LOGINเซวียนอี้หยางก้าวเข้ามาในตำหนักหย่งเทียนตามคำสั่ง มือไม้ยังสั่นระริกด้วยความลนลานทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรผิด ทว่าเขากลับอยากจะวิ่งหนีให้พ้นสายตาคมกริบของบุรุษผู้นั้นที่จับจ้องมองไม่วางตาเหลือเกินแต่กลับต้องพยายามรักษาท่วงท่าตนเองให้สง่างาม สุขุมและเย็นชาให้สมกับเป็นขันทีหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง
เมื่อบานประตูปิดลง ความเงียบงันก็แผ่เข้าปกคลุม ฮ่องเต้หลงอี้เสวียนยังคงนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้หอมไม่ขยับ ทว่าดวงตาคมกริบที่กวาดมองมาทางเขาเพียงครู่เดียว แต่ทำเอาหัวใจเซวียนอี้หยางเต้นแรงจนผิดจังหวะ “ฝนหมึกให้ข้า…และอย่าได้ทำตัวน่ารำคาญ” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นราบเรียบ แต่กลับไม่กดดันเสียจนหายใจไม่ออก เซวียนอี้หยางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ด้วยความยากลำบาก “ขะ…ขอรับ!” เขาพยักหน้าหงึกๆ แต่มือกลับกำชายเสื้อจนแน่น ก่อนจะเหลือบมองแท่นฝนหมึกที่แห้งเหือดอยู่ข้างกาย แล้วแอบถอยห่างจากบุรุษผู้นั้นอย่างไม่รู้ตัว หลงอี้เสวียนเลิกคิ้วขึ้นอย่างสนใจ สายตาลุ่มลึกกวาดมองบุรุษหนุ่มที่มีท่าทางฮวบฮาบราวกับสตรี มุมปากหนายกขึ้นเล็กน้อยคล้ายยิ้มแต่ไม่ถึงกับยิ้มแต่กลับกดดันจนคนมองใจสั่น เขาเห็นอีกฝ่ายถอยห่างออกไปหนึ่งก้าว จึงเหลือบสายตาขึ้นมองสลับกับถาดข้างๆ ราวกับสั่งว่า เข้ามา “อย่าได้ชักช้า” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยกดต่ำ เซวียนอี้หยางกระพริบตาปริบๆ ริมฝีปากเม้มแน่น ก่อนสูดลมหายใจลึกทีหนึ่ง แล้วเดินเข้ามาด้วยท่าทีระมัดระวัง จากนั้นจึงทรุดตัวนั่งลง ทว่าถาดฝนหมึกนั้นกลับอยู่ห่างเกินเอื้อม ดวงตากลมโตจับจ้องถาดตรงหน้าจนไม่กล้ากะพริบ ทั้งที่รู้ดีว่ามีสายตาดุดันคู่หนึ่งมองอยู่จากข้างจนเขาแทบลืมหายใจ ไม่รู้แน่ชัดว่าความสั่นไหวที่แล่นผ่านอกในตอนนี้คืออะไร เป็นเพราะใบหน้าหล่อเหลานั้นที่อยู่ใกล้เกินไป หรือเพราะอีกฝ่ายเอาแต่จ้อง…เอาแต่พูดด้วยน้ำเสียงต่ำดุๆ แถมสายตาที่ส่งมาก็ไม่ต่างจากหมาตัวโตที่กำลังขู่ฟ่อ เขายื่นมือไปจับแท่นหมึก ปลายนิ้วสั่นน้อยๆ แต่ก็พยายามควบคุมให้มั่นคงที่สุด ไฉนเลยในชีวิต เซวียนอี้หยางจะเคยต้องลงมือฝนหมึกให้ผู้ใดมาก่อน เสียงหินเสียดสีกับแท่งหมึกอย่างช้าๆ ดังขึ้นเป็นจังหวะ แต่ละรอบฟังแล้วราวกับกำลังเหยียบแผ่นน้ำแข็งบางๆ ที่พร้อมจะแตกได้ทุกเมื่อ หลงอี้เสวียนยังคงนั่งเหยียดหลังตรงจ้องมองนิ่งๆ ทว่าเซวียนอี้หยางกลับเหลือบไปพลันสบตากับวูบหนึ่ง…เพียงแค่เสี้ยววินาที แต่กลับทำให้ใบหน้าร้อนวาบขึ้นมา “ขยับมาใกล้ๆ ข้า” หลงอี้เสวียนมองท่าทีที่ถอยหนีของบุรุษหนุ่มตรงหน้าแล้วก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาคมกริบลึกล้ำ ไม่รู้ว่าฉายแววรำคาญหรือขบขันกันแน่ กลัวเขา…งั้นหรือ!? เขาเหลือบตามองใบหน้าหวานของอีกฝ่ายที่รักษามารยาทอย่างเก้ๆ กังๆ มองดูแล้วเงอะงะชวนให้ขบขันไม่น้อย ก่อนจะมองถาดฝนหมึกที่อีกฝ่ายพยายามจะเอื้อมถึงแต่ไม่ถึง ทันใดนั้น ความรู้สึกคันยุบยิบบางอย่างก็พลันผุดขึ้นในใจอย่างแปลกประหลาด ตัวเล็กเท่านี้…จะคุ้มกันเขาให้ปลอดภัยได้อย่างไร “ขอรับ…” เซวียนอี้หยางพยักหน้าหงึก ขยับเข้าไปใกล้อีกนิด ก่อนจะก้มหน้าฝนหมึก มือสั่นเล็กๆ ด้วยความประหม่า พลางแอบสูดลมหายใจเข้าช้าๆ อย่างหงุดหงิดกับตัวเอง ท่าทางของอีกฝ่ายน่ารำคาญ…แต่ก็อดมองไม่ได้ ใครใช้ให้หน้าตาเหมือนเช่นนี้กันเล่า! เสียงหินหมึกเสียดสีกันดังแผ่วเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แต่ยิ่งฟัง กลับยิ่งทำให้หงุดหงิดแปลกๆ หลงอี้เสวียนยังคงมองไม่ละสายตาด้วยความสนใจ และหาได้พูดอันใดออกมาอีกแม้แต่สักครึ่งคำ “…” บรรยากาศภายในตำหนักเงียบสงัด มีเพียงเสียงหมึกเสียดสีกับแท่นไม้ดังสะท้อนก้อง ทำให้หัวใจของเซวียนอี้หยางกระตุกทุกครั้งที่มือสัมผัสน้ำหมึก แม้ว่าเสียงนั้นจะเบา แต่กลับดังก้องยิ่งกว่าอยู่ท่ามกลางคมดาบนับร้อยเสียอีก! หัวใจดวงน้อยของเซวียนอี้หยางเต้นแรง ไม่รู้ว่าความรู้สึกกระอักกระอ่วนนี้มาจากน้ำหมึกหรือจากสายตาคมกริบที่จ้องเขาอยู่ แต่เหตุใดถึงเอาแต่จ้องมองไม่กระพริบเช่นนี้ด้วยเล่า หรือเขาเผยพิรุธทำพลาดเข้าให้แล้ว!? “ที่แท้ฝ่าบาทก็แอบมาหลบอยู่กับสตรีที่นี่เอง…” น้ำเสียงทุ้มต่ำของบุรุษผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นเจือด้วยความหยอกล้อ สายตาคมกริบจ้องมองไปยังสหายที่นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้หอม และสตรีหน้าหวานตรงข้างกายกำลังฝนหมึกอย่างตั้งใจ หวังจื่อหลงยืนนิ่งอยู่หน้าตำหนัก เขาเปิดประตูพรวดพราดเข้ามาอย่างรีบร้อน แต่ต้องชะงักฝีเท้าทันทีเมื่อเห็นภาพตรงหน้าที่สหายกำลังคลุกเคล้าอยู่กับสตรี เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงเจือประชดเล็กน้อย “ข้าตามหาทั่วทั้งวังหลวงตั้งนาน…” หัวคิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับริมฝีปากหนาที่โค้งยกยิ้มเย้ยหยัน “แต่ไม่คิดว่านิสัยเสเพลของฝ่าบาท แม้ยามนี้จะวุ่นวายเพียงใด…ก็ยังแก้ไม่หายอยู่ดี” ฮ่องเต้หลงอี้เสวียนพลางละสายตา เงยหน้ามองสหาย มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ “หวังอ๋องมองข้าด้วยสายตาเช่นนี้ ทำราวกับเห็นสิ่งต้องห้ามเสียอย่างนั้น ไม่คิดจะถามสักคำเลยหรือว่าข้ากำลังทำอันใดอยู่…ไฉนจึงเชื่อเพียงแค่ตาเห็นเท่านั้น” หวังจื่อหลงยักไหล่ พร้อมกับหัวเราะในลำคอ “ข้าเพียงแค่เห็นภาพตรงหน้าก็คิดว่าฝ่าบาทคงกำลังฝึกฝนสตรีให้ชำนาญเรื่องงานวังหลวง…” เขาพูดหยอกล้อ น้ำเสียงเจือประชดเบาๆ ไฉนเขาจะไม่รู้กันเล่านิสัยใจคอของสหายผู้นี้ แม้ภายนอกจะดูเย็นชา เคร่งขรึมราวน้ำแข็งบนยอดผาทว่า ดวงตาคมกริบไร้อารมณ์คู่นั้น…กลับเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ที่ซ่อนแผนการไว้ทุกลมหายใจ เซวียนอี้หยางที่นั่งอยู่ข้างกายหลบสายตาเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้ามองฝ่าบาทอย่างตื่นๆ หากเขาได้ยินไม่ผิด…อีกฝ่ายอาจเข้าใจผิดไปว่าเขาเป็นสตรีใช่หรือไม่ หวังจื่อหลงหัวเราะเยาะเบาๆ “ทุกครั้งที่ฝ่าบาทมีสีหน้าเรียบเฉยเช่นนี้ ก็รู้ทันทีว่ากำลังคิดอ่านบางอย่างอยู่กระมัง…” หลงอี้เสวียนเหลือบตามองสหายอย่างเฉื่อยชา “น่ารำคาญนัก! หากข้าคลุกเคล้าสตรีแล้วอย่างไรกัน ข้าไปนอนอยู่บนหัวของเจ้างั้นหรือ…หวังอ๋อง” รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นบนมุมปากหนา ดวงตาคมกริบจับจ้องสหายเบื้องหน้า ทว่าทำเอาใบหน้าของเซวียนอี้หยางที่นั่งฝนหมึกอยู่ข้างกายร้อนผ่าวขึ้นทันที ดวงตากลมเบิกกว้าง มือที่กำลังฝนหมึกพลันชะงักงันทันที “ขะ…ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย ข้าเพียงแค่ฝนหมึกตามคำสั่งฝ่าบาทเท่านั้น!” เซวียนอี้หยางตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น พร้อมรีบหันขวับไปมองบุรุษแปลกหน้าตรงหน้าอย่างมั่นคง ราวกับยืนยันว่าเขาและมังกรผู้นี้หาได้มีอันใดเกินเลยหรือเป็นอย่างที่คนอื่นคิดไม่ หลงอี้เสวียนพ่นลมหายใจออกมา รู้สึกคล้ายจะหัวเราะพอเห็นท่าทางตื่นตูมของคนฝนหมึกข้างกาย