Masukหลังจากชำระล้างจนสะอาดสะอ้าน ร่างกายฝูเหลียนถูกสวมทับด้วยชุดไหมสีแดงสดปักลวดลายวิจิตร นางนั่งงงงวยอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนภาพสตรีโฉมงามที่นางเกือบจำตัวเองไม่ได้
‘ข้าหรือ?’ ฝูเหลียนมองแล้วมองอีก เหตุไฉนถึงได้มีผิวพรรณดีเยี่ยงนี้ หรือเป็นเพราะเครื่องหอมและเครื่องขัดตัวเหล่านั้น ราคาคงจะแพงน่าดูเลยนะ
สองมือสองแขนของนางถูกดึงไปทาสีผึ้งบ้าง น้ำมันหอมบ้าง แต่จนใจที่มือของนางหยาบกร้านนัก ได้แต่ยิ้มเจื่อนให้เหล่าพี่สาวทั้งหลายแทน แต่ทว่าสตรีเหล่านั้นกลับไม่ได้รังเกียจนางไม่พอยังปรนนิบัตินางอย่างเต็มใจทั้งยิ้มแย้มให้
นางแต่งตัวเสร็จยังไม่ทันที่เหล่าพี่สาวจะล่าถอยออกไป ประตูเลื่อนที่แปะทับด้วยกระดาษถูกเลื่อนเปิดออก ลู่จิ้งเหิงในชุดลำลองสีดำขลับเดินเข้ามา ท่าทางไม่ยินดียินร้ายแต่สายตาเยือกเย็นของเขาทำให้นางรีบลุกขึ้นลนลาน แต่เขากลับก้าวประชิดตัวเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงตัวนาง มือหนาเชยคางมนขึ้น สบตากับดวงตาโศกของนางที่ยังดูสับสน
เหล่าสาวใช้รู้งานรีบถอยออกไปแล้วปิดห้องให้ทันทีโดยไม่ต้องสั่ง ตอนนี้ในห้องมีแค่นางกับเขา
“ท่าน... ท่านกั๋วกง ข้า...” นางได้ยินเหล่าบ่าวไพร่ทักทายเขาที่หน้าจวนครั้งเดียวแต่สมองจดจำทันที นางเป็นคนจำเก่งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพียงแต่นางไม่เคยร่ำเรียนเท่านั้น
หรืออาจจะเรียกให้ถูกว่า ไม่เคยมีคนสอนในสิ่งที่ถูกต้องให้นางต่างหาก
เขายังคงไม่พูด แต่กลับใช้นิ้วหัวแม่มือลูบริมฝีปากที่แห้งแตกของนางอย่างแผ่วเบา สัมผัสหยาบที่ปลายนิ้วของบุรุษทำให้ฝูเหลียนใจสั่นระรัว นางไม่เคยใกล้ชิดบุรุษใดเลย เพราะอู่มู่เหอเอาแต่รังเกียจนาง แต่คนตรงหน้าไม่เพียงไม่รังเกียจ สายตาที่ยามปกติแข็งทื่อยามนี้อ่อนโยนลงมาก
เขาหยิบปิ่นทองคำฝังทับทิมที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งขึ้นมา บรรจงปักลงบนมวยผมของนางด้วยตัวเอง ก่อนมองด้วยความพอใจ ปิ่นประดับมุกอันนี้... แค่ไข่มุกราตรีเพียงเม็ดเดียวก็อาจซื้อจวนสกุลอู่ได้ทั้งจวน!
เขามองภาพสะท้อนในกระจก มือหนายังคงวางอยู่ที่บ่าของนางอย่างแสดงความเป็นเจ้าของ ก่อนจะโน้มตัวลงมาจนริมฝีปากเกือบชิดใบหู
“เงินหนึ่งอีแปะของเจ้า...ข้าได้รับมาแล้ว นับจากนี้ชีวิตเจ้าเป็นของข้า ห้ามคุกเข่าให้ใคร ห้ามก้มหน้าให้ใคร... แม้แต่ข้าก็ห้ามก้ม”
ฝูเหลียนสั่นสะท้านไปทั้งตัวกับคำสั่งนี้ เหตุใดถึงห้ามนางก้มหัวให้ใคร นางไม่เข้าใจจริง ๆ จึงคิดเอ่ยถาม
“แต่ข้า... ข้าเป็นเพียงสตรีโง่เขลาที่ไม่มีอะไรคู่ควรกับท่านเลยนะเจ้าคะ”
ลู่จิ้งเหิงกระตุกยิ้มที่มุมปากเพียงนิด เป็นยิ้มที่ฝูเหลียนมองไม่ออกว่ามันคือความเมตตาหรือแผนการร้าย
“ใครบอกว่าเจ้าไม่มีอะไร...เจ้ามีในสิ่งที่ควรมี และนั่นคือสิ่งที่ข้าต้องการพอดี”
“อะไรหรือเจ้าคะ” นางเงยหน้าขึ้นถาม แต่ทว่ากลับไม่ได้รับคำตอบมีเพียงมุมปากที่ยกยิ้มนิด ๆ อย่างไม่เข้าใจเท่านั้นว่ามันคืออะไร
“เรื่องก้มหัวข้าไม่ได้พูดเล่น...หากเจ้าก้มหัวให้ผู้ใด แสดงว่าผู้นั้นถึงที่ตาย!”
