Accueil / วาย / ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม / ๑ ขันทีใหม่ในตำหนักมังกร

Partager

ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม
ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม
Auteur: วอลจู

๑ ขันทีใหม่ในตำหนักมังกร

last update Date de publication: 2026-02-24 16:37:06

สายลมอ่อนต้นฤดูใบไม้ผลิพัดต้องยอดสนจนเกิดเสียงเสียดสีกันเบาๆ อยู่หน้าประตูวังหลวง เหล่าทหาร นางกำนัล และขุนนางเดินขวักไขว่ไปตามหน้าที่ ทว่าเมื่อประตูใหญ่เปิดออก ใครคนหนึ่งกลับมุดผ่านช่องแคบระหว่างเหล่าผู้คุมแล้วก้าวพรวดเข้าไปเหมือนลูกหมาจรจัดหลงฝูง

เซวียนอี้หยาง บุรุษหนุ่มรูปร่างเล็ก ผิวขาวจัด ดวงตากลมใสคล้ายสตรี สวมใส่อาภรณ์สีเข้ม ตั้งใจจะเข้าไปอย่างสงบเรียบร้อย ท่วงท่าสง่างาม

แต่…เขาดันสะดุดชายเสื้อของตนเอง กึ่งล้มกึ่งกลิ้งเข้าไปต่อหน้าผู้คุมซะอย่างงั้น

“เจ้าเป็นใคร!”

น้ำเสียงเข้มของทหารยามดังขึ้นจนเขาตกใจแทบสิ้นสติ

เซวียนอี้หยางยกมือขึ้นเหนือศีรษะทันที ดวงตากระพริบปริบๆ ริมฝีปากบางเม้มแน่น “ขะ…ข้าเป็นขันทีใหม่ขอรับ!”

ยิ่งพูดก็ยิ่งฟังดูไม่น่าเชื่อ น้ำเสียงหวานรื่นหูหาได้เล็กแหลมน่ารำคาญ มิหนำซ้ำเพราะใบหน้าอ่อนหวานนั้น ยังดูคล้ายคลึงสตรีไม่เหมือนขันทีสักนิด

ทหารยามหรี่ตาลง ไล่สำรวจมองบุรุษหน้าหวานตรงหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความลังเลและชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจ

“ชื่อแซ่อะไร!”

เซวียนอี้หยางสะดุ้งเฮือกทันทีเมื่อได้ยินน้ำเสียงทุ้มเข้มเอ่ยขึ้นมา ท่าทางของเขาสั่นไหวชัดเจนราวกับความหวาดกลัวแล่นวาบขึ้นจนห้ามไม่อยู่

“อี้หยาง…เซวียนอี้หยางขอรับ” เขาพูดแต่สายตากลับหลุบต่ำก้มมองพื้น

หัวใจในอกเต้นกระหน่ำโครมคราม เอาแต่ร้องว่า แย่แล้ว!

เพราะกว่าจะหาทางเล็ดลอดเข้ามาได้ก็นับว่ายากเย็นนัก

เขาสอดส่องสังเกตอยู่นานถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน หากมิใช่เรื่องจำเป็นจริงๆ ชั่วชีวิตนี้คงไม่ย่างเหยียบสถานที่เช่นนี้แม้สักครึ่งก้าว

ทว่ากลับต้องมาตายเอาเพราะสะดุดชายเสื้อของตัวเอง!

ช่างเป็นความอัปยศที่น่าอับอาย ไม่สมควรจะเกิดขึ้นกับคนสกุลเซวียนแม้แต่น้อย

ยิ่งกว่านั้น ตอนนี้ยิ่งไม่เหมาะแก่การแสดงพิรุธใดๆ

ยามนี้แผ่นดินสั่นคลอน บ้านเมืองกำลังกระสับกระส่าย ฮ่องเต้องค์ก่อนถูกลอบสังหารอย่างอุกอาจ คนร้ายยังไร้เงา

