LOGIN“มีทหารตั้งค่ายอยู่ราว ๆ 5,000 นายพ่ะย่ะค่ะ” สือชงเข้ามารายงานอย่างหนักใจ หลังจากที่ออกไปซุ่มมองที่ค่ายทหารกบฎ ไหนจะประตูเมืองอันแข็งแกร่งมั่นคงที่มีการตรวจตราอย่างเข้มงวด ขบวนสินค้าของเฉินหลงเทียนจึงรั้งรออยู่ที่หมู่บ้านนอกเมืองจนเย็นย่ำเพื่อหยั่งสถานการณ์ สีพระพักตร์เริ่มเคร่งเครียดเมื่อพยายามคิดหาวิธีเข้าเมืองโดยปลอดภัยและหาวิธีจัดการกับทหารที่ล้อมเมืองอยู่ แต่มินตรากลับยิ้ม ๆ “5,000 นี่ล่ะคือกำลังของเราที่เกาซื่ออุตส่าห์หอบมาให้เรา” มินตราเอ่ยความคิด ชายหนุ่มนิ่งคิดไปชั่วครู่ก็แย้มสรวลออกมา พระองค์จึงรีบหันไปสั่งการทันที “เจ้าจงรีบกลับไปดูที่ค่ายทหารว่ามีคนของเกาซื่อคอยควบคุมสั่งการกี่คน แล้วคืนนี้จัดการลอบสังหารมันซะ แล้วชิงตราคำสั่ง สั่งให้เคลื่อนพลมาบุกทั้งนอกและในพร้อม ๆ กัน คืนนี้เราจะเข้าไปบัญชาการทัพจากในเมืองเอง แล้วจงบุกเข้ามาทันทีที่ประตูเมืองเปิด”เหล่าองครักษ์รับบัญชา ก่อนจะรีบถอยฉากออกไปเตรียมตัวลงมือ แผนการยืมกำลังของคู่ต่อสู้ช่างเฉียบขาด เหล่าทหารที่ยก
เพล้ง! เสียงจอกสุราที่ถูกเขวี้ยงตกแตก ดังสะท้อนไปทั่วโถงว่าราชการแคว้นเฉิน หลังจากที่ระบายโทสะ ความหงุดหงิดงุ่นง่านก็มิได้บรรเทาลง กลับหันไปตวาดไล่เหล่านางกำนัลให้ออกไปจนหมดชายพันธุ์ต่ำเนื้อตัวหยาบกร้าน เมื่อยืนเต็มความสูงแล้วแทบรู้สึกว่าสามารถจับคนหักกลางได้ด้วยมือเปล่า ใบหน้าดุดันไว้หนวดเครารุงรัง กำลังไม่สบอารมณ์อย่างยิ่งที่อ๋องแคว้นเฉินไม่กลับมาตามแผนที่วางไว้ เขาอุตส่าห์สร้างหลักฐานเท็จและกุเรื่ององค์ชายเฉินหยวนฟงก่อกบฏอย่างแนบเนียนไร้ช่องโหว่แล้ว แต่เจ้าอ๋องงี่เง่ากลับมัวแต่ชักช้ายืดยาด‘จะรอตรวจสอบข่าวซ้ำไปมาสักอีกกี่รอบกันถึงจะพอใจ รีบ ๆ เสด็จมาสู่กับดักที่กระหม่อมสู้อุตส่าห์บรรจงสร้างถวายเสียโดยดีเถิด แล้วจะสบายพ่ะย่ะค่ะ’แม่ทัพเกาซื่อเดินอาด ๆ ไปนั่งบนบัลลังก์ทองคำอย่างถือสิทธิ์ ภายในวังหลวงแห่งแคว้นเฉินถูกพวกทหารของมันเข้ายึดครองไว้โดยสิ้นเชิงแล้ว แล้วปล่อยข่าวลือให้ร้ายองค์ชายเฉินหยวนฟงแทน ส่วนตนเองก็แสดงบทบาทเป็นท่านแม่ทัพผู้เสียสละจงรักภักดี รอคอยการกลับมาบัญชาการรบของฝ่าบาทอยู่ที่นอกเมือง&