‘อะไรนะ...ถะ...ถึง...ถึงกับต้องตายเลยหรือ’ นางอ้าปากค้างแม้ในใจอยากถามต่อ แต่นางสังเกตเขาตั้งแต่พบกันกลางทางจนถึงจวน สิ่งที่เขาไม่อยากพูดจะไม่ปริปากออกมาเด็ดขาด จึงเก็บความสงสัยกลืนลงท้องไปแทน
เขาหยิบเหรียญอีแปะเดียวที่เปื้อนคราบดินเหรียญนั้นขึ้นมาจากสายคาดเอว แต่นางกลับสังเกตเห็นว่ามันถูกเช็ดจนสะอาดเอี่ยม... และที่สำคัญ บนเหรียญนั้นมี
‘รอยบากคล้ายสลักอะไรบางอย่างเอาไว้’ ที่นางไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน! หรืออาจจะเป็นเพราะว่านางทำมันเปื้อนดินก็เป็นไปได้
“นอนพักผ่อนเสีย พรุ่งนี้เจ้ายังต้องเข้าพิธีแต่งงาน”
‘เขายังคิดจะแต่งกับนางจริง ๆ หรือ นางอยากตบตัวเองสักครั้ง กลัวว่านี่จะเป็นแค่ฝันไป’
ลู่จิ้งเหิงทอดสายตาที่ลุ่มลึก เดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ฝูเหลียนนั่งหัวใจเต้นโครมครามพร้อมความสงสัยว่าพรุ่งนี้คือเรื่องจริงใช่ไหม ที่เขาจะเข้าพิธีแต่งงานกับนาง?
ในขณะที่ศัตรูพ่ายแพ้ ยอดดวงใจของท่านกั๋วกงกลับเบ่งบานประดุจดอกเหมยกลางฤดูหนาวฝูเหลียน ในวันนี้ไม่ใช่เด็กสาวที่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบ ใครที่เคยปรามาสนางว่าเป็นเพียงสตรีไร้ภูมิหลังคงต้องคิดใหม่ เพราะยามนี้นางกลายเป็นเถ้าแก่เนี้ยผู้ทรงอิทธิพลในการค้าขายผ้าไหมและเครื่องหอม เล่ห์เหลี่ยมที่นางเรียนรู้จากสามีและมามาของไทเฮาในวังถูกนำมาใช้จัดการการค้าจนรุ่งเรืองนักที่สำคัญ... นางไม่ใช่สตรีที่จะยอมคน! มีข่าวเล่าลือไปทั่วตลาดว่า หากใครบังอาจโกงน้ำหนักหรือเอาเปรียบสินค้าของจวนกั๋วกง คนผู้นั้นจะต้องจ่ายคืนสองเท่าทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น เพราะเบื้องหลังของนางคือ ลู่จิ้งเหิง ที่คอยกางปีกปกป้องภรรยารักอย่างออกหน้าออกตา ใครหน้าไหนที่ทำให้ฝูเหลียนขุ่นเคือง ลู่กั๋วกงจะตามไปคิดบัญชีถึงหน้าประตูบ้านจนคนเหล่านั้นต้องขวัญหนีดีฝ่อความฉลาดและเฉลียวของนางยังเข้าตาไทเฮายิ่งนัก ทุก ๆ เจ็ดวัน ฝูเหลียนจะได้รับเทียบเชิญเข้าวังหลวงเพื่อไปสนทนาและดูแลต้นไม้ดอกไม้ใน ตำหนักไท่ผิง ไทเฮาทรงโปรดในความใสซื่อที่ซ่อนความคมคายของฝูเหลียน จนถึงขั้นประทานอนุญาตให้นางเข้าออกเขตพระราชฐานชั้นในได้ตามใจปรารถนาจนกระทั่งเมื่อข่าวดีม
