Masuk“พระชายา เกิดอันใดขึ้นเพคะ ?”
หลู่เจียว สาวใช้ที่ติดตามมาจากจวนเซี่ยกั๋วกงผู้เป็นบิดาของนางและบิดาของไป๋ฮองเฮา เมื่อเห็นว่าผู้เป็นนายสาวของตนเองกลับมาจากตำหนักส่วนตัวของชินอ๋องเฉินอี้หานก็ตรงไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ ฝนหมึก จากนั้นก็เริ่มเขียนบางสิ่งอย่างตั้งอกตั้งใจก็รีบเอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะตอนไปก็ดูเหมือนพระชายาไป๋จะมีสีหน้ายินดีให้เห็น เนื่องจากไม่บ่อยนักที่ชินอ๋องจะเรียกพบพระชายาเช่นวันนี้
ถึงแต่ละครั้งที่ชินอ๋องเรียกหาพระชายาไป๋หากไม่เรียกไปลงโทษก็เรียกไปแค่อ่านตำราอ่านหนังสือต่าง ๆ ให้เขาฟัง แต่สำหรับพระชายาไป๋ที่แอบรักชินอ๋องมานาน แค่เท่านั้นหลู่เจียวก็เห็นอีกฝ่ายมีความสุขมากแล้วจริง ๆ ยิ่งช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาชินอ๋องไม่ค่อยเรียกสตรีจากในวังมาปรนนิบัติทุกราตรีเช่นแรก ๆ แล้ว แต่มักเรียกหาพระชายาไป๋ไปคัดตำราไม่ก็อ่านให้ฟังจนดึกทุกวันนางก็คิดว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองจะดีขึ้นแล้วเสียอีก แต่นี่ดูเหมือนสีหน้าของพระชายาไป๋ย่ำแย่นัก คงไม่ได้ถูกเรียกไปนั่งคุกเข่าท่องกฎเกณฑ์ของสตรีแต่งเข้าราชวงศ์อีกแล้วหรอกนะ
“ไปเตรียมรถม้า ข้าจะเข้าวังไปพบฮองเฮา”
ไป๋อวี้ไม่อธิบายอันใดกับสาวใช้คนสนิท นางยังไม่พร้อมจะวางใจผู้ใดอีกแล้ว บาดแผลถูกแทงข้างหลังจากหลิ่วจื่ออิงยังสดใหม่เกินไป บัดนี้แม้แต่สาวใช้เช่นหลู่เจียวที่ดูแลนางมาสิบปีไป๋อวี้ก็รู้สึกวางใจไม่ลงจริง ๆ อยากกลับไปที่จวนเซี่ยกั๋วกงเพื่อไปให้ท่านแม่ของนางปลอบใจ ก็หวาดกลัวจะนำพาความเดือดร้อนไปให้กับคนในจวนเซี่ยกั๋วกง
ดังนั้นที่เดียวซึ่งนางจะสามารถไปพักพิงได้คงมีเพียงตำหนักของไป๋ฮองเฮา เนื่องจากช่วงนี้เฝิงไทเฮาขึ้นเขาไปสวดมนต์ขอพรให้กับสะใภ้คนโตเช่นไป๋ฮองเฮา เพราะเมื่อสิบกว่าวันก่อนพี่สาวของนางเพิ่งมีข่าวดีตั้งครรภ์กับฮ่องเต้ได้สองเดือนเศษแล้ว เช่นนี้คงมีเพียงตรงดิ่งไปให้พี่สาวคนรองปลอบใจเท่านั้น
“แต่นี่มันมืดค่ำแล้วนะเพคะพระชายาไป๋ หากพวกเราเข้าวังชินอ๋องจะลงโทษเอาได้”
หลู่เจียวเตือนผู้เป็นนายด้วยความกังวลเพราะกฎเกณฑ์ของราชวงศ์นี้มีมากนัก หลู่เจียวเป็นเพียงสาวใช้ย่อมไม่ทราบทั้งหมดที่นางทราบดี เพียงผิดเพียงเล็กน้อยพระชายาไป๋จะถูกตำหนิจากชินอ๋องอย่างรุนแรงไปจนถึงโดนลงโทษ ครึ่งปีมานี้นางสงสารผู้เป็นนายหญิงตัวน้อยของตนเองยิ่งนัก
