LOGINสรุปแล้วก็คือโอรสสวรรค์เปิดทางแล้ว ความตั้งใจของไป๋อวี้จึงสำเร็จ ปลายยามจื่อ เริ่มนับตั้งแต่เวลา 23.00 – 01.00 น.) รถม้าคันใหญ่พร้อมด้วยองครักษ์ที่แต่งกายด้วยอาภรณ์รัดกุมดังชุดของสำนักคุ้มภัย ก็มุ่งหน้าไปทางประตูเมืองทิศใต้ พอปลายยามโฉ่ว (ยามโฉ่ว (丑:chǒu) เริ่มนับตั้งแต่เวลา 01.00 – 03.00 น.) ไทเฮาก็ทราบเรื่อง แต่คราวนี้พระนางเองก็ยากจะเข้าข้างบุตรชายคนเล็กของตนเองแล้วจริง ๆ
เนื่องจากที่ผ่านมาครึ่งปี เฉินอี้หานรังแกไป๋อวี้เอาไว้มากนัก พระนางเคยเตือนแล้วเตือนอีก หากแต่บุตรชายก็ไม่ฟัง เช่นนี้ก็คงได้แค่ปล่อยให้เป็นเรื่องของพวกเขาสองคนแล้ว ไป๋อวี้ยังเป็นเด็กสาวไร้เดียงสา ส่วนเฉินอี้หานก็ยังอยู่ในช่วงวัยฉกรรจ์เลือดร้อนนัก แถมทั้งสองยังเป็นลูกคนเล็กที่ครอบครัวตามใจมาพอกัน คงต้องให้พวกเขาห่างกันสักพักจริง ๆ
ไม่รู้จักสำรวจใจของตนเองให้ดี ว่าแท้จริงแล้ว ระหว่างความชอบกับความรัก ที่ตนเองมีให้สตรีในอดีตและไป๋อวี้แตกต่างอย่างไร พอวันนี้ไป๋อวี้ตัดใจจากไปก็ดีเหมือนกัน เจ้าเด็กโง่ผู้นั้นจะได้รู้สักครา ว่าแท้จริงกับสตรีในอดีตผู้นั้นก็แค่ความชื่นชอบในความงาม ทว่ากับไป๋อวี้นั่นจึงเรียกว่า รักแท้ จนหมดใจ รักโดยไม่เกี่ยวหน้าตาว่าอีกฝ่ายจะงดงามที่สุดหรือไม่
“คุณหนู เราไปเช่นนี้มันดีแน่หรือเจ้าคะ ?”
หลู่เจียวยังคงถามย้ำกับผู้เป็นนายของตนเอง พวกนางตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ถึงวันนี้ ไม่เคยต้องเดินทางโดยลำพัง หากจะไปท่องเที่ยวก็ล้วนมีนายท่านและนายหญิง กับคุณหนูรองหรือคุณชายใหญ่ที่บัดนี้คือไป๋ฮองเฮาและจากไปแล้วไปด้วยกันเสมอ
“ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน หากแต่ก่อนพบหน้าคนผู้นั้นข้าเองก็มีความฝันเช่นนี้ ข้าจึงเลือกจะศึกษาวิชาแพทย์และการปรุงยา ข้าอยากจะเป็นหมอยา ที่ขายยาดี ด้วยราคาที่คนยากไร้ซื้อหาจับต้องได้ คนยากจนเขาก็คือคนเช่นกัน ไม่ใช่คนรวยที่มีสิทธิ์ได้ยาดีและพบหมอเก่งได้ คราวนี้นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ดียิ่ง ห่างกันไปสักพักข้าเองก็จะได้รู้ใจตนเองด้วยว่าที่แท้ตลอดมาข้ารักเขาหรือเพียงหลงใหลไปชั่วคราวเท่านั้น”