แต่กลับทำเป็นเรียบเฉย “อือ…ทำดีแล้ว คราวหน้าอย่าเผลอทำอะไรผิด หากมีผู้อื่นมาเห็น คงเข้าใจผิดว่าข้าเป็นพวกบุรุษตัดแขนเสื้อ…” น้ำเสียงทุ้มเรียบ แต่ใบหน้ากลับฉายแววหยอกล้อ หวังจื่อหลงเบิกตากว้าง ตื่นตกใจเมื่อเห็นใบหน้าของคนที่นั่งฝนหมึกอยู่ข้างกายสหาย สายตาของเขาไล่มองอีกฝ่ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า อ้าปากพะงาบๆ ก่อนเอ่ยน้ำเสียงตะกุกตะกัก “บุ…บุรุษงั้นหรือ” แม้อาภรณ์จะปกปิดร่างกายทุกส่วน แต่ใบหน้ากลับเนียนนุ่มราวกับผิวเด็ก ดวงตากลมโต ขนตางอนงาม ริมฝีปากอิ่มเอิบแดงระเรื่อ ทุกเส้นสายบนใบหน้าเหมือนถูกแกะสลักอย่างประณีต จนบุรุษผู้พบเห็นอดใจแทบไม่อยู่ ต้องคาดเดาอยู่ครู่หนึ่งว่า…นี่คือสตรีหรือบุรุษกันแน่! ทว่าความแข็งแกร่งของกรอบหน้า เส้นคอ สันกรามเล็กๆ กลับบ่งบอกชัดเจนว่า แม้เขาจะมีใบหน้าหวานงดงามละมุนราวสตรี แต่แท้จริงแล้วนี่คือบุรุษ หลงอี้เสวียนยกคิ้วขึ้น มุมปากโค้งเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ “หึ! เกรงว่าหวังอ๋องคงตกใจเกินเหตุไปแล้ว เพียงแค่บุรุษผู้หนึ่งเท่านั้น หาใช่ผีสางไม่” หวังจื่อหลงยังคงเบิกตากว้าง อย่างตื่นตกใจไม่หายเมื่อเห็นใบหน้าของคนอยู่ตรงหน้า สายตาของเขาไล่มองอีกฝ่ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า อ้าปากพะงาบๆ ก่อนเอ่ยอย่างตกใจ “คนผู้นี้อะไรกัน…” “ขันทีเซวียน…จะรั้งอยู่ข้างกายข้าทุกฝีก้าว” น้ำเสียงทุ้มของหลงอี้เสวียนเอ่ยตอบราบเรียบ แต่กลับทำให้หัวใจของเซวียนอี้หยางเต้นแรงอย่างน่าประหลาด เขาพยักหน้าอย่างลำบาก แต่ภายในอกกลับรู้สึกถึงแรงดึงบางอย่าง ราวกับถูกผูกไว้ด้วยเส้นใยลึกลับที่มองไม่เห็น “ข…ขอรับ ข้าจะรั้งอยู่ข้างกายฝ่าบาท นับจากนี้ไป”เช้าวันถัดมาแสงแดดอ่อนยามสายสาดส่องลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามา แพขนตางามคู่นั้นกระพริบสั่นถี่คล้ายถูกรบกวน ร่างเล็กที่นอนสงบนิ่งบนเตียงกว้างจึงพลิกตัวเลี่ยงแสงที่เริ่มทาบทับลงบนใบหน้าหัวเข้มขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงความร้อนเบาบางจากแสงแดด เขาลืมตามองเพดานเพียงชั่วครู่ ก่อนจะขยับกายหนีอย่างเกียจคร้านแล้วเลื่อนตัวไปยังอีกฝั่งหนึ่งของเตียง ตำแหน่งที่ไร้แสงสะท้อนส่องและให้ความเย็นมากกว่าหลงอี้เซวียนหาได้จะดีดตัวตื่นขึ้นมาไม่ เปลือกตายังคงปิดสนิทอย่างเกียจคร้านทว่า