แต่กลับมีผู้หนึ่งขึ้นครองราชย์แทน เพียงเพราะหลานชายที่เป็นองค์รัชทายาทโดยสายเลือดมังกร เพิ่งมีอายุเพียงไม่กี่เดือนหลังถือกำเนิด

กลิ่นคาวของการช่วงชิงอำนาจอบอวลไปเมืองหลวง

ยิ่งทำให้ทุกผู้คนหวาดหวั่น หากผู้ใดเคลื่อนไหวผิดจังหวะ เกรงว่าอาจถูกลากตัวไปไต่สวน ตัดหัวหรือลงโทษเฆี่ยนตีจนสิ้นใจได้ทุกเมื่อไม่มียกเว้น

สำหรับสกุลเซวียนกล่าวได้ว่าเป็นตระกูลใหญ่ในราชสำนักที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เพราะมีความสัมพันธ์กับวังหลวงมานาน

อีกทั้งพี่ชายของเซวียนอี้หยางยังเป็นองครักษ์ลับ ส่วนบิดาก็เป็นแม่ทัพใหญ่ และเหล่าญาติฝ่ายบิดาต่างรับราชการเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ทั้งสิ้น

สำหรับบุรุษ นั่นคือเกียรติสูงสุด เป็นความภาคภูมิใจ เป็นความฝันของบุรุษทั้งเมืองหลวงได้กระมัง

แต่สำหรับเซวียนอี้หยางแล้ว…มันคือพันธนาการ

เขาอยากเป็นบุรุษเสเพล วันๆ ไม่ทำอะไรนอกจากเที่ยวดื่ม เล่นสนุก และทำตัวอย่างขี้เกียจเท่านั้น

ทว่าโชคชะตากลับกลั่นแกล้งอย่างเลือดเย็นนัก!

ภายหลังจากเกิดเหตุลอบสังหารฮ่องเต้องค์ก่อน องครักษ์ ขันที และขุนนางหลายฝ่ายถูกกวาดล้าง ราชสำนักเต็มไปด้วยความหวาดระแวง

และผู้ที่ขึ้นครองบัลลังก์…คือฮ่องเต้หลงอี้เสวียน ผู้เป็นท่านอาของรัชทายาทน้อยเพียงไม่กี่เดือน

ราชสำนักจึงกลายเป็นสนามรบ เต็มไปด้วยกลลวง

ดังนั้น พี่ชายของเขาที่เป็นองครักษ์ลับผู้ภักดีจึงยิ่งไม่อาจไว้วางใจผู้ที่ใกล้ชิดในกับบัลลังก์มังกรได้

ขันทีที่ถูกส่งมาใหม่ล้วนไม่น่าเชื่อถือ กระทั่งพี่ชายของเขาจึงตัดสินใจขอให้ทำสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะทำในชีวิต

ปลอมตัวเป็นขันที!

ไม่ใช่เพียงขันทีธรรมดา หากแต่ต้องอยู่ใกล้ฮ่องเต้มากที่สุด

ตามติดทุกฝีก้าว…ทำหน้าที่คอยสอดส่องหาหนอนบ่อนไส้ในราชสำนัก และคอยลอบปกป้องฮ่องเต้อย่างแนบเนียน

สำหรับเขา…คนที่เคยหนีทหาร นี่คือฝันร้ายยิ่งกว่าสิ่งใด

แต่ไม่ว่าจะกลัวเพียงใด แต่เซวียนอี้หยางกลับต้องก้าวเท้าเข้ามาในวังหลวง…เพราะครั้งนี้มิใช่แค่หน้าตาของตระกูล

หากยังเป็นชีวิตที่เขาจะได้ภายหลังจากนี้ต่างหาก!

