LOGINเนื่องจากไป๋อวี้ในยามรักนางก็มั่นคงยิ่งนัก แต่เมื่อคิดจะตัดใจนางก็เด็ดขาดเช่นกัน และหากจะตัดใจได้ก็คือนางต้องจากไป ไม่ต้องพบกันสักพัก ซึ่งสักพักนี้นางก็ยังไม่รู้เช่นกันว่าตนเองต้องใช้เวลาเท่าใด นางรักเฉินอี้หานมานานถึงสองปี หากจะตัดใจคงใช้เวลาเพียงหนึ่งหรือเจ็ดวันคงมิอาจเป็นไปได้ และกับสหายรักหักเหลี่ยมร้ายเช่นหลิ่วจื่ออิงหากไม่เร่งจากเมืองหลวงไปนางคงได้เป็นสตรีไร้เหตุผลพุ่งไปตบตีกับอีกฝ่ายเป็นแน่ ซึ่งนางยังไม่อยากกลายเป็นนางมารร้ายในสายตาของคนอื่นเช่นนั้น นางจึงคิดว่าขอจากเมืองหลวงไปสักพักใหญ่คือทางออกที่ดีที่สุดในยามนี้แล้ว
“เจ้าคิดดีแล้วหรืออิงเจา”
อิงเจานี้คือนามรองที่คนในครอบครัวเท่านั้นจะใช้เรียกไป๋อวี้ เช่นเดียวกับไป๋หวั่นชิง ที่มีนามรองว่า อิงเหยา ทว่านอกจากบิดา มารดา น้องสาวแล้วก็คงมีเพียงฮ่องเต้ที่จะเรียกนามนี้ คนทั้งใต้หล้าล้วนเรียกนางว่าไป๋หวั่นชิงทั้งสิ้น
“ข้าคิดดีแล้วพี่อิงเหยา ในใจของข้ามันไม่สงบ หากต้องทนเห็นหน้าเขากับสหายทรยศผู้นี้อิงแอบแนบชิดเช่นที่ข้าเห็นเขาทำกับสตรีอื่นมาครึ่งปี ข้าอาจเผลอลงมือเลวร้ายเข้าสักวัน คนเขามีขีดจำกัด คราวนี้เฉินอี้หานล้ำเส้นของอิงเจาแล้ว ความรักมั่นคงตลอดสองปี ก็ให้มันจบลงเพียงเท่านี้เถอะ”
นางยังเป็นเพียงเด็กสาวอายุเพิ่งสิบหกปี และตลอดมาก็ทุ่มเทกับการศึกษาวิชาแพทย์อย่างหนักจนแทบไม่คบค้าผู้คน จึงมีความคิดไร้เดียงสานัก ส่วนบิดามารดารวมถึงนางที่เป็นพี่สาวคนรองก็ไม่คิดบังคับไป๋อวี้ อาจเพราะน้องสาวผู้นี้ตอนนางอายุได้สองขวบถูกอนุภรรยาของบิดาวางยาพิษ ถึงจะรอดชีวิตมาได้ไป๋อวี้กลับมีปานแดงที่เกิดจากพิษอยู่ตรงหางตา เพราะขณะนั้นไป๋อวี้ยังเล็กนัก พิษกำจัดไม่ได้ในทันทีต้องรอนางอายุครบห้าขวบเสียก่อน จึงต้องฝังเข็มสกัดพิษให้อยู่จุดเดียว ทุกคนจึงตามใจนางมาก ไป๋อวี้อยากเรียนแพทย์ทุกคนก็ส่งเสริม นางอยากทำสิ่งใดไม่มีผู้ใดบังคับ
“ความรักมันตัดใจง่ายถึงเพียงนั้นได้ก็ดีน่ะสิอิงเจา”
ไป๋หวั่นชิงอายุมากกว่าน้องสาวผู้นี้อยู่สี่ปีแถมยังต้องเป็นสนมของฮ่องเต้ เล่ห์เหลี่ยมคนนางย่อมรู้ให้แจ้ง จึงคล้ายมารดามากกว่าพี่สาว มองโลกเป็นจริงมากกว่าเด็กสาวนัก ยิ่งหลังจากตั้งครรภ์แล้วขยับขึ้นเป็นฮองเฮาไป๋หวั่นชิงยิ่งรู้ยิ่งเห็นอะไรมากขึ้นอีกหลายส่วนเรื่องความรักก็เช่นกัน มันไม่ได้ตัดใจได้ง่ายดังที่ไป๋อวี้กล่าวแม้แต่น้อย
“ไม่ลองคงมิอาจรู้เจ้าค่ะพี่อิงเหยา ให้ข้าได้ลองสักครั้งเถอะ”
ฟังจากน้ำเสียงและดูจากสีหน้า ไป๋หวั่นชิงก็ได้แต่ถอนหายใจเสียงหนัก ยิ่งห้ามเกรงว่าน้องน้อยของนางจะยิ่งเตลิด คงต้องปล่อยอีกฝ่ายให้ออกไปเผชิญโลกกว้างแล้วจริง ๆ
“แล้วเจ้าจะไปที่ใด ?”
