LOGINปรมาจารย์นักหลอมโอสถหนุ่ม พลาดพลั้งเสียชีวิตชีตจากการหลอมโอสถวิเศษเมื่อเขาลืมตาขึ้นมา กลับกลายเป็นแมวดำขนปุยไปเสียได้
View Moreเสียงระเบิดกึกก้องดั่งฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ ยังคงกังวานอยู่ในห้วงความทรงจำ...
กู้เฉิน ยอดนักปรุงโอสถผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในยุทธภพ จำได้แม่นยำว่าวินาทีสุดท้ายของชีวิตเขาคือตอนที่เตาหลอมยา ‘สามสวรรค์สยบอสูร’ เกิดการปั่นป่วนของมวลลมปราณขั้นรุนแรง ขณะที่เขากำลังทุ่มเทแรงกายแรงใจหลอมเม็ดยาฟื้นสวรรค์เก้าเวหาอยู่นั้น เตาหลอมคู่ใจก็ทนรับอุณหภูมิไฟปราณไม่ไหวจนแตกกระจาย อัดพลังงานมหาศาลเข้าใส่ร่างของเขาจนวิญญาณดับสูญ
เขานึกว่าความตายคือความว่างเปล่า... ทว่าความรู้สึกแรกที่ปลุกสติของเขากลับคืนมา คือสัมผัสชื้นแฉะของหยดน้ำฝนที่ตกกระทบปลายจมูก และกลิ่นโคลนเหม็นอับของตรอกรกร้างแห่งหนึ่ง
"อั่ก... ปวดหัวชะมัด"
กู้เฉินพยายามจะเอ่ยปากบ่นและยื่นมือไปกุมศีรษะ แต่สิ่งที่ขยับกลับไม่ใช่ฝ่ามือมนุษย์ที่เต็มไปด้วยรอยไหม้จากการปรุงยา ทว่าคือ อุ้งเท้าสีดำนุ่มนิ่ม ที่มีขนปุยฟูฟ่อง!
"เมี๊ยว?!"
เสียงร้องแหลมนุ่มที่หลุดออกจากลำคอทำให้กู้เฉินชะงักกึก เขาเบิ่งตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ก้มลงมองร่างของตนเองอย่างรวดเร็ว ขาสี่ข้างที่สั้นปุกลุก ขนสีดำสนิทดั่งหมึกจีนที่เปียกปอนไปด้วยน้ำฝน และหางยาวปุกปุยที่กำลังสะบัดไปมาด้วยความตื่นตระหนก
กู้เฉินรีบคลานไปที่แอ่งน้ำขังใกล้ๆ แล้วก้มลงมองเงาสะท้อน... ภาพที่ปรากฏคือลูกแมวดำตัวน้อย รูปร่างอ้วนกลม ขนฟูราวกับก้อนถ่านยักษ์ มีเพียงนัยน์ตาสองข้างที่เป็น สีเขียวมรกตทอประกายสดใส ดั่งอัญมณีล้ำค่า
"นี่ข้า... ยอดนักปรุงโอสถผู้ยิ่งใหญ่ ตายแล้วมาเกิดใหม่ในร่างแมวดำเนี่ยนะ?!"
กู้เฉินครุ่นคิดในใจด้วยความสับสน ทว่าในฐานะผู้บำเพ็ญเพียรที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก เขาตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว เขาลองหลับตาลงเพื่อสำรวจภายในร่างกายใหม่นี้ และแล้วก็ต้องประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม!
แม้ร่างนี้จะเป็นเพียงแมวตัวน้อย แต่ภายในจุดตันเถียนกลับมีกระแสพลังสายหนึ่งไหลเวียนอยู่อย่างน่าอัศจรรย์ มันเป็นพลังลมปราณสีเขียวมรกตที่บริสุทธิ์และนุ่มนวลอย่างถึงที่สุด แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งชีวิตและความสมบูรณ์ของธรรมชาติ มันคือ ‘ปราณพฤกษา พฤกษารักษ์’ สายเลือดพิเศษแห่งธรรมชาติที่หายสาบสูญไปนาน!
"ฮัดเชิ้ว!"