ในขณะที่ทหารยามยังจับตามองอย่างไม่ลดละ ขวางทางไม่ยอมให้ผ่านไปง่ายๆ ริมฝีปากของเซวียนอี้หยางแห้งผากจนเกือบพูดไม่ออก

“เข้าไปได้…” น้ำเสียงเข้มต่ำ แต่ชัดเจน

แม้ว่าวังหลวงยามนี้จะมีผู้คนเข้าออกจวนเป็นว่าเล่น ย่อมต้องระมัดระวังความปลอดภัยให้มาก หากจะกล่าวถึงในฐานะขันที มองดูแล้วรูปร่างอาจบอบบางไปเสียหน่อย แต่มั่นใจได้ว่าปลอดภัยจากอันตราย

เซวียนอี้หยางได้ยินแล้วรีบเดินทันก่อนอีกฝ่าจะเปลี่ยนใจ

หรือเขาเผยออกมาจนจับสังเกตบางอย่างได้ เพราะดีใจจนเกือบเก็บอาการไม่อยู่ ใบหน้าแดงราวกับไฟลาม หัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมาจากอก

รอดแล้วหนึ่ง! เกือบไปแล้วจริงๆ

เซวียนอี้หยางกลืนน้ำลายพลางปลอบใจตัวเองไม่หยุด เรื่องที่เขาปลอมตัวเป็นขันทีลอบเข้าวัง…มีเพียงบิดาและพี่ชายเท่านั้นที่รู้ หากความแตก ต่อให้สกุลเซวียนยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ปกป้องเขาไม่ได้แน่นอน

เขาจึงได้แต่สูดลมหายใจลึกๆ แล้วทำทีเป็นสงบนิ่ง แต่ในใจกลับร้องลั่น ขออย่าให้ถูกจับได้อีกเลย!

เซวียนอี้หยางเดินตามเส้นทางอันยาวเหยียดของวังหลวง ดวงตากลมกวาดมองไปโดยรอบบริเวณตำหนักยิ่งใหญ่โอ่อ่า ท้องฟ้าสดใสเหนือหลังคากระเบื้องสีมรกต กลิ่นอ่อนๆ ของไม้หอมลอยฟุ้งมาตามลม…แทบทำเขาหลงลืมเป้าหมายไปชั่วครู่

กระทั่งมาถึงลานกว้างหน้าตำหนักหย่งเทียน

บานประตูกำลังเปิดออกพอดี ขุนนางในชุดสีน้ำเงินเข้มเดินออกมาด้วยใบหน้าเร่งรีบ

“ขันทีใหม่ใช่หรือไม่…เข้ามาเสีย ฝ่าบาทเพิ่งเสด็จกลับจากว่าราชการ พระองค์ไม่ชอบเสียงรบกวน หากเผลอส่งเสียงดังแม้นิดเดียว…” ยังพูดไม่ทันจบ ด้านในก็มีเสียงทุ้มเย็นดังลอดออกมา

“น่ารำคาญ! วุ่นวายกันนัก”

ขุนนางผู้นั้นสะดุ้งเฮือก หน้าถอดสีราวกับเลือดไหลหนีหาย ส่วนเซวียนอี้หยางก็ยืนตัวแข็งทื่อ กระพริบตาปริบๆ อ้าปากพะงาบอย่างคนพูดไม่ออก ยังไม่ทันได้เอ่ยสักคำก็ถูกคนตรงหน้าร่ายยาวใส่ หาได้คิดจะไถ่ถามเขาเลยแม้แต่น้อย

ฮ่องเต้หลงอี้เสวียนนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้หอมกลางห้อง ใบหน้าหล่อคมคายราวกับแกะสลักจากหยกเนื้อดี ท่วงท่าเย็นชาเฉกเช่นหิมะเหนือยอดเขา ดวงตาคู่นั้นเพียงทอดมองเพียงครั้งเดียว…แต่กลับทำให้หัวใจของอี้หยางเหมือนโดนบีบเข้าอย่างแรง

นี่ใช่หรือ…คนที่ทั้งเมืองหลวงกล่าวว่าเย็นชาที่สุดในใต้หล้า

แต่เหตุใดถึงได้หล่อเหล่าเพียงนี้กันเล่า!

“เจ้าคือขันทีใหม่…”

น้ำเสียงทุ้มราบเรียบ แต่กดความเย็นเยียบไว้จนสั่นสะท้านถึงกระดูก หัวคิ้วเข้มเลิกขึ้นเอ่ยถาม

อี้หยางคุกเข่าลงทันที เสียงดังสะท้อนกลับมาฟังแล้วคงเจ็บไม่น้อย “พะย่ะค่ะ ข้า...เซวียนอี้หยาง ขอรับ!”

