Home / วาย / ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม / ๒ ฮ่องเต้ผู้เป็นชาแต่ใจอ่อนกับผู้เดียว

Share

๒ ฮ่องเต้ผู้เป็นชาแต่ใจอ่อนกับผู้เดียว

last update Last Updated: 2026-02-24 16:37:39

เซวียนอี้หยางก้าวเข้ามาในตำหนักหย่งเทียนตามคำสั่ง มือไม้ยังสั่นระริกด้วยความลนลานทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรผิด ทว่าเขากลับอยากจะวิ่งหนีให้พ้นสายตาคมกริบของบุรุษผู้นั้นที่จับจ้องมองไม่วางตาเหลือเกินแต่กลับต้องพยายามรักษาท่วงท่าตนเองให้สง่างาม สุขุมและเย็นชาให้สมกับเป็นขันทีหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง

เมื่อบานประตูปิดลง ความเงียบงันก็แผ่เข้าปกคลุม

ฮ่องเต้หลงอี้เสวียนยังคงนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้หอมไม่ขยับ

ทว่าดวงตาคมกริบที่กวาดมองมาทางเขาเพียงครู่เดียว แต่ทำเอาหัวใจเซวียนอี้หยางเต้นแรงจนผิดจังหวะ

“ฝนหมึกให้ข้า…และอย่าได้ทำตัวน่ารำคาญ”

น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นราบเรียบ แต่กลับไม่กดดันเสียจนหายใจไม่ออก

เซวียนอี้หยางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ด้วยความยากลำบาก

“ขะ…ขอรับ!”

เขาพยักหน้าหงึกๆ แต่มือกลับกำชายเสื้อจนแน่น ก่อนจะเหลือบมองแท่นฝนหมึกที่แห้งเหือดอยู่ข้างกาย แล้วแอบถอยห่างจากบุรุษผู้นั้นอย่างไม่รู้ตัว

หลงอี้เสวียนเลิกคิ้วขึ้นอย่างสนใจ สายตาลุ่มลึกกวาดมองบุรุษหนุ่มที่มีท่าทางฮวบฮาบราวกับสตรี มุมปากหนายกขึ้นเล็กน้อยคล้ายยิ้มแต่ไม่ถึงกับยิ้มแต่กลับกดดันจนคนมองใจสั่น

เขาเห็นอีกฝ่ายถอยห่างออกไปหนึ่งก้าว จึงเหลือบสายตาขึ้นมองสลับกับถาดข้างๆ ราวกับสั่งว่า เข้ามา

“อย่าได้ชักช้า” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยกดต่ำ

เซวียนอี้หยางกระพริบตาปริบๆ ริมฝีปากเม้มแน่น ก่อนสูดลมหายใจลึกทีหนึ่ง แล้วเดินเข้ามาด้วยท่าทีระมัดระวัง จากนั้นจึงทรุดตัวนั่งลง ทว่าถาดฝนหมึกนั้นกลับอยู่ห่างเกินเอื้อม

ดวงตากลมโตจับจ้องถาดตรงหน้าจนไม่กล้ากะพริบ ทั้งที่รู้ดีว่ามีสายตาดุดันคู่หนึ่งมองอยู่จากข้างจนเขาแทบลืมหายใจ

ไม่รู้แน่ชัดว่าความสั่นไหวที่แล่นผ่านอกในตอนนี้คืออะไร

เป็นเพราะใบหน้าหล่อเหลานั้นที่อยู่ใกล้เกินไป หรือเพราะอีกฝ่ายเอาแต่จ้อง…เอาแต่พูดด้วยน้ำเสียงต่ำดุๆ แถมสายตาที่ส่งมาก็ไม่ต่างจากหมาตัวโตที่กำลังขู่ฟ่อ

เขายื่นมือไปจับแท่นหมึก ปลายนิ้วสั่นน้อยๆ แต่ก็พยายามควบคุมให้มั่นคงที่สุด ไฉนเลยในชีวิต เซวียนอี้หยางจะเคยต้องลงมือฝนหมึกให้ผู้ใดมาก่อน

