LOGINมินตราแยกไปที่ห้องทางปีกขวา เมื่อเข้าไปแล้วก็พบว่าด้านในเป็นห้องรับรองขนาดใหญ่ มีโซฟาสีแดง มีโพรเจกเตอร์ขนาดใหญ่ และกระจกที่สามารถมองลงไปดูชั้นล่างที่เป็นเครื่องเล่นพนันทั้งโรงแรม
ทางด้านขวาของห้องมีบาร์เหล้าและไวน์ราคาแพง มุมข้างๆ ก็มีของว่างรับรองไว้สำหรับกินแก้เบื่อ เรียกได้ว่าเป็นห้องรับรอง VIP ที่เธอไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้มาพบเจอ
ด้านหลังมุมของว่างมีกระจกบานใหญ่ตั้งอยู่ มินตราเดินไปยืนหน้ากระจกเพื่อสำรวจตัวเอง จากนั้นก็เดินกลับไปนั่งลงที่โซฟาสีแดง แล้วหยิบนิยายเล่มโปรดขึ้นมาอ่านฆ่าเวลา
จากหนึ่งชั่วโมงก็ผ่านไปครึ่งวัน จากครึ่งวันก็ผ่านไปถึงเย็น เธอรอจนหิวจึงเดินไปหาอะไรกินที่เคาน์เตอร์บาร์ จากนั้นก็กลับมานั่งที่เดิมจนผล็อยหลับไป
มินตรามารู้สึกตัวอีกรอบก็ตอนที่เสียงประตูดังขึ้น เธอลืมตาแล้วลุกขึ้นจากโซฟา เมื่อเห็นนาคินที่มีสีหน้าไม่สู้ดีเดินตรงมาหาเธอ ก่อนจะนั่งลงแล้วจับมือเธอไว้
“ตา พี่มีเรื่องจะขอร้อง”
เธอใจไม่ค่อยดีที่ได้ยินเรื่องนี้ “พวกเราได้เงินแล้วก็รีบกลับเถอะค่ะ” เธอคิดถึงเมืองไทยแล้ว
สีหน้านาคินเหมือนจะยิ่งทะมึนมากกว่าเดิม “กลับน่ะกลับได้ แต่ก่อนกลับตาช่วยอะไรพี่หน่อย”
“ช่วยอะไรคะ” เธอยังไม่เข้าใจความหมายที่เขาพูด
นาคินก็ทำสีหน้าเหมือนลำบากใจ “พอดีพี่แพ้พนันรอบนี้ ไม่ใช่แค่หมดตัว แต่ยังมีหนี้เพิ่มอีก”
“พี่คิน” มินตราเอ่ยอย่างตกใจ สีหน้าไม่สู้ดี ใบหน้าเริ่มซีดเผือด
“แต่ตาไม่ต้องกลัวหรอกนะ พวกนั้นไม่ได้ทำอะไรพี่”
มินตราได้ยินเช่นนั้นก็พ่นลมหายใจโล่งอกออกมา แต่ทำไมเธอถึงรู้สึกว่าอีกฝ่ายมีเรื่องจะพูดอีก
“เพียงแต่มีข้อตกที่จะล้างหนี้ทั้งหมด พวกเขาเสนอให้ตานอนกับเจ้านายเขาครั้งหนึ่ง ครั้งเดียวเท่านั้นตา แล้วหนี้ทุกอย่างจะจบลงทันที พวกเราก็จะได้กลับเมืองไทย”
มินตราดึงมือตัวเองออกจากมือเขาแล้วรีบถอยหนี “ตาไม่ตกลง” เธอตอบอย่างรวดเร็ว แต่อีกฝ่ายก็รีบขยับตามไปดึงมือเธอมาจับเหมือนเดิม สายตาเขาอ้อนวอน
“ตาทนเห็นพี่ตายได้เหรอ คนพวกนั้นบอกว่าถ้าไม่ทำวิธีนี้พวกเราก็จะไม่มีชีวิตออกจากที่นี่ แค่ครั้งเดียวนะตา มันไม่สึกหรอหรอกเชื่อพี่ เราก็หลับหูหลับตานอนๆ ไปก็พอ”
“พี่คิน” เขาพูดแบบนั้นออกมาได้ยังไง เธอเคยคิดว่าเขาเห็นแก่ตัว แต่ไม่คิดว่าจะถึงขนาดเอาเธอไปขายแลกเงิน
“ชีวิตเป็นของตา ถ้าตาไม่ยอมใครจะทำอะไรได้” เธอยังดื้อรั้นเหมือนเดิม เลยทำให้นาคินสติหลุดเพราะกลัวตาย เขาลุกขึ้นยืน ง้างมือจะตบหน้าเธอ
มินตราไม่อยากเชื่อสายตาว่าคนสุภาพเช่นเขาจะกล้าทำแบบนี้ “พี่คิน” เธอเรียกสติเขา แต่เหมือนเขาจะไม่ฟัง แม้จะลดมือที่ง้างลง แต่ก็เปลี่ยนมาบีบแขนเธอแทน
“พี่ไม่เคยขออะไรตาเลย ที่พี่ยอมคบเราก็เพราะแม่ของเธอเอาเธอมาขัดดอก แต่พี่ไม่ทำอะไรเธอเลย ยังให้เกียรติเธอ แบบนี้แล้วเธอจะไม่ตอบแทนพี่เลยเหรอ ดอกเบี้ยของแม่พี่ขอคิดจบในหนี้ครั้งนี้เลยแล้วกัน”
