LOGINจนเมื่อบุรุษผู้เป็นพระสวามีของนางตวาดเสียงดังกึกก้องออกมาไป๋อวี้จึงค่อยสะดุ้งเฮือกสติกลับคืนร่าง ก่อนที่ความเจ็บปวดจะพุ่งเข้าจู่โจมหัวใจจนเรือนกายอรชรนั้นสั่นสะท้านไปหมด นี่มันเรื่องอันใดกันเล่า สหายที่นางทั้งรักทั้งวางใจเหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้ หลิ่วจื่ออิงทำได้อย่างไรกัน แล้วเหตุใดเฉินอี้หานจึงยินยอม หรือแค่เป็นสาวงามสำหรับเขาก็ไม่เลือกว่าจะเป็นผู้ใด
“เหตุใด ? เหตุใดจึงเป็นเจ้า... จื่ออิงนี่มันเรื่องอันใดกัน ?”
สตรีทั้งใต้หล้ามาพัวพันกับเฉินอี้หานถึงนางจะปวดใจอยู่บ้างแต่ก็คิดว่าตนเองยอมรับได้และอดทนไหวทำเป็นสตรีหูหนวกตาบอดไม่รับรู้ไปวัน ๆ เช่นที่ผ่านมาครึ่งปีได้สบายมาก ทว่าพอมาสหายรักที่นางนับถืออีกฝ่ายราวกับพี่สาวแท้ ๆ เช่น หลิ่วจื่ออิง อีกคนนอกจากไป๋ฮองเฮานางกลับรู้สึกว่ามิอาจทนได้จริง ๆ
“ข้าสั่งให้เจ้าออกไป ยังไม่เร่งไสหัวออกไป เจ้าคิดจะท้าทายอำนาจของข้าหรือไป๋อวี้”
เฉินอี้หานใช้เรือนกายของตนเองบดบังหลิ่วจื่ออิงเอาไว้ ยิ่งทำให้หัวใจของไป๋อวี้นั้นแสนจะปวดร้าว สตรีมากมายนางไม่เข้าใจว่าเหตุใดบุรุษผู้นี้จึงต้องมาวุ่นวายกับสหายรักของนางด้วย
ฝ่ายของหลิ่วจื่ออิงเองก็เช่นกัน ทั้งที่ตลอดมาสหายรักผู้นี้รับรู้มาตลอดว่าตั้งแต่แรกรุ่นเมื่อสองปีก่อนนางก็รักปักใจอยู่กับเฉินอี้หานเพียงผู้เดียว แล้วเหตุใดหลิ่วจื่ออิงจึงยังมาทอดกายให้สวามีของสหายรักเชยชมได้ลงคอ แล้วนี่จะใช่ครั้งแรกของพวกเขาหรือไม่ ไป๋อวี้ก็สุดจะรู้แจ้ง นางถูกสหายรักแทงข้างหลังมากี่ครั้งแล้ว ยิ่งคิดนางกลับยิ่งเจ็บช้ำ
และคงเพราะไป๋อวี้มัวแต่ตกใจและเริ่มกลายเป็นเสียใจและโกรธแค้น นางจึงไม่ทันสังเกตว่าภายในห้องนี้มีกลิ่นของธูปราคะผสมกับกลิ่นน้ำมันกระดังงาลอยคละคลุ้งอยู่ เพราะหากนางสังเกตสักนิดด้วยฐานะของบัณฑิตศึกษาอันดับสองในสาขาวิชาแพทย์หลวง นางย่อมรู้แจ้งทันทีว่าเหตุการณ์คราวนี้ไม่ปกติ
“ข้าแค่ต้องการคำตอบจากนาง ชินอ๋องช่วยหลบไปสักหน่อยเถิดเพคะ ไป๋อวี้ขอร้องท่านแค่ครั้งเดียวเท่านี้จริง ๆ”
ไป๋อวี้วิงวอนเขาอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ปกติหากไม่นิ่งเฉยและก้มหน้ารับคำสั่ง นางก็จะแค่ถอยห่างออกไปทุกครั้งที่ถูกขับไล่ให้ไปพ้นหน้า แต่คราวนี้นางต้องการคำตอบจากสหายรักที่กำลังจะกลายเป็นอดีตในไม่ช้าจริง ๆ ฝ่ายของเฉินอี้หานนั้นที่ขับไล่สตรีของตนเองก็เพราะภายในห้องนี้มีแต่กลิ่นของธูปราคะผสมน้ำมันกระดังงา หากสูดดมนานไปคนที่ลำบากย่อมเป็นนาง ที่ขับไล่คราวนี้เขาหวังดีและเป็นห่วงนางจากใจ
“เจ้าเอาสิทธิ์ใดมาสอบถามนาง ไสหัวไปเดี๋ยวนี้ !”