“ไปจัดการตามที่ข้าสั่งการเถอะหลู่เจียว”
หากแต่ไป๋อวี้กลับย้ำคำสั่งของตนเองหนักแน่น หลู่เจียวจึงจำต้องทำตาม เพราะถึงไป๋อวี้จะเป็นสตรี เป็นสาวน้อยที่ร่ำเรียนแต่ตำราศึกษาแค่การแพทย์เพื่อรักษาคน แต่เช่นไร สกุลไป๋นั้นแต่เดิมก็เป็นแม่ทัพ เป็นนักรบ ตั้งแต่บรรพบุรุษเคียงข้างราชวงศ์เฉินมานับสองร้อยกว่าปี จนได้มีบรรดาศักดิ์ได้เป็นเซี่ยกั๋วกง ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นไป๋อวี้บุตรสาวคนที่สาม หรือไป๋หวั่นชิงบุตรสาวคนรองก็ล้วนมีสายเลือดของนักรบ ยามใดเด็ดขาดก็เด็ดขาดห้าวหาญอย่างยิ่ง รับใช้มานานหลู่เจียวย่อมรู้ดี
พอหลู่เจียวจากไปครู่หนึ่งหนังสือปลดสามีของไป๋อวี้ก็เขียนเสร็จสิ้น นางพับใส่ซองแล้วเขียนกำกับตัวอักษรใหญ่เห็นง่ายว่า ‘หนังสือปลดสามีของไป๋อวี้ถึงชินอ๋องเฉินอี้หาน’ แล้วจึงวางมันไว้บนโต๊ะ ข้าวของอื่นนางไม่เสียเวลาเก็บไป แม้แต่สินเดิมนางก็ไม่นำติดตัวไปนอกจากตั๋วเงิน เพราะคิดว่าตนเองมีจุดหมายที่จะไปแล้ว และจุดหมายนี้นำทรัพย์ติดกายไปอย่างเอิกเกริกมิได้
เมื่อนางเก็บตั๋วเงินกับแผ่นทองเสร็จเรียบร้อยก็พอดีกับที่หลู่เจียวกลับมาพอดี
“รถม้าพร้อมแล้วเพคะพระชายา”
“ต่อไปให้เรียกข้าว่าคุณหนูสามไป๋เช่นเดิม นับจากข้าก้าวขาพ้นจากตำหนักชินอ๋องในค่ำคืนนี้ ข้าก็เป็นเพียงคุณหนูสามไป๋แห่งจวนเซี่ยกั๋วกงเท่านั้น ไม่มีพระชายาไป๋ หรือชินหวางเฟยแห่งซ่งหยวนอีกแล้ว”
คำพูดดังกล่าวหนักแน่นนัก หลู่เจียวที่รับใช้คุณหนูสามไป๋มาถึงสิบกว่าปีย่อมรู้ดี ถึงปกติแล้วคุณหนูสามไป๋อ่อนโยนและจิตใจดีงาม คิดอะไรไม่ซับซ้อนที่สุดในจวนเซี่ยกั๋วกงแล้ว แต่คงเพราะอย่างไรนางก็คือคนแซ่ไป๋ คนแซ่ไป๋เป็นนักรบมาหลายร้อยปี จิตใจย่อมหนักแน่นมั่นคง รวมไปถึงเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก สิ่งนี้แม้แต่ไป๋ฮองเฮาเองยังไม่เด็ดเดี่ยวได้เช่นคุณหนูสามไป๋ผู้นี้เลย
เช่นนั้นเมื่อคราวนี้ไป๋อวี้เลือกจะเอ่ยปากเช่นนี้ นั่นหมายความว่าอีกฝ่ายตัดใจเด็ดขาดจากชินอ๋องเฉินอี้หานแล้วจริง ๆ ยามรักคุณหนูสามไป๋ของนางทุ่มเทนัก มิคาดพอคิดตัดใจอีกฝ่ายจะเด็ดขาดยิ่งกว่า
“คุณหนู… ที่แท้จริงที่ตำหนักหยวนลู่นั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่...”
