LOGINชายหนุ่มรับคำ นึกดีใจที่มารดาเองก็คิดเช่นเดียวกับเขา
“ครั้งนี้เกิดดินถล่มขึ้นมา จะว่าไปก็เท่ากับช่วยเรานะขอรับ เพราะฮ่องเต้ทรงมีพระประสงค์ให้ข้านำทหารออกช่วยเหลือชาวบ้าน เรื่องที่คิดจะลดทอนกำลังทหารจึงได้ระงับไป”
“เจ้าสั่งพ่อบ้านให้เตรียมขบวนรถม้าเถิด อีกสองวันค่อยออกเดินทาง”
“ขอรับ ท่านแม่”
หยางไท่เฟยระบายลมหายใจ “เจ้ากับนางร่วมหอกันแล้วใช่หรือไม่”
“ท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วงขอรับ ข้าดื่มยากั้นบุตรไว้ ข้าไม่ยอมให้นางมีทายาทสกุลหยางอย่างแน่นอน”
มารดาของหยางหลีเหว่ยเป็นบุตรสาวจากครอบครัวแม่ทัพ นางเป็นสตรีที่คอยสอดส่องเรื่องในแวดวงขุนนางช่วยสามี
ช่วงการศึกครั้งใหญ่ครั้งที่สองระหว่างแคว้นต้าหลงกับเผ่าหมาป่าที่มีแคว้นเว่ยหนุนหลัง หยางไท่เฟยถูกเรียกตัวเข้าวังหลวง หนิงเฉิงอ๋องหยางข่ายนำทัพออกศึกอยู่แนวหน้า โดยมี หยางหลีเหว่ยอยู่แนวหลัง
พอมีข่าวอ๋องหยางเสียชีวิตในศึกที่หน้าผาหมื่นหมาป่าและบุตรชายเจ็บหนัก หยางไท่เฟยก็กราบทูลลาฮองไทเฮากลับเมืองเฉินม่าย ควบคุมเหตุการณ์วุ่นวายในเมืองและควานหาหมอฝีมือดีมารักษาบุตรชาย
รองแม่ทัพทั้งสี่ล้วนเป็นผู้มีฝีมือช่วยรบค้ำยันมิให้ศัตรูบุกเข้ามาในเมืองจู๋หลิงได้ยาวนานถึงครึ่งปี เป็นเวลาพอดีที่หยางหลีเหว่ยก็หายจากการบาดเจ็บ หยางไท่เฟยจึงเดินทางกลับเมืองหลวง
จากนั้นสามเดือน ท่านอ๋องหยางคนใหม่จึงรบจนได้ชัยและเข้าเมืองหลวงเพื่อรับพระราชทานรางวัลจากฮ่องเต้ แต่เคราะห์ร้ายที่หยางไท่เฟยกลับเกิดเป็นโรคร้ายขึ้นมาทำให้หยางหลีเหว่ยตกหลุมพรางฮองไทเฮา ต้องแต่งเอาหลี่หยวนหยวนเข้าสู่จวนอ๋อง
“ท่านอ๋อง หวางเฟยเล่าขอรับ” องครักษ์ซูยืนรอคำสั่ง
หลังจากวันแต่งงาน หยางหลีเหว่ยก็มิได้เหยียบย่างไปยังเรือนของพระชายาอีก วันนี้มารดาของเขาหายจากโรคร้ายแล้ว ได้เวลาที่เขาควรจะไปพูดจาตกลงเรื่องความสัมพันธ์กับชายาที่น่ารังเกียจให้ชัดเจน
ยิ่งได้รู้จากปากมารดาว่าหลี่หยวนหยวนคือสตรีที่เขาไม่อาจหลบเลี่ยง ไม่ว่าจะอย่างไร ฮองไทเฮากับเสนาบดีชุยต้องหาทางให้เขาแต่งกับนางให้จงได้ ชายหนุ่มยิ่งรู้สึกเหมือนโทสะค่อยๆ พุ่งสูงขึ้นเหนือศีรษะ
‘ที่แท้ นางก็คือสตรีที่ถูกส่งมาทำลายชื่อเสียงและวงศ์สกุลของข้า ฮองไทเฮามอบหญิงสาวแซ่หลี่ที่ดื้อด้าน ไร้ปัญญา และหน้าไม่อายให้ข้าเช่นนี้ ช่างเลวร้ายนัก’