น้ำเสียงของเขาตะกุกตะกักเต็มไปด้วยความประหม่าและลังเล ทั้งชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยคลุกคลีหรือเรียนรู้มารยาทในวังหลวง ถ้อยคำที่เอ่ยออกมากลับเกร็งๆ กังๆ ไม่รู้ชัดเจนว่าควรหรือไม่

พอได้รู้ว่าถูกเรียกให้ปลอมตัวเป็นขันที เขาเพียงพยักหน้ารับและตัดสินใจเข้ามาโดยไม่ลังเล

ทันใดนั้น บรรยากาศเงียบไปชั่วครู่

ดวงตาคมกริบลึกล้ำคู่นั้น จ้องมองด้วยความรู้สึกบางอย่างเหมือนกำลังพิจารณาสิ่งของหายาก

พลางกวาดมองตั้งแต่ศีรษะถึงปลายเท้าอย่างละเอียด

เซวียนอี้หยางเกิดความรู้สึกกระอักกระอ่วน ราวกับถูกลอกผิวทีละชั้นทั้งขนลุกและประหม่าไปพร้อมๆ กัน แม้สายตาจะหลุบต่ำ ไม่กล้าเงยมองตรงๆ แต่กลับอดไม่ได้ลอบมองอย่างหวาดหวั่น

กระทั่ง น้ำเสียงทุ้มต่ำของฮ่องเต้หลงอี้เสวียนเอ่ยเบาๆ

“หน้าตาแบบเจ้ารึ…เป็นขันที”

พอสิ้นคำนั้น หัวใจของเซวียนอี้หยางแทบหยุดเต้น เขาเงยหน้าขึ้นประสานสบตาเข้ากับอีกฝ่ายทันที

รู้แล้วเหรอ!?

จบกันแล้ว…ชีวิตข้าจบตอนแรกเลยหรือ!?

แต่ยังไม่ทันที่จะตอบ ก็ได้ยินน้ำเสียงทุ้มอ่อนลงจากคราวที่แล้ว…แต่นิดเดียวจริงๆ

“อือ…ตั้งแต่นี้ จะเป็นผู้ติดตามใกล้ชิดของเรา”

เซวียนอี้หยางเงยหน้า พูดไม่ออก ได้แต่มองตาปริบๆ งุนงง

ขุนนางผู้นั้นถึงกับตาโตด้วยความตกใจ มองดูผิวเผินแม้อีกฝ่ายจะมีใบหน้าหวานเยิ้มราวสตรี รูปร่างบอบบาง ดูไร้เรี่ยวแรง แต่กลับแฝงความเด็ดขาดแผ่ซ่านออกมาอย่างเหลือเชื่อ

แท้จริงแล้ว ผู้ใดจะรู้กันเล่าว่าบุรุษหน้าหวานตรงหน้าคงจะมีฝีมือไม่น้อย

ทว่าเขากลับก็อดสงสัยไม่ได้จริงๆ ว่า ใครกันแน่จะคุ้มครองใครในยามนี้

ฮ่องเต้หลงอี้เสวียนเอื้อมมือแตะถ้วยชาเบาๆ สายตามองขันทีหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่ลดละ

“ตามติดข้าทุกฝีก้าว อย่าให้ข้าผิดหวัง…เซวียนอี้หยาง”

หัวใจเขาเต้นแรงจนแทบทะลุอก ทั้งตกใจ ทั้งโล่งอก และ…สั่นอย่างประหลาด

เริ่มงานวันแรกก็ได้ติดตามฮ่องเต้แล้วรึ…ง่ายเกินไปกระมัง

แต่ชีวิตเขาจะมีชีวิตรอดถึงวันพรุ่งนี้ไหม!?