คิดไปไป๋หวั่นชิงก็ว่าดีเหมือนกัน ชินอ๋องเฉินอี้หานเองก็จะได้รู้ใจตนเองมากขึ้นว่าเขารู้สึกเช่นไรกับสาวน้อยของนาง ส่วนไป๋อวี้นั้นหมกมุ่นกับความรักมากไปจริง ๆ ให้ทั้งสองห่างกันไปเสียบ้างความในใจของพวกเขาอาจชัดเจนขึ้น ชินอ๋องอายุก็เพิ่งยี่สิบเอ็ดปี นับว่าไม่มากยังอยู่ในวัยเลือดร้อนอารมณ์แรง
“ไปทางใต้ก็แล้วกัน”
ไป๋อวี้คิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบออกไป เพราะนางชอบทางใต้มากกว่าทางเหนือ แล้วช่วงหน้าฝนที่ผ่านมาเจียงหนานมีภัยน้ำท่วม นางอยากไปรักษาผู้คน หลังภัยน้ำท่วมมักตามมาด้วยโรคต่าง ๆ ไปทางใต้นางคิดว่าเหมาะสมกว่า อีกสิ่งนี่ก็ใกล้ฤดูหนาว นางไม่ชอบหิมะเพราะมันหนาวมาก
“ระบุมาว่าทางใต้ของเจ้าคือที่ใด”
“เจียงหนาน”
“แล้วเรื่องหย่าขาดกับเฉินอี้หานเล่า งานแต่งของพวกเจ้าคือสมรสพระราชทาน ใครบ้างไม่รู้ว่าหย่าขาดจากกันมิได้”
“ฮ่องเต้ประทานสมรสได้ก็ประทานหนังสือหย่าขาดจากกันได้มิใช่หรือ ?”
“กษัตริย์ตรัสแล้วยากจะคืนคำนะอิงเจา”
“แต่สามีที่ดีล้วนเชื่อฟังภรรยาทั้งสิ้น พี่เขยของอิงเจาก็เป็นสามีที่ดี”
“เหมือนเจ้ากำลังด่าสามีของเจ้าเลย”
“เขาเป็นอดีตสามีไปแล้วเจ้าค่ะ และใช่ อิงเจาด่าเขา เฉินอี้หานเป็นคนเลว เป็นพวกกินไม่เลือก สหายรักของภรรยาเขาก็ไม่ละเว้น วันนี้เป็นหลิ่วจื่ออิงแล้ววันหน้าเล่า สตรีอื่นอาจไม่ถือสา แต่กับข้าอิงเจารับไม่ไหวจริง ๆ”
“เด็กดื้อ”
“อิงเจาก็เป็นสตรีเช่นนี้”
“เฮ้อ ! แล้วเจ้าจะออกเดินทางยามใด ?”