“ไม่ต้องกอดแน่นขนาดนี้ก็ได้เพคะ” เสียงกระซิบแว่วคำรามให้ได้ยินกันแค่สองคน แต่ชาวบ้านร้านตลาดต่างนึกเอ็นดูคู่พ่อค้าหนุ่มกับเมียสาวบนหลังม้า คนขายเนื้อยังนึกอิจฉาจึงหันไปกอดเมียของตัวเองบ้าง“จะนั่งชิดติดกันจนมิ้นต์ท้องเลยรึไงมิทราบ”“เพิ่งจะรู้ว่าเมียของเราท้องได้เหมือนปลาหางนะ ถึงจะออกลูกมาเป็นครอก เราก็เลี้ยงไหวนะ” เมียพ่อค้าคนสวยอยากต่อยคนขึ้นมาตะหงิด ๆ“ปล่อยนะเพคะ กอดอยู่ได้ มิ้นต์นั่งเองได้ ไม่ตกม้าหรอกน่า” แต่ท่อนแขนกลับรวบเอวบางมาแนบพระวรกาย ซ้ำยังกระชับแน่นขึ้นกว่าเดิมจนเธอแทบจะกระดิกตัวไม่ได้“เรากอดเมียของตัวเองมันผิดตรงไหนรึ?” มินตราชักปลงเพราะเรียนรู้แล้วว่าความชีกอแบบดื้อตาใสของพระองค์นั้นไร้เทียมทาน ไหนจะสายพระเนตรหวานฉ่ำที่ส่งมาให้ตลอดเวลาก็เริ่มทำให้ขนแขนลุกเกรียว ถึงมินตราจะเป็นสาวห้าวแรงเกินร้อยแต่ก็เขินเป็น เธอจึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุย“อะ...เอ่อ... เอ่อ ทำไมหลงเทียนถึงจูบเก่งนักล่ะเพคะ?” พอถามออกไปแล้วก็อยากให้ม้ากัดปาก ทำไมจู่ ๆ เธอก็วกไปเรื่องจูบเสียนี่
บทที่ 56 Mission impossible“ที่น่าเป็นห่วงก็คือ พระนางเฉินไทเฮาและองค์ชายเฉินหยวนฟงที่เงียบหายไร้ข่าวคราวสินะเพคะ”ร่างบางเอ่ยผ่านผ้าคลุมหน้าสีดำสนิท โผล่แต่เพียงดวงตากลมโตสุกใส ยิ่งทำให้ดูลึกลับน่าค้นหา ในเช้าวันนี้ขบวนสินค้าปลอม ๆ ได้ขึ้นฝั่งที่เมืองท่าฟู่ห่าวแล้วอย่างปลอดภัยโดยไร้ปัญหา เพราะมีใบผ่านทางที่ได้รับจากจวิ้นเหยาอ๋องโดยตรง ทำให้นายท่าไม่กล้าเข้ามาวุ่นวายมากแต่สองคืนที่ผ่านมาช่างแสนสาหัส มินตราต้องนอนตัวแข็งไม่กล้ากระดุกกระดิก เพราะมีคนตัวใหญ่ถือวิสาสะมานอนกอดด้วย พ่อเจ้าประคุณใช้เหตุผลว่าเป็นผัวเมียกัน ก็ไม่ควรแยกห้องนอน มินตราอยากจะหักคอคนช่างคิดนักแต่พอย้อนนึกแล้วก็หน้าแดงทุกครา“นี่เฉินหลงเทียน แล้วจะให้มิ้นต์นอนห้องไหนเหรอเพคะ?” ตอนนั้นเธอเดินสำรวจรอบเรือสินค้าจนทั่วเพื่อประเมินกำลังและอาวุธทั้งหมด ด้านล่างของเรือก็แบ่งเป็นห้องต่าง ๆ อยู่หลายห้อง ใช้เก็บสินค้าปลอม ๆ และเป็นที่พัก