เซวียนอี้หยางมองใบหน้าหล่อคมเย็นชาที่นั่งอยู่ตรงนั้น เขาถึงกับยิ้มไม่ออก…แต่ก็หยุดยิ้มไม่ได้เสียที

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๓๓ มังกรผู้หลงภรรยา

    หลายเดือนผ่านไปวันนี้ท้องพระโรงกว้างใหญ่เงียบสงัด ทั้งที่ก็เต็มไปด้วยเหล่าขุนนางมากมายจนแน่นขนัด แต่บรรยากาศกลับคล้ายว่างเปล่า จนไร้แม้แต่เสียงลมหายใจของผู้คน ราวกับเสียงฝีเท้าและคำพูดทุกคำจากภายนอกไม่อาจเข้าถึงได้แสงอาทิตย์ตอนสายสาดส่องผ่านหน้าต่างสูงลงมากระทบพื้นเรียบ เงาและแสงเล่นซ้อนกัน ขับเน้นให้ความว่างเปล่าของท้องพระโรงเด่นชัดยิ่งขึ้นเหล่าขุนนางทุกคนต่างชะงัก ท่าทางเกร็งเครียดด้วยความหวาดระแวง ผวากับอารมณ์ของผู้ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์นั้น เดี๋ยวก็ยิ้มบางๆ อย่างไม่ทันตั้งตัว อีกหน่อยเดี๋ยวก็หัวเราะร่าแผ่วเบา ราวกับจิตใจกำลังโลดแล่นไปกับสิ่งใดไม่อาจหยั่งถึงท่าทางเช่นนี้เกิดขึ้นหลายเดือนแล้ว คราแรกผู้ใดเห็นก็คิดว่าฮ่องเต้หลงอี้เสวียนคงทรุดไข้หรือไม่ก็อยู่ในอาการเจ็บป่วยแต่ผ่านมาหลายเดือนเช่นนี้…ผู้ใดเลยจะกล้าสรุปเช่นนั้นได้อย่างมั่นใจกันอารมณ์ที่ผิดปกติและแปลกประหลาดนี้…ทำให้ชีวิตของทุกคนที่อยู่ในท้องพระโรงหดเกร็ง ระวังทุกคำพูด ทุกท่าที เพราะไม่อาจรู้ได้ว่าฮ่องเต้กำลังคิดหรือหวังสิ่งใดอยู่ หรือบางทีอาจจะเป็นพว

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๓๒ เป็นของข้าเพียงผู้เดียว

    ภายหลังจากความวุ่นวายสงบลง ความเงียบสงบกลับคืนมาสู่ในวังหลวงอีกครั้ง หลงอี้เสวียนนั่งเหยียดหลังตรงอยู่หลังโต๊ะดวลหมากในศาลาข้างสระบัวน้ำสีใสในสระสะท้อนแสงแดดยามบ่ายที่ทอเป็นประกายราวระยิบระยับ สีหน้าของเขาคงราบเรียบไร้อารมณ์ใดให้สังเกต แต่แววตาคมกริบกลับแฝงความเหนื่อยล้าและร่องรอยความตึงเครียดจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาสายลมอ่อนพัดพลิ้วผ่านผืนน้ำและใบบัว เสียงกิ่งไม้กระทบกันเบาๆ คล้ายเรียกให้จิตใจที่ตึงเครียดผ่อนคลายหลงอี้เสวียนโน้มตัวไปจับหมากบนโต๊ะ ปลายนิ้วยาววางลงอย่างใจเย็น ท่าทางเคลื่อนไหวช้าๆ นั้นเผยถึงความอ่อนล้า“ฝ่าบาท…ดูเหนื่อยนัก ข้าจะไปเตรียมน้ำชาให้ขอรับ”เซวียนอี้หยางยืนนิ่งอยู่ไม่ไกล ดวงตาอ่อนโยนจับจ้องไปที่อีกฝ่าย ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มจางๆ ที่บนริมฝีปาก ทำให้บรรยากาศรอบศาลาอ่อนโยนลงอย่างน่าประหลาดหลงอี้เสวียนละสายตาจากหมาก ขยับตัวเล็กน้อย รู้สึกถึงสายตาอบอุ่นที่ลอยมาจากคนใกล้ๆ จนต้องเหลียวมอง“ข้าไม่ต้องการน้ำชาแค่ให้เจ้าอยู่ตรงนี้ เงียบๆ ก็เพียงพอแล้ว” น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่า เย็นยะเยือกแต่กลับเต็มไปด้วยความห่