ขับไล่ไสส่งนางอีกแล้ว ทุกครั้งนางทนได้แต่วันนี้มันเกินจะรับไหว หากเป็นสตรีอื่นไป๋อวี้พร้อมจะก้าวจากไปดังเช่นทุกครั้งที่นางพบเจอมานับจากแต่งงานเข้ามาเป็นพระชายาของเขา แต่เพราะนี่คือหลิ่วจื่ออิง นางทำเช่นทุกครั้งไม่ได้จริง ๆ
ความโกรธนั้นอาจมีแต่น้อยนิดนักหากเทียบกับความเสียใจและเจ็บปวดที่รับรู้ว่าสหายรักหักหลัง ส่วนเฉินอี้หานนั้นจากที่รักมากกลับเปลี่ยนเป็นเจ็บจนด้านชาไปเสียแล้ว เมื่อพบว่าอีกฝ่ายกินไม่เลือกแม้แต่สหายรักของพระชายาเช่นนางเขาก็ละเว้นให้มิได้ เขาคิดทำร้ายหัวใจของนางมาตลอด แต่ครั้งนี้มันเกินไปแล้วจริง ๆ สตรีทั้งใต้หล้านางทนได้ แต่หลิ่วจื่ออิงนางรับไม่ไหว !!!
“ชินอ๋องช่วยหลบไปด้วยเพคะ เรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่างสหายที่ต้องพูดคุยกัน ไม่เกี่ยวกับชินอ๋องแม้แต่น้อย”
ไป๋อวี้ดื้อดึงไม่เหมือนปกติ ทำให้เฉินอี้หานนั้นรู้สึกแปลกใจนัก เพราะตลอดมาชายาของเขาผู้นี้นางทั้งเย็นชาและหน้าด้านหน้าทนขับไล่ก็ไม่ไป เขาพาสตรีใดมาหลับนอนเย้ยหยันนางกี่ครั้งไป๋อวี้ก็ทำเป็นปิดหูปิดตาไม่รับรู้ แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ตั้งใจเลยด้วยซ้ำ
แต่ถูกนางจิ้งจอกแพศยาที่แอบอยู่ด้านหลังใช้เล่ห์กลทั้งวางยาปลุกกำหนัดและยาพิษสลายกระดูกในกาน้ำชาประจำของเขา ทั้งลักลอบให้คนมาจุดธูปราคะไม่พอ นางยังประพรมน้ำมันกระดังงาเข้ามายั่วยวนเขาอีกด้วย ยังดีว่าเขากดจุดของตนเองสกัดได้ทัน จึงไม่ตกลงไปในบ่วงสวาทของนางปีศาจจิ้งจอกตนนี้
แต่พิษสลายกระดูกก็ทำเอาเขาสิ้นไร้เรี่ยวแรงลงไปถึงเจ็ดในสิบส่วนเลยใกล้จะเสียที ยังดีที่ไป๋อวี้โผล่เข้ามาได้ทัน คิดแล้วก็โมโหตนเองยิ่งนัก เพราะแต่เดิมวางแผนอยากอยู่ลำพังกับพระชายาเพียงสองคนจึงขับไล่องครักษ์ทั้งสองออกไปเสียหมด จนเกือบเสียตัวเช่นนี้ขายหน้ายิ่งนัก แม่ทัพจินอู่เสียทีปีศาจจิ้งจอกชั่ว รู้ถึงไหนอายถึงนั่นจริง ๆ