ไป๋อวี้เกือบจะลืมอุดมการณ์นี้ของตนเองไปแล้วหลังจากตนเองพบหน้าของเฉินอี้หานเมื่อสองปีก่อน นางรักจนกลายเป็นลุ่มหลง รักจนหน้ามืดตามัว อะไรเขาก็ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง จนวันนี้ที่นางเจ็บปวดยากจะรับไหวจึงค่อยตาสว่าง ว่าแท้จริงตนเองก็ไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกเช่นนั้น นางเป็นถึงท่านหมอยาที่จบมาด้วยคะแนนสอบอันดับสองของสำนักการแพทย์หลวง หากจะเลือกเป็นขุนนางหญิงนางก็เป็นได้ แต่นางกลับเลือกจะเป็นสตรีไร้ค่าอยู่แค่ตำหนักหลังของชินอ๋อง คิดย้อนกลับไปก็สมเพชตนเองยิ่งนัก ดังนั้นคราวนี้ยังมีโอกาสนางจึงก้าวจากมา ขณะนี้ตระกูลไป๋กำลังสงบสุข พี่สาวก็กำลังเป็นที่รักของฮ่องเต้นางยังพอจะตามใจตนเองได้ จึงรีบร้อนจากมาเช่นนี้ ขอนางไปเปิดหูเปิดตาให้กว้างไกลสักหน่อยเถิด ความรักนางจะปล่อยวางเอาไว้ก่อน
“ข้าเอาแต่วิ่งตามบุรุษที่ไม่เคยเห็นคุณค่ามาสองปีกับหกเดือนแล้ว บัณฑิตอันดับสองอันใดกัน ข้ามันก็เพียงคนโง่หนึ่งคนเท่านั้นที่ยอมละทิ้งความใฝ่ฝันเพื่อบุรุษที่ไม่เคยมีข้าในสายตา อันที่จริงคงต้องขอบใจหลิ่วจื่ออิงที่ช่วยให้ข้าตัดสินใจได้เร็วขึ้น”
“คุณหนูท่านอย่าด่าตนเองอีกเลยเจ้าค่ะ”
“มันก็สมควรแล้วมิใช่หรือ ข้ามันคนโง่ แม้แต่สหายก็ยังมองไม่ออกว่านางจริงใจหรือเสแสร้ง ถูกนางหักหลังก็สมควรจริง ๆ”
“คุณหนู...”
หลู่เจียวคิดว่านางพอจะเข้าใจคุณหนูของตนเอง ก็ใครเล่าจะรับไหว หากเป็นสตรีอื่นมันไม่เท่าไร หากแต่พอเป็นสหายรักที่มีเรื่องใด บางครั้งคุณหนูของนางไม่ปรึกษาคุณหนูรองแต่กลับกล้าปรึกษาหลิ่วจื่ออิง พอเห็นภาพบาดตา ไม่เสียใจสิจึงแปลก
“แล้วเราไปเจียงหนานคราวนี้คุณหนูตั้งใจจะทำสิ่งใดเจ้าคะ”
หลู่เจียวเปลี่ยนเรื่องเพราะทราบว่าบาดแผลของคุณหนูสามไป๋ขณะนี้ยังสดใหม่นัก เลือดยังไหลรินไม่หยุด หลีกเลี่ยงหน่อยจึงดี
“ข้าเป็นหมอยาก็คงเปิดร้านขายยากระมัง สานต่อความฝันในวัยเด็กให้เป็นจริง แต่ข้าก็อยากท่องเที่ยวเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้วย”
พอคิดว่าตนเองเคยมีความฝัน และกำลังจะทำมันให้เป็นความจริง ไป๋อวี้ก็รู้สึกว่าหัวใจที่เจ็บก็ไม่ได้สาหัสถึงเพียงนั้น รถม้าเคลื่อนไปข้างหน้า นำพานางห่างไกลจากคนใจร้ายใจดำเช่นเฉินอี้หาน และจากสหายทรยศไปทีละน้อย ถึงไม่รู้วันใดหัวใจจะเลิกรักเขาไปได้ แต่นางก็ไม่ได้ทุกข์สาหัสเช่นที่ผ่านมาแล้ว
