Masukเสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้มู๋ชิงเหยารีบหยิบผ้าคลุมขึ้นมาสวมใส่ทันที ก่อนจะหันหน้าไปมองที่ประตู
"นั้นใคร....? มู๋ชิงเย่รีบเอ่ยถามเป็นคนแรก "เรียนขุนพลมู๋ คุณหนูเว่ยไป่หลินอยากจะขอพบน้องสาวท่านขอรับ....? "ไม่พบ...." มู๋ชิงเหยารีบปฎิเสธ "แต่คุณหนูเว่ยไป่หลินบอกว่ามีเรื่องสำคัญจะแจ้งให้ทราบขอรับ..." มู๋ชิงเหยาพึ่งจะนึกขึ้นมาได้ ว่าโรงเตี๊ยมแห่งนี้เป็นธุรกิจของตระกูลเว่ยกั๋วกง เมื่อฉุกคิดขึ้นมาได้นางจึงรีบสาดส่องสายตาเห็นสิ่งผิดปกติ แล้วรีบหยิบยาลูกกลอนออกมา ยื่นส่งไปให้พี่ชายทั้งสอง "เหยาเอ๋อร์...นี้คือ....? "ไม่ต้องถามมาก พวกท่านสองคนรีบกลืนมันลงไปซะ แล้วแกล้งสลบทำรีบทำตามที่ข้าบอกเร็วเข้า...." "อืม..." มู๋ชิงเย่และหลิงเซียวพยักหน้าพร้อมกัน ถึงแม้ภายในใจจะมีคำถามมากมาย แต่ทั้งสองคนก็เชื่อใจเด็กสาวตรงหน้าโดยไม่มีเงื่อนไข "คุณหนูขอรับ....เสียงด้านในห้องเงียบไปแล้ว พวกเราควรทำเช่นไรต่อ..? ชายรับใช้ผู้หนึ่งรีบกระซิบถามเว่ยไป่หลิน "ข้าจะเข้าไปคนเดียว หากซุนอ๋องเดินทางมาถึง ให้รีบเชิญเขาเข้าไปข้างในห้องนี้...แล้วก็ห้ามปล่อยให้คนนอกเข้ามารบกวนเด็ดขาด นี้เป็นคำสั่ง....? เว่ยไป่หลินรีบหันไปกำชับชายรับใช้ "ทราบแล้วคุณหนู..." เสียงเปิดประตูย่างเท้าใกล้เข้ามา เว่ยไป่หลินยังไม่ทันจะเอื้อมมือไปแตะตัวมู๋ชิงเหยา เข็มเงินก็พุ่งไปที่ท้ายทอยเว่ยไป่หลิน จนทำให้นางสลบไปกลางอากาศ ร่างบางรีบพุ่งตัวออกไปรับร่างเว่ยไป่หลิน ท่ามกลางสายตาของบุรุษทั้งสองที่มองดูอยู่ "เหยาเอ๋อร์...เจ้าช่างทำให้พี่ชายคนนี้ประหลาดใจยิ่งนัก..." "ข้าทำสิ่งใด จู่ๆนางก็หมดสติขึ้นมาเสียดื้อๆ ข้ายังไม่ได้ทำสิ่งใดเลยนะเจ้าคะ พี่ใหญ่...พวกท่านสองคนยังไม่รีบมาช่วยข้าประคองนางไปนอนที่เตียงอีก ข้าหนักจะตายอยู่แล้ว....? "อ่อ....ก็ได้..." หลิงเซียวไม่ได้ขยับตัวไปช่วยมู๋ชิงเย่ เขาได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่แม้แต่จะขยับเขยื้อนตัวเลยสักนิด "หลิงเซียว....เจ้ามัวยืนบื้ออะไรอยู่ รีบมาช่วยข้าเร็วซิ..." มู๋ชิงเย่หันไปบอกหลิงเซียว "ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกัน ข้าเป็นบุรุษจะไปแตะต้องสตรีที่ยังมิได้ออกเรือนได้อย่างไร....? "นั่นสิ...เจ้าพูดถูก..." คำพูดนี้ทำให้มู๋ชิงเย่รีบปล่อยมือออกจากเว่ยไป่หลินในทันที ร่างอรชรร่วงหล่นไปนอนบนพื้นอีกครั้ง มู๋ชิงเหยาหมดซึ่งคำจะพูด ตาทึ่มสองคนนี้ช่างไม่รู้จัก รักหยกถนอมบุปผาเสียบ้างเลย....... มู๋ชิงเหยามองเว่ยไป่หลินที่นอนนิ่งอยู่กับพื้นอย่างเวทนา เว่ยไป่หลินพึ่งจะโดนพรากความบริสุทธิ์ไปหยกๆ ก็รีบหาเรื่องใส่ตัวอีกแล้ว นางช่างไม่รู้จักเข็ดหลาบ แววตามู๋ชิงเหยามองดูเว่ยไป่หลินอย่างสมเพชเวทนา "ละครฉากนี้ จะขาดพระเอกไปไม่ได้...."มู๋ชิงเหยาแสยะยิ้มชั่วร้ายขึ้น เมื่อได้ยินคำพูดมู๋ชิงเหยา บุรุษทั้งสองต่างรีบยกมือปฎิเสธพร้อมกันทันที "ชิ....ข้าไม่โง่พอที่จะส่งพี่ชายทั้งสองขึ้นเตียงไปหรอกน๊า...พวกท่านสองคนอย่าห่วงไปเลย...รีบไปหลบอยู่หลังฉากกั้นโน้นไป..." หลังจากมู๋ชิงเหยาพูดจบ บุรุษทั้งสองก็ถอนหายใจออกอย่างโล่งอก สตรีที่ร้ายกาจเจ้าแผนการอย่างบุตรสาวคนเล็กตระกูลเว่ยกั๋วกง ไม่คู่ควรให้พี่ชายทั้งสองเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยอย่างยิ่ง.... หนานกงจิ่งที่อยู่ในห้องข้างๆได้ยินทุกถ้อยคำอย่างกระจ่างแจ้ง เขาเพียงเฝ้าดูละครฉากนี้อยู่เงียบๆ ไม่ขอยื่นมือเข้าไปยุ่ง เมื่อซุนอ๋องเดินทางมาถึง เขาก็รีบเปิดประตูห้องเข้าไปโดยไม่ทันระวังตัว มู๋ชิงเหยารีบจุดกำยานรอเอาไว้ทั่วทั้งห้อง ครันเมื่อซุนอ๋องได้สูบดมกลิ่นกำยาน ร่างกายพลันร้อนรุ่มขึ้นมา ไฟราคะเริ่มร้อนแรงทุกอณู ไม่ต้องบอกก็น่าจะรู้ว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น.... ในเมื่อเว่ยไป่หลินชื่นชมในตัวซุนอ๋องจนหมดใจ มู๋ชิงเหยาก็แค่ช่วยส่งเสริมให้เว่ยไป่หลินได้สมหวัง ยิ่งปืนนัดเดียวได้นกตั้งสองตัว วิธีดีๆแบบนี้ ใครบ้างจะปล่อยให้หลุดมือไป หลังจากจัดการปัญหาทุกอย่างเสร็จ บุรุษทั้งสองก็ใช้วิชาตัวเบาพามู๋ชิงเหยาหนีออกไปทางหน้าต่าง เพื่อไปร่ำสุราต่อที่อื่น เรื่องราวที่บุตรสาวคนเล็กตระกูลเว่ยกั๋วกงค้างคืนกับซุนอ๋อง กลายเป็นเรื่องโจษจันไปทั่วทั้งเมืองหลวง เรื่องฉาวโฉ่งามหน้ารู้ไปถึงพระพักตร์ฮ่องเต้ ทำให้ซุนอ๋องถูกลงโทษสถานหนัก และถูกริบอำนาจคืน กลายเป็นบุตรชายไร้ประโยชน์ไปในทันที "มู๋ชิงเย่....เจ้าเป็นพี่ชายประสาอะไร กลับปล่อยให้น้องสาวร่ำสุราจนไม่ได้สติเช่นนี้ รีบไปคุกเข่าสำนึกผิดที่ศาลบรรพชนเดี่ยวนี้..." "ขอรับท่านพ่อ..." "ท่านลุง....ข้าเองก็มีส่วนผิดเช่นกัน ขอท่านลุงสั่งลงโทษข้าด้วยเถิดขอรับ...." "เสี่ยวเซียว...นี้ก็ดึกมากแล้ว เจ้ารีบกลับจวนไปเสียเถิด เรื่องในคืนนี้ห้ามแพร่งพรายออกไปเป็นอันขาด...ถือว่าลุงขอร้อง..." "หลานทราบแล้วขอรับท่านลุง...." หลิงเซียวเดินคอตกออกไป สายตายังคงมองไปทางห้องนอนมู๋ชิงเหยาเป็นครั้งคราว "ชุนเถา...เจ้าทำงานบกพร่องในหน้าที่ ออกไปรับโทษโบย20ไม้เอาเอง...." "เจ้าค่ะนายท่าน..." ชุนเถารับคำทันทีก่อนจะเดินออกไปรับโทษโบยจนครบ มู๋ชิงซานเคร่งครัดในกฏระเบียบเป็นอย่างมาก หากไม่เด็ดขาด เขาจะควบคุมลูกน้องใต้อาณัติในกองทัพหลายหมื่นคนได้อย่างไร ทุกครั้งที่มู๋ชิงเหยาทำผิด มู๋ชิงเย่มักจะออกหน้ารับโทษแทนน้องสาวเป็นเช่นนี้มาโดยตลอด... หลังจากที่ทุกคนออกไปจนหมด เหลือเพียงมู๋ชิงเหยาเพียงคนเดียวอยู่ภายในห้อง เด็กสาวที่กำลังนอนเมามายไม่ได้สติอยู่ในขณะนี้ กลับลุกขึ้นนั่งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนจะหันสายตาไปทางมุมโต๊ะเครื่องแป้ง พร้อมกับเอ่ยขึ้นเสียงแข็ง "รีบโผล่หัวออกมาเดี๋ยวนี้นะ ข้ารู้ว่าเจ้าแอบอยู่ตรงนั้น....? เพียงเวลาไม่เกินอึดใจ กลับปรากฏสัตว์ประหลาดหน้าขนขึ้น มันค่อยๆคลานออกมาเผชิญหน้ากับมู๋ชิงเหยา พร้อมทั้งจ้องมองมู๋ชิงเหยาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆความเงียบสงบอันหวานละมุนโอบล้อมโต๊ะอาหารยามเช้า มู๋ชิงซานและมู๋ชิงเย่ต่างยกจอกน้ำชาขึ้นชนกันด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมใจ ขณะที่อัลทราย่าช่วยคีบอาหารให้เด็กชายฝาแฝดทั้งสองที่มองดูตงฟางด้วยสายตาชื่นชม "โธ่...ข้านึกว่าจะโดนทิ้งเสียแล้ว ขอบพระทัยพระชายาและท่านอ๋องพะย่ะค่ะ.." ตงฟางถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก รอยยิ้มกะล่อนกว้างขวางฉายชัดบนใบหน้า ตงฟางรีบก้มลงคารวะหมิงเหยาและหนานกงจิ่งซ้ำๆ ก่อนจะยืดตัวขึ้นปัดฝุ่นที่เข่า พลางขยิบตาให้ชุนเถา "แม่นางชุนเถา...ยามนี้พวกเราต้องเดินทางกลับดินแดนโอสถสวรรค์ด้วยกันแล้ว ไม่ว่าจะสามข้อหรือสามร้อยข้อ ข้าพร้อมจะฟันฝ่าอุปสรรค เพื่อพิสูจน์ความจริงใจให้เจ้าเห็น..." "หุบปาก เงื่อนไขข้อแรกของข้า...หากเจ้ายังไม่เลิกทำหน้าตากะล่อนใส่ข้า ข้าจะฟ้องคุณหนูให้กักขังเจ้าไว้เฝ้าชายแดนสวรรค์ตลอดชีวิต.." ชุนเถาค้อนสายตาใส่องครักษ์ตงฟาง "ไอ้หย๋า...แค่เพียงข้อแรกก็ยากเย็นถึงเพียงนี้เชียวหรือ..หน้าตาข้าเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เกิด จะให้เลิกกะล่อนได้อย่างไรเล่าแม่นาง...เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะยอมยิ้มให้ข้าวันละสามหน.." ตงฟางทำท่าเอามือทุบหน้าอก แสร้งทำสีหน้าเจ็บปวดเจียนตาย "เจ้าคนหน้า
ณ ห้องโถงใหญ่จวนตระกูลมู๋... โต๊ะอาหารยาวถูกจัดวางด้วยสำรับเช้าเลิศรสมากมาย ทว่ายังไม่ทันที่ท่านเจ้าดินแดนและเทพสงครามจะก้าวพ้นประตูห้องโถง เสียงความวุ่นวายเบื้องหลังก็ดึงดูดสายตาของทุกคนให้หันไปมองเป็นตาเดียว "โอ๊ย...แม่นางชุนเถาเบามือหน่อย กระดูกแขนข้าจะหักแล้ว..." ตงฟางที่เดินตามหลังมาในสภาพถืออ่างน้ำล้างหน้าทองเหลืองด้วยมือข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างกำลังถูกชุนเถายึดจับบิดไปข้างหลังอย่างช่ำชอง เสียงร้องโอดครวญขององครักษ์ดังลั่นจนมู๋ชิงเย่ที่กำลังยกจอกชาถึงกับสำลักออกมาคำโต "เกิดอะไรขึ้นรึ...? หมิงเหยาหยุดชะงัก หันไปมองสาวใช้คนสนิทด้วยความสงสัย นัยน์ตาสีมรกตฉายแววขบขัน ชุนเถาที่ใบหน้ายังคงอมชมพูระเรื่อ สะบัดมือปล่อยข้อมือตงฟางให้เป็นอิสระทันที ก่อนจะก้มคารวะหมิงเหยาอย่างเรียบร้อย ผิดกับท่าทางโหดเหี้ยมเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง "เรียนพระชายา...องครักษ์ตงฟางผู้นี้เดินไม่ดูทางเจ้าค่ะ เอาแต่จ้องหน้าข้าจนเดินชนเสาเรือนไปสองรอบ พอน้ำล้างหน้ากระฉอกใส่เสื้อตนเอง ก็ยังแกล้งร้องว่าข้าเป็นคนผลัก แล้วถือโอกาสกุมมือข้าไม่ยอมปล่อยเจ้าค่ะ..." "ข้าเปล่าแกล้งนะแม่นางชุนเถา ข้าปวดข้อมื
ความผูกพันและสายใยที่ลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในดินแดนเซียนหรือในโลกมนุษย์ ต่างก็หยั่งรากลึกอย่างงดงาม ไม่เพียงแต่ความรักระหว่างหนานกงจิ่งและหมิงเหยาที่ผ่านพ้นกาลเวลาและอุปสรรค แต่รวมถึงความจริงใจของตงฟางที่คอยโอบอุ้มชุนเถาในยามที่นางโดดเดี่ยวที่สุด ความผูกพันที่เงียบสงบแต่หนักแน่นนี้ พลอยสุกงอมขึ้นอย่างละมุนละไมเช่นกัน แม้หน้าห้องบรรทมจะตกอยู่ในความเงียบสงบยามดึกสงัด แสงจันทร์นวลตาฉาบทาทั่วระเบียงไม้หอม ลมราตรีพัดพาเอากลิ่นหอมของดอกไม้และกลิ่นอายสวรรค์ลอยเอื่อย ตงฟางที่นั่งอยู่ข้างๆ สังเกตเห็นรอยยิ้มบางเบาบนริมฝีปากของชุนเถา นัยน์ตาของตงฟางพลันฉายแววอบอุ่นและอ่อนโยน "เจ้าแอบยิ้ม...แปลว่าใจอ่อนให้ข้าบ้างแล้วใช่หรือไม่ แม่นางชุนเถา...? ตงฟางเอ่ยกระซิบเบาๆ น้ำเสียงไร้ซึ่งความกะล่อน หากแต่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจ ชุนเถาชะงักไปเล็กน้อย พวงแก้มแดงระเรื่อในความมืด นางไม่สะบัดหน้าหนีเหมือนเคย หากแต่ทอดสายตามองไปทางดวงจันทร์บนท้องฟ้า ถอนหายใจยาวอย่างผ่อนคลาย ก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงนุ่มนวลอย่างที่ไม่ค่อยได้เอ่ยบ่อยนัก "ตลอดเวลาหลายปีที่คุณหนูของข้าไม่อยู่...หากไม่ได้เจ้าคอยช่วยจัดการเรื่อ
หนานกงจิ่งวางภรรยาลงบนฟูกนุ่มอย่างนุ่มนวล นัยน์ตาสีทองจ้องมองนัยน์ตาสีมรกตด้วยความจริงใจ "ข้ารู้ว่าเจ้ายังคงสับสนกับความทรงจำในอดีต..แต่ไม่ว่าเจ้าจะเป็นท่านเจ้าดินแดนโอสถสวรรค์ หรือจะเป็นเหยาเอ๋อร์บุตรสาวของตระกูลมู๋...สำหรับข้าแล้ว เจ้าคือดวงใจเพียงดวงเดียวของข้าตลอดไป.." หนานกงจิ่งใช้นิ้วเรียวยาวเกลี่ยปอยผมที่บดบังใบหน้างามให้อย่างอ่อนโยน หมิงเหยามองสบสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักบริสุทธิ์ตรงหน้า หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความอบอุ่น นางถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ ซุกใบหน้าหวานลงกับอกแกร่งของสามี "รู้แล้ว...รีบไปอาบน้ำก่อนเถอะ คืนนี้ให้ข้านอนพักผ่อนอย่างสงบจริงๆนะ ห้ามเจ้าฉวยโอกาสยามข้านอนหลับเด็ดขาด..." "น้อมรับคำสั่งภรรยาข้า..." หนานกงจิ่งยกยิ้มมุมปากอย่างงดงาม ประทับจุมพิตแผ่วเบา ก่อนจะเดินหันหลังจากไปตามคำของภรรยา พายุกลิ่นสุราและสายตาหยอกเย้าเหือดหายไปพร้อมกับร่างสูงในอาภรณ์หรูหราที่ยอมถอยทัพไปอาบน้ำชำระกายแต่โดยดี ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบภายในห้องบรรทมเดิมที่คุ้นเคย หมิงเหยานอนตะแคงอยู่บนเตียงไม้หอม มือเรียวยกขึ้นแตะริมฝีปากที่ยังคงหลงเหลือความอบอุ่นจากจุมพิตของสามี
บรรยากาศภายในจวนตระกูลมู๋ที่เคยเงียบเหงาอึมครึมมาหลายปี บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นและความครึกครื้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มู๋ชิงเย่เร่งสั่งการให้บ่าวรับใช้ประดับโคมไฟมงคลทั่วทั้งจวน พร้อมจัดเตรียมสำรับอาหารรสเลิศเต็มโต๊ะใหญ่ ชวนให้นึกถึงวันวาน เมื่อถึงเวลาอาหารค่ำ มู๋ชิงซานอดีตท่านแม่ทัพใหญ่ที่บัดนี้ขอปลดเกษียณ เขาเดินเข้ามาในห้องโถงพร้อมไม้เท้า เมื่อเห็นร่างของบุตรสาวและลูกเขย นัยน์ตาฝ้าฟางของบิดาก็เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา มือเหี่ยวย่นสั่นเทาขณะยื่นไปกุมมือเรียวของหมิงเหยาเอาไว้แน่น พร้อมขยี้ตาดูอีกครั้งให้แน่ใจ "เหยาเอ๋อร์...ลูกสาวของข้า...สวรรค์เมตตาตระกูลมู๋โดยแท้ที่พาเจ้ากลับมา พ่อคิดถึงเจ้าเหลือเกิน ฮือออๆๆ..." มู๋ชิงซานเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือตื้นตันใจ ร่ำไห้ปานจะขาดใจรีบสวมกอดบุตรสาวที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่แบเบาะด้วยตัวเอง ราวกับนางเป็นบุตรสาวแท้ๆของเขาจริงๆ หมิงเหยามองภาพครอบครัวตรงหน้า ทั้งบิดาบุญธรรมที่มองนางด้วยสายตารักใคร่ลึกซึ้ง พี่ชายอย่างมู๋ชิงเย่ที่คอยตักอาหารใส่จานให้นางไม่ขาด พี่สะใภ้อัลทราย่าที่คอยชวนคุยอย่างอ่อนโยน ตลอดจนหลานชายฝาแฝดตัวน้อยที่หัวเราะเจ
"แอบหนีลงมาเที่ยวเล่นในโลกมนุษย์คนเดียวเช่นนี้...ไม่คิดจะชวนสามีมาเป็นเพื่อนคลายเหงาบ้างเลยหรือ เหยาเอ๋อร์..." เสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์ดังขึ้นข้างใบหู พร้อมกับอ้อมกอดแกร่งที่โอบรัดเอวบางของนางเข้าหาอกกว้างอย่างถือสิทธิ์ หนานกงจิ่งปรากฏกายขึ้นในอาภรณ์หรูหราของมนุษย์ ใบหน้าคมคายยิ้มพราวเสน่ห์ สายตาสีทองทอประกายความรักใคร่และความเจ้าเล่ห์อย่างปิดไม่มิด "หนานกงจิ่ง เจ้า...เจ้าตามข้ามาถึงที่นี้ได้อย่างไร...? หมิงเหยาสะดุ้งสุดตัว ใบหน้าแดงผ่าวด้วยความตื่นตระหนก นางรีบหมุนตัวสะบัดออกจากอ้อมกอดเขา แต่หนานกงจิ่งกลับโอบกระชับแน่นขึ้น ไม่ยินยอมให้นางถอยห่างไปแม้แต่นิ้วเดียว "คิดหรือว่าร่องรอยสลักรักที่ข้าประทับไว้ทั่วเรือนร่างเจ้าตลอดสามวันสามคืน จะบดบังอักขระอำพรางเพียงแค่นี้ได้ ต่อให้เจ้าหนีไปจนสุดขอบฟ้า...ข้าก็ตามหาเจ้าเจอเสมอภรรยาข้า..." หนานกงจิ่งก้มลงกระซิบชิดใบหูอย่างหยอกเหย้า หมิงเหยากัดริมฝีปากแน่น หน้าร้อนฉ่าจนแทบระเบิดเมื่อนึกถึงรอยรักสีม่วงแดงใต้เสื้อผ้า แต่นางยังไม่ทันได้ด่าทอสามีตัวดี สายตาของหนานกงจิ่งก็เบนไปมองยังประตูจวนตระกูลมู๋เบื้องหน้า แววตาขี้เล่นของเทพสงครามพลัน