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ล้วนเป็นเพราะนางปีศาจจิ้งจอกเช่นหลิ่วจื่ออิง แต่เขาเป็นบุรุษหากกล่าวออกไปใครเล่าจะเชื่อโดยเฉพาะกับไป๋อวี้ที่เขาเอาแต่กลั่นแกล้งรังแกนางมาตลอดนับตั้งแต่รับรู้ว่าต้องแต่งงานกับนาง ไหนจะเรื่องที่เขาสร้างให้ตนเองมากราคะเรียกสตรีบำเรอมาปรนนิบัติทุกค่ำคืนนั่นอีกเล่า พูดให้ตายนางคงเชื่อเขาอยู่หรอก
…นางเชื่อเขาก็เสียสติแล้ว…
“เปิ่นหวางบอกให้เจ้าไสหัวออกไปอย่างไรเล่าไป๋อวี้ !”
เฉินอี้หานตวาดซ้ำออกไปอีกครั้ง ทำให้หลิ่วจื่ออิงนั้นถึงกับยิ้มเย้ยหยันส่งไปให้สหายที่ตนเองมองว่าแสนจะโง่เขลามาตลอดที่คบค้ากันมากว่าหกปี ไป๋อวี้ตกตะลึง นี่ตลอดมานางตาบอดมองคนผิดได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ นางช่างโง่เขลาเสียจริง ไป๋อวี้เอ๋ยไป๋อวี้
“ชินอ๋องต้องการให้หม่อมฉันไปจริง ๆ หรือเพคะ แม้แต่คำอธิบายสักนิด ชินอ๋องก็จะไม่พูดให้กระจ่างจริงหรือ”
“ใช่ ! ไสหัวไป !!!”
นางยังต้องการสิ่งใดอีก นางยังจะอดทนไปเพื่อสิ่งใด คนเราย่อมมีขีดจำกัดของความอดทนกันทุกคน และวันนี้ไป๋อวี้คิดว่าความอดทนของนางสิ้นสุดลงแล้ว การรักใครสักคนไม่ผิด แต่การรักจนลืมรักตนเองต่างหากที่ผิด การวางใจสหายก็ไม่ผิด แต่ที่นางผิดก็คือคบคนเป็นสหายไม่มองให้ดี ไป๋อวี้คิดว่านางควรถอยกลับมารักตนเองได้แล้ว นางก็เป็นสตรีที่มีศักดิ์ศรีผู้หนึ่งมิใช่หรือ ถูกแทงข้างหลังและย่ำยีศักดิ์ศรีถึงเพียงนี้นางก็สมควรถอยออกไปแล้วจริง ๆ
คิดตกเช่นนั้นเท้าเรียวจึงถอยหลังออกจากห้องช้า ๆ สายตาจับจ้องไปที่บุรุษซึ่งนางเคยรักเขามากและในยามนี้ก็ยังคงรักอยู่ รักเขามากเหลือเกิน มากจนลืมรักตนเอง รักจนกลายเป็นหลงใหล หน้ามืดตามัว มองข้ามไปหมดทุกสิ่ง จากนั้นก็เหลือบสายตาไปที่คนซึ่งนางคิดว่าเป็นสหายรัก เป็นดังพี่สาวคนสนิท มีเรื่องทุกข์หรือสุขใจล้วนบอกเล่าแก่หลิ่วจื่ออิงไปทั้งหมดไม่ต่างกับที่ตนเองบอกเล่ากับไป๋หวั่นชิง วันนี้เพิ่งกระจ่าง อีกฝ่ายก็แค่มองความจริงใจของตนเองเป็นเพียงความโง่เขลาที่ชวนขบขันเท่านั้น
...พอแล้ว... นางพอแล้วจริง ๆ...