กู้เฉินในร่างแมวเผลอจามออกมาแรงๆ หนึ่งครั้ง สายลมหายใจที่ปนเปื้อนปราณพฤกษาเป่าพรวดลงบน ก้านหญ้าปราณโลหิต เหี่ยวเฉาใกล้ตายที่ขึ้นอยู่ข้างแอ่งน้ำ
จังหวะนั้นเอง อภินิหารที่น่าทึ่งก็เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา!
ต้นหญ้าสีน้ำตาลแห้งกรอบพลันสั่นระริก ใบที่เฉาตายหลุดร่วงออกอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ยอดอ่อนสีเขียวสดจะแตกหน่อออกมาด้วยตาเนื้อ ลำต้นขยายใหญ่ขึ้น สีสันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงสดทอแสงวาววับ ดอกสีทองชูช่อบริสุทธิ์ส่งกลิ่นหอมอบอวลขึ้นมาในเวลาเพียงไม่กี่วินาที! จากหญ้าไร้ค่าข้างทาง มันได้กลายเป็น สมุนไพรปราณโลหิตอายุห้าสิบปี ที่บริสุทธิ์ไร้ที่ติ!
กู้เฉินอ้าปากค้าง นัยน์ตาสีเขียวมรกตเบิ่งกว้างด้วยความตื่นเต้น
‘นี่มัน... พลังเร่งการเติบโตของพืชพรรณระดับอัศจรรย์! แค่ข้าจามรดเบาๆ ยังเร่งอายุสมุนไพรได้ขนาดนี้ หากข้าใช้ความรู้เรื่ององค์ประกอบยาและการสร้างสภาพแวดล้อมจากชาติก่อน ควบคู่กับปราณพฤกษารักษ์นี้... การปลูกสมุนไพรเทพระดับพันปีก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยสักนิด!’
ในขณะที่กู้เฉินกำลังตื่นเต้นกับพลังใหม่ ร่างกายอันเล็กกระจิริดของเขาก็เริ่มสั่นสะท้าน ความหนาวเย็นจากฝนตกหนักและท้องที่ว่างกิ่วเริ่มส่งสัญญาณเตือน แม้จะมีวิญญาณเป็นยอดนักปรุงยา แต่ร่างกายภายนอกตอนนี้ก็เป็นเพียงลูกแมวเพิ่งโตเท่านั้น หากต้องตากฝนอยู่แบบนี้ต่อไป เขาอาจจะปอดบวมตายก่อนจะได้ทำอะไรพอดี
ทันใดนั้น เสียงก้าวเท้าเบาๆ กระทบผิวน้ำก็ดังขึ้นจากปากตรอก พร้อมกับแสงสว่างนุ่มนวลของร่มกระดาษน้ำมันที่ถูกกางออกบดบังสายฝนเหนือหัวของเขา
"เอ๊ะ... ลูกแมวน้อย มาตากฝนทำอะไรตรงนี้กัน?"
น้ำเสียงที่ไพเราะ นุ่มนวล และหวานหวานดั่งเสียงกระดิ่งแก้วสวรรค์ลอยมากระทบหู กู้เฉินชูคอขึ้นมอง และวินาทีนั้นเอง ยอดนักปรุงยาผู้เคยพบเจอหญิงงามระดับองค์หญิงและเทพธิดาสำนักใหญ่มานับไม่ถ้วน ก็ถึงกับตกตะลึงจนแทบลืมหายใจ
ร่างระหงในชุดผ้าป่านสีฟ้าเรียบง่ายปานประดับรอยปะซ่อม ย่อตัวลงตรงหน้าเขา ร่มกระดาษน้ำมันถูกเอียงมาบดบังสายฝนให้แมวดำจนหมดสิ้น ปล่อยให้หยดน้ำฝนบางส่วนเปียกปอนไหลผ่านลาดไหล่บางของนางเอง