นางอาจจะเป็นคนที่ถูกส่งเข้ามาสืบข่าวและคอยวางแผนทำร้ายเขาในวันหน้า นอกจากนั้น หากเขาคิดจะแต่งชายารองหรือรับอนุภรรยาเพื่อสานสัมพันธ์กับสกุลอื่น ผู้คนที่ได้ยินชื่อเสียงของหลี่หยวนหยวนย่อมจะต้องหวาดหวั่น ไม่กล้าส่งบุตรสาวเข้ามาอยู่ร่วมชายคาแน่
“เดี๋ยวข้าจะไปบอกนางเอง” หยางหลีเหว่ยก้าวเท้าตรงไปยังเรือนที่หลี่หยวนหยวนพำนัก
ในเมื่อไม่ต้องพึ่งพาสกุลหลี่อีก ยามนี้เขาไม่จำเป็นต้องสงวนท่าทีกับนางแล้ว หยางหลีเหว่ยคิดจะแสดงอำนาจให้นางสยบยอมเขาแต่โดยดี
นับตั้งแต่สามีหมาดๆ หายหน้าไป หลี่หยวนหยวนก็มิได้ใส่ใจถามหา พ่อบ้านประจำจวนมาบอกข่าวดีกับนางว่าไม่ต้องไปคารวะน้ำชาแม่สามีในตอนเช้า ทำให้นางใช้ชีวิตแต่ละวันได้อย่างอิสระเสรี
หลี่หยวนหยวนพยายามคิดทบทวนเรื่องราวของตนเอง ทว่าสิ่งที่ผุดขึ้นมามีเพียงเรื่องราวในชีวิตของเจ้าของร่าง หญิงสาวผู้ไร้สาระขั้นสุดแห่งเมืองหลวง ไม่ว่าเรื่องเหลวไหลใด นางผู้นี้ล้วนเคยทำ
ส่วนชีวิตของติงหยวนหยวนแห่งยุคปัจจุบันนั้น นางระลึกได้เพียงว่าตนมีน้องชายอยู่หนึ่งคน บิดาทำธุรกิจ มารดาเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย
ตัวนางทำงานอยู่ในบริษัทจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่มีหัวหน้าแผนกรูปหล่อนามหยางหลีเหว่ย ซึ่งมีรูปร่างหน้าตาและชื่อเดียวกับสามีผู้เป็นอ๋องในยุคโบราณ...เรื่องอื่นๆ ยังมืดมิด!
แม้จะรู้ว่าตนเองทะลุมิติมาในยุคโบราณ แต่กลับไม่รู้ว่าจะกลับไปอย่างไร และอะไรคือสาเหตุของการมาในครั้งนี้ หลี่หยวนหยวนจึงต้องปลอบตนเองให้สงบจิตสงบใจใช้ชีวิตตรงหน้านี้ให้ดีเสียก่อน
เช่นนั้น...สิ่งแรกที่อยากรู้ในตอนนี้ก็คือ ผู้ใดปองร้าย หลี่หยวนหยวน
“ไป๋ซวง ผ้าที่เช็ดเลือดที่ส่งไปให้ท่านหมอเกา ได้ความว่าอย่างไร”
นางคิดจะสืบหาคนที่ลงมือฆ่าเจ้าของร่างในคืนแต่งงานจึงให้สาวใช้นำผ้าเช็ดเลือดไปให้ท่านหมอเกาที่เป็นผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบและซื้อยาขจัดพิษในร่างกายกลับมาให้นางดื่มด้วย
“ท่านหมอบอกว่าเป็นพิษสลายใจเจ้าค่ะ โดยปกติผู้ใช้พิษนี้จะเคลือบบนเข็ม ทิ่มเข้าเส้นเลือด คนที่ถูกพิษมักจะตายในเวลาไม่ถึงครึ่งเค่อ[1]เจ้าค่ะ”
ซุนมามาได้ยินเช่นนั้น มือที่ถือปิ่นปักผม กำลังจะปักลงบนมวยผมที่เกล้าสูงของพระชายาถึงกับชะงัก “หวางเฟยนี่ท่าน...”