ชีวิตคู่ของไป๋อวี้และเฉินอี้หานหลังจากที่ปรับความเข้าใจกันอย่างแท้จริง บัดนี้ก็ผ่านมาเจ็ดปีแล้ว บุตรชายคนแรกของพวกเขาคลอดออกมาเมื่อสองปีแรกหลังร่วมหอ เพราะเฉินอี้หานนั้นอยากใช้ชีวิตคู่เพียงสองคนให้นานสักหน่อย แต่ที่ใช้เวลาเพียงสองปีเพราะเฝิงไทเฮาขอร้อง เนื่องจากทั้งสองแต่งงานหากนับแต่แรกเริ่มก็นานถึงแปดปีแล้วไม่มีบุตร ขุนนางย่อมมองว่าไป๋อวี้บกพร่อง“เหตุใดเอาแต่โทษสตรี เหตุใดไม่โทษว่าบุรุษเช่นข้าไม่เอาไหน ไร้ความสามารถทำให้อิงเจาตั้งครรภ์มีบุตรได้ ช่างพูดจาเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว”นี่คือคำที่เฉินอี้หานถึงกับเอาไปประกาศในท้องพระโรงหลังพวกขุนนางผู้เฒ่าเต่าล้าหลังเอาแต่กราบทูลต่อฝ่าบาทให้ชินอ๋องรับพระชายารอง แต่ถึงจะด่ากราดไปเช่นนั้น สุดท้ายเพราะทนให้ใครมาแอบนินทาลับหลังว่าไป๋อวี้เป็นสตรีไม่เอาไหน ตั้งครรภ์ไม่ได้ ในปีนั้นเฉินอี้หานก็ยินยอมให้พระชายารักหยุดดื่มยาห้ามครรภ์ จนอีกเก้าเดือนต่อมาตำหนักชินอ๋องก็ได้ซื่อจื่อน้อยมาหนึ่งพระองค์“เฉินไป๋อี้”คือนามของบุตรชายคนแรกของทั้งสอง ซึ่งนามนี้ก็เป็นเฉินอี้หานที่ตั้งใจเลือก เพราะเขาบอกกับไป๋อวี้ว่าลูกคนแรกและเป็นชายก็ใช้แซ่ของบิดาแล้วตามด้วยนามของม
กลิ่นหอมหวานจากเรือนกายของพระชายารักช่างหวานล้ำเลิศ เฉินอี้หานหาได้กล่าวแอบอ้างเกินจริง เขาห่อลิ้นจ้วงแทงเข้าไปในร่องรักของไป๋อวี้ถี่ระรัว ปลายลิ้นแกร่งนั้นร้ายกาจเหลือเกิน เขาวนเวียนดื่มกินน้ำหวานอย่างมูมมามจนบังเกิดเสียงลามก ก่อนจะดึงปลายลิ้นขึ้นมาบดขยี้ติ่งเนื้อสีหวานด้านบน ส่งปลายนิ้วกลางลงไปทักทายเบิกทางเอาไว้เพื่อเตรียมให้นางนั้นพร้อมจะรองรับตัวตนที่ยิ่งใหญ่กว่านิ้วหลายเท่า จากหนึ่งเป็นสอง จ้วงแทงจากเนิบช้าเพิ่มเป็นเร็วรี่“อื้อ ! พี่ฮ่าวอิงเจาไม่ไหว เสียวไม่ไหวแล้วจริง ๆ อ้า !!!”ยิ่งได้ยินคนตัวน้อยกรีดร้องเช่นนั้นเฉินอี้หานก็ยิ่งเร่งทั้งปลายนิ้วและปลายลิ้น ตั้งใจส่งพระชายารักไปท่องเที่ยวยังดินแดนสุขาวดีก่อนเป็นครั้งแรก ไม่นานไป๋อวี้ก็กรีดร้องสะบัดหน้าส่ายไปมาอยู่บนที่นอน ร่างกายเล็กเกร็งกระตุก ปลดปล่อยน้ำหวานออกมามากมาย คนตัวโตด้านบนรีบปลดอาภรณ์ของตนเองว่องไวแล้วจับลำเอ็นที่แข็งขันจนแทบระเบิดขยับสาวอยู่ไม่กี่ครั้งก็กดส่วนปลายหัวหยักลงไปบนร่องรักที่มีน้ำหวานเอ่อล้นอยู่ เขาขยับถูไถลากขึ้นลงเป็นจังหวะ ไป๋อวี้ที่เพิ่งจะเสร็จสมกลับยังถูกแท่งรักร้อนบดขยี้ถูไถก็ไปถึงจุดหมายซ้ำ ร่างเ