นางจะกลับมารักตนเองเสียที สองปีที่คลั่งรักเฉินอี้หานนางขอหยุดมันเพียงเท่านี้ หนังสือหย่าอาจเขียนมันออกมาไม่ได้เนื่องจากนางและชินอ๋องเฉินอี้หานถูกประทานสมรสจากฮ่องเต้ หากว่าฮ่องเต้ไม่เห็นด้วยหนังสือหย่าขาดเขียนออกไปก็เท่านั้น ไหนจะยังมีเฝิงไทเฮาอีกคน นางจะยอมเห็นชอบหรือไม่คาดว่าคงยาก
แต่หนังสือปลดสามีนางสามารถเขียนมันออกมาได้ ชินอ๋องเฉินอี้หานขาดคุณธรรม คบชู้กับสหายรักของพระชายา นางขอปลดเขา ! ปลดคนมากราคะไม่รู้จักเลือกกิน ไม่เอาอีกแล้วสวามีต่ำช้าเช่นนี้ ครึ่งปีมันมากเกินพอแล้วกับเวลาที่สูญเสียไปให้กับคนที่ไม่เคยมองเห็นคุณค่าของนางเลย
ก็ได้แค่หวังว่าพี่สาวของนางผู้เป็นฮองเฮาจะช่วยนางได้บ้างกับการเจรจากับฮ่องเต้และเฝิงไทเฮาให้เห็นชอบกับการหย่าขาดจากชินอ๋องเฉินอี้หาน นางพอแล้ว นางไม่คิดจะวิ่งตามความรักของคนไม่มีใจอีกต่อไป นางยอมแพ้ นางขอถอยออกไปรักตนเองในที่ของนางดีที่สุด...
ชีวิตคู่ของไป๋อวี้และเฉินอี้หานหลังจากที่ปรับความเข้าใจกันอย่างแท้จริง บัดนี้ก็ผ่านมาเจ็ดปีแล้ว บุตรชายคนแรกของพวกเขาคลอดออกมาเมื่อสองปีแรกหลังร่วมหอ เพราะเฉินอี้หานนั้นอยากใช้ชีวิตคู่เพียงสองคนให้นานสักหน่อย แต่ที่ใช้เวลาเพียงสองปีเพราะเฝิงไทเฮาขอร้อง เนื่องจากทั้งสองแต่งงานหากนับแต่แรกเริ่มก็นานถึงแปดปีแล้วไม่มีบุตร ขุนนางย่อมมองว่าไป๋อวี้บกพร่อง“เหตุใดเอาแต่โทษสตรี เหตุใดไม่โทษว่าบุรุษเช่นข้าไม่เอาไหน ไร้ความสามารถทำให้อิงเจาตั้งครรภ์มีบุตรได้ ช่างพูดจาเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว”นี่คือคำที่เฉินอี้หานถึงกับเอาไปประกาศในท้องพระโรงหลังพวกขุนนางผู้เฒ่าเต่าล้าหลังเอาแต่กราบทูลต่อฝ่าบาทให้ชินอ๋องรับพระชายารอง แต่ถึงจะด่ากราดไปเช่นนั้น สุดท้ายเพราะทนให้ใครมาแอบนินทาลับหลังว่าไป๋อวี้เป็นสตรีไม่เอาไหน ตั้งครรภ์ไม่ได้ ในปีนั้นเฉินอี้หานก็ยินยอมให้พระชายารักหยุดดื่มยาห้ามครรภ์ จนอีกเก้าเดือนต่อมาตำหนักชินอ๋องก็ได้ซื่อจื่อน้อยมาหนึ่งพระองค์“เฉินไป๋อี้”คือนามของบุตรชายคนแรกของทั้งสอง ซึ่งนามนี้ก็เป็นเฉินอี้หานที่ตั้งใจเลือก เพราะเขาบอกกับไป๋อวี้ว่าลูกคนแรกและเป็นชายก็ใช้แซ่ของบิดาแล้วตามด้วยนามของม