ขัดดอกคืออะไร สีหน้ามินตราไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน ไม่ใช่ว่าเขาชอบเธอหรอกเหรอ ที่เขาทำดีกับเธอก็เพราะแม่เลี้ยงเธอเอาเธอไปขัดดอกหรอกเหรอ
“แต่ถ้าตาไม่ทำก็จ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยของแม่เธอที่ติดพี่มาเดี๋ยวนี้ และรวมครั้งนี้ด้วย”
“ครั้งนี้ตาไม่ได้ก่อ”
“โธ่เว้ย เพราะมึงมันตัวซวยไง กูถึงได้แพ้หมดเนื้อหมดตัวแบบนี้ ยังจะมาทำหวงเนื้อหวงตัวอีก มึงรีบไปนอนกับมันซะ แล้วพวกเราจะได้กลับบ้านกัน มันแก่ขนาดนั้นชักเข้าชักออกสองนาทีก็เสร็จแล้ว จะไปกลัวอะไร”
แค่กๆๆ คนที่แอบมองจากกระจกอีกด้านถึงกับไอออกมา หันมองเจ้านายที่หัวเราะขำ “เจ้านายจะเข้าไปเมื่อไหร่ครับ”
“ยังก่อน ให้เธอเห็นธาตุแท้ไอ้หมอนั่นก่อน”
หวังเฉินกล่าวอย่างใจเย็นแล้วเฝ้ามองละครตรงหน้าต่อ
“พี่คิน พี่กำลังบังคับให้ตาไปทำเรื่องที่ตาไม่ยินยอม แต่พี่พูดกับตาแบบนี้ได้ยังไง” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงตำหนิ อีกฝ่ายก็นึกได้ว่าตัวเองต้องพึ่งเธอ จึงเปลี่ยนน้ำเสียงใหม่
“ตา พี่ขอโทษ คือพี่กลัว กลัวว่าตัวเองต้องเอาชีวิตมาจบที่นี่ ดังนั้นตายอมรับข้อตกลงนะ นอนแค่ครั้งเดียวแลกกับเงินสิบล้านที่ชีวิตนี้ตาหาเองยังไม่ได้เลย”
สิบล้าน มินตราตกใจกับจำนวนเงินที่ได้ยิน แถมคำว่าชาตินี้ยังหาเองไม่ได้ยังกระทบใจเธออีก เธอก็แค่ลูกชัง แค่ซื้อเสื้อผ้าเองก็ยังไม่ได้ ต้องคอยรับเสื้อผ้าต่อจากน้องสาวมาตลอด
“ถ้าตาตกลง หนี้ของแม่จะถูกลบใช่ไหมคะ” แต่เธอก็อดห่วงครอบครัวที่ไม่รักเธอไม่ได้อยู่ดี
นาคินรีบพยักหน้า เพราะหนี้จำนวนนั้นแค่ล้านเดียว แลกกับสิบล้านถือว่าเล็กน้อยจนมองไม่เห็น
“และพี่สัญญาว่ากลับไปครั้งนี้พี่จะแต่งงานกับตา พวกเราจะแต่งงานกัน”
คำว่าแต่งงานคือสิ่งเดียวที่มินตราปรารถนา เธออยากหลุดออกจากบ้านหลังนั้น และมองหารักที่จริงใจ
“แต่พี่คินก็ต้องสัญญากับตาด้วย ว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่พี่จะเล่นการพนัน ต่อจากนี้พี่จะไม่แตะมันอีก”
นาคินก็เหมือนคนจมน้ำที่ใกล้ตาย มินตราพูดอะไรมาเขาก็รีบรับปากทันที “แน่นอน ครั้งนี้พี่เข็ดแล้วจริงๆ ต่อไปพี่จะไม่แตะต้องมันอีก”
ครั้งเดียวแลกกับอิสระที่อยู่ข้างหน้า มันก็คุ้มไม่ใช่เหรอมินตรา อย่างที่เขาบอก แค่หลับตาครั้งเดียวก็พอ “ตกลงค่ะ”
มินตราตอบตกลง นาคินก็รีบปล่อยมือที่บีบแขนจนแดงช้ำแล้วสวมกอดเธอแทน มือก็ลูบผมปลอบ
“แค่ครั้งเดียว แล้วพวกเราจะมีความสุขไปด้วยกัน”
จริงเหรอ... เธอถามตัวเองอีกครั้ง แต่เมื่อรับปากไปแล้วก็ไม่สามารถกลับคำได้อีก แม่ของเธอสอนเธอแบบนั้น
‘คนเราต้องซื่อสัตย์กับคำพูดตัวเองนะลูก อย่าได้ผิดต่อคำพูดตัวเอง’
ครั้งนี้หนูคิดถูกใช่ไหมคะแม่...