ใบหน้าของเด็กสาวงดงามหมดจดไร้ร่องรอยด่างพร้อย ผิวพรรณขาวเนียนละเอียดดั่งหิมะบริสุทธิ์ ดวงตาคู่โตสุกใสดั่งดวงดาวในคืนฤดูสวรรค์ รอยยิ้มบางๆ บนริมฝีปากสีจางของนางแฝงความอ่อนโยนและเมตตาอย่างถึงที่สุด แม้เสื้อผ้าจะหมองเก่าและไร้ซึ่งเครื่องประดับล้ำค่าใดๆ แต่งามของนางกลับเปล่งประกายบริสุทธิ์ดั่งเทพธิดาผู้ไร้ราคีค้างโลกมนุษย์
นางคือ เย่เสวี่ยหลาน คุณหนูแห่งตระกูลเย่ ตระกูลนักปรุงยาเล็กๆ ใน เมืองหมอกฟ้า
"ตัวเปียกปอนหมดแล้ว ขนปุยๆ สีดำสนิทเหมือนก้อนหมึกเลยนะ..." นางหัวเราะเบาๆ รอยยิ้มนั้นสว่างไสวจนทำให้บรรยากาศรอบกายที่มืดครึ้มดูอบอุ่นขึ้นมาทันตา
นางใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนบางค่อยๆ ซับน้ำฝนบนตัวเขาอย่างระมัดระวัง สัมผัสอันนุ่มนวลทำให้กู้เฉินรู้สึกผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จากนั้นนางก็บรรจงช้อนอุ้งเท้าสั้นๆ ทั้งสี่ของเขาขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมอกอบอุ่น
"ไปอยู่ด้วยกันนะ 'เจ้าหมึกน้อย' ร้านยาตระกูลเย่ของข้าอาจจะไม่ได้ร่ำรวยอะไร... ยามนี้โดนร้านยาคู่แข่งกดราคาและกลั่นแกล้งจนแทบไม่มีสมุนไพรดีๆ เหลือหลอมยาแล้ว แต่ข้าสัญญาว่าจะแบ่งข้าว Warmๆ กับปลาทอดให้เจ้ากินทุกวันแน่นอน!"
อ้อมอกของเด็กสาวอบอุ่นยิ่งนัก กลิ่นหอมอ่อนๆ ดั่งดอกกล้วยไม้ป่าจากตัวนางลอยเข้าแตะจมูกแมว กู้เฉินที่เคยเป็นคนเคร่งขรึมในชาติก่อน พลันรู้สึกหัวใจกระตุกวูบ ความเคลิบเคลิ้มทำให้ลำคอของเขาส่งเสียง "ครืด... ครืด..." ออกมาโดยไม่รู้ตัว
‘เอ๊ะ! นี่ข้าครางครืดๆ เหมือนแมวบ้านทั่วไปงั้นหรือ?! ไม่ได้การ... ข้าคือนักหลอมโอสถระดับปรมาจารย์เชียวนะ! ...แต่ว่า อ้อมอกนี้นุ่มและอบอุ่นชะมัดเลยแฮะ’
กู้เฉินพยายามจะทรงตัวให้ดูสง่างาม แต่สุดท้ายก็เผลอซุกหัวปุกปุยลงกับไหล่บางของคุณหนูคนงามอย่างว่าง่าย
เย่เสวี่ยหลานกระชับอ้อมกอด อุ้มลูกแมวดำขนฟูเดินกางร่มมุ่งหน้ากลับสู่ ร้านยาตระกูลเย่ ที่ตั้งอยู่ท้ายเมืองหมอกฟ้า
ร้านยาตระกูลเย่เป็นเรือนไม้สองชั้นขนาดปานกลางที่ดูเก่าแก่ สภาพภายนอกค่อนข้างทรุดโทรม ป้ายชื่อร้านทำจากไม้เนื้อแข็งเริ่มมีรอยแตกร้าว เมื่อเปิดประตูเข้ามา กู้เฉินก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมของสมุนไพรอบอวลไปทั่ว ทว่าในฐานะยอดนักปรุงยา กู้เฉินแยกแยะได้ทันทีว่ากลิ่นสมุนไพรเหล่านี้เป็นเพียง สมุนไพรชั้นต่ำคุณภาพแย่ ที่แทบจะไร้พลังปราณ
"คุณหนู! กลับมาแล้วหรือขอรับ? โอ๊ะ... นั่นท่านอุ้มตัวอะไรกลับมาด้วยน่ะ?"