"ทะ... ท่านอ๋อง! หยุดก่อนเพคะ! อื้อ... มีคนอยู่ตรงนั้นเต็มไปหมดเลยนะ! ลูกน้องของพระองค์มองมาทางนี้หมดแล้ว!" มินตรากระซิบกระซาบเสียงหลง ใบหน้าร้อนผ่าวราวกับจะระเบิดทว่าเฉินหลงเทียนผู้กำลังมัวเมาในกลิ่นกายหอมหวานและรสสัมผัสอันเร่าร้อน กลับทรงแย้มพระสรวลอย่างไม่ยี่ห้อต่อสายตาใครทั้งสิ้น พระองค์ทรงก้มลงกดจูบซ้ำๆ ลงบนพวงแก้มแดงก่ำของนางอย่างหยอกเยหา ก่อนจะกระซิบตอบด้วยสุรเสียงทุ้มต่ำพร่าร่าเริง"ช่างพวกเขาปะไร... ใครกล้ามอง ก็ให้มันตาบอดไปเสียสิ..."ตรัสจบ เฉินหลงเทียนก็ไม่ยอมหยุดพระโอษฐ์ พระองค์ทรงประทับจูบซับความหวานจากเรียวปากอิ่มของเธอต่ออย่างเนิ่นนานและดูดดื่มยิ่งกว่าเดิม พร้อมกันนั้น ช่วงล่างที่แนบชิดกันอยู่ก็เริ่มขยับบดเบียดและถูไถแก่นกายอุ่นร้อนอย่างเอาแต่ใจ สัมผัสเสียดสีที่เย้ายวนทำเอาขาของมินตราอ่อนยวบลงทันที ส่งเสียงครางแผ่วเบาออกมาอย่างห้ามไม่อยู่“อ๊ะ... อย่านะ”พระหัตถ์แกร่งเอื้อมไปรวบชายกระโปรงของมินตราขึ้นอย่างรวดเร็ว ร่นขึ้นจนสูงถึงสะโพก เผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียนและโหนกเนินอวบอิ่มฉ่ำแฉะ เด่นชัดในสายตาของพวกทหารทุกคนที่ยืนอย
“ไม่ต้องกลัวนะ...เราจะอ่อนโยนต่อเจ้า”มินตราเอาแต่ก้มหน้างุด ซ่อนใบหน้าแดงก่ำแต่เคี้ยวฟันกรอด กว่าเธอจะหลุดออกมาจากจูบของเฉินหลงเทียนได้ก็แทบแย่ มาถึงตอนนี้มือทั้งสองกอบกุมอกอิ่มของเธอแล้วอย่างเต็มที่ พลางคลึงเคล้นอย่างทะนุถนอม เพียงสัมผัสสะกิดยอดถันเบา ๆ ก็ทำให้มินตราสะดุ้งตัวไหว แต่เธอก็ต้องกัดฟันกลั้นเสียงร้อง“ปล่อย!” สาวงามพยายามข่มความรู้สึกพลุ่งพล่านแล้วใช้น้ำเสียงจริงจังที่สุด แต่กลับกลายเป็นเฉินหลงเทียนฟังว่ามันช่างน่ารักอะไรเช่นนี้ เนื้อตัวของทั้งคู่ต่างร้อนผ่าวดั่งมีไข้รุมเมื่อจมูกโด่งจรดเนินอก“หอมเหลือเกิน ใช้น้ำหอมกลิ่นใดบอกเราบ้างสิ เราอยากตัวหอมเหมือนเจ้า”รับสั่งออดอ้อนที่ข้างหูพร้อมด้วยลิ้นอุ่นแตะแต้ม มินตราต้องหลับตาแน่นเมื่อสัมผัสได้ถึงจุมพิตเย้ายั่วที่ไหล่เนียน เรี่ยวแรงที่เคยมีคล้ายจะสูญสลายยามชายหนุ่มประคองร่างของเธอให้ล้มตัวลงนอน พร้อมด้วยประทับจูบเนิ่นนาน แสงดาวส่องสว่างพราวระยิบระยับล้อไปกับคลื่นลมทะเล ดวงเนตรสีน้ำตาลเป็นประกายดื่มด่ำแข่งกับดวงดารา หัวใจดวงน้อย ๆ ยิ่งสั่นระริกมินตราต้องหลับตาปี๋ลงแน่น เมื่อสัมผัสได้ถึงจุมพิตเย้ายั่วอันร้อนรุ่มที่ค่อยๆ ไล่ต่ำ