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๓๑ ความลับถูกเปิดเผย

    ยามนี้ ผู้คนเกือบทั้งเมืองหลวงต่างแห่กันมาห้อมล้อมหน้าประตูวังหลวง เสียงซุบซิบนินทา พูดคุยและเสียงตื่นตระหนกผสมกันเป็นคลื่นวุ่นวายบางคนมายืนทอดมองด้วยความสนใจบางคนหวังตรวจสอบความมั่นคงของเมืองหลวงบางคนลอบถามข้างหูขุนนางถึงเรื่องข่าวลือที่ลั่นลือไปทั่วว่า มีพวกที่พยายามสอดแนมและหาทางแย่งบัลลังก์!และเมื่อพวกเขาเห็นฮ่องเต้หลงอี้เสวียนผู้ที่มีข่าวลือว่าถูกโจรป่าซุ้มดักปล้นระหว่างทางไปสุสานและภายหลังจากนั้นก็ไปหายสาบสูญนานหลายสิบวันปรากฏตัวอีกครั้งหน้าประตูวังหลวงความตื่นตระหนกและความตื่นเต้นปะปนกัน ผู้คนถอยห่างกันราวกับถูกแรงดึงดูดจากความเกรงกลัว สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ร่างสูงสง่าขององค์ฮ่องเต้หนุ่ม ดวงตาเย็นเฉียบคู่นั้นคล้ายกำลังทะลุหัวใจผู้ใดก็ได้หลงอี้เสวียนเดินออกมาแต่ละก้าวหนักแน่นและมั่นคง ร่างสูงสง่าราวภูผา ใบหน้าหล่อคมคายราวกับภาพวาด ทว่ากลับเจือไปด้วยความโกรธเกรี้ยวเต็มเปี่ยมความโกรธนั้น…ที่ฉายชัดออกมาจนเหล่าขุนนางและผู้คนที่ยืนดูอยู่โดยรอบถึงกับปิดปากเงียบกริบ กลัวเป็นเป้าของดวงตาคมกริบเฉียดเฉียนลมหายใจคู่นั

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๓๐ หึงหวงกลางวังหลวง

    ผ้าห่มบนเตียงขยับแผ่วเบา ก่อนที่ดวงตาคมกริบคู่หนึ่งจะโผล่มองขึ้นมา ทั้งดื้อ ทั้งขุ่นเคืองปนความหึงหวงฉายชัดออกมาเซวียนอี้หยางเห็นดังนั้นก็แทบถอนหายใจอีกรอบหลงอี้เสวียนพึมพำต่ำๆ ราวกับออกคำสั่ง“เช่นนั้น ก็อย่าไปดื่มชากับมัน” เขาผ้าห่มขยับอีกนิด เสียงทุ้มต่ำยังคงเจือด้วยดื้อรั้นไม่ยินยอม“วังหลวงก็มีชา…หากเจ้าอยากดื่ม ข้าก็ชงให้ได้!”สายตาคมกริบคู่นั้นช้อนสบกับบุรุษหน้ายังคงเจือด้วยความไม่พอใจอยู่เจ็ดส่วน ริมฝีปากหนาเม้มเป็นเส้นตรง“รูปร่างบางเพียงนี้…จะดื่มอะไรกับมันได้มากเพียงใดกัน”ปลายน้ำเสียงแผ่วเบาคล้ายพึมพำบ่นกับตนเอง แต่ก็ชัดพอให้เซวียนอี้หยางที่ยืนอยู่ไม่ห่างได้ยินไปด้วย ก่อนจะหลุดยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้ท่าทางออกนอกหน้าเช่นนี้นั้น…เขาเอ่ย “ฝ่าบาทกำลังหึงหวงข้าอย่างงั้นงั้นหรือ”เซวียนอี้หยางเอ่ยเสียงอ่อน ใบหน้าหวานปรากฏรอยยิ้มจางๆ อย่างหยอกเย้า พลางโน้มเข้าใกล้ จนระยะห่างเหลือเพียงคืบ“เพ่ย! หลงอี้เสวียน”ทันใดนั้น เสียงของหวังจื่อหลงก็ตะโกนร้องดังลั่นมาตั้งแต่ระเบียงหน้าตำหนัก ราวกับพายุหอบโทสะถั่งโถมเข้ามา“ทั้งวังหลวงกำลังปั่นป่วนโกลาหล! แต่ไฉนคนผู้นี้ยังนอนซุกหัวมุดอย