ชายหนุ่มนั่งมองลูกที่ได้มาหมาดๆ นั่งหน้าบูดอยู่บนโซฟา พอหันจากลูกมาก็เห็นกองเอกสารมากมายวางอยู่บนโต๊ะ ที่ผ่านมาเขาสบายมาตลอด มีแค่รอเงินปันผลหุ้นส่วนทุกเดือน แต่ไม่เคยทำงานเป็นจริงเป็นจัง ไม่คิดเลยว่าธุรกิจสกุลหวังจะมีมูลค่าหลายหมื่นล้าน พี่ชายเขาเอาเวลาไหนนอนเนี่ย เพราะเขามาทำงานแค่ไม่กี่วัน ตาเขาก็ใกล้จะเป็นหมีแพนด้าแล้ว เขาหยิบปากกาขึ้นมากำลังจะทำงาน เด็กน้อยที่นั่งอยู่โซฟาก็พูดขึ้นว่า “ผมหิว” คนได้ตำแหน่งพ่อหมาดๆ เงยหน้าขึ้นมอง “ก่อนออกจากบ้านฉันให้นายกินข้าว แล้วแต่นายไม่กิน” ตอนนี้คำว่าลูกเขาก็ไม่พูดแล้ว โทสะก็เหมือนจะเพิ่มมากขึ้น เด็กน้อยทำปากเบะอีกแล้ว เขาเลยรีบลุกไปหา แล้วตะโกนให้เลขาหาอะไรมาให้เด็กน้อยกิน สุดท้ายก็วุ่นวายทั้งออฟฟิศ เพราะเด็กน้อยคนนี้ก็เหมือนพี่ชายเขาย่อส่วนมา “ไข่ดาวไม่สุกผมไม่กิน ขนมปังกรอบเกินไป นี่ก็เค็มไป กินแล้วจะไตวายได้ น้ำอุ่นไม่เอา ผมดื่มแล้วเจ็บคอ” นี่พี่ชายสอนลูกเขาแบบไหนนะ ถึงได้ถอดแบบมาหมดอย่างนี้ “ไม่ต้องบ่นน่า กินเข้าไป ไอ้ไข่ดาว ขนมปัง หรือแยมอะไรพวกนี้นายก็ยั
มินตราประคองเขาขึ้นมาโอบกอดไว้แน่น ชายหนุ่มหันมองคนที่กำลังถ่ายอยู่ เพียงพริบตาเดียวคนของเขาก็หันหลังอย่างพร้อมเพรียง แต่มีคนเดียวที่ยังหาญกล้าแอบถ่ายอยู่ สองคนที่ยืนอยู่ตรงระเบียงไม่ได้สนใจอีก เขามองตาเธอ โน้มจูบตรงหน้าผากแล้วเลื่อนริมฝีปากลงมาจรดที่จมูก และบรรจบที่ริมฝีปากที่แสนรัก ความอุ่นละมุนทำให้มินตราหลับตาพริ้มมีความสุข ยามเมื่อเขาถอนจูบแสนหวานนั้น ชายหนุ่มก็พูดสิ่งที่เก็บมานาน “ผมรักคุณ” คำสามคำแสนง่าย แต่ตราตรึงเข้าไปในใจเธอ ที่ผ่านมาไม่ว่าเขาจะใช้แผนการใดเพื่อให้เธอเข้าไปอยู่ในการพนันนั้น แต่ผลลัพธ์ของมันก็ทำให้เธอได้พบเจอกับรักที่แท้จริง “ขอบคุณนะคะ”คนอยากได้ยินคำว่ารักค่อนข้างผิดหวัง “ผมนึกว่าคุณจะบอกว่ารักผมเสียอีก” เขาพูดอย่างน้อยใจ จนกระทั่งหญิงสาวขยับเข้ามาใกล้เขาอีกก้าว ลมหายใจอุ่นอยู่แค่เอื้อม มินตราที่ตัวเล็กกว่าก็เขย่งเท้าขึ้นไปกอดคอเขา“ฉันรักคุณมากค่ะ” พูดจบก็ประกบปากเขา เป็นจูบที่หอมหวานที่สุด จากนั้นริมฝีปากของสองคนก็มอบความรักให้แก่กันอยู่นานบอดีการ์ดที่ยืนใกล้หยางเจิงสะกิดชายหนุ่ม“นายถ่ายหมดไหม”“หมดสิ”“ถ่ายแบบนี้เจ้าน