“ข้าบอกมามาแล้ว คืนเข้าหอ ข้าถูกคนลอบทำร้าย ดีที่ฟื้นกลับมาได้ ความทรงจำส่วนหนึ่งของข้าจึงได้ขาดๆ หายๆ ไปอย่างไรเล่า”
ซุนมามาหน้าเผือดสี หลังจากนางนำเอาผ้าพรหมจรรย์ของคุณหนูรองไปแสดงต่อท่านป๋อหลี่แล้วก็ขออนุญาตมาอยู่จวนอ๋องหยางเพื่อติดตามคุณหนูรองเพราะหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์สินของฮูหยินผู้เฒ่าจบสิ้นลงแล้ว นั่นเป็นเพราะหลี่หยวนหยวนได้แบ่งมรดกที่ฮูหยินผู้เฒ่าหลี่มอบให้นาง แบ่งให้กับบิดาเพื่อให้บิดามีเงินทองพอใช้จ่ายต่อไป
“เหตุใดท่านไม่ไปให้ท่านหมอเกาตรวจร่างกายให้ดีเล่าเจ้าคะ”
“ซุนมามา เจ้าจำไม่ได้หรือว่าตอนข้าเป็นเด็ก ท่านย่าเคยให้ข้าดื่มยาสูตรลับของสกุลหลี่”
ซุนมามานึกขึ้นได้ก็ค่อยคลี่ยิ้ม “จริงด้วยเจ้าค่ะ”
คุณหนูรองผู้นี้เป็นหลานสาวสุดที่รักของฮูหยินผู้เฒ่า ในวัยเด็กตอนที่กลับไปยังเรือนเก่าสกุลหลี่ ฮูหยินผู้เฒ่าเคยให้นางดื่มยาปรับเลือดให้ทนทานต่อการถูกพิษ เพียงแต่หากรับพิษที่ร้ายแรงมากก็ยังต้องดื่มยาเพิ่มเพื่อขจัดพิษตกค้างออกมา
หลี่หยวนหยวนตอบซุนมามาแล้วก็นึกสะท้อนใจ อันที่จริงสาเหตุการตายของเจ้าของร่างนี้มิได้เป็นเพราะถูกพิษ หากแต่เป็นเพราะเข็มที่มือสังหารใช้ปักที่จุดชีพจรของนางเข้าพอดีจึงได้เสียชีวิตกะทันหัน
น่าเศร้าใจนัก ทั้งๆ ที่ท่านย่าช่วยป้องกันนางจากพิษร้ายได้ แต่กลับรักษาชีวิตของนางจากคนชั่วช้าไม่ได้
‘ไม่เป็นไร หลี่หยวนหยวน ข้าจะต้องแก้แค้นแทนเจ้า’
วันที่สองของการแต่งงานของคุณหนูรอง ซุนมามาก็กลับมาอยู่ที่เรือนพระชายา ไป๋ซวงเล่าให้นางฟังถึงเรื่องที่หลี่หยวนหยวนถูกคนลอบทำร้าย จากนั้นพระชายาก็เอาอ้างว่าตนเองความทรงจำขาดๆ หายๆ อาจจะเป็นเพราะพิษขอให้ซุนมามากับสาวใช้ทั้งสองช่วยทบทวนความทรงจำช่วย
หลี่หยวนหยวนไม่ได้โกหก นางนึกหลายเรื่องราวไม่ออกจริงๆ ในใจนึกโทษเจ้าของร่างที่โง่เง่านัก มิได้ใส่ใจสิ่งรอบข้างเลย สมแล้วที่เป็น ‘สตรีที่ไร้สาระที่สุดในเมืองหลวง’
แม้ซุนมามาจะเล่าอ้อมๆ แอ้มๆ ถึงวีรกรรมของหลี่หยวนหยวนในอดีต แต่นางก็พอรู้ได้ว่าเจ้าของร่างนี้ หากเป็นหญิงในยุคปัจจุบันก็คือ ตัวร้ายในละครโทรทัศน์ที่ทั้งโง่ ไร้เหตุผล ปากกล้า อวดดี พร้อมจะอาละวาดทุกสถานที่ ทั้งเนื้อทั้งตัวหลี่หยวนหยวนผู้นี้มีดีอย่างเดียวที่เห็นได้ชัดคือ ‘ความงาม’
“เห็นหรือไม่ ข้าพูดไม่ผิด มีคนคิดจะฆ่าข้าในคืนแต่งงาน” สีหน้าของหลี่หยวนหยวนมั่นอกมั่นใจยิ่ง