หลู่เจียวถามอย่างระมัดระวังเมื่อรถม้าค่อย ๆ เคลื่อนออกจากหน้าตำหนักชินอ๋องที่บัดนี้สว่างเรืองรองไปด้วยแสงของตะเกียงและเทียนไข ไป๋อวี้เงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่นางจะตัดสินใจเล่าสิ่งที่นางเพิ่งเผชิญออกมาด้วยสีหน้าเจ็บช้ำยิ่งนัก แววตาแสนจะปวดร้าว และในรอยปวดร้าวหลู่เจียวที่อายุมากกว่าคุณหนูสามไป๋อยู่สามปีก็ยังเห็นความเคียดแค้นปนเปอยู่หลายส่วน
“เรื่องก็เป็นเช่นนี้นี่แหละ”
หลู่เจียวไม่ได้ไปเห็นภาพดังกล่าวก็ยังเจ็บแค้นแทนคุณหนูของตนเองที่นางเลี้ยงดูทะนุถนอมราวกับน้องสาวแท้ ๆ มาร่วมสิบสองปียิ่งนัก
“สารเลว ! ต่ำช้า ! สิ้นมโนธรรมเกินไปจริง ๆ แต่… ชินอ๋องอาจมิได้ร่วมมือก็เป็นไปได้นะเจ้าคะ คุณหนูจะไม่ลองพูดคุยกับชินอ๋องให้ดี ๆ อีกสักครั้งจริงหรือเจ้าคะ อย่างไรคุณหนูก็รักเขามานานร่วมสามปีเช่นนี้”
ชีวิตคู่ของไป๋อวี้และเฉินอี้หานหลังจากที่ปรับความเข้าใจกันอย่างแท้จริง บัดนี้ก็ผ่านมาเจ็ดปีแล้ว บุตรชายคนแรกของพวกเขาคลอดออกมาเมื่อสองปีแรกหลังร่วมหอ เพราะเฉินอี้หานนั้นอยากใช้ชีวิตคู่เพียงสองคนให้นานสักหน่อย แต่ที่ใช้เวลาเพียงสองปีเพราะเฝิงไทเฮาขอร้อง เนื่องจากทั้งสองแต่งงานหากนับแต่แรกเริ่มก็นานถึงแปดปีแล้วไม่มีบุตร ขุนนางย่อมมองว่าไป๋อวี้บกพร่อง“เหตุใดเอาแต่โทษสตรี เหตุใดไม่โทษว่าบุรุษเช่นข้าไม่เอาไหน ไร้ความสามารถทำให้อิงเจาตั้งครรภ์มีบุตรได้ ช่างพูดจาเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว”นี่คือคำที่เฉินอี้หานถึงกับเอาไปประกาศในท้องพระโรงหลังพวกขุนนางผู้เฒ่าเต่าล้าหลังเอาแต่กราบทูลต่อฝ่าบาทให้ชินอ๋องรับพระชายารอง แต่ถึงจะด่ากราดไปเช่นนั้น สุดท้ายเพราะทนให้ใครมาแอบนินทาลับหลังว่าไป๋อวี้เป็นสตรีไม่เอาไหน ตั้งครรภ์ไม่ได้ ในปีนั้นเฉินอี้หานก็ยินยอมให้พระชายารักหยุดดื่มยาห้ามครรภ์ จนอีกเก้าเดือนต่อมาตำหนักชินอ๋องก็ได้ซื่อจื่อน้อยมาหนึ่งพระองค์“เฉินไป๋อี้”คือนามของบุตรชายคนแรกของทั้งสอง ซึ่งนามนี้ก็เป็นเฉินอี้หานที่ตั้งใจเลือก เพราะเขาบอกกับไป๋อวี้ว่าลูกคนแรกและเป็นชายก็ใช้แซ่ของบิดาแล้วตามด้วยนามของม