หยางเจิงที่ยืนอยู่ถึงกับอ้าปากค้าง แต่ก็ไม่แปลกใจ เพราะคุณชายรองเหมือนหาเรื่องเอง คงไม่คิดว่าพี่ชายจะโมโหเรื่องนี้ แต่เขาที่ติดตามเจ้านายมานานจึงรู้ว่าเจ้านายรักคุณมินตรามาก ดังนั้นหลังจากนี้ อย่าคิดเลยว่าจะมีผู้หญิงคนไหนได้เข้าใกล้เจ้านายได้อีก ยกเว้นคุณมินตราคนเดียว “แกเอาตัวเองให้รอดก่อนค่อยมายุ่งเรื่องของฉัน เรื่องของนายยังเอาตัวไม่รอดเลย ” แหม พี่ชายก็เกินไป เขาก็แค่หวังดี “เอาเถอะ เชิญพี่บูชาเมีย ยกย่องเมียไปคนเดียว ผมไม่เอาด้วยหรอก” “ทำมาเป็นปากดี แล้วฉันจะคอยดู ว่านายจะหอนมากกว่าฉันหรือเปล่า” “อ๊ะ พี่ยอมรับว่าตัวเองเป็นหมา” “เออ ฉันยอมรับว่าเป็นหมา หมาที่ซื่อสัตย์ต่อเมียตัวเดียว ไม่ได้หลายตัวอย่างนาย แต่ฉันจะคอยดู เพราะนายจะกลายเป็นหมาหัวเน่า และหอนยิ่งกว่าฉัน” หวังเทียนยกไหล่ พูดด้วยความมั่นใจ “ไม่มีทาง” ในเมื่อพี่ชายไม่ไป คืนนี้ผมไปเอง“เออ” พี่ชายพูดจบก็ยกเท้าขึ้นมาคล้ายจะถีบ คนเป็นน้องชายก็รู้ทันรีบวิ่งโดยไว พอพ้นก็ยกมือโบกบ๊ายบายกวนบาทาต่อไป ส่วนเขาก็ขยับสูทให้ดูดีเพื่อไปร
มินตราที่นั่งรออยู่ในรถแทบจะนั่งไม่ติด เขาหายไปหนึ่งชั่วโมงแล้ว จะโทรหาเขาก็โทรไม่ได้ แต่ว่าข้างในที่ยังเงียบสนิท ก็พอทำให้เธอเบาใจได้ จนกระทั่งประตูของสกุลเซิ่นเปิดออก แล้วชายหนุ่มก้าวขึ้นมานั่งบนรถ เธอก็รีบถาม “สำเร็จไหมคะ” ชายหนุ่มยิ้ม แล้วหยิบสัญญาขึ้นมาให้เธอดู มินตรารับไปอ่านรายละเอียดด้านใน “แต่ฉันรู้สึกว่าคุณเสียเปรียบ” “ไม่มีอะไรเสียเปรียบมากไปกว่าการไม่มีคุณ ผมยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้พวกเราได้อยู่ด้วยกัน” พูดถึงการอยู่ด้วยกัน ตอนนี้พวกเขาเหลืออุปสรรคอีกเพียงแค่ด่านเดียว มาดามหวัง ชายหนุ่มรับรู้ได้ถึงสิ่งที่เธอกังวล “ไม่ต้องกลัว ผมเชื่อว่าแค่เรารักกันแม่จะเห็นใจเราในที่สุด” “แล้วถ้าผลมันออกมาตรงกันข้ามล่ะ คุณจะเสียใจไหม” “ไม่มีคำว่าเสียใจ และไม่มีคำว่าผิดหวัง เพราะผมจะทำให้แม่ยอมรับคุณให้ได้” มืออุ่นๆ กุมมือเธอแน่นตลอดทางจนมาถึงหน้าบ้านสกุลหวัง นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้มาอยู่หน้าบ้านของเขา ได้เห็นความอลังการของตัวบ้านที่สืบทอดมาหลายร้อยปี บ้านที่ได้ชื่อว่าเป็นข