ขณะที่ร่างสูงขยับตัว…ที่ข้างๆ บนเตียงอ่อนพลันอ่อนยวบลงไป จนเขาที่กำลังเคลิบใกล้หลับต้องลืมตาขึ้นมาดูหลงอี้เสวียนลุกขึ้นยืนอยู่ข้างเตียง สายตาคมกริบมองร่างบางที่นอนขดตัวอยู่บนมุมเตียงด้านนอกในท่าที่ดูไม่ค่อยสบายนัก ผ้าห่มถูกดึงไปถึงครึ่ง ทว่ากลับยังคงหลับสนิทเหมือนไม่รู้ตัวว่าเมื่อคืนได้ผล็อยหลับอยู่ข้างฮ่องเต้เสียอย่างนั้นดวงตาของเซวียนอี้หยางพร่ามัวราวกับปกคลุมด้วยหมอกยามเช้า เขากระพริบตาถี่ๆ อยู่หลายครั้งแต่ก็ยังไม่ตื่นเต็มตาเสียที ร่างกายยังอ่อนล้าเหมือนถูกดึงไว้ให้อยู่บนเตียงนุ่มไม่ยอมลุกแต่แล้ว…สายตาที่พร่าเลือนค่
บรรยากาศยามค่ำคืนภายในของวังหลวงเงียบสงัดจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตนเอง สายลมเย็นพลิ้วผ่านมาแผ่วเบาปะทะผิวกายราวจะแทรกซึมเข้าสู่กระดูกแสงโคมไฟสลัวส่องพร่าอยู่ทั่วทั้งตำหนักหย่งเทียน เหล่าองครักษ์ผลัดเปลี่ยนเวรยามตามตำแหน่งเฝ้าระวังอย่างเคร่งครัด โดยไม่รู้เลยว่าในมุมหนึ่งของตำหนักนั้น มีคนผู้หนึ่งกำลังสู้กับความง่วงงุนอย่างสุดชีวิตเซวียนอี้หยางนั่งพิงเสาไม้กลางห้อง ดวงตาค่อยๆ ปรือลงด้วยความเหน็ดเหนื่อย คล้ายจะเผลอหลับไปทั้งที่ยังอยู่ในหน้าที่คืนนี้เป็นคืนแรกที่เขาต้องคอยเฝ้าระวังความปลอดภัยให้ มังกรผู้นี้แต่ร่างกายกลับล้าเกินรับไหว หนังตาหนักราวถูกค้อนทุบแม้หน้าที่ของขันทีจะดูเหมือนไร้ประโยชน์ เอาแต่เดินตามฮ่องเต้รายงานทุกลมหายใจ แต่หากพูดกันตามตรง…ทั้งวังกว้างใหญ่นี่ มีผู้ใดทำงานหนักกว่าเขาบ้างไหม!นี่หาใช่งานขันทีแล้ว นี่มันงานพี่เลี้ยงเด็กชัดๆ!ทั้งที่งานไม่หนักก็จริง แต่เรื่องยิบย่อยมากมายเสียจนแทบลากสังขารไม่ไหวโดยเฉพาะการต้องคอยเดาความคิดของมังกรผู้นั้นที่ไม่เคยเอ่ยปากบอกความต้องการของตนสักคำ!หากอยากดื่มชาก็ควรพูดออกมา มิใช่เพียงเหลือบมองจอกน้ำชาแห้งเหือดจนริมฝีปากแ
เซวียนอี้หยางก้าวเข้ามาในตำหนักหย่งเทียนตามคำสั่ง มือไม้ยังสั่นระริกด้วยความลนลานทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรผิด ทว่าเขากลับอยากจะวิ่งหนีให้พ้นสายตาคมกริบของบุรุษผู้นั้นที่จับจ้องมองไม่วางตาเหลือเกินแต่กลับต้องพยายามรักษาท่วงท่าตนเองให้สง่างาม สุขุมและเย็นชาให้สมกับเป็นขันทีหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อบานประตูปิดลง