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๒๙ เด็กสามขวบบนบัลลังก์มังกร

    เดิมทีท้องพระโรงก็วุ่นวายพออยู่แล้ว แต่วันนี้กลับโกลาหลยิ่งกว่าเดิมหลายเท่านักข่าวลือที่ว่า ฮ่องเต้หลงอี้เสวียนถูกโจรป่าดักปล้นระหว่างทางไปสุสานหายสาบสูญ แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงราวกับไฟลามทุ่งหญ้าแห้ง และก่อนที่ผู้ใดจะทันตั้งหลักทัน เหล่าขุนนางบางส่วนก็พากันยื่นฎีกาฉบับหนาปึกเรียงรายเป็นตั้ง เขียนร้องทุกข์ด้วยตัดพ้อสั่นเครือว่าหากฝ่าบาทสิ้นพระชนม์เสียแล้ว เหตุใดราชสำนักจึงยังไร้ผู้ขึ้นนั่งบัลลังก์!หรือราชวงศ์จะไร้ผู้นำปกป้องบ้านเมืองกระนั้นหรือ!ไม่เพียงเท่านั้น ผู้คนในเมืองหลวงจึงเริ่มกระซิบกระซาบว่า บ้านเมืองกระสับกระส่ายสั่นคลอน ความมั่นคงกำลังหายไปต่อหน้าต่อตา ความหวาดหวั่นแผ่ไปทั่วเหมือนหมอกหนาทึบในยามเช้าตรู่และผู้นำความวุ่นวายครั้งนี้ก็ไม่ใช่ผู้ใดอื่นนอกจากคุณชายฉางที่ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าแถวขุนนาง สวมใส่ชุดเต็มยศ สีหน้าแข็งกร้าวคล้ายตั้งใจจุดไฟกลางลานท้องพระโรงให้ลุกโชนเป็นเพลิงเสียงตีฆ้องดังสะท้อนก้องไปทั่วประตูวังหลวงทุกครั้งที่ตีฆ้องกระทบ เสียงลือก็ยิ่งโหมกระพือรุนแรงขึ้น หัวใจของเหล่ากำนัลในวังหลวงและทหารก็สั่นไหวไม่เป็นส่ำฉางเจ๋อเจียนจงใจตีฆ้องไม่หยุดคล้ายตั้งใ

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๒๘ ดื้อรั้นยิ่งกว่าเด็กสามขวบ

