ログイン“ท่านใต้เท้าเจ้าคะ...หากข้าจะแต่งงานกับท่าน ต้องใช้เงินเท่าใดกันหรือเจ้าคะ?” “อีแปะเดียวก็เกินพอสำหรับค่าสินสอดของข้าแล้ว”
もっと見るเหรียญทองแดงเหรียญที่หนึ่งแสน...หรือหากนับเป็นเงินตำลึงก็คือหนึ่งร้อยตำลึงครบถ้วนพอดิบพอดีหย่อนลงไปพร้อมกับความหวังที่จะเป็นจริงในวัยปักปิ่นของสตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นสะใภ้เลี้ยงในจวนตระกูลอู่อย่างฝูเหลียน
ฝูเหลียน กัดริมฝีปากที่แตกแห้งจนห้อเลือด นางทรุดกายลงนั่งบนพื้นดินที่เย็นเฉียบหลังเรือนซักล้าง มือที่หยาบกร้านและเต็มไปด้วยรอยแผลจากการขุดดินปลูกผักมานับสิบปีสั่นเทาขณะหย่อนเหรียญสุดท้ายลงในถุงผ้าป่านเก่า ๆ ที่ซุกซ่อนเอาไว้ไม่ให้ใครพบ
สิบปีแล้วที่นางไม่ได้กินอิ่ม สิบปีที่นางยอมนอนบนฟางข้าวเยี่ยงสุนัขตัวหนึ่ง เพียงเพราะคำสัญญาของ อู่มู่เหอ ที่ว่า “หากเจ้าหาเงินมาให้ข้าได้ครบหนึ่งร้อยตำลึง ข้าจะตบแต่งเจ้าเป็นภรรยาเอก ให้เจ้าพ้นจากฐานะบ่าวไพร่ในจวนนี้เสียที”
วันนี้คือวันทำพิธีสวมกวานของอู่มู่เหอ และควรเป็นวันปักปิ่นของฝูเหลียนแต่นางไม่มีญาติที่เป็นของนางจริง ๆ จึงไม่มีใครทำพิธีให้ แม้อยากจะซื้อปิ่นให้ตัวเองก็ไม่กล้ากลัวเงินจะไม่ครบหนึ่งร้อยตำลึง
ในจวนสกุลอู่คึกคักไปด้วยขุนนางผู้ใหญ่ที่มาร่วมยินดีกับการเลื่อนขั้นของใต้เท้าอู่เหวินที่จะกลายเป็นรองเสนาบดีกรมโยธาและเป็นขุนนางขั้นสามที่จะสามารถประชุมเช้าในท้องพระโรงได้ นับว่าสกุลอู่มีหน้ามีตาขึ้นมากในรอบสิบปี
ฝูเหลียนอาบน้ำแต่งตัวหวีผมจัดทรงเรียบร้อยที่สุด นางสวมชุดสะอาดที่สุดเท่าที่มี หอบถุงเงินหนักอึ้งเดินผ่านฝูงบ่าวไพร่ที่มองนางด้วยสายตาเย้ยหยัน แต่สายตาสตรีแรกแย้มกลับมุ่งตรงไปยังเรือนใหญ่ หัวใจพองโตด้วยความหวังว่าวันนี้ชีวิตทาสที่ถูกตราหน้าว่าเป็น ‘สตรีไร้ยางอายตามตื้อบุรุษ’ จะสิ้นสุดลง
“พี่มู่เหอ... เงินหนึ่งร้อยตำลึง ข้าหามาครบแล้วเจ้าค่ะ” ฝูเหลียนคุกเข่าลงท่ามกลางแขกเหรื่อ ยื่นถุงเงินที่แลกมาด้วยทั้งชีวิตส่งให้บุรุษในชุดไหมสีแดงสง่างาม ยามเขารวบผมสวมกวานช่างหล่อเหลาเสียจริงจนนางอดตะลึงไม่ได้
อู่มู่เหอปรายตามองถุงเงินเปื้อนดินนั่นด้วยความรังเกียจ เขากระตุกยิ้มมุมปากก่อนจะหันไปสบตากับ หลินซูเมิ่ง มารดาของตนที่นั่งอยู่บนตั่งไม้ ริมฝีปากผู้เป็นใหญ่ ฝ่ายสตรีกดเป็นเส้นตรงก่อนจะยกขึ้นข้างเดียว คล้ายบอก กลาย ๆ ว่าอยากทำอะไรก็ทำ
“ร้อยตำลึงหรือ? ขอบใจเจ้ามากนะฝูเหลียน” เขาหยิบถุงเงินไปจากมือนาง แล้วส่งมันให้แก่สตรีโฉมงามที่นั่งอยู่ข้างกาย “แม่นางมู่นิยมชมชอบเครื่องประดับจากร้านหลิวอวี้ เงินร้อยตำลึงนี้ ข้ายกให้เจ้าเป็นค่าเครื่องประดับที่จะสวมในวันแต่งงานของเราก็แล้วกัน”
โลกทั้งใบของฝูเหลียนพังครืนลงมาในพริบตา เมื่อว่าที่สามีของนางบอกว่าจะแต่งงานกับแม่นางมู่!