“ออกเดินทางยามนี้เจ้าค่ะ”
“แต่นี่มันกลางยามจื่อแล้วนะ”
“ด้วยอำนาจของบุตรสาวของเซี่ยกั๋วกงทำมิได้ แต่อำนาจของไป๋ฮองเฮา อิงเจามั่นใจนักว่าพี่อิงเหยาบันดาลให้กับน้องสาวคนเดียวของท่านได้แน่นอน”
“เจ้านี่นะ ร้ายกาจนัก หากเฉินอี้หานรู้ว่าเจ้าร้ายเช่นนี้คงไม่กล้ากับเจ้าแล้วเป็นแน่”
“คนเช่นเขาแม้แต่สหายของภรรยาก็ไม่ละเว้นชีวิตนี้คงไม่มีเรื่องใดไม่กล้าทำผิดกับอิงเจาแล้วละเจ้าค่ะ คนเขาไม่มีใจ จะเรื่องอันใดล้วนกล้าทั้งนั้น อิงเจาพอแล้ว ต่อไปจะรักตัวเองก่อน ต่อให้มีความรักครั้งใหม่ก็จะรักตัวเองให้มาก ไม่รักจนขาดสติหน้ามืดตามัวอีกแล้ว”
“อิงเจาน้อยของเราเติบใหญ่แล้วจริง ๆ”
“คนเราเจ็บแล้วสมควรมีบทเรียน”
สองพี่น้องพูดคุยกันอยู่อีกครู่หนึ่ง ไป๋หวั่นชิงก็กลับเข้าไปภายในห้องนอน ซึ่งที่แห่งนั้นแน่นอนว่ามีมังกรหนุ่มเช่นฮ่องเต้เฉินอี้หลงอยู่ภายใน และได้ยินทุกประโยคที่ทั้งสองพี่น้องพูดคุยปรึกษากัน
“ฝ่าบาท”
“เรื่องพระราชทานหนังสือหย่าขาดของพวกเขารอไปก่อนเถอะ แต่ที่อิงเจาอยากจะไปพักกายพักใจที่เจียงหนาน ข้าอนุญาต นี่คือป้ายคำสั่ง มอบให้น้องภรรยานำติดกายไป แล้วประเดี๋ยวข้าจะสั่งการให้องครักษ์ส่วนตัวติดตามคุ้มกันพวกนาง บอกกับอิงเจาว่าป้ายคำสั่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นคน เงินทอง หรือนางต้องการสิ่งใด แค่ไปหาคนของทางการ นางจะได้ตามที่ต้องการ”
“ป้ายคำสั่งนี้จะสารพัดนึกเกินไปแล้วหรือไม่เพคะ”
“ข้าเป็นใครเล่า”
“ทราบแล้ว ๆ ว่าแต่องครักษ์พวกนั้นมิใช่จินอู่นะเพคะ”
“ย่อมไม่ใช่อยู่แล้ว ข้าบอกว่าส่วนตัวก็คือส่วนตัว หากเป็นจินอู่ เกรงว่าไม่พ้นคืนนี้ น้องชายของข้าก็คงตามตัวน้องสาวของเจ้าพบแล้ว”
“ดียิ่งเพคะ หม่อมฉันใจดีมอบแก้วตาดวงใจให้เขาไปดูแลแล้วกลับไม่คิดรักษา เช่นนั้นหากเขาสมองช้านักก็ให้เรื่องคราวนี้กระตุ้นเขาให้รู้ใจตนเองเร็วขึ้นเถอะ ของบางสิ่งได้มาง่ายเกินไปเขาก็ไม่เห็นคุณค่า”
“ดียิ่งที่สามีของเจ้าเป็นคนมีสมองเลยรู้ใจของตนเองเร็ว”
“หึ ! ก็ไม่แน่หรอกเพคะ ใครจะรู้วันหน้าฝ่าบาทจะมีใจให้สตรีใดมากกว่าอิงเหยาอีก เพราะรอบกายของฝ่าบาทมีแต่สตรี วังหลังขณะนี้ก็มากนัก อิงเหยาจำหน้าไม่หมด ยิ่งชื่อแซ่บอกฝ่าบาทยามนี้เลยว่าอิงเหยาจำพวกนางไม่ครบคนจริง ๆ”
“เรื่องนี้ไม่โทษเจ้า เพราะข้าเองก็จำไม่ได้”