“แค่ฉันช่วยคุณ คุณก็รักฉันแล้วเหรอ” ชายหนุ่มล้มตัวนอนแล้วดึงเธอเข้ามากอด จากนั้นก็จูบหน้าผากซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาถอนหายใจ แต่ก็ยอมพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา “ตอนผมอายุ 5 ขวบ ผมออกไปวิ่งเล่นนอกบ้าน เจอหมาตัวใหญ่ตัวหนึ่ง พอมันเห็นผมมันก็วิ่งไล่กัดจนขาผมเลือดออก แต่เพราะผมกลัวตาย ผมก็เลยรีบวิ่งหนีมาจนถึงหน้าบ้าน เมื่อไปถึงหน้าบ้านผมก็ตะโกนบอกแม่ให้รีบเปิดประตู แต่สิ่งที่แม่ทำคือ แม่ยืนอยู่หน้าประตู และพูดกับผมว่า ถ้าแกเป็นลูกชายสกุลหวังจริงก็ต้องรู้จักเอาตัวรอดด้วยตัวเอง เรื่องง่ายๆ แค่นี้ถ้าเอาตัวรอดไม่ได้ แกก็อยู่กับสภาพแวดล้อมนี้ไม่ได้เช่นกัน ตอนนั้นผมคิดว่าผมคงใกล้ตายแล้ว คงหนีหมาตัวนั้นไม่รอด ผมได้แต่มองสายตาเลือดเย็นของแม่ที่มองมา แม่ยืนตรงหน้า แต่ไม่แม้จะขยับมาเปิดประตูให้ผม จังหวะนั้นเอง ผมคิดว่าบนโลกใบนี้ไม่มีใครช่วยผมอีกแล้ว หากว่าคนพวกนั้นไม่ได้รับผลประโยชน์ ผมเห็นก้อนหินก้อนหนึ่งจึงหยิบมันขึ้นมาฟาดหมาตัวนั้น แต่เชื่อไหม กว่าหมาตัวนั้นจะตายผมเองก็ถูกกัดเกือบปางตายเช่นกัน ตั้งแต่วันนั้นผมก็ไม่เคยจะพึ่งพาใครยกเว้นตัวเอง แต่คุณที่เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ กลับรีบวิ่งม
สมองของหวังเฉินตอนนี้เหมือนภาพโฮโลแกรมที่หายไปได้ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง ความทรงจำหนึ่งเดือนที่หายไปก่อนหน้าตอนนี้ได้กลับมาแล้ว เขาเงยหน้ามองมินตราก็รู้เลยว่ารักเธอแค่ไหน “ผมจำได้แล้ว” หญิงสาวที่คุกเข่าในสภาพเปล่าเปลือยตรงหน้ารีบเข้าไปกอดเขาด้วยความดีใจ ทำให้เนินอกของเธอเบียดกับแผ่นอก ยิ่งทำให้ท่อนเอ็นร้อนของชายหนุ่มขยับใหญ่ขึ้นกว่าเดิม เขาเงยหน้ามองเธอแล้วจูบ ก่อนจะแทรกลิ้นร้อนเข้าไปในโพรงปาก ดูดกลืนแลกความอุ่นร้อนและซาบซ่านั้นให้กันและกัน น้ำตาของมินตราไหลออกมาด้วยความปลาบปลื้ม เขาเองก็จูบพรมซับน้ำตาให้หญิงสาว “ผมสัญญาว่าจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก” เธอก็ไม่อยากให้เขาลืมเธออีกแล้ว “อยู่กับฉันไปตลอดนะคะ อย่าไล่ฉันไปอีก” เธออยากอยู่กับเขา ไม่ว่าเขาจะให้อยู่ในฐานะไหนก็ตาม ความทรงจำกลับมาก็จริง แต่เรื่องราวยังไม่จบแค่นี้ ในเมื่อความปรารถนาจุดติดแล้ว ตอนนี้เพลิงในใจก็จุดติดเช่นกัน เขาประคองร่างบางไปที่เตียงนอน แล้วประคองเธอลงนอนบนเตียง ก่อนหน้านี้เขาคงเสียสติ ถึงได้ลากเธอลงไปบนพรมแบบนั้น ไม่รู้ว่าผิวขาวนวลตรงนั้นจะมีรอยหรือเปล่า พอคิดได้เขาก็รีบพลิกกายเธอให้หันหลัง เผยให้เห็นแผ่นห







