต้องไปต่างจังหวัดกับที่บ้าน ส่วนทัพรายนี้ไม่ได้ตกลงมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ตอนนี้จึงเหลือแค่ผม ไต้ฝุ่น และเซฟ“ฉิบ” ผมสบถเสียงเบาเราสามคนยืนมองหน้ากันไปมาอย่างไม่รู้จะพูดอะไร ลำพังถ้าผมมาแค่กับไต้ฝุ่นสองคนหรือมากับเซฟแค่สองคนก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ตอนนี้ตรงหน้าผมราวกับมีเสือสองตัวอยู่ด้วยกันอย่างไรอย่างนั้นถึงทั้งสองคนจะไม่ได้ด่ากันให้ผมได้ยินนานแล้ว แต่ลึก ๆ ผมก็มองออกว่าพวกเขายังคงมีเขม่นกันอยู่บ้าง โดยเฉพาะไต้ฝุ่นที่ไม่รู้ทำไมถึงดูตั้งแง่กับเซฟนัก“เปลี่ยนไปกินข้าวแล้วแยกย้ายไหมล่ะ เหลือแค่นี้จะไปสนุกอะไร” เซฟกอดอก แม้ไม่ได้พูดออกมาแต่ดูก็รู้ว่าไม่อยากอยู่กันสามคนแบบนี้ส่วนไต้ฝุ่นรายนี้ไม่ต้องไปสนใจหรอก เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับผมล้วน ๆ ถ้าผมก
ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะเสียงโทรศัพท์ที่ดังไม่หยุด ร่างกายระบมตั้งแต่หัวยันนิ้วเท้ากันเลยทีเดียว ผมยกมือขยี้หัวอย่างหงุดหงิด ก่อนจะเอื้อมไปคว้าโทรศัพท์มาเวลาบนหน้าจอคือสิบเอ็ดโมง ส่วนคนที่โทรมาก็เป็นเซฟ“ฮัลโหล” ผมกรอกเสียงแหบ ๆ ลงไป[ทำไมเสียงเป็นงั้นวะ]ผมกระแอมคอเล็กน้อย “มึงมีอะไร”[จะมีอะไรล่ะ ก็จะโทรมาชวนไปกินข้าวเที่ยงเนี่ย อย่าบอกนะว่ามึงยังไม่ตื่น]“อือ” ผมตอบกลับตามตรง ก็ยังไม่ตื่นจริง ๆ นี่[นอนบ้าอะไรขนาดนั้นวะ แล้วไต้ฝุ่นล่ะ] เซฟทำน้ำเสียงเหลือเชื่อ“...” ผมเงียบไปเล็กน้อย ดวงตาเหลือบมองคนรักที่กำลังนอนกอดเอวตัวเองอยู่ “ไต้ฝุ่นก็นอน เมื่อคืนเมามาก”ใครจะไปบอกล่ะวะว่าเมื่อคืนตัวเองเข้าหอกับไต้ฝุ่นไปจนเกือบเช้า ถ้าพวกมันรู้เข้าละก็ มีหวังผมต้องโดนล้อแน่[แต่เมื่อคืนมันไม่ได้ดูเมาขนาดนั้นนี่หว่า คนที่เมาน่าจะมีแค่มึงนี่] เซฟยังคงพูดต่อแล้วมึงจะสงสัยอะไรนักหนาวะ บอกว่าเมาก็คือเมาสิ!“มันเมาไม่แสด
ผมกับไต้ฝุ่น รวมทั้งแก๊งเพื่อน จัดปาร์ตี้กันเหมือนคนตายอดตายอยาก กินกันไม่ยั้งชนิดที่อาหารทะเลไม่พอจนต้องไปซื้อเพิ่มกันเลยทีเดียว แถมไม่รู้ใครมันเอาเหล้าขึ้นมาอีกด้วยหนุ่มวัยรุ่นที่บรรลุนิติภาวะแล้วย่อมที่จะพุ่งใส่เหมือนเสือกระหาย กินกันเละเทะ จากที่เป็นคนอยู่ดี ๆ ก็เริ่มกลายร่างเป็นหมากันเลยทีเดียว“ม่ายอาว จา กิน อีก เอิ๊ก” ผมโวยวาย แข้งขาอ่อนแรง ตาเริ่มโฟกัสเบื้องหน้าไม่ได้ แต่ก็รู้ว่าคนที่ลากตัวเองอยู่คือคนรัก เพราะจำกลิ่นน้ำหอมของเขาได้“พอเถอะ นี่มันจะเที่ยงคืนแล้วนะ” ไต้ฝุ่นถอนหายใจ ผมเห็นราง ๆ ด้วยซ้ำว่าเขาหันไปเตะเซฟที่ยืนพิงทัพอยู่ “ใครใช้ให้เอาเหล้ามา”“กูใช้เอง” เซฟตอบเสียงยานคาง ดวงตาปรือปรอย ยังคงมีสติอยู่มากทีเดียว ไม่ได้มีทีท่าว่าจะโกรธที่โดนไต้ฝุ่นเตะ “พวกมึงก็กินกันอร่อยนี่”พูดไปแล้วก็จริงนั่นแหละ พวกผมกินกันสนุก แม้แต่ไต้ฝุ่นก็ยังกระดกไปหลายแก้วเลย เห็นแบบนั้นเขาจึงไม่ได้ต่อล้อต่อเถียง แต่ลากผมกลับเข้าห้องด้วยความรวดเร็วไต้ฝุ่นเพิ่งป
“เสร็จแล้วเหรอ” ผมถามพลางมองเขาที่แต่งตัวเต็มยศแล้วเรียบร้อยใบหน้าที่ปกติก็หล่อเหลาอยู่แล้ว ตอนนี้ถูกแต่งด้วยเครื่องสำอางอ่อน ๆ เส้นผมที่เคยปรกหน้าผากถูกเสยเก็บขึ้นไปอย่างเรียบร้อย ขับให้วงหน้าของเขาดูหล่อคมมากกว่าเดิม ไม่เหมือนคนอายุยี่สิบ แต่กลับเหมือนนักธุรกิจไฟแรงแทนร่างกายสูงโปร่ง มีความกำยำจากการออกกำลังกายเป็นประจำ พอมาอยู่ในชุดสูททางการสีขาวแล้วโคตรเข้ากันสุด ๆ ให้ตายสิ ผมชักจะหวงแล้วนะ“อืม” ไต้ฝุ่นยืนล้วงกระเป๋าพลางพยักหน้า“เอ่อ น้องคิรินก็ใกล้จะเสร็จแล้วจ้ะ ไต้ฝุ่นไปหาที่นั่งรอก่อนนะจ๊ะ” พี่คนหนึ่งพูดขึ้นด้วยอาการเหงื่อตก ท่าทางหวั่นเกรงเล็กน้อย เพราะเมื่อกี้พวกเขาเมาท์แฟนผมกันโขมงโฉงเฉงเลยนี่นา“รีบหน่อยนะครับ คิรินต้องกินข้าวก่อนถ่ายรูป” ไต้ฝุ่นพยักหน้า พูดจบก็เดินออกไปทันที“แหม ประเสริฐเหลือเกินพ่อคุณ” คล้อยหลังไต้ฝุ่นไป เหล่าช่างแต่งหน้าที่เมื่อกี้เกร็งจนแทบลืมหายใจก็พากันจีบปากจีบคอต่อ ทั้งยังหันมาคุยกับผมด้วย “ผัวพี่ไม่เห็นดูแลด




![[Mpreg]หวนคืนครานี้ข้าจะไม่(รัก)สามีไร้ใจเช่นท่าน](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