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านเมื่อสายลมพัดผ่าน พายุร้ายที่เคยพัดกระหน่ำจวนตระกูลอู่จนพินาศย่อยยับบัดนี้หลงเหลือเพียงเถ้าถ่านแห่งความทรงจำ ข่าวคราวจากชายแดนอันทุรกันดารส่งกลับมาถึงเมืองหลวงเป็นระยะ ย้ำเตือนให้รู้ว่ากงเกวียนกำเกวียนนั้นมีจริงอู่มู่เหอ หลังจากหายดีเดินได้ปกติทว่าฐานะตนเองไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เขาจึงต้องออกจากจวนตระกูลอู่ไปทำมาหากินด้วยตนเองอย่างยากลำบาก ซ้ำนึกถึงครั้งที่หลอกเงินของฝูเหลียนขึ้นมาทำให้รู้ว่าตนเองกำลังชดใช้กรรมอู่เหวิน อดีตขุนนางผู้เรืองอำนาจ บัดนี้กลายเป็นเพียงนายอำเภอตัวเล็ก ๆ ในดินแดนที่แห้งแล้งและหนาวเหน็บ ชีวิตที่เคยเสวยสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นถูกริบคืนไปจนสิ้น เขาต้องตรากตรำทำงานหนักท่ามกลางฝุ่นดินและสายลมแรงเพื่อประทังชีวิตไปวัน ๆ ทว่าสิ่งที่กัดกินใจเขามากที่สุดหาใช่ความลำบากกาย แต่คือความโดดเดี่ยวที่ไม่มีแม้แต่เงาของภรรยาและบุตรเคียงข้างหลินซื่อ หลังจากไม่อาจแบกรับความอัปยศและการหักหลังได้ไหว นางตัดสินใจหย่าขาดจากสามีผู้ไร้หัวใจ สละสิ้นซึ่งลาภยศและเครื่องประดับหรูหราที่เคยภาคภูมิใจ นางหันหลังให้โลกโลกีย์และมุ่งหน้าเข้าสู่อารามชีที่เงียบสงบ เสียงสวดม
ชุ่ยอวิ๋นทรุดตัวลงหัวเราะทั้งน้ำตา ความแค้นที่ถูกชำระดูเหมือนจะไม่ได้ทำให้นางมีความสุข แต่มันกลับตอกย้ำความว่างเปล่าในใจที่ถูกทอดทิ้งมาตลอดชีวิต สุดท้ายแล้วนางก็ไม่เหลือใคร...“ยี่สิบปี... ที่ข้าต้องทนเห็นหน้าพวกท่าน ยี่สิบปีที่ข้าต้องปั้นหน้าเป็นบ่าวผู้ซื่อสัตย์ เพื่อรอวันนี้... วันที่ข้าจะได้เห็นท่านกระอักเลือดตายด้วยน้ำมือของตัวเอง!”เสียงล้อรถม้าบดไปตามถนนสายหลักของเมืองหลวงทิ้งความวุ่นวายและความแค้นไว้เบื้องหลัง ลู่จิ้งเหิงหลับตาลงอย่างอ่อนแรงพิงพนักพิงไม้แกะสลักอย่างดี เขาปล่อยให้อู่เหวินจัดการกองเพลิงในบ้านตนเองตามคำสั่งฝ่าบาท แต่ในใจเขาวางแผนไว้เงียบ ๆ แล้วว่า ทันทีที่เรื่องราวยุติ เขาจะส่งเรื่องถอดถอนตำแหน่งขุนนางกรมโยธาและส่งอู่เหวินไปเป็นนายอำเภอประจำการที่ชายแดนอันทุรกันดาร... ให้บุรุษที่ตาบอดหูหนวกผู้นั้นได้ลิ้มรสความลำบากเสียบ้างหากชายผู้นี้ใจดีกับฝูเหลียน หรือคนในตระกูลอู่เห็นใจนางบ้างไม่เอารัดเอาเปรียบนางเขาก็พอจะปล่อยผ่าน แต่หลายปีที่ผ่านมานางลำบากจนเขายอมปล่อยไปไม่ได้ทว่าสิ่งที่กังวลกว่าคือสตรีที่นั่งข้างกาย ฝูเหลียนเงียบผิดปกติ ดวงตาโศกคู่นั้นเหม่อมองออกไปนอกหน้าต