“หวางเฟย นี่คงมิใช่...” ไป๋เยว่ทำหน้าตื่น นางนึกไปด้วยความหวาดกลัวว่าอาจจะเป็นฝีมือของอ๋องหยาง หากว่าเขาเกลียดชังนายหญิงของนางถึงขั้นลงมือส่งคนมาฆ่าในคืนแต่งงานทว่าไม่สำเร็จ วันหน้าก็อาจจะคิดลงมืออีก
“อย่างเพิ่งตกใจไป ไม่ว่าจะเป็นฝีมือผู้ใด ข้าต้องหาทางรู้ความจริงให้ได้” หลี่หยวนหยวนเอ่ยปลอบ
ซุนมามาที่แต่งตัวช่วยพระชายาเสร็จก็เดินตามนายหญิงมายังโต๊ะกลมกลางห้อง บ่าวทั้งสามมองหน้ากันด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
“ท่านอ๋องมา....” สาวใช้หน้าเรือนผู้หนึ่งขานขึ้น หน้าเรือนนอนของพระชายามีสาวใช้เฝ้าอยู่ครั้งละสองคนเพื่อป้องกันผู้บุกรุก หากมีผู้เดินมาใกล้จะถึงพวกนางก็จะต้องขานบอกคนในเรือนว่าผู้มาหา จะได้เตรียมตัว
ฝีเท้าของหยางหลีเหว่ยค่อนข้างเบาเพราะเขาเป็นผู้ฝึกยุทธ์ หลี่หยวนหยวนรีบยกนิ้วชี้ขึ้นขวางแตะริมฝีปากเป็นเชิงปรามมิให้ไป๋ซวงกับไป๋เยว่พูดต่อ ไป๋ซวงรีบเดินไปเปิดประตู
ร่างสูงสง่าของอ๋องหนุ่มแซ่หยางยืนอยู่กลางห้อง “พวกเจ้าสองคนออกไปก่อน ข้ามีเรื่องสำคัญจะกล่าวกับหวางเฟย”
“เจ้าค่ะ” สองสาวยอบกายรับคำ
[1] หนึ่งเค่อ เทียบเวลาสิบห้านาที
**************
“ในฐานะที่หม่อมฉันดูแลวังหลัง สมควรจะใส่ใจทายาทของฝ่าบาทที่ยามนี้เหลือเพียงองค์หญิงน้อยเพียงสองพระองค์ สมควรเร่งรัดการมีองค์ชายเพิ่มขึ้นเพคะ” ฮ่องเต้ฟังแล้วก็นึกถึงฉินเหยา นางตั้งครรภ์มังกรแล้ว จากที่หมอหลวงดูลักษณะครรภ์เบื้องต้นคล้ายจะเป็นพระโอรส ทำให้ฮ่องเต้ทรงมีความหวัง “แล้วเจ้าเล่า เจ้าไม่อยากมีองค์ชายอีกหรือ” “หม่อมฉันไม่แน่ใจเพคะ ว่าตนเองจะมีโอกาสนั้นอีกหรือไม่” โจวฮ่องเต้ที่คิดจะใช้งานคนสกุลต้วนจึงเอาใจต้วนกุ้ยเฟยด้วยการไปพำนักที่ตำหนักของนางในคืนนั้น ต้วนกุ้ยเฟยมิได้นิ่งนอนใจ ต่อให้ฝ่าบาทหลับนอนกับนาง แต่เรื่องการถวายสตรีเพิ่มก็ยังต้องทำ หากว่านางตั้งครรภ์มิได้ รอครอบครองบุตรชายของสนมสักคนก็นับว่านางมีความหวังเช่นกัน หัวหน้าองครักษ์ลับกลับไปยังเรือนลับนอกวัง เส้นทางการเข้าออกวังหลวงที่พวกเขาใช้มีเพียงฮ่องเต้กับพวกเขาเท่านั้นที่รู้ เส้นทางนี้จะว่าไปก็คือเส้นทางสำหรับฮ่องเต้ในการหลบหนีภัยสำคัญ ช่องทางลับนี้ใช้หลบหนีภัยไฟไหม้ในตำหนักได้อย่างสบาย ทางเดินหนีลอดใต้กำแพงวังสูงตระหง่านลอดใต้ถนนไปทะลุยังร้านค้าเล็