กลิ่นหอมหวานจากเรือนกายของพระชายารักช่างหวานล้ำเลิศ เฉินอี้หานหาได้กล่าวแอบอ้างเกินจริง เขาห่อลิ้นจ้วงแทงเข้าไปในร่องรักของไป๋อวี้ถี่ระรัว ปลายลิ้นแกร่งนั้นร้ายกาจเหลือเกิน เขาวนเวียนดื่มกินน้ำหวานอย่างมูมมามจนบังเกิดเสียงลามก ก่อนจะดึงปลายลิ้นขึ้นมาบดขยี้ติ่งเนื้อสีหวานด้านบน ส่งปลายนิ้วกลางลงไปทักทายเบิกทางเอาไว้เพื่อเตรียมให้นางนั้นพร้อมจะรองรับตัวตนที่ยิ่งใหญ่กว่านิ้วหลายเท่า จากหนึ่งเป็นสอง จ้วงแทงจากเนิบช้าเพิ่มเป็นเร็วรี่“อื้อ ! พี่ฮ่าวอิงเจาไม่ไหว เสียวไม่ไหวแล้วจริง ๆ อ้า !!!”ยิ่งได้ยินคนตัวน้อยกรีดร้องเช่นนั้นเฉินอี้หานก็ยิ่งเร่งทั้งปลายนิ้วและปลายลิ้น ตั้งใจส่งพระชายารักไปท่องเที่ยวยังดินแดนสุขาวดีก่อนเป็นครั้งแรก ไม่นานไป๋อวี้ก็กรีดร้องสะบัดหน้าส่ายไปมาอยู่บนที่นอน ร่างกายเล็กเกร็งกระตุก ปลดปล่อยน้ำหวานออกมามากมาย คนตัวโตด้านบนรีบปลดอาภรณ์ของตนเองว่องไวแล้วจับลำเอ็นที่แข็งขันจนแทบระเบิดขยับสาวอยู่ไม่กี่ครั้งก็กดส่วนปลายหัวหยักลงไปบนร่องรักที่มีน้ำหวานเอ่อล้นอยู่ เขาขยับถูไถลากขึ้นลงเป็นจังหวะ ไป๋อวี้ที่เพิ่งจะเสร็จสมกลับยังถูกแท่งรักร้อนบดขยี้ถูไถก็ไปถึงจุดหมายซ้ำ ร่างเ
พอคิดได้ดังนั้นเฉินอี้หานก็ลุกพรวดพราด ติดตามพระชายาของตนเองเข้าไปภายในห้องชั้นในทันที แล้วภาพที่ไป๋อวี้ก้าวออกมาจากหลังฉากเปลี่ยนอาภรณ์ด้วยชุดคลุมตัวยาวสีแดงตลอดร่างก็ทำเอาเฉินอี้หานต้องกลืนน้ำลายลงคอหลายอึกร่างอรชรชะงักเล็กน้อย แล้วนางก็ก้าวตรงไปยังเตียงนอน นางนั่งลงจากนั้นจึงนำพัดเล่มหนึ่งที่คุ้นตานักเพราะมันคือพัดในวันแต่งงานของพวกเขายกขึ้นมาปิดบังใบหน้า เป็นการบอกด้วยภาษากายว่านางต้องการสิ่งใดไป๋อวี้เองก็เตรียมตัวจะชดเชยค่ำคืนเข้าหอมาสักพักหนึ่งแล้ว เพียงแต่ช่วงนี้นางเองก็มีงานรัดตัว ไหนจะช่วยงานแต่งงานของเหมี่ยวจ้วงและอู๋เสียน ไหนจะเป็นเรื่องที่นางเตรียมจะสอบเข้าไปเป็นท่านอาจารย์ในสำนักศึกษาแพทย์หลวงอีก เพราะคิดว่าการได้ออกไปท่องเที่ยวรักษาผู้คนที่เจียงหนานมากพอจะนำมาเป็นประสบการณ์สั่งสอนศิษย์มากมาย