หลินซื่อหันขวับไปมองชุ่ยอวิ๋นที่ยามนี้ใบหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งความหวาดกลัวอย่างที่ควรจะเป็น แววตาของบ่าวคนสนิทเปลี่ยนไปเป็นเย็นชาจนน่าขนลุกความเงียบที่น่าอึดอัดปกคลุมห้องโถงจวนสกุลอู่เพียงชั่วครู่ ก่อนจะถูกทำลายลงด้วยเสียงหัวเราะเบา ๆ ที่บาดลึกเข้าไปในใจคนฟัง ชุ่ยอวิ๋นค่อย ๆ ยืดตัวขึ้นตรง นางไม่ได้ค้อมกายลงอย่างบ่าวรับใช้ที่เคยทำมาตลอดหลายปี ท่วงท่าของนางยามนี้กลับแฝงไว้ด้วยความเหยียดหยามอย่างถึงที่สุด“ชุ่ยอวิ๋น... นี่เจ้า... เจ้าเป็นคนทำจริง ๆ หรือ?” หลินซื่อเอ่ยเสียงสั่นพร่า มือที่เคยจิกทึ้งผมชุนอี๋เหนียงพลันอ่อนแรงลง พร้อมกับความเจ็บปวดที่ถูกคนใกล้ชิดหักหลัง ที่สำคัญพวกเราโตมาพร้อมกัน “ข้าดูแลเจ้ามาตั้งแต่ออกเรือน ข้าไว้ใจเจ้ามากกว่าใคร!”“ไว้ใจงั้นหรือ?” ชุ่ยอวิ๋นแค่นยิ้ม แววตาที่เคยหม่นแสงกลับลุกโชนด้วยเพลิงแค้น “ท่านดีกับข้าเพียงเพราะข้าคือสุนัขที่ซื่อสัตย์ แต่ท่านเคยถามข้าสักคำไหมว่าข้ารู้สึกอย่างไรที่ต้องเห็นพี่สาวของตนเองได้สวมชุดมงคล ได้นั่งเกี้ยวหรูหราแต่งกับบุรุษที่ข้ารัก ในขณะที่ข้าต้องเดินตามต้อย ๆ ในฐานะขี้ข้า!”คำว่า ‘พี่สาว’ที่เปล่งออกจากปากของชุ่ยอวิ๋น แม้แต่อู่เหวิ
สิ้นเสียงของลู่จิ้งเหิงเสียงเปิดประตูเรือนชั้นในที่ติดกับห้องโถงรับแขกเปิดออกดังปัง! หลินซื่อ ที่ถูกกักบริเวณอยู่ด้านในพุ่งตัวออกมาด้วยสีหน้ากรุ่นโกรธ นางได้ยินทุกคำพูดผ่านบานประตู หัวใจของนางเหมือนถูกคนเหยียบย่ำ นางเพิ่งรู้ว่าตนเองเชิดชูเลือดเนื้อเชื้อไขผู้ใดก็ไม่รู้“เจ้าพูดเรื่องอะไรลู่กั๋วกง! อาเหอคือลูกข้า! อา เหอคือความหวังของข้า!” หลินซื่อกรีดร้อง ไม่ใช่นางไม่เชื่อเพียงแค่ไม่อยากยอมรับความโง่เขลาของตนเอง“ถ้าอย่างนั้นเจ้าจงดู... ว่าลูกชายแท้ ๆ ของเจ้าคือใคร!” ลู่จิ้งเหิงสะบัดมือกลับไปไขว่หลังดังเดิมอันเซิ่ง เดินก้าวออกมาจากเงามืดด้วยท่าทางสงบนิ่ง ทว่าแววตาของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย เขาเดินไปหยุดตรงหน้าหลินซื่อ สตรีที่ทุบตีเขา โขกสับเขา และเรียกเขาว่าบ่าวชั้นต่ำมาตลอดชีวิตเป็นมารดาแท้ ๆ ของตน และมองบิดาที่เป็นขุนนางขั้นสามด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเช่นกัน“ไม่...ไม่จริง...ข้าไม่เชื่อ” หลินซื่อส่ายหน้าไปมาดั่งคนเสียสติ ส่วนชุนอี๋เหนียงก็ไม่ต่างกัน“ท่านใส่ร้ายข้า” ชุนอี๋เหนียงไม่ยอมรับเด็ดขาด ชีวิตนางกำลังจะดีขึ้นแล้ว ทำไม...ทำไมเรื่องนี้ต้องเปิดเผยช่วงนี้ด้วย“หมอตำแยที