ซ่งจิ้นหรานชะงัก องค์ชายโจวอวิ๋นเซวียนผู้นั้นออกผนวชเป็นหลวงจีนสิบกว่าปีแล้ว เดิมทีเคยช่วยงานอดีตฮ่องเต้โจวอู๋ชวนอยู่หลายปี แต่ตอนหลังทรงเลื่อมใสในลัทธิเต๋า จึงบวชเป็นนักพรต ขึ้นไปอยู่อารามบนเขา“เช่นนั้นก็เหมาะสม แต่...”“ท่านห่วงว่าจะหาข้อหาใดที่รุนแรงพอให้โจวจื่ออี้กลายเป็นฮ่องเต้ทรราช ใช่หรือไม่”“ถูกต้อง ต่อให้ฮ่องเต้จะทรงหาทางกำจัดขุนนาง แต่นั่นก็อยู่ในขอบเขตที่ฮ่องเต้สามารถกระทำได้ แต่ขุนนางต้องหาข้ออ้างที่เหมาะสมที่จะกำจัดฮ่องเต้จึงจะไม่ถูกราษฎรสาปส่ง”“ก็ต้องเอาหลักฐานออกมาเปิดเผยให้ได้ว่า โจวจื่ออี้ลอบสังหารอดีตฮ่องเต้และองค์หญิงใหญ่เพื่อขึ้นครองราชย์ จากนั้นค่อยเชิญเสด็จอาเซวียนออกมา”“ซื่อจื่อ มีหลักฐานพร้อมแล้วหรือ”เด็กชายพยักหน้า “ข้าวางแผนมาพักใหญ่แล้ว และหลักฐานพวกนั้น ยามนี้ก็เตรียมเอาไว้เรียบร้อย”ซ่งจิ้นหรานมองเด็กชายที่มีอายุเพียงสองขวบด้วยความอัศจรรย์ใจ หากเขามิได้พูดคุยกับหยางหลิวเหว่ยเป็นการส่วนตัว ไม่มีทางจะเชื่อเด็ดขาดว่านี่คืออดีตฮ่องเต้ที่กลับชาติมาเกิด“ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็สามารถกล่าวอ้างได้ว่าสกุล หยางมีเจตนากำจัดภัยให้ราชวงศ์” ซ่งจิ้นหรานพยักหน้ารับว่า
ซ่งจิ้นหรานอดีตราชครูรูปงามผู้นั้น มาถึงบัดนี้ก็ยังมิได้แต่งงาน หยางหลีเหว่ยไม่อยากจะให้ภรรยาของตนไปใกล้เลยจริงๆ “ฮึ่ม!” หยางหลีเหว่ยระงับความขุ่นเคืองอยู่ครู่หนึ่งก็ค่อยสงบใจลง “แต่หากเราเปิดเผยความผิดของอดีตฮ่องเต้แล้วขุนนางทั้งหลายเห็นควรปลดฮ่องเต้ออก ต่อไปผู้ใดจะเป็นฮ่องเต้แทนเล่า องค์ชายคนเดียวก็สิ้นพระชนม์ไปแล้ว” “ท่านพ่อยังมีแก่ใจคิดห่วงใยบ้านเมือง ช่างจงรักภักดีเสียจริง” หยางหลีเหว่ยหันมามองบุตรชาย “อย่าบอกนะว่าเจ้าอยากให้ท่านปู่เป็นฮ่องเต้เพื่อที่เจ้าจะได้กลับคืนตำแหน่ง” เด็กชายส่ายหน้า “การเป็นฮ่องเต้ฟังดูแล้วยิ่งใหญ่แต่กลับพันธการข้าไว้จนสิ้นไร้อิสระ ข้าไม่ต้องการกลับไปอยู่หลังกำแพงแห่งนั้นอีกแล้ว” “เช่นนั้น จะมีผู้ใดสมควรเป็นฮ่องเต้เล่า” “ท่านพ่อไม่ต้องห่วง ข้าคิดเอาไว้แล้ว มีเชื้อพระวงศ์ผู้หนึ่งที่มีคุณสมบัติครบถ้วน คู่ควรแก่การครองบัลลังก์” “ดีๆ ข้ากำลังหนักใจอยู่เชียวว่าพวกเจ้าจะผลักดันให้ข้าไปเป็นฮ่องเต้ ข้าคงจะอึดอัดตายแท้เทียว เป็นท่านอ๋องก็สบายดีแล้ว ข้าไม่อยากแบกรับภาระการเป็นฮ่องเต้หรอก” หยางข