ความเงียบงันก็แผ่เข้าปกคลุมฮ่องเต้หลงอี้เสวียนยังคงนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้หอมไม่ขยับทว่าดวงตาคมกริบที่กวาดมองมาทางเขาเพียงครู่เดียว แต่ทำเอาหัวใจเซวียนอี้หยางเต้นแรงจนผิดจังหวะ“ฝนหมึกให้ข้า…และอย่าได้ทำตัวน่ารำคาญ”น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นราบเรียบ แต่กลับไม่กดดันเสียจนหายใจไม่ออกเซวียนอี้หยางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ด้วยความยากลำบาก“ขะ…ขอรับ!”เขาพยักหน้าหงึกๆ แต่มือกลับกำชายเสื้อจนแน่น ก่อนจะเหลือบมองแท่นฝนหมึกที่แห้งเหือดอยู่ข้างกาย แล้วแอบถอยห่างจากบุรุษผู้นั้นอย่างไม่รู้ตัวหลงอี้เสวียนเลิกคิ้วขึ้นอย่างสนใจ สายตาลุ่มลึกกวาดมองบุรุษหนุ่มที่มีท่าทางฮวบฮาบราวกับสตรี มุมปากหนายกขึ้นเล็กน้อยคล้ายยิ้มแต่ไม่ถึงกับยิ้มแต่กลับกดดันจนคนมองใจสั่นเขาเห็นอีกฝ่ายถอยห่างออกไปหนึ่งก้าว จึง
สายลมอ่อนต้นฤดูใบไม้ผลิพัดต้องยอดสนจนเกิดเสียงเสียดสีกันเบาๆ อยู่หน้าประตูวังหลวง เหล่าทหาร นางกำนัล และขุนนางเดินขวักไขว่ไปตามหน้าที่ ทว่าเมื่อประตูใหญ่เปิดออก ใครคนหนึ่งกลับมุดผ่านช่องแคบระหว่างเหล่าผู้คุมแล้วก้าวพรวดเข้าไปเหมือนลูกหมาจรจัดหลงฝูงเซวียนอี้หยาง บุรุษหนุ่มรูปร่างเล็ก ผิวขาวจัด ดวงตากลมใสคล้ายสตรี สวมใส่อาภรณ์สีเข้ม ตั้งใจจะเข้าไปอย่างสงบเรียบร้อย ท่วงท่าสง่างามแต่…เขาดันสะดุดชายเสื้อของตนเอง กึ่งล้มกึ่งกลิ้งเข้าไปต่อหน้าผู้คุมซะอย่างงั้น“เจ้าเป็นใคร!”น้ำเสียงเข้มของทหารยามดังขึ้นจนเขาตกใจแทบสิ้นสติเซวียนอี้หยางยกมือขึ้นเหนือศีรษะทันที ดวงตากระพริบปริบๆ ริมฝีปากบางเม้มแน่น “ขะ…ข้าเป็นขันทีใหม่ขอรับ!”ยิ่งพูดก็ยิ่งฟังดูไม่น่าเชื่อ น้ำเสียงหวานรื่นหูหาได้เล็กแหลมน่ารำคาญ มิหนำซ้ำเพราะใบหน้าอ่อนหวานนั้น ยังดูคล้ายคลึงสตรีไม่เหมือนขันทีสักนิดทหารยามหรี่ตาลง ไล่สำรวจมองบุรุษหน้าหวานตรงหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความลังเลและชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจ“ชื่อแซ่อะไร!”เซวียนอี้หยางสะดุ้งเฮือกทันทีเมื่อได้ยินน้ำเสียงทุ้มเข้มเอ่ยขึ้นมา ท่าทางของเขาสั่นไหวชัดเจนราวกับความหว


![อุบัติรักฟีโรโมน [Omagaverse]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
![พี่ติวเตอร์ครับ...ช่วยสอนผมหน่อยนะครับ[PWP]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