“แต่งงาน...ท่านจะแต่งกับนาง? แล้วข้าล่ะเจ้าคะ? ท่านบอกว่าเมื่อข้าหาเงินได้ครบท่านจะ...” เอ่ยยังไม่ทันจบเสียงหนึ่งดังขัดขึ้น
“โง่เง่า!” หลินซื่อมารดาของอู่มู่เหอฮูหยินใหญ่จวนตระกูลอู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ในขณะที่ศัตรูพ่ายแพ้ ยอดดวงใจของท่านกั๋วกงกลับเบ่งบานประดุจดอกเหมยกลางฤดูหนาวฝูเหลียน ในวันนี้ไม่ใช่เด็กสาวที่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบ ใครที่เคยปรามาสนางว่าเป็นเพียงสตรีไร้ภูมิหลังคงต้องคิดใหม่ เพราะยามนี้นางกลายเป็นเถ้าแก่เนี้ยผู้ทรงอิทธิพลในการค้าขายผ้าไหมและเครื่องหอม เล่ห์เหลี่ยมที่นางเรียนรู้จากสามีและมามาของไทเฮาในวังถูกนำมาใช้จัดการการค้าจนรุ่งเรืองนักที่สำคัญ... นางไม่ใช่สตรีที่จะยอมคน! มีข่าวเล่าลือไปทั่วตลาดว่า หากใครบังอาจโกงน้ำหนักหรือเอาเปรียบสินค้าของจวนกั๋วกง คนผู้นั้นจะต้องจ่ายคืนสองเท่าทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น เพราะเบื้องหลังของนางคือ ลู่จิ้งเหิง ที่คอยกางปีกปกป้องภรรยารักอย่างออกหน้าออกตา ใครหน้าไหนที่ทำให้ฝูเหลียนขุ่นเคือง ลู่กั๋วกงจะตามไปคิดบัญชีถึงหน้าประตูบ้านจนคนเหล่านั้นต้องขวัญหนีดีฝ่อความฉลาดและเฉลียวของนางยังเข้าตาไทเฮายิ่งนัก ทุก ๆ เจ็ดวัน ฝูเหลียนจะได้รับเทียบเชิญเข้าวังหลวงเพื่อไปสนทนาและดูแลต้นไม้ดอกไม้ใน ตำหนักไท่ผิง ไทเฮาทรงโปรดในความใสซื่อที่ซ่อนความคมคายของฝูเหลียน จนถึงขั้นประทานอนุญาตให้นางเข้าออกเขตพระราชฐานชั้นในได้ตามใจปรารถนาจนกระทั่งเมื่อข่าวดีม
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านเมื่อสายลมพัดผ่าน พายุร้ายที่เคยพัดกระหน่ำจวนตระกูลอู่จนพินาศย่อยยับบัดนี้หลงเหลือเพียงเถ้าถ่านแห่งความทรงจำ ข่าวคราวจากชายแดนอันทุรกันดารส่งกลับมาถึงเมืองหลวงเป็นระยะ ย้ำเตือนให้รู้ว่ากงเกวียนกำเกวียนนั้นมีจริงอู่มู่เหอ หลังจากหายดีเดินได้ปกติทว่าฐานะตนเองไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เขาจึงต้องออกจากจวนตระกูลอู่ไปทำมาหากินด้วยตนเองอย่างยากลำบาก ซ้ำนึกถึงครั้งที่หลอกเงินของฝูเหลียนขึ้นมาทำให้รู้ว่าตนเองกำลังชดใช้กรรมอู่เหวิน อดีตขุนนางผู้เรืองอำนาจ บัดนี้กลายเป็นเพียงนายอำเภอตัวเล็ก ๆ ในดินแดนที่แห้งแล้งและหนาวเหน็บ ชีวิตที่เคยเสวยสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นถูกริบคืนไปจนสิ้น เขาต้องตรากตรำทำงานหนักท่ามกลางฝุ่นดินและสายลมแรงเพื่อประทังชีวิตไปวัน ๆ ทว่าสิ่งที่กัดกินใจเขามากที่สุดหาใช่ความลำบากกาย แต่คือความโดดเดี่ยวที่ไม่มีแม้แต่เงาของภรรยาและบุตรเคียงข้างหลินซื่อ หลังจากไม่อาจแบกรับความอัปยศและการหักหลังได้ไหว นางตัดสินใจหย่าขาดจากสามีผู้ไร้หัวใจ สละสิ้นซึ่งลาภยศและเครื่องประดับหรูหราที่เคยภาคภูมิใจ นางหันหลังให้โลกโลกีย์และมุ่งหน้าเข้าสู่อารามชีที่เงียบสงบ เสียงสวดม