เสียงหินเสียดสีกับแท่งหมึกอย่างช้าๆ ดังขึ้นเป็นจังหวะ แต่ละรอบฟังแล้วราวกับกำลังเหยียบแผ่นน้ำแข็งบางๆ ที่พร้อมจะแตกได้ทุกเมื่อ

หลงอี้เสวียนยังคงนั่งเหยียดหลังตรงจ้องมองนิ่งๆ

ทว่าเซวียนอี้หยางกลับเหลือบไปพลันสบตากับวูบหนึ่ง…เพียงแค่เสี้ยววินาที แต่กลับทำให้ใบหน้าร้อนวาบขึ้นมา

“ขยับมาใกล้ๆ ข้า”

หลงอี้เสวียนมองท่าทีที่ถอยหนีของบุรุษหนุ่มตรงหน้าแล้วก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาคมกริบลึกล้ำ ไม่รู้ว่าฉายแววรำคาญหรือขบขันกันแน่

กลัวเขา…งั้นหรือ!?

เขาเหลือบตามองใบหน้าหวานของอีกฝ่ายที่รักษามารยาทอย่างเก้ๆ กังๆ มองดูแล้วเงอะงะชวนให้ขบขันไม่น้อย ก่อนจะมองถาดฝนหมึกที่อีกฝ่ายพยายามจะเอื้อมถึงแต่ไม่ถึง

ทันใดนั้น ความรู้สึกคันยุบยิบบางอย่างก็พลันผุดขึ้นในใจอย่างแปลกประหลาด

ตัวเล็กเท่านี้…จะคุ้มกันเขาให้ปลอดภัยได้อย่างไร

“ขอรับ…” เซวียนอี้หยางพยักหน้าหงึก ขยับเข้าไปใกล้อีกนิด ก่อนจะก้มหน้าฝนหมึก มือสั่นเล็กๆ ด้วยความประหม่า พลางแอบสูดลมหายใจเข้าช้าๆ อย่างหงุดหงิดกับตัวเอง

ท่าทางของอีกฝ่ายน่ารำคาญ…แต่ก็อดมองไม่ได้

ใครใช้ให้หน้าตาเหมือนเช่นนี้กันเล่า!

เสียงหินหมึกเสียดสีกันดังแผ่วเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แต่ยิ่งฟัง กลับยิ่งทำให้หงุดหงิดแปลกๆ

หลงอี้เสวียนยังคงมองไม่ละสายตาด้วยความสนใจ และหาได้พูดอันใดออกมาอีกแม้แต่สักครึ่งคำ

“…”

บรรยากาศภายในตำหนักเงียบสงัด มีเพียงเสียงหมึกเสียดสีกับแท่นไม้ดังสะท้อนก้อง ทำให้หัวใจของเซวียนอี้หยางกระตุกทุกครั้งที่มือสัมผัสน้ำหมึก

แม้ว่าเสียงนั้นจะเบา แต่กลับดังก้องยิ่งกว่าอยู่ท่ามกลางคมดาบนับร้อยเสียอีก!

หัวใจดวงน้อยของเซวียนอี้หยางเต้นแรง ไม่รู้ว่าความรู้สึกกระอักกระอ่วนนี้มาจากน้ำหมึกหรือจากสายตาคมกริบที่จ้องเขาอยู่

แต่เหตุใดถึงเอาแต่จ้องมองไม่กระพริบเช่นนี้ด้วยเล่า

หรือเขาเผยพิรุธทำพลาดเข้าให้แล้ว!?