พอคิดได้ดังนั้นเฉินอี้หานก็ลุกพรวดพราด ติดตามพระชายาของตนเองเข้าไปภายในห้องชั้นในทันที แล้วภาพที่ไป๋อวี้ก้าวออกมาจากหลังฉากเปลี่ยนอาภรณ์ด้วยชุดคลุมตัวยาวสีแดงตลอดร่างก็ทำเอาเฉินอี้หานต้องกลืนน้ำลายลงคอหลายอึกร่างอรชรชะงักเล็กน้อย แล้วนางก็ก้าวตรงไปยังเตียงนอน นางนั่งลงจากนั้นจึงนำพัดเล่มหนึ่งที่คุ้นตานักเพราะมันคือพัดในวันแต่งงานของพวกเขายกขึ้นมาปิดบังใบหน้า เป็นการบอกด้วยภาษากายว่านางต้องการสิ่งใดไป๋อวี้เองก็เตรียมตัวจะชดเชยค่ำคืนเข้าหอมาสักพักหนึ่งแล้ว เพียงแต่ช่วงนี้นางเองก็มีงานรัดตัว ไหนจะช่วยงานแต่งงานของเหมี่ยวจ้วงและอู๋เสียน ไหนจะเป็นเรื่องที่นางเตรียมจะสอบเข้าไปเป็นท่านอาจารย์ในสำนักศึกษาแพทย์หลวงอีก เพราะคิดว่าการได้ออกไปท่องเที่ยวรักษาผู้คนที่เจียงหนานมากพอจะนำมาเป็นประสบการณ์สั่งสอนศิษย์มากมาย ส่งต่อความรู้ให้คนที่มีความฝันเช่นนางในอดีต นี่ก็เป็นเป้าหมายใหม่ในชีวิตของนางเช่นกัน แค่นางตั้งใจรอให้สอบผ่านด้วยความสามารถของตนเองแล้วจึงค่อยบอกกับเฉินอี้หานเท่านั้นเฉินอี้หานก้าวมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของไป๋อวี้ จากนั้นจึงหยิบพัดของนางออกไปวางเอาไว้ที่โต๊ะข้างเตียง แล้วจึงฉุดดึงร่
“ท่านดูไม่เคยมีความสุขอย่างจริงใจสักครั้ง มีสิ่งใดท่านก็พูดมาเถอะ หรือว่าท่านไม่พอใจตรงไหนในนิสัยกับการกระทำของข้า หากมันมากเกินไปจนรับไม่ไหวท่านก็บอกข้าได้ ส่วนข้าบัดนี้ไม่ชอบเลยที่ท่านชอบคิดเล็กคิดน้อย มีอะไรก็เก็บไปคิดเอง กังวลเองอยู่คนเดียว”ไป๋อวี้เลือกจะเปิดใจพูดทุกสิ่งออกไปก่อน ชีวิตคู่ไม่เคยสมบูรณ์ พี่สาวกับมารดาและเฝิงไทเฮามักสั่งสอนและแนะนำนางเช่นนี้ คนสองคนเติบโตต่างกัน ถูกเลี้ยงดูและเอาใจต่างกัน โดยเฉพาะนางและเฉินอี้หานนั้นล้วนเป็นลูกและน้องเล็กด้วยกันทั้งคู่ ทุกคนในครอบครัวทั้งรักและตามใจ พอมาร่วมชีวิตคู่จึงต้องค่อย ๆ ปรับและเรียนรู้กันไป ยากจะสงบสุขแค่อยู่ด้วยกันเดือนสองเดือนและคิดแล้วไป๋อวี้ก็เห็นจริง หกปีสำหรับคู่ของนางและเฉินอี้หานก็นับว่ายังไม่ค่อยเข้าใจตรงกันนัก จึงมีสภาพดังที่เห็น ขาดบ้างเกินบ้าง ทะเลาะถกเถียงกันไปบ้าง แต่สุดท้ายเมื่ออารมณ์สงบจึงค่อยมองย้อนกลับไป แล้วเห็นจุดที่ต่างก็ผิดด้วยกันทั้งคู่ สำหรับนาง ขณะนี้ไม่ว่านางหรือเฉินอี้หานล้วนไม่มีใครถูกเต็มสิบหรือผิดไปทั้งหมด ต่างมีผิดบ้างและถูกบ้าง หากเทียบกับสีแล้วนางกับสวามีคงเป็นสีเทา ไม่ขาวหรือดำสนิท ดังนั้น