ชีวิตคู่ของไป๋อวี้และเฉินอี้หานหลังจากที่ปรับความเข้าใจกันอย่างแท้จริง บัดนี้ก็ผ่านมาเจ็ดปีแล้ว บุตรชายคนแรกของพวกเขาคลอดออกมาเมื่อสองปีแรกหลังร่วมหอ เพราะเฉินอี้หานนั้นอยากใช้ชีวิตคู่เพียงสองคนให้นานสักหน่อย แต่ที่ใช้เวลาเพียงสองปีเพราะเฝิงไทเฮาขอร้อง เนื่องจากทั้งสองแต่งงานหากนับแต่แรกเริ่มก็นานถึงแปดปีแล้วไม่มีบุตร ขุนนางย่อมมองว่าไป๋อวี้บกพร่อง“เหตุใดเอาแต่โทษสตรี เหตุใดไม่โทษว่าบุรุษเช่นข้าไม่เอาไหน ไร้ความสามารถทำให้อิงเจาตั้งครรภ์มีบุตรได้ ช่างพูดจาเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว”นี่คือคำที่เฉินอี้หานถึงกับเอาไปประกาศในท้องพระโรงหลังพวกขุนนางผู้เฒ่าเต่าล้าหลังเอาแต่กราบทูลต่อฝ่าบาทให้ชินอ๋องรับพระชายารอง แต่ถึงจะด่ากราดไปเช่นนั้น สุดท้ายเพราะทนให้ใครมาแอบนินทาลับหลังว่าไป๋อวี้เป็นสตรีไม่เอาไหน ตั้งครรภ์ไม่ได้ ในปีนั้นเฉินอี้หานก็ยินยอมให้พระชายารักหยุดดื่มยาห้ามครรภ์ จนอีกเก้าเดือนต่อมาตำหนักชินอ๋องก็ได้ซื่อจื่อน้อยมาหนึ่งพระองค์“เฉินไป๋อี้”คือนามของบุตรชายคนแรกของทั้งสอง ซึ่งนามนี้ก็เป็นเฉินอี้หานที่ตั้งใจเลือก เพราะเขาบอกกับไป๋อวี้ว่าลูกคนแรกและเป็นชายก็ใช้แซ่ของบิดาแล้วตามด้วยนามของม
กลิ่นหอมหวานจากเรือนกายของพระชายารักช่างหวานล้ำเลิศ เฉินอี้หานหาได้กล่าวแอบอ้างเกินจริง เขาห่อลิ้นจ้วงแทงเข้าไปในร่องรักของไป๋อวี้ถี่ระรัว ปลายลิ้นแกร่งนั้นร้ายกาจเหลือเกิน เขาวนเวียนดื่มกินน้ำหวานอย่างมูมมามจนบังเกิดเสียงลามก ก่อนจะดึงปลายลิ้นขึ้นมาบดขยี้ติ่งเนื้อสีหวานด้านบน ส่งปลายนิ้วกลางลงไปทักทายเบิกทางเอาไว้เพื่อเตรียมให้นางนั้นพร้อมจะรองรับตัวตนที่ยิ่งใหญ่กว่านิ้วหลายเท่า จากหนึ่งเป็นสอง จ้วงแทงจากเนิบช้าเพิ่มเป็นเร็วรี่“อื้อ ! พี่ฮ่าวอิงเจาไม่ไหว เสียวไม่ไหวแล้วจริง ๆ อ้า !!!”ยิ่งได้ยินคนตัวน้อยกรีดร้องเช่นนั้นเฉินอี้หานก็ยิ่งเร่งทั้งปลายนิ้วและปลายลิ้น ตั้งใจส่งพระชายารักไปท่องเที่ยวยังดินแดนสุขาวดีก่อนเป็นครั้งแรก ไม่นานไป๋อวี้ก็กรีดร้องสะบัดหน้าส่ายไปมาอยู่บนที่นอน ร่างกายเล็กเกร็งกระตุก ปลดปล่อยน้ำหวานออกมามากมาย คนตัวโตด้านบนรีบปลดอาภรณ์ของตนเองว่องไวแล้วจับลำเอ็นที่แข็งขันจนแทบระเบิดขยับสาวอยู่ไม่กี่ครั้งก็กดส่วนปลายหัวหยักลงไปบนร่องรักที่มีน้ำหวานเอ่อล้นอยู่ เขาขยับถูไถลากขึ้นลงเป็นจังหวะ ไป๋อวี้ที่เพิ่งจะเสร็จสมกลับยังถูกแท่งรักร้อนบดขยี้ถูไถก็ไปถึงจุดหมายซ้ำ ร่างเ
พอคิดได้ดังนั้นเฉินอี้หานก็ลุกพรวดพราด ติดตามพระชายาของตนเองเข้าไปภายในห้องชั้นในทันที แล้วภาพที่ไป๋อวี้ก้าวออกมาจากหลังฉากเปลี่ยนอาภรณ์ด้วยชุดคลุมตัวยาวสีแดงตลอดร่างก็ทำเอาเฉินอี้หานต้องกลืนน้ำลายลงคอหลายอึกร่างอรชรชะงักเล็กน้อย แล้วนางก็ก้าวตรงไปยังเตียงนอน นางนั่งลงจากนั้นจึงนำพัดเล่มหนึ่งที่คุ้นตานักเพราะมันคือพัดในวันแต่งงานของพวกเขายกขึ้นมาปิดบังใบหน้า เป็นการบอกด้วยภาษากายว่านางต้องการสิ่งใดไป๋อวี้เองก็เตรียมตัวจะชดเชยค่ำคืนเข้าหอมาสักพักหนึ่งแล้ว เพียงแต่ช่วงนี้นางเองก็มีงานรัดตัว ไหนจะช่วยงานแต่งงานของเหมี่ยวจ้วงและอู๋เสียน ไหนจะเป็นเรื่องที่นางเตรียมจะสอบเข้าไปเป็นท่านอาจารย์ในสำนักศึกษาแพทย์หลวงอีก เพราะคิดว่าการได้ออกไปท่องเที่ยวรักษาผู้คนที่เจียงหนานมากพอจะนำมาเป็นประสบการณ์สั่งสอนศิษย์มากมาย ส่งต่อความรู้ให้คนที่มีความฝันเช่นนางในอดีต นี่ก็เป็นเป้าหมายใหม่ในชีวิตของนางเช่นกัน แค่นางตั้งใจรอให้สอบผ่านด้วยความสามารถของตนเองแล้วจึงค่อยบอกกับเฉินอี้หานเท่านั้นเฉินอี้หานก้าวมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของไป๋อวี้ จากนั้นจึงหยิบพัดของนางออกไปวางเอาไว้ที่โต๊ะข้างเตียง แล้วจึงฉุดดึงร่
“ท่านดูไม่เคยมีความสุขอย่างจริงใจสักครั้ง มีสิ่งใดท่านก็พูดมาเถอะ หรือว่าท่านไม่พอใจตรงไหนในนิสัยกับการกระทำของข้า หากมันมากเกินไปจนรับไม่ไหวท่านก็บอกข้าได้ ส่วนข้าบัดนี้ไม่ชอบเลยที่ท่านชอบคิดเล็กคิดน้อย มีอะไรก็เก็บไปคิดเอง กังวลเองอยู่คนเดียว”ไป๋อวี้เลือกจะเปิดใจพูดทุกสิ่งออกไปก่อน ชีวิตคู่ไม่เคยสมบูรณ์ พี่สาวกับมารดาและเฝิงไทเฮามักสั่งสอนและแนะนำนางเช่นนี้ คนสองคนเติบโตต่างกัน ถูกเลี้ยงดูและเอาใจต่างกัน โดยเฉพาะนางและเฉินอี้หานนั้นล้วนเป็นลูกและน้องเล็กด้วยกันทั้งคู่ ทุกคนในครอบครัวทั้งรักและตามใจ พอมาร่วมชีวิตคู่จึงต้องค่อย ๆ ปรับและเรียนรู้กันไป ยากจะสงบสุขแค่อยู่ด้วยกันเดือนสองเดือนและคิดแล้วไป๋อวี้ก็เห็นจริง หกปีสำหรับคู่ของนางและเฉินอี้หานก็นับว่ายังไม่ค่อยเข้าใจตรงกันนัก จึงมีสภาพดังที่เห็น ขาดบ้างเกินบ้าง ทะเลาะถกเถียงกันไปบ้าง แต่สุดท้ายเมื่ออารมณ์สงบจึงค่อยมองย้อนกลับไป แล้วเห็นจุดที่ต่างก็ผิดด้วยกันทั้งคู่ สำหรับนาง ขณะนี้ไม่ว่านางหรือเฉินอี้หานล้วนไม่มีใครถูกเต็มสิบหรือผิดไปทั้งหมด ต่างมีผิดบ้างและถูกบ้าง หากเทียบกับสีแล้วนางกับสวามีคงเป็นสีเทา ไม่ขาวหรือดำสนิท ดังนั้น
ระหว่างทางกลับตำหนักชินอ๋อง เฉินอี้หานก็ขบคิดถึงคำแนะนำของพี่ชายและท่านพ่อตาอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจว่าค่ำคืนนี้เขาจะนำเรื่องที่ตนเองจะย้ายไปอยู่เจียงหนาน ลองเปิดใจพูดกับไป๋อวี้อย่างตรงไปตรงมาดูคำแนะนำของฮ่องเต้และเซี่ยกั๋วกงนั้นเฉินอี้หานไม่กล้าไม่นำมาใส่ใจ เพราะทั้งสองนั้นนับว่าเป็นบุรุษผู้ซึ่งมีประสบการณ์มากกว่าตนเอง ในอดีตเขาเอาแต่ใจตนเองไม่ค่อยฟังคำตักเตือนของผู้ใดมาก่อนแม้แต่มารดา จนเมื่อต้องสูญเสียสตรีในดวงใจไปนานถึงสองปีเศษ เฉินอี้หานก็ไม่กล้าทำตามความคิดของตนเองผู้เดียวอีกแสงจันทร์นวลกระจ่างท้องฟ้าราตรีนี้งดงามยิ่งนัก ไป๋อวี้หลังจากอาบน้ำแล้วก็นอนไปหลับ หยิบตำราสมุนไพรมาอ่าน พร้อมกับคิดไปด้วยว่าตนเองจะพูดเช่นไรให้เฉินอี้หานยอมให้นางรักษาแผลเป็นบนใบหน้าของเขาอย่างเต็มใจได้ก๊อก ! ก๊อก ! ก๊อก !ไป๋อวี้กำลังรับลมอยู่ริมระเบียง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น หลู่เจียวรีบไปเปิดเพราะมืดค่ำเช่นนี้คงมีเพียงชินอ๋องที่มาหาพระชายาไป๋ของนาง แต่หลู่เจียวก็อดจะแปลกใจเสียมิได้ ทั้งสองก็คืนดีกันมานาน เหตุใดจึงยังแยกห้องนอนกัน ทว่าสงสัยก็ส่วนหนึ่ง กล้าถามหรือไม่สำหรับนางก็เป็นอีกเรื่อง“เจ้าไปพักผ่
แล้วก็เริ่มนับปีนี้เขายี่สิบห้าปี ส่วนไป๋อวี้นั้นก็ยี่สิบปีพอดี ไม่เป็นไรท่านพ่อตาของเขามีบุตรคนเล็กตอนอายุห้าสิบหก ในขณะที่ท่านแม่ยายของเขาอายุได้สามสิบเก้าพอดี ไม่เป็นไร เขาจะรอจนกว่านางจะใจอ่อน หากนางจะใจแข็งไปอีกสิบแปดปี ขอเพียงมีนางอยู่ใกล้ตัวเช่นนี้ สิบแปดปีก็ไม่นับว่ายาวนานเกินไปแต่เขาเป็นใครกัน เป็นชินอ๋อง เป็นน้องชายของฮ่องเต้ผู้ทรงพระปรีชา บิดามังกร ไม่สิ พี่ชายพยัคฆ์ เขาจะเป็นสุนัขเห่าหอนอยู่แค่ภายนอกห้องหอรอไปยาวนานไปถึงสิบแปดปีให้พี่ชายต้องอับอายขายหน้าได้อย่างไร ต้องหาหนทางจนได้แต่ก่อนจะปีนไปเข้าหอกับพระชายาตัวน้อยของเขา ตอนนี้เฉินอี้หานต้องคิดก่อนว่าจะอ้อนวอนไม่ให้นางกลับไปเจียงหนานอย่างไรดีมิใช่หรือ ?“เจ้าว่าอย่างไรนะอาฮ่าว อิงเจาจะไปเจียงหนานอีกแล้วหรือ ?”ถูกต้อง เรื่องนี้จะวิ่งไปพึ่งพาใครได้หากไม่ใช่ฮ่องเต้ผู้เป็นพี่ชายพยัคฆ์ของเขาเท่านั้น เพราะเฝิงไทเฮากับไป๋ฮองเฮานั้นเป็นคนของพระชายาไป๋ของเขาไปตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว คนที่เป็นฝ่ายเขาจึงเหลือเพียงฮ่องเต้และ…“ท่านพ่อตา ท่านพอจะมีคำแนะนำหรือวิธีที่จะห้ามไม่ให้อิงเจากลับไปเจียงหนานบ้างหรือไม่ หรือหากไม่ห้ามจะทำเช่นไร