กลิ่นหอมหวานจากเรือนกายของพระชายารักช่างหวานล้ำเลิศ เฉินอี้หานหาได้กล่าวแอบอ้างเกินจริง เขาห่อลิ้นจ้วงแทงเข้าไปในร่องรักของไป๋อวี้ถี่ระรัว ปลายลิ้นแกร่งนั้นร้ายกาจเหลือเกิน เขาวนเวียนดื่มกินน้ำหวานอย่างมูมมามจนบังเกิดเสียงลามก ก่อนจะดึงปลายลิ้นขึ้นมาบดขยี้ติ่งเนื้อสีหวานด้านบน ส่งปลายนิ้วกลางลงไปทักทายเบิกทางเอาไว้เพื่อเตรียมให้นางนั้นพร้อมจะรองรับตัวตนที่ยิ่งใหญ่กว่านิ้วหลายเท่า จากหนึ่งเป็นสอง จ้วงแทงจากเนิบช้าเพิ่มเป็นเร็วรี่“อื้อ ! พี่ฮ่าวอิงเจาไม่ไหว เสียวไม่ไหวแล้วจริง ๆ อ้า !!!”ยิ่งได้ยินคนตัวน้อยกรีดร้องเช่นนั้นเฉินอี้หานก็ยิ่งเร่งทั้งปลายนิ้วและปลายลิ้น ตั้งใจส่งพระชายารักไปท่องเที่ยวยังดินแดนสุขาวดีก่อนเป็นครั้งแรก ไม่นานไป๋อวี้ก็กรีดร้องสะบัดหน้าส่ายไปมาอยู่บนที่นอน ร่างกายเล็กเกร็งกระตุก ปลดปล่อยน้ำหวานออกมามากมาย คนตัวโตด้านบนรีบปลดอาภรณ์ของตนเองว่องไวแล้วจับลำเอ็นที่แข็งขันจนแทบระเบิดขยับสาวอยู่ไม่กี่ครั้งก็กดส่วนปลายหัวหยักลงไปบนร่องรักที่มีน้ำหวานเอ่อล้นอยู่ เขาขยับถูไถลากขึ้นลงเป็นจังหวะ ไป๋อวี้ที่เพิ่งจะเสร็จสมกลับยังถูกแท่งรักร้อนบดขยี้ถูไถก็ไปถึงจุดหมายซ้ำ ร่างเ
พอคิดได้ดังนั้นเฉินอี้หานก็ลุกพรวดพราด ติดตามพระชายาของตนเองเข้าไปภายในห้องชั้นในทันที แล้วภาพที่ไป๋อวี้ก้าวออกมาจากหลังฉากเปลี่ยนอาภรณ์ด้วยชุดคลุมตัวยาวสีแดงตลอดร่างก็ทำเอาเฉินอี้หานต้องกลืนน้ำลายลงคอหลายอึกร่างอรชรชะงักเล็กน้อย แล้วนางก็ก้าวตรงไปยังเตียงนอน นางนั่งลงจากนั้นจึงนำพัดเล่มหนึ่งที่คุ้นตานักเพราะมันคือพัดในวันแต่งงานของพวกเขายกขึ้นมาปิดบังใบหน้า เป็นการบอกด้วยภาษากายว่านางต้องการสิ่งใดไป๋อวี้เองก็เตรียมตัวจะชดเชยค่ำคืนเข้าหอมาสักพักหนึ่งแล้ว เพียงแต่ช่วงนี้นางเองก็มีงานรัดตัว ไหนจะช่วยงานแต่งงานของเหมี่ยวจ้วงและอู๋เสียน ไหนจะเป็นเรื่องที่นางเตรียมจะสอบเข้าไปเป็นท่านอาจารย์ในสำนักศึกษาแพทย์หลวงอีก