    อู๋เซียนก้าวเข้ามาในห้องด้วยอย่างมั่นคงเฉกเช่นทุกวัน ร่างสูงสวมใส่อาภรณ์ซีดเซียวหากแต่สะอาดสะอ้านและเรียบร้อย กลิ่นสมุนไพรจางๆ ลอยละมุนตามมาติดตัว ทำให้บรรยากาศภายในห้องเย็นเยียบลงชั่วขณะ“บาดแผลของฝ่าบาทสาหัสไม่น้อย” น้ำเสียงทุ้มราบเรียบ แต่กลับแฝงความเย็นชาที่ทำให้หลงอี้เสวียนเห็นหน้าแล้วเบื่อหน่ายเขาแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอ มุมปากหนากระตุกโค้งยกยิ้มเยาะอย่างเย้ยหยัน สายตาของหลงอี้เสวียนทอดมองบุรุษผู้มาใหม่ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า“วางใจเถอะ ข้าไม่ได้ง่ายๆ แน่ ที่มีลมหายใจก็หาใช่เพราะฝีมือของเจ้าเก่งกาจแต่เป็นข้ากัดฟันอดทนมาจนถึงตอนนี้ต่างหาก” น้ำเสียงทุ้มเต็มไปด้วยความเย้ยหยันไม่ปิดบังเลยว่า เขาไม่ถูกชะตากับหมอหนุ่มผู้นั้นสักนิดกล่าวได้ว่าชังขี้หน้าเข้ากระดูกดำเสียด้วยซ้ำ!อู๋เซียนมองอย่างไม่สะทกสะท้าน พลางเลิกคิ้วสูงเล็กน้อย “อา…ที่หายดีหาใช่เพราะฝีมือข้า หากแต่เป็นความสามารถของเจ้าใช่หรือไม่”สายตาของอู๋เซียนจับจ้องเขม็งไปที่คนป่วยดื้อรั้นนั้นเต็มไปด้วยความเหนื่อยใจ เหตุใดจึงเถียงคำไม่ตกฟากเช่นนี้ เสมือนเด็กสามขวบที่พยายามอยากเอาชนะก็ไม่ปาน มิหนำซ้ำยังกล้าดีอย่างไรกล่าวว่าเป็นความสามาร

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๗ เรื่องที่ไม่ควรกล่าวถึง

    ความเงียบระหว่างทั้งคู่ยืดยาวขึ้นอย่างน่าอึดอัดเซวียนอี้หยางเก้ๆ กังๆ สายตาล่อกแล่กไปมา นั่งนิ่งตรงนั้น แอบเหลือบตาขึ้นมองพี่ชายแล้วรีบหลุบลงทันที ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะมองทะลุความลับทั้งหมดของเขาเซวียนจื่อเหวินเลิกคิ้วอย่างจับผิด“เงียบเช่นนี้…น่าสงสัยนัก” เขาเอ่ยเสียงเรียบ พลางยกน้ำชาขึ้นจรดริม

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๖ ปั้นน้ำเป็นตัว

    เหล่านางกำนัลและทหารยามที่เดินผ่านบริเวณนั้นต่างเบิกตากว้าง บางคนถึงกับชะลอฝีเท้า หยุดมองด้วยความสนใจทั้งสิ้นภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า…คือขันทีเซวียนกำลังชักสีหน้ามีปากเสียง แถมยังหาเรื่องพระสนมเหม่ยเฟยงั้นหรือ!?หลายคนถึงกับยกมือขึ้นขยี้ตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลัวว่าตนเองจะสายตาเลอะเลือนมองผิดไปร่างบางขอ

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๓ คือแรกในตำหนักหย่งเทียน

    บรรยากาศยามค่ำคืนภายในของวังหลวงเงียบสงัดจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตนเอง สายลมเย็นพลิ้วผ่านมาแผ่วเบาปะทะผิวกายราวจะแทรกซึมเข้าสู่กระดูกแสงโคมไฟสลัวส่องพร่าอยู่ทั่วทั้งตำหนักหย่งเทียน เหล่าองครักษ์ผลัดเปลี่ยนเวรยามตามตำแหน่งเฝ้าระวังอย่างเคร่งครัด โดยไม่รู้เลยว่าในมุมหนึ่งของตำหนักนั้น มีคนผ

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๒ ฮ่องเต้ผู้เป็นชาแต่ใจอ่อนกับผู้เดียว

    เซวียนอี้หยางก้าวเข้ามาในตำหนักหย่งเทียนตามคำสั่ง มือไม้ยังสั่นระริกด้วยความลนลานทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรผิด ทว่าเขากลับอยากจะวิ่งหนีให้พ้นสายตาคมกริบของบุรุษผู้นั้นที่จับจ้องมองไม่วางตาเหลือเกินแต่กลับต้องพยายามรักษาท่วงท่าตนเองให้สง่างาม สุขุมและเย็นชาให้สมกับเป็นขันทีหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status