ระหว่างทางกลับตำหนักชินอ๋อง เฉินอี้หานก็ขบคิดถึงคำแนะนำของพี่ชายและท่านพ่อตาอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจว่าค่ำคืนนี้เขาจะนำเรื่องที่ตนเองจะย้ายไปอยู่เจียงหนาน ลองเปิดใจพูดกับไป๋อวี้อย่างตรงไปตรงมาดูคำแนะนำของฮ่องเต้และเซี่ยกั๋วกงนั้นเฉินอี้หานไม่กล้าไม่นำมาใส่ใจ เพราะทั้งสองนั้นนับว่าเป็นบุรุษผู้ซึ่งมีประสบการณ์มากกว่าตนเอง ในอดีตเขาเอาแต่ใจตนเองไม่ค่อยฟังคำตักเตือนของผู้ใดมาก่อนแม้แต่มารดา จนเมื่อต้องสูญเสียสตรีในดวงใจไปนานถึงสองปีเศษ เฉินอี้หานก็ไม่กล้าทำตามความคิดของตนเองผู้เดียวอีกแสงจันทร์นวลกระจ่างท้องฟ้าราตรีนี้งดงามยิ่งนัก ไป๋อวี้หลังจากอาบน้ำแล้วก็นอนไปหลับ หยิบตำราสมุนไพรมาอ่าน พร้อมกับคิดไปด้วยว่าตนเองจะพูดเช่นไรให้เฉินอี้หานยอมให้นางรักษาแผลเป็นบนใบหน้าของเขาอย่างเต็มใจได้ก๊อก ! ก๊อก ! ก๊อก !ไป๋อวี้กำลังรับลมอยู่ริมระเบียง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น หลู่เจียวรีบไปเปิดเพราะมืดค่ำเช่นนี้คงมีเพียงชินอ๋องที่มาหาพระชายาไป๋ของนาง แต่หลู่เจียวก็อดจะแปลกใจเสียมิได้ ทั้งสองก็คืนดีกันมานาน เหตุใดจึงยังแยกห้องนอนกัน ทว่าสงสัยก็ส่วนหนึ่ง กล้าถามหรือไม่สำหรับนางก็เป็นอีกเรื่อง“เจ้าไปพักผ่
แล้วก็เริ่มนับปีนี้เขายี่สิบห้าปี ส่วนไป๋อวี้นั้นก็ยี่สิบปีพอดี ไม่เป็นไรท่านพ่อตาของเขามีบุตรคนเล็กตอนอายุห้าสิบหก ในขณะที่ท่านแม่ยายของเขาอายุได้สามสิบเก้าพอดี ไม่เป็นไร เขาจะรอจนกว่านางจะใจอ่อน หากนางจะใจแข็งไปอีกสิบแปดปี ขอเพียงมีนางอยู่ใกล้ตัวเช่นนี้ สิบแปดปีก็ไม่นับว่ายาวนานเกินไปแต่เขาเป็นใครกัน เป็นชินอ๋อง เป็นน้องชายของฮ่องเต้ผู้ทรงพระปรีชา บิดามังกร ไม่สิ พี่ชายพยัคฆ์ เขาจะเป็นสุนัขเห่าหอนอยู่แค่ภายนอกห้องหอรอไปยาวนานไปถึงสิบแปดปีให้พี่ชายต้องอับอายขายหน้าได้อย่างไร ต้องหาหนทางจนได้แต่ก่อนจะปีนไปเข้าหอกับพระชายาตัวน้อยของเขา ตอนนี้เฉินอี้หานต้องคิดก่อนว่าจะอ้อนวอนไม่ให้นางกลับไปเจียงหนานอย่างไรดีมิใช่หรือ ?“เจ้าว่าอย่างไรนะอาฮ่าว อิงเจาจะไปเจียงหนานอีกแล้วหรือ ?”ถูกต้อง เรื่องนี้จะวิ่งไปพึ่งพาใครได้หากไม่ใช่ฮ่องเต้ผู้เป็นพี่ชายพยัคฆ์ของเขาเท่านั้น เพราะเฝิงไทเฮากับไป๋ฮองเฮานั้นเป็นคนของพระชายาไป๋ของเขาไปตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว คนที่เป็นฝ่ายเขาจึงเหลือเพียงฮ่องเต้และ…“ท่านพ่อตา ท่านพอจะมีคำแนะนำหรือวิธีที่จะห้ามไม่ให้อิงเจากลับไปเจียงหนานบ้างหรือไม่ หรือหากไม่ห้ามจะทำเช่นไร