เพราะคิดว่าการได้ออกไปท่องเที่ยวรักษาผู้คนที่เจียงหนานมากพอจะนำมาเป็นประสบการณ์สั่งสอนศิษย์มากมาย ส่งต่อความรู้ให้คนที่มีความฝันเช่นนางในอดีต นี่ก็เป็นเป้าหมายใหม่ในชีวิตของนางเช่นกัน แค่นางตั้งใจรอให้สอบผ่านด้วยความสามารถของตนเองแล้วจึงค่อยบอกกับเฉินอี้หานเท่านั้นเฉินอี้หานก้าวมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของไป๋อวี้ จากนั้นจึงหยิบพัดของนางออกไปวางเอาไว้ที่โต๊ะข้างเตียง แล้วจึงฉุดดึงร่
“ท่านดูไม่เคยมีความสุขอย่างจริงใจสักครั้ง มีสิ่งใดท่านก็พูดมาเถอะ หรือว่าท่านไม่พอใจตรงไหนในนิสัยกับการกระทำของข้า หากมันมากเกินไปจนรับไม่ไหวท่านก็บอกข้าได้ ส่วนข้าบัดนี้ไม่ชอบเลยที่ท่านชอบคิดเล็กคิดน้อย มีอะไรก็เก็บไปคิดเอง กังวลเองอยู่คนเดียว”ไป๋อวี้เลือกจะเปิดใจพูดทุกสิ่งออกไปก่อน ชีวิตคู่ไม่เคยสมบูรณ์ พี่สาวกับมารดาและเฝิงไทเฮามักสั่งสอนและแนะนำนางเช่นนี้ คนสองคนเติบโตต่างกัน ถูกเลี้ยงดูและเอาใจต่างกัน โดยเฉพาะนางและเฉินอี้หานนั้นล้วนเป็นลูกและน้องเล็กด้วยกันทั้งคู่ ทุกคนในครอบครัวทั้งรักและตามใจ พอมาร่วมชีวิตคู่จึงต้องค่อย ๆ ปรับและเรียนรู้กันไป ยากจะสงบสุขแค่อยู่ด้วยกันเดือนสองเดือนและคิดแล้วไป๋อวี้ก็เห็นจริง หกปีสำหรับคู่ของนางและเฉินอี้หานก็นับว่ายังไม่ค่อยเข้าใจตรงกันนัก จึงมีสภาพดังที่เห็น ขาดบ้างเกินบ้าง ทะเลาะถกเถียงกันไปบ้าง แต่สุดท้ายเมื่ออารมณ์สงบจึงค่อยมองย้อนกลับไป แล้วเห็นจุดที่ต่างก็ผิดด้วยกันทั้งคู่ สำหรับนาง ขณะนี้ไม่ว่านางหรือเฉินอี้หานล้วนไม่มีใครถูกเต็มสิบหรือผิดไปทั้งหมด ต่างมีผิดบ้างและถูกบ้าง หากเทียบกับสีแล้วนางกับสวามีคงเป็นสีเทา ไม่ขาวหรือดำสนิท ดังนั้น
ระหว่างทางกลับตำหนักชินอ๋อง เฉินอี้หานก็ขบคิดถึงคำแนะนำของพี่ชายและท่านพ่อตาอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจว่าค่ำคืนนี้เขาจะนำเรื่องที่ตนเองจะย้ายไปอยู่เจียงหนาน ลองเปิดใจพูดกับไป๋อวี้อย่างตรงไปตรงมาดูคำแนะนำของฮ่องเต้และเซี่ยกั๋วกงนั้นเฉินอี้หานไม่กล้าไม่นำมาใส่ใจ เพราะทั้งสองนั้นนับว่าเป็นบุรุษผู้ซึ่งมีประสบการณ์มากกว่าตนเอง