บรรยากาศในพระตำหนักพักผ่อนเต็มไปด้วยความกดดัน เมื่อฝ่าบาททรงทอดพระเนตรดูความวุ่นวายตรงหน้าด้วยสายพระเนตรคมปลาบ พระองค์ทรงเป็นเจ้าเหนือหัวที่ไม่โปรดความวุ่นวาย และยิ่งไม่โปรดการให้เลือดสาดนองเปื้อนพรมในวังหลวงและอีกไม่กี่วันจะถึงวันมงคลอย่างวันครบรอบวันประสูติพระมารดา ดังนั้นเขาจึงคิดตัดเรื่องวันนี้ออกจากสมอง“อู่เหวิน...” สุรเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจทำเอาใต้เท้าอู่ทรุดลงคุกเข่าขอความเมตตา “ข้าจะเห็นแก่ความดีความชอบเล็กน้อยที่เจ้าเคยมี จะยังไม่สั่งประหารลูกเมียเจ้าที่นี่ แต่เจ้าจงพาสตรีไร้ยางอายเหล่านี้กลับไปจัดการในจวนของเจ้าเสีย สั่งสอนบุตรสาวและจัดการอนุของเจ้าให้เด็ดขาด อย่าให้ข้าได้ยินว่าคนสกุลอู่ทำเรื่องเสื่อมเสียถึงหูข้าอีก มิเช่นนั้น... หัวของเจ้าจะเป็นรายต่อไปที่ต้องวางบนแท่นประหาร!”“ขะ...ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเมตตา! กระหม่อมจะจัดการให้เด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ!” อู่เหวินหมอบกราบจนหน้าผากกระแทกพื้นเสียงดังสนั่นด้วยความกลัวตาย เขานึกว่าต้องเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่แล้วในวันนี้ท่ามกลางความอับอาย อู่ว่านชิงถูกทหารลากตัวออกไปประดุจหมูหมา ชุนอี๋เหนียงเองก็ถูกคุมตัวตามไป ทว่าในใจของนางลอบถอนหายใจด
ธรณีประตูจวนกั๋วกงที่สูงตระหง่านสุดลูกตาของสตรีตัวน้อยที่วัน ๆ มองต่ำแต่พื้นดินไม่เคยได้เงยหน้าขึ้นสูงสักครั้ง ดวงตากลมโตใสกระจ่างเบิกตามองโลกภายนอกชัด ๆ ครั้งแรกพบว่าแม้แต่ประตูจวนยังงดงามนัก หรือจะบอกให้กระจ่างคือตั้งแต่ออกจากจวนตระกูลอู่ นางก็ได้เจอแต่สิ่งสวยงาม เริ่มตั้งแต่คนผู้นี้ที่กำลังอุ้มน
“ทูลฝ่าบาท...” เสียนกงกงปาดเหงื่อบนหน้าผาก ก่อนรีบกราบทูล “เห็นว่าท่านกั๋วกงให้คนมารายงานว่าสตรีผู้นั้นซื้อตำแหน่งฮูหยินเอกด้วยตนเองพ่ะย่ะค่ะ!”ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินผงะทันทีที่ได้ยินคำตอบนี่ถึงกับซื้อตำแหน่งเชียวหรือ...เกิดมาเป็นองค์ชายจนนั่งบัลลังก์เหนือคนทั้งใต้หล้า เขาเพิ่งเคยได้ยินว่ามีสตรีซื้อ
ชุนอี๋เหนียงเพิ่งรู้เรื่องของฝูเหลียน นางรีบวิ่งมาที่หน้าประตู แต่ทว่ากลับพบเพียงความว่างเปล่า เด็กน้อยน่าสงสารนางนั้นไปแล้วสินะ ทำให้นางได้แต่ทอดถอนใจ โทษว่าเป็นความผิดตนเองที่ไม่ได้คอยแนะนำนางให้ดี สตรีเพียงคนเดียวไปอยู่ข้างนอกจะใช้ชีวิตอย่างไรใบหน้าที่เคยเรียบเฉยยามอยู่ในจวนกลับฉายแววหม่นเศร้า
หลินซื่อผู้มักใหญ่ใฝ่สูงมองนางเป็นเพียงมดปลวก ช่วงแรกที่นางพยายามวิ่งตาม อู่มู่เหอ เพื่อทำความรู้จักด้วยใจซื่อบริสุทธิ์ เขากลับรังเกียจจนร้องขอให้มารดาขายนางทิ้ง ฝูเหลียนแอบได้ยินพลันใจสลาย ทว่าหลินซื่อกลับกระซิบเล่ห์กลบางอย่างให้บุตรชาย จนกระทั่งฝูเหลียนได้รับคำมั่นว่า... หากนางหาเงินให้เขาได้หนึ่