“ที่แท้ฝ่าบาทก็แอบมาหลบอยู่กับสตรีที่นี่เอง…”

น้ำเสียงทุ้มต่ำของบุรุษผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นเจือด้วยความหยอกล้อ สายตาคมกริบจ้องมองไปยังสหายที่นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้หอม และสตรีหน้าหวานตรงข้างกายกำลังฝนหมึกอย่างตั้งใจ

หวังจื่อหลงยืนนิ่งอยู่หน้าตำหนัก เขาเปิดประตูพรวดพราดเข้ามาอย่างรีบร้อน แต่ต้องชะงักฝีเท้าทันทีเมื่อเห็นภาพตรงหน้าที่สหายกำลังคลุกเคล้าอยู่กับสตรี

เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงเจือประชดเล็กน้อย “ข้าตามหาทั่วทั้งวังหลวงตั้งนาน…”

หัวคิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับริมฝีปากหนาที่โค้งยกยิ้มเย้ยหยัน “แต่ไม่คิดว่านิสัยเสเพลของฝ่าบาท แม้ยามนี้จะวุ่นวายเพียงใด…ก็ยังแก้ไม่หายอยู่ดี”

ฮ่องเต้หลงอี้เสวียนพลางละสายตา เงยหน้ามองสหาย มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ “หวังอ๋องมองข้าด้วยสายตาเช่นนี้ ทำราวกับเห็นสิ่งต้องห้ามเสียอย่างนั้น ไม่คิดจะถามสักคำเลยหรือว่าข้ากำลังทำอันใดอยู่…ไฉนจึงเชื่อเพียงแค่ตาเห็นเท่านั้น”

หวังจื่อหลงยักไหล่ พร้อมกับหัวเราะในลำคอ

“ข้าเพียงแค่เห็นภาพตรงหน้าก็คิดว่าฝ่าบาทคงกำลังฝึกฝนสตรีให้ชำนาญเรื่องงานวังหลวง…”

เขาพูดหยอกล้อ น้ำเสียงเจือประชดเบาๆ

ไฉนเขาจะไม่รู้กันเล่านิสัยใจคอของสหายผู้นี้

แม้ภายนอกจะดูเย็นชา เคร่งขรึมราวน้ำแข็งบนยอดผาทว่า ดวงตาคมกริบไร้อารมณ์คู่นั้น…กลับเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ที่ซ่อนแผนการไว้ทุกลมหายใจ

เซวียนอี้หยางที่นั่งอยู่ข้างกายหลบสายตาเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้ามองฝ่าบาทอย่างตื่นๆ

หากเขาได้ยินไม่ผิด…อีกฝ่ายอาจเข้าใจผิดไปว่าเขาเป็นสตรีใช่หรือไม่

หวังจื่อหลงหัวเราะเยาะเบาๆ “ทุกครั้งที่ฝ่าบาทมีสีหน้าเรียบเฉยเช่นนี้ ก็รู้ทันทีว่ากำลังคิดอ่านบางอย่างอยู่กระมัง…”

หลงอี้เสวียนเหลือบตามองสหายอย่างเฉื่อยชา

“น่ารำคาญนัก! หากข้าคลุกเคล้าสตรีแล้วอย่างไรกัน ข้าไปนอนอยู่บนหัวของเจ้างั้นหรือ…หวังอ๋อง”

รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นบนมุมปากหนา ดวงตาคมกริบจับจ้องสหายเบื้องหน้า ทว่าทำเอาใบหน้าของเซวียนอี้หยางที่นั่งฝนหมึกอยู่ข้างกายร้อนผ่าวขึ้นทันที

ดวงตากลมเบิกกว้าง มือที่กำลังฝนหมึกพลันชะงักงันทันที

“ขะ…ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย ข้าเพียงแค่ฝนหมึกตามคำสั่งฝ่าบาทเท่านั้น!” เซวียนอี้หยางตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น พร้อมรีบหันขวับไปมองบุรุษแปลกหน้าตรงหน้าอย่างมั่นคง ราวกับยืนยันว่าเขาและมังกรผู้นี้หาได้มีอันใดเกินเลยหรือเป็นอย่างที่คนอื่นคิดไม่

หลงอี้เสวียนพ่นลมหายใจออกมา รู้สึกคล้ายจะหัวเราะพอเห็นท่าทางตื่นตูมของคนฝนหมึกข้างกาย แต่กลับทำเป็นเรียบเฉย

“อือ…ทำดีแล้ว คราวหน้าอย่าเผลอทำอะไรผิด หากมีผู้อื่นมาเห็น คงเข้าใจผิดว่าข้าเป็นพวกบุรุษตัดแขนเสื้อ…”

น้ำเสียงทุ้มเรียบ แต่ใบหน้ากลับฉายแววหยอกล้อ

หวังจื่อหลงเบิกตากว้าง ตื่นตกใจเมื่อเห็นใบหน้าของคนที่นั่งฝนหมึกอยู่ข้างกายสหาย

สายตาของเขาไล่มองอีกฝ่ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า อ้าปากพะงาบๆ ก่อนเอ่ยน้ำเสียงตะกุกตะกัก “บุ…บุรุษงั้นหรือ”

แม้อาภรณ์จะปกปิดร่างกายทุกส่วน แต่ใบหน้ากลับเนียนนุ่มราวกับผิวเด็ก ดวงตากลมโต ขนตางอนงาม ริมฝีปากอิ่มเอิบแดงระเรื่อ ทุกเส้นสายบนใบหน้าเหมือนถูกแกะสลักอย่างประณีต จนบุรุษผู้พบเห็นอดใจแทบไม่อยู่ ต้องคาดเดาอยู่ครู่หนึ่งว่า…นี่คือสตรีหรือบุรุษกันแน่!

ทว่าความแข็งแกร่งของกรอบหน้า เส้นคอ สันกรามเล็กๆ กลับบ่งบอกชัดเจนว่า แม้เขาจะมีใบหน้าหวานงดงามละมุนราวสตรี แต่แท้จริงแล้วนี่คือบุรุษ

หลงอี้เสวียนยกคิ้วขึ้น มุมปากโค้งเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ

“หึ! เกรงว่าหวังอ๋องคงตกใจเกินเหตุไปแล้ว เพียงแค่บุรุษผู้หนึ่งเท่านั้น หาใช่ผีสางไม่”

หวังจื่อหลงยังคงเบิกตากว้าง อย่างตื่นตกใจไม่หายเมื่อเห็นใบหน้าของคนอยู่ตรงหน้า สายตาของเขาไล่มองอีกฝ่ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า อ้าปากพะงาบๆ ก่อนเอ่ยอย่างตกใจ

“คนผู้นี้อะไรกัน…”

“ขันทีเซวียน…จะรั้งอยู่ข้างกายข้าทุกฝีก้าว”

น้ำเสียงทุ้มของหลงอี้เสวียนเอ่ยตอบราบเรียบ แต่กลับทำให้หัวใจของเซวียนอี้หยางเต้นแรงอย่างน่าประหลาด เขาพยักหน้าอย่างลำบาก แต่ภายในอกกลับรู้สึกถึงแรงดึงบางอย่าง ราวกับถูกผูกไว้ด้วยเส้นใยลึกลับที่มองไม่เห็น

“ข…ขอรับ ข้าจะรั้งอยู่ข้างกายฝ่าบาท นับจากนี้ไป”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๔ เช้าของความวุ่นวาย

    เช้าวันถัดมาแสงแดดอ่อนยามสายสาดส่องลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามา แพขนตางามคู่นั้นกระพริบสั่นถี่คล้ายถูกรบกวน ร่างเล็กที่นอนสงบนิ่งบนเตียงกว้างจึงพลิกตัวเลี่ยงแสงที่เริ่มทาบทับลงบนใบหน้าหัวเข้มขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงความร้อนเบาบางจากแสงแดด เขาลืมตามองเพดานเพียงชั่วครู่ ก่อนจะขยับกายหนีอย่างเกียจคร้านแล้วเลื่อนตัวไปยังอีกฝั่งหนึ่งของเตียง ตำแหน่งที่ไร้แสงสะท้อนส่องและให้ความเย็นมากกว่าหลงอี้เซวียนหาได้จะดีดตัวตื่นขึ้นมาไม่ เปลือกตายังคงปิดสนิทอย่างเกียจคร้านทว่า ขณะที่ร่างสูงขยับตัว…ที่ข้างๆ บนเตียงอ่อนพลันอ่อนยวบลงไป จนเขาที่กำลังเคลิบใกล้หลับต้องลืมตาขึ้นมาดูหลงอี้เสวียนลุกขึ้นยืนอยู่ข้างเตียง สายตาคมกริบมองร่างบางที่นอนขดตัวอยู่บนมุมเตียงด้านนอกในท่าที่ดูไม่ค่อยสบายนัก ผ้าห่มถูกดึงไปถึงครึ่ง ทว่ากลับยังคงหลับสนิทเหมือนไม่รู้ตัวว่าเมื่อคืนได้ผล็อยหลับอยู่ข้างฮ่องเต้เสียอย่างนั้นดวงตาของเซวียนอี้หยางพร่ามัวราวกับปกคลุมด้วยหมอกยามเช้า เขากระพริบตาถี่ๆ อยู่หลายครั้งแต่ก็ยังไม่ตื่นเต็มตาเสียที ร่างกายยังอ่อนล้าเหมือนถูกดึงไว้ให้อยู่บนเตียงนุ่มไม่ยอมลุกแต่แล้ว…สายตาที่พร่าเลือนค่

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๓ คือแรกในตำหนักหย่งเทียน

    บรรยากาศยามค่ำคืนภายในของวังหลวงเงียบสงัดจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตนเอง สายลมเย็นพลิ้วผ่านมาแผ่วเบาปะทะผิวกายราวจะแทรกซึมเข้าสู่กระดูกแสงโคมไฟสลัวส่องพร่าอยู่ทั่วทั้งตำหนักหย่งเทียน เหล่าองครักษ์ผลัดเปลี่ยนเวรยามตามตำแหน่งเฝ้าระวังอย่างเคร่งครัด โดยไม่รู้เลยว่าในมุมหนึ่งของตำหนักนั้น มีคนผู้หนึ่งกำลังสู้กับความง่วงงุนอย่างสุดชีวิตเซวียนอี้หยางนั่งพิงเสาไม้กลางห้อง ดวงตาค่อยๆ ปรือลงด้วยความเหน็ดเหนื่อย คล้ายจะเผลอหลับไปทั้งที่ยังอยู่ในหน้าที่คืนนี้เป็นคืนแรกที่เขาต้องคอยเฝ้าระวังความปลอดภัยให้ มังกรผู้นี้แต่ร่างกายกลับล้าเกินรับไหว หนังตาหนักราวถูกค้อนทุบแม้หน้าที่ของขันทีจะดูเหมือนไร้ประโยชน์ เอาแต่เดินตามฮ่องเต้รายงานทุกลมหายใจ แต่หากพูดกันตามตรง…ทั้งวังกว้างใหญ่นี่ มีผู้ใดทำงานหนักกว่าเขาบ้างไหม!นี่หาใช่งานขันทีแล้ว นี่มันงานพี่เลี้ยงเด็กชัดๆ!ทั้งที่งานไม่หนักก็จริง แต่เรื่องยิบย่อยมากมายเสียจนแทบลากสังขารไม่ไหวโดยเฉพาะการต้องคอยเดาความคิดของมังกรผู้นั้นที่ไม่เคยเอ่ยปากบอกความต้องการของตนสักคำ!หากอยากดื่มชาก็ควรพูดออกมา มิใช่เพียงเหลือบมองจอกน้ำชาแห้งเหือดจนริมฝีปากแ

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๒ ฮ่องเต้ผู้เป็นชาแต่ใจอ่อนกับผู้เดียว

    เซวียนอี้หยางก้าวเข้ามาในตำหนักหย่งเทียนตามคำสั่ง มือไม้ยังสั่นระริกด้วยความลนลานทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรผิด ทว่าเขากลับอยากจะวิ่งหนีให้พ้นสายตาคมกริบของบุรุษผู้นั้นที่จับจ้องมองไม่วางตาเหลือเกินแต่กลับต้องพยายามรักษาท่วงท่าตนเองให้สง่างาม สุขุมและเย็นชาให้สมกับเป็นขันทีหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อบานประตูปิดลง ความเงียบงันก็แผ่เข้าปกคลุมฮ่องเต้หลงอี้เสวียนยังคงนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้หอมไม่ขยับทว่าดวงตาคมกริบที่กวาดมองมาทางเขาเพียงครู่เดียว แต่ทำเอาหัวใจเซวียนอี้หยางเต้นแรงจนผิดจังหวะ“ฝนหมึกให้ข้า…และอย่าได้ทำตัวน่ารำคาญ”น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นราบเรียบ แต่กลับไม่กดดันเสียจนหายใจไม่ออกเซวียนอี้หยางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ด้วยความยากลำบาก“ขะ…ขอรับ!”เขาพยักหน้าหงึกๆ แต่มือกลับกำชายเสื้อจนแน่น ก่อนจะเหลือบมองแท่นฝนหมึกที่แห้งเหือดอยู่ข้างกาย แล้วแอบถอยห่างจากบุรุษผู้นั้นอย่างไม่รู้ตัวหลงอี้เสวียนเลิกคิ้วขึ้นอย่างสนใจ สายตาลุ่มลึกกวาดมองบุรุษหนุ่มที่มีท่าทางฮวบฮาบราวกับสตรี มุมปากหนายกขึ้นเล็กน้อยคล้ายยิ้มแต่ไม่ถึงกับยิ้มแต่กลับกดดันจนคนมองใจสั่นเขาเห็นอีกฝ่ายถอยห่างออกไปหนึ่งก้าว จึง

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๑ ขันทีใหม่ในตำหนักมังกร

    สายลมอ่อนต้นฤดูใบไม้ผลิพัดต้องยอดสนจนเกิดเสียงเสียดสีกันเบาๆ อยู่หน้าประตูวังหลวง เหล่าทหาร นางกำนัล และขุนนางเดินขวักไขว่ไปตามหน้าที่ ทว่าเมื่อประตูใหญ่เปิดออก ใครคนหนึ่งกลับมุดผ่านช่องแคบระหว่างเหล่าผู้คุมแล้วก้าวพรวดเข้าไปเหมือนลูกหมาจรจัดหลงฝูงเซวียนอี้หยาง บุรุษหนุ่มรูปร่างเล็ก ผิวขาวจัด ดวงตากลมใสคล้ายสตรี สวมใส่อาภรณ์สีเข้ม ตั้งใจจะเข้าไปอย่างสงบเรียบร้อย ท่วงท่าสง่างามแต่…เขาดันสะดุดชายเสื้อของตนเอง กึ่งล้มกึ่งกลิ้งเข้าไปต่อหน้าผู้คุมซะอย่างงั้น“เจ้าเป็นใคร!”น้ำเสียงเข้มของทหารยามดังขึ้นจนเขาตกใจแทบสิ้นสติเซวียนอี้หยางยกมือขึ้นเหนือศีรษะทันที ดวงตากระพริบปริบๆ ริมฝีปากบางเม้มแน่น “ขะ…ข้าเป็นขันทีใหม่ขอรับ!”ยิ่งพูดก็ยิ่งฟังดูไม่น่าเชื่อ น้ำเสียงหวานรื่นหูหาได้เล็กแหลมน่ารำคาญ มิหนำซ้ำเพราะใบหน้าอ่อนหวานนั้น ยังดูคล้ายคลึงสตรีไม่เหมือนขันทีสักนิดทหารยามหรี่ตาลง ไล่สำรวจมองบุรุษหน้าหวานตรงหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความลังเลและชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจ“ชื่อแซ่อะไร!”เซวียนอี้หยางสะดุ้งเฮือกทันทีเมื่อได้ยินน้ำเสียงทุ้มเข้มเอ่ยขึ้นมา ท่าทางของเขาสั่นไหวชัดเจนราวกับความหว

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status