ส่งต่อความรู้ให้คนที่มีความฝันเช่นนางในอดีต นี่ก็เป็นเป้าหมายใหม่ในชีวิตของนางเช่นกัน แค่นางตั้งใจรอให้สอบผ่านด้วยความสามารถของตนเองแล้วจึงค่อยบอกกับเฉินอี้หานเท่านั้นเฉินอี้หานก้าวมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของไป๋อวี้ จากนั้นจึงหยิบพัดของนางออกไปวางเอาไว้ที่โต๊ะข้างเตียง แล้วจึงฉุดดึงร่
“ท่านดูไม่เคยมีความสุขอย่างจริงใจสักครั้ง มีสิ่งใดท่านก็พูดมาเถอะ หรือว่าท่านไม่พอใจตรงไหนในนิสัยกับการกระทำของข้า หากมันมากเกินไปจนรับไม่ไหวท่านก็บอกข้าได้ ส่วนข้าบัดนี้ไม่ชอบเลยที่ท่านชอบคิดเล็กคิดน้อย มีอะไรก็เก็บไปคิดเอง กังวลเองอยู่คนเดียว”ไป๋อวี้เลือกจะเปิดใจพูดทุกสิ่งออกไปก่อน ชีวิตคู่ไม่เคยสมบูรณ์ พี่สาวกับมารดาและเฝิงไทเฮามักสั่งสอนและแนะนำนางเช่นนี้ คนสองคนเติบโตต่างกัน ถูกเลี้ยงดูและเอาใจต่างกัน โดยเฉพาะนางและเฉินอี้หานนั้นล้วนเป็นลูกและน้องเล็กด้วยกันทั้งคู่ ทุกคนในครอบครัวทั้งรักและตามใจ พอมาร่วมชีวิตคู่จึงต้องค่อย ๆ ปรับและเรียนรู้กันไป ยากจะสงบสุขแค่อยู่ด้วยกันเดือนสองเดือนและคิดแล้วไป๋อวี้ก็เห็นจริง หกปีสำหรับคู่ของนางและเฉินอี้หานก็นับว่ายังไม่ค่อยเข้าใจตรงกันนัก จึงมีสภาพดังที่เห็น ขาดบ้างเกินบ้าง ทะเลาะถกเถียงกันไปบ้าง แต่สุดท้ายเมื่ออารมณ์สงบจึงค่อยมองย้อนกลับไป แล้วเห็นจุดที่ต่างก็ผิดด้วยกันทั้งคู่ สำหรับนาง ขณะนี้ไม่ว่านางหรือเฉินอี้หานล้วนไม่มีใครถูกเต็มสิบหรือผิดไปทั้งหมด ต่างมีผิดบ้างและถูกบ้าง หากเทียบกับสีแล้วนางกับสวามีคงเป็นสีเทา ไม่ขาวหรือดำสนิท ดังนั้น
ระหว่างทางกลับตำหนักชินอ๋อง เฉินอี้หานก็ขบคิดถึงคำแนะนำของพี่ชายและท่านพ่อตาอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจว่าค่ำคืนนี้เขาจะนำเรื่องที่ตนเองจะย้ายไปอยู่เจียงหนาน ลองเปิดใจพูดกับไป๋อวี้อย่างตรงไปตรงมาดูคำแนะนำของฮ่องเต้และเซี่ยกั๋วกงนั้นเฉินอี้หานไม่กล้าไม่นำมาใส่ใจ เพราะทั้งสองนั้นนับว่าเป็นบุรุษผู้ซึ่งมีประสบการณ์มากกว่าตนเอง ในอดีตเขาเอาแต่ใจตนเองไม่ค่อยฟังคำตักเตือนของผู้ใดมาก่อนแม้แต่มารดา จนเมื่อต้องสูญเสียสตรีในดวงใจไปนานถึงสองปีเศษ เฉินอี้หานก็ไม่กล้าทำตามความคิดของตนเองผู้เดียวอีกแสงจันทร์นวลกระจ่างท้องฟ้าราตรีนี้งดงามยิ่งนัก ไป๋อวี้หลังจากอาบน้ำแล้วก็นอนไปหลับ หยิบตำราสมุนไพรมาอ่าน พร้อมกับคิดไปด้วยว่าตนเองจะพูดเช่นไรให้เฉินอี้หานยอมให้นางรักษาแผลเป็นบนใบหน้าของเขาอย่างเต็มใจได้ก๊อก ! ก๊อก ! ก๊อก !ไป๋อวี้กำลังรับลมอยู่ริมระเบียง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น หลู่เจียวรีบไปเปิดเพราะมืดค่ำเช่นนี้คงมีเพียงชินอ๋องที่มาหาพระชายาไป๋ของนาง แต่หลู่เจียวก็อดจะแปลกใจเสียมิได้ ทั้งสองก็คืนดีกันมานาน เหตุใดจึงยังแยกห้องนอนกัน ทว่าสงสัยก็ส่วนหนึ่ง กล้าถามหรือไม่สำหรับนางก็เป็นอีกเรื่อง“เจ้าไปพักผ่
แล้วก็เริ่มนับปีนี้เขายี่สิบห้าปี ส่วนไป๋อวี้นั้นก็ยี่สิบปีพอดี ไม่เป็นไรท่านพ่อตาของเขามีบุตรคนเล็กตอนอายุห้าสิบหก ในขณะที่ท่านแม่ยายของเขาอายุได้สามสิบเก้าพอดี ไม่เป็นไร เขาจะรอจนกว่านางจะใจอ่อน หากนางจะใจแข็งไปอีกสิบแปดปี ขอเพียงมีนางอยู่ใกล้ตัวเช่นนี้ สิบแปดปีก็ไม่นับว่ายาวนานเกินไปแต่เขาเป็นใครกัน เป็นชินอ๋อง เป็นน้องชายของฮ่องเต้ผู้ทรงพระปรีชา บิดามังกร ไม่สิ พี่ชายพยัคฆ์ เขาจะเป็นสุนัขเห่าหอนอยู่แค่ภายนอกห้องหอรอไปยาวนานไปถึงสิบแปดปีให้พี่ชายต้องอับอายขายหน้าได้อย่างไร ต้องหาหนทางจนได้แต่ก่อนจะปีนไปเข้าหอกับพระชายาตัวน้อยของเขา ตอนนี้เฉินอี้หานต้องคิดก่อนว่าจะอ้อนวอนไม่ให้นางกลับไปเจียงหนานอย่างไรดีมิใช่หรือ ?“เจ้าว่าอย่างไรนะอาฮ่าว อิงเจาจะไปเจียงหนานอีกแล้วหรือ ?”ถูกต้อง เรื่องนี้จะวิ่งไปพึ่งพาใครได้หากไม่ใช่ฮ่องเต้ผู้เป็นพี่ชายพยัคฆ์ของเขาเท่านั้น เพราะเฝิงไทเฮากับไป๋ฮองเฮานั้นเป็นคนของพระชายาไป๋ของเขาไปตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว คนที่เป็นฝ่ายเขาจึงเหลือเพียงฮ่องเต้และ…“ท่านพ่อตา ท่านพอจะมีคำแนะนำหรือวิธีที่จะห้ามไม่ให้อิงเจากลับไปเจียงหนานบ้างหรือไม่ หรือหากไม่ห้ามจะทำเช่นไร