ในอดีตเขาเอาแต่ใจตนเองไม่ค่อยฟังคำตักเตือนของผู้ใดมาก่อนแม้แต่มารดา จนเมื่อต้องสูญเสียสตรีในดวงใจไปนานถึงสองปีเศษ เฉินอี้หานก็ไม่กล้าทำตามความคิดของตนเองผู้เดียวอีกแสงจันทร์นวลกระจ่างท้องฟ้าราตรีนี้งดงามยิ่งนัก ไป๋อวี้หลังจากอาบน้ำแล้วก็นอนไปหลับ หยิบตำราสมุนไพรมาอ่าน พร้อมกับคิดไปด้วยว่าตนเองจะพูดเช่นไรให้เฉินอี้หานยอมให้นางรักษาแผลเป็นบนใบหน้าของเขาอย่างเต็มใจได้ก๊อก ! ก๊อก ! ก๊อก !ไป๋อวี้กำลังรับลมอยู่ริมระเบียง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น หลู่เจียวรีบไปเปิดเพราะมืดค่ำเช่นนี้คงมีเพียงชินอ๋องที่มาหาพระชายาไป๋ของนาง แต่หลู่เจียวก็อดจะแปลกใจเสียมิได้ ทั้งสองก็คืนดีกันมานาน เหตุใดจึงยังแยกห้องนอนกัน ทว่าสงสัยก็ส่วนหนึ่ง กล้าถามหรือไม่สำหรับนางก็เป็นอีกเรื่อง“เจ้าไปพักผ่
แล้วก็เริ่มนับปีนี้เขายี่สิบห้าปี ส่วนไป๋อวี้นั้นก็ยี่สิบปีพอดี ไม่เป็นไรท่านพ่อตาของเขามีบุตรคนเล็กตอนอายุห้าสิบหก ในขณะที่ท่านแม่ยายของเขาอายุได้สามสิบเก้าพอดี ไม่เป็นไร เขาจะรอจนกว่านางจะใจอ่อน หากนางจะใจแข็งไปอีกสิบแปดปี ขอเพียงมีนางอยู่ใกล้ตัวเช่นนี้ สิบแปดปีก็ไม่นับว่ายาวนานเกินไปแต่เขาเป็นใครกัน เป็นชินอ๋อง เป็นน้องชายของฮ่องเต้ผู้ทรงพระปรีชา บิดามังกร ไม่สิ พี่ชายพยัคฆ์ เขาจะเป็นสุนัขเห่าหอนอยู่แค่ภายนอกห้องหอรอไปยาวนานไปถึงสิบแปดปีให้พี่ชายต้องอับอายขายหน้าได้อย่างไร ต้องหาหนทางจนได้แต่ก่อนจะปีนไปเข้าหอกับพระชายาตัวน้อยของเขา ตอนนี้เฉินอี้หานต้องคิดก่อนว่าจะอ้อนวอนไม่ให้นางกลับไปเจียงหนานอย่างไรดีมิใช่หรือ ?“เจ้าว่าอย่างไรนะอาฮ่าว อิงเจาจะไปเจียงหนานอีกแล้วหรือ ?”ถูกต้อง เรื่องนี้จะวิ่งไปพึ่งพาใครได้หากไม่ใช่ฮ่องเต้ผู้เป็นพี่ชายพยัคฆ์ของเขาเท่านั้น เพราะเฝิงไทเฮากับไป๋ฮองเฮานั้นเป็นคนของพระชายาไป๋ของเขาไปตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว คนที่เป็นฝ่ายเขาจึงเหลือเพียงฮ่องเต้และ…“ท่านพ่อตา ท่านพอจะมีคำแนะนำหรือวิธีที่จะห้ามไม่ให้อิงเจากลับไปเจียงหนานบ้างหรือไม่ หรือหากไม่ห้ามจะทำเช่นไร