เด็กชายตัวน้อยลุกขึ้นยืน ผายมือสองข้างออก “ยินดีต้อนรับท่านน้าโจวเข้าสู่สกุลหยาง” ทุกคนมองอดีตฮ่องเต้ที่อยู่ในร่างของเด็กชายตัวน้อยกำลังทำท่าทางคล้ายผู้ใหญ่แต่ดูแล้วน่ารักน่าชังก็พากันหัวเราะ ซื่อจื่อตัวน้อยชักสีหน้า “นี่พวกท่าน! อย่ามาหัวเราะข้านะ อันที่จริงข้าสมควรเป็นผู้นำตระกูลหยางในตอนนี้ด้วยซ้ำไป” แม่ทัพใหญ่หยางอมยิ้ม “ได้ๆ ข้ายกให้หลิวเหว่ยเป็นผู้นำตระกูลแทนข้าเลยก็แล้วกัน แต่น่าเสียดายที่เปิดศาลบรรพชนประกาศเรื่องนี้ไม่ได้” “ท่านปู่! อย่ามาล้อข้า เอาไว้ข้าสวมกวานเมื่อใด ข้าจะบีบบังคับให้ท่านเปิดศาลบรรพชนสละตำแหน่งผู้นำตระกูลให้ข้า” เด็กชายประกาศ “ได้ๆ ปู่เชื่อฟังเจ้า” หยางข่ายผงกศีรษะรับ หลี่หยวนหยวนมองเด็กชายที่ยืนเอามือไพล่หลัง ยามนี้หยางหลิวเหว่ยรูปร่างอวบขึ้น แก้มยุ้ยดูน่ารักน่าชังนัก “ลูกแม่ ที่เจ้าพูดเช่นนี้เพราะคิดการณ์ใหญ่อยู่ใช่หรือไม่” เด็กชายสีหน้าเคร่งขรึม สองมือไพล่หลัง “ถูกต้อง ตอนนี้บารมีสกุลหยางเกินหน้าเกินตาฮ่องเต้ไปแล้ว เห็นที โจวจื่ออี้จะต้องหาทางกำจัดพวกเราให้เร็วที่สุด” ข้อสันน
หนานกงโจวยืนอยู่ข้างหลี่หยวนหยวนและหลานชายทั้งสอง ท่านอ๋องหยางข่ายและหยางหลีเหว่ยสองพ่อลูกอยู่บนหลังม้า หยางไท่เฟยอยู่ในรถม้าคันใหญ่ “ท่านปู่! ท่านพ่อ!” เด็กสองคนตะโกนส่งเสียงแข่งกับชาวเมืองที่กำลังโห่ร้องแสดงความยินดี แม่ทัพใหญ่หยางยิ้มตวัดขาลงจากหลังม้าพร้อมกับบุตรชาย ทั้งสองเข้าไปอุ้มเด็กไว้คนละคน “เจ้าตัวน้อยของปู่!”เด็กชายกางแขนออกเพื่อให้ท่านปู่อุ้มตน ส่วนเด็กหญิงก็กางสองแขนยิ้มหวานรอบิดา “ผู้คนมากมายนัก เจ้าสองพี่น้องไปนั่งบนรถม้ากับท่านย่าเถิด” แม่ทัพใหญ่อุ้มหลานชายไปยืนบนรถม้าคันใหญ่ หยางหลีเหว่ยจึงอุ้มบุตรสาวไปยืนข้างบุตรชาย “ลูกรัก เจ้าเข้าไปนั่งกับท่านย่าเถอะ จะได้สบายหน่อย” หยางไท่เฟยเปิดม่านหน้ารถออกมาพร้อมกับยื่นมือมาหาหลานชายและหลานสาว “พวกเจ้าเข้ามาสิ!” หลี่หยวนหยวนเดินตามมาด้านหลัง หยางหลีเหว่ยหันไปยิ้มให้ภรรยา เขายื่นมือไปกุมมือนางและประคองให้ขึ้นไปบนรถม้า ชายหนุ่มแอบใช้นิ้วสามนิ้วเกาหลังมือนางเบาๆ แล้วยื่นหน้ากระซิบ “ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน หยวนหยวน คืนนี้ส่งเจ้าเด็กสองคนไปนอนกับท่านปู
หนานกงโจวนำมือปราบหลายร้อยนายไปล้อมจวนสกุลอู๋ ฉินกงกงถือพระราชโองการมาด้วยตนเอง เมื่อคนในจวนถูกต้อนออกมาคุกเข่าที่ลานกลางเรือนแล้วก็เริ่มประกาศ “ด้วยโองการแห่งฟ้า อู๋กั๋วกงเจ้ากรมมหาดไทรับสินบนขายตำแหน่งขุนนางและแอบกักตุนข้าวสารในยามเกิดศึกสงคราม ค้าขายเอาเปรียบราษฎร จึงให้ลงโทษตามกฎหมายแคว้นต้าหลง ถอนออกจากตำแหน่ง รับโทษประหารชีวิต ริบจวนและทรัพย์ทั้งหมด เนรเทศทั้งครอบครัวไปยังชายแดน จบพระราชโองการ” บิดาของอู๋ฮองเฮาฟังคำประกาศของรองผู้บัญชาการหนานกงจบก็ถึงกับกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง เสียงร่ำไห้ของอนุภรรยา ลูกๆ ที่เกิดจากอนุภรรยา รวมทั้งบ่าวรับใช้ทั้งหลายดังระงมอู๋กั๋วกงเงยหน้าขึ้นมองฉินกงกง “เหตุใดฝ่าบาทจึงได้ทำกับผู้จงรักภักดีเยี่ยงนี้ สกุลอู๋มีส่วนช่วยให้อำนาจในราชสำนักมั่นคง ไม่ควรคิดถอนรากถอนโคนถึงเพียงนี้”ฉินกงกงยิ้มเย็น “อู๋กั๋วกง รากฐานสกุลอู๋แผ่ไปทั่วราชสำนัก คนที่ท่านผลักดันขึ้นมาเป็นขุนนางมีมากมาย น่าเสียดายที่ส่วนใหญ่ไม่ได้มาด้วยความสามารถ ฮองเฮาเองก็ไม่อาจทรงพระครรภ์ได้แล้ว แต่น่าเสียดายที่พระองค์มิได้อยู่อย่างสงบ หากแต่กลับลอบปลงพระชนม์องค์ชาย
สำนักมือปราบทำการสอบสวนจนรู้ชัด โจรกลุ่มนั้นสารภาพว่าเซียวหว่านหรือซางฮูหยินคือนายจ้างของพวกตน ทว่าเหตุที่พวกเขาจุดไฟที่ร้านประทัดทำให้เกิดการระเบิด มีเพลิงไหม้ ทำให้มีคนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุหนึ่งราย เสียชีวิตในตอนวิ่งหนีอีกสองราย อีกทั้งยังมีบาดเจ็บเนื่องจากวิ่งหนีเพราะความตกใจอีกจำนวนหน
ซางฮ่าวอวี่มองลงไปยังถนนเบื้องล่าง ฮูหยินเอกของเขากำลังยืนพูดคุยกับคุณหนูต้วนอยู่หน้าร้านเครื่องประดับ ขุนนางหนุ่มยกจอกน้ำชาขึ้นจิบ ขณะหูฟังคนของตนรายงานพฤติกรรมของเซียวหว่าน ครั้นฟังจบก็ยกยิ้มมุมปากก่อนจะโบกมือไล่ “พอแล้ว เจ้าไปตามดูนางต่อเถอะ” เมื่อคนผู้นั้นจากไป คนสนิท
เสี่ยวเอ้อร์ด้านนอกส่งเสียงเข้ามาบอกว่าอาหารพร้อมแล้ว “พี่เหนือ ข้าหิวพอดี รีบให้พวกเขาเอาเข้ามาเถิด” ชิวต้าซานเอามือลูบท้อง อาหารถูกลำเลียงมาตั้งโต๊ะ คนทั้งสี่จึงขยับเข้ามานั่งที่เก้าอี้ ชิวลี้จิ่นเห็นอาหารจำนวนมากก็กลืนน้ำลายดังเอี๊อก เขาดีใจที่หลี่หยวนหยวนมาเยือน ไม่เช
เฉาเฟิง เจิ้งตู้ และซูจิ้ง ล้วนตกอยู่ในอาการคุมแค้นดุจเดียวกัน ศึกครานั้น พวกเขาติดตามหยางหลีเหว่ย ออกรบด้วย ทว่าหน่วยของพวกเขาถูกล่อให้ติดกับดักที่เบื้องล่าง ทหารแคว้นศัตรูรายล้อมทุกด้าน นับเป็นหมากที่มีโอกาสแพ้อย่างสูง ในยามนั้นคุณชายใหญ่หยางถูกแทงไปหลายแห่งแต่ก็แข็งใจ บุกขึ้นไปถึงหน้าผา