ชุ่ยอวิ๋นทรุดตัวลงหัวเราะทั้งน้ำตา ความแค้นที่ถูกชำระดูเหมือนจะไม่ได้ทำให้นางมีความสุข แต่มันกลับตอกย้ำความว่างเปล่าในใจที่ถูกทอดทิ้งมาตลอดชีวิต สุดท้ายแล้วนางก็ไม่เหลือใคร...“ยี่สิบปี... ที่ข้าต้องทนเห็นหน้าพวกท่าน ยี่สิบปีที่ข้าต้องปั้นหน้าเป็นบ่าวผู้ซื่อสัตย์ เพื่อรอวันนี้... วันที่ข้าจะได้เห็นท่านกระอักเลือดตายด้วยน้ำมือของตัวเอง!”เสียงล้อรถม้าบดไปตามถนนสายหลักของเมืองหลวงทิ้งความวุ่นวายและความแค้นไว้เบื้องหลัง ลู่จิ้งเหิงหลับตาลงอย่างอ่อนแรงพิงพนักพิงไม้แกะสลักอย่างดี เขาปล่อยให้อู่เหวินจัดการกองเพลิงในบ้านตนเองตามคำสั่งฝ่าบาท แต่ในใจเขาวางแผนไว้เงียบ ๆ แล้วว่า ทันทีที่เรื่องราวยุติ เขาจะส่งเรื่องถอดถอนตำแหน่งขุนนางกรมโยธาและส่งอู่เหวินไปเป็นนายอำเภอประจำการที่ชายแดนอันทุรกันดาร... ให้บุรุษที่ตาบอดหูหนวกผู้นั้นได้ลิ้มรสความลำบากเสียบ้างหากชายผู้นี้ใจดีกับฝูเหลียน หรือคนในตระกูลอู่เห็นใจนางบ้างไม่เอารัดเอาเปรียบนางเขาก็พอจะปล่อยผ่าน แต่หลายปีที่ผ่านมานางลำบากจนเขายอมปล่อยไปไม่ได้ทว่าสิ่งที่กังวลกว่าคือสตรีที่นั่งข้างกาย ฝูเหลียนเงียบผิดปกติ ดวงตาโศกคู่นั้นเหม่อมองออกไปนอกหน้าต
หลินซื่อหันขวับไปมองชุ่ยอวิ๋นที่ยามนี้ใบหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งความหวาดกลัวอย่างที่ควรจะเป็น แววตาของบ่าวคนสนิทเปลี่ยนไปเป็นเย็นชาจนน่าขนลุกความเงียบที่น่าอึดอัดปกคลุมห้องโถงจวนสกุลอู่เพียงชั่วครู่ ก่อนจะถูกทำลายลงด้วยเสียงหัวเราะเบา ๆ ที่บาดลึกเข้าไปในใจคนฟัง ชุ่ยอวิ๋นค่อย ๆ ยืดตัวขึ้นตรง นางไม่ได้ค้อมกายลงอย่างบ่าวรับใช้ที่เคยทำมาตลอดหลายปี ท่วงท่าของนางยามนี้กลับแฝงไว้ด้วยความเหยียดหยามอย่างถึงที่สุด“ชุ่ยอวิ๋น... นี่เจ้า... เจ้าเป็นคนทำจริง ๆ หรือ?” หลินซื่อเอ่ยเสียงสั่นพร่า มือที่เคยจิกทึ้งผมชุนอี๋เหนียงพลันอ่อนแรงลง พร้อมกับความเจ็บปวดที่ถูกคนใกล้ชิดหักหลัง ที่สำคัญพวกเราโตมาพร้อมกัน “ข้าดูแลเจ้ามาตั้งแต่ออกเรือน ข้าไว้ใจเจ้ามากกว่าใคร!”“ไว้ใจงั้นหรือ?” ชุ่ยอวิ๋นแค่นยิ้ม แววตาที่เคยหม่นแสงกลับลุกโชนด้วยเพลิงแค้น “ท่านดีกับข้าเพียงเพราะข้าคือสุนัขที่ซื่อสัตย์ แต่ท่านเคยถามข้าสักคำไหมว่าข้ารู้สึกอย่างไรที่ต้องเห็นพี่สาวของตนเองได้สวมชุดมงคล ได้นั่งเกี้ยวหรูหราแต่งกับบุรุษที่ข้ารัก ในขณะที่ข้าต้องเดินตามต้อย ๆ ในฐานะขี้ข้า!”คำว่า ‘พี่สาว’ที่เปล่งออกจากปากของชุ่ยอวิ๋น แม้แต่อู่เหวิ