ชายวัยกลางคนรูปร่างซูบผอมในชุดผู้ดูแลร้านเดินออกมาต้อนรับ เขาคือ ลุงหลิว ผู้ดูแลเก่าแก่ที่จงรักภักดีต่อตระกูลเย่มานาน ใบหน้าของเขามีร่องรอยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
"ข้าเก็บลูกแมวดำตัวนี้ได้จากตรอกข้างทางน่ะค่ะลุงหลิว เห็นมันตากฝนอยู่เลยสงสาร" เย่เสวี่ยหลานวางกู้เฉินลงบนโต๊ะไม้ นำผ้าแห้งมาเช็ดขนปุยของเขาจนแห้งฟู "ท่านพ่อเป็นอย่างไรบ้าง?"
ลุงหลิวถอนหายใจยาว พลางลดเสียงต่ำลง "นายท่านกินยาวิเศษบำรุงหัวใจแล้วหลับไปแล้วขอรับ... แต่ปัญหานั้นไม่ได้อยู่ที่อาการป่วยของนายท่าน หอร้อยบุปผา ส่งคนมาแจ้งเตือนอีกแล้วขอรับคุณหนู พวกมันบอกว่าหากพรุ่งนี้เราไม่สามารถส่ง เม็ดยาบำรุงปราณชั้นกลาง จำนวนห้าสิบเม็ดให้ตระกูลหม่าได้ตามสัญญา ร้านยาของเราจะต้องถูกยึดไปชำระหนี้!"
ใบหน้างดงามของเย่เสวี่ยหลานฉายแววซีดขาว มือบางขยำผ้าเช็ดหน้าแน่น "แต่สมุนไพรปราณโลหิตกับหญ้าหางจิ้งจอกที่เรามี มันเป็นเพียงสมุนไพรคุณภาพต่ำที่เพิ่งเก็บมา! ลมปราณในสมุนไพรไม่พอที่จะหลอมเม็ดยาชั้นกลางได้เลยนะขอรับ ยิ่งไปกว่านั้น หอร้อยบุปผาก็กว้านซื้อสมุนไพรชั้นดีในเมืองไปหมดแล้ว พวกมันตั้งใจจะตัดทางรอดของเราชัดๆ!"
"เฮ้อ... หลิวเต๋อ ผู้อำนวยการหอร้อยบุปผามันไร้ยางอายยิ่งนัก มันเห็นว่าคุณหนูงดงาม และอยากได้ร้านยาตระกูลเราไปครอบครอง จึงใช้วิธีบีบบังคับเช่นนี้" ลุงหลิวสบถด้วยความแค้นเคือง
กู้เฉินที่นั่งอยู่บนโต๊ะ หูสั้นๆ สองข้างตั้งขึ้น รับฟังทุกถ้อยคำอย่างตั้งใจ นัยน์ตาสีเขียวมรกตฉายแววครุ่นคิด
‘หอร้อยบุปผา? ร้านยาคู่แข่งบีบบังคับรังแกสาวงามตระกูลเย่งั้นหรือ? ช่างกล้านัก! ร่างกายนี้แม้จะเป็นแมว แต่สมองและความรู้ของข้าคือนักปรุงยาระดับสูง! แถมข้ายังมีปราณพฤกษารักษ์อีกต่างหาก คิดจะรังแกเจ้าของร้านผู้จิตใจดีคนนี้ ฝันไปเถอะ!’
"ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะลุงหลิว" เย่เสวี่ยหลานสูดหายใจเข้าลึก พยายามยิ้มให้กำลังใจผู้ดูแลเก่าแก่ "คืนนี้ข้าจะลองหลอมยาดูอีกครั้ง แม้โอกาสสำเร็จจะน้อย แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ท่านไปพักผ่อนเถอะ"
หลังจากลุงหลิวเดินถอนหายใจจากไป เย่เสวี่ยหลานก็ยกถ้วยนมสดอุ่นๆ และเนื้อปลาต้มชิ้นเล็กๆ มาวางตรงหน้ากู้เฉิน
"กินเยอะๆ นะเจ้าหมึกน้อย คืนนี้ข้าอาจจะไม่ได้นอนเล่นกับเจ้า เพราะต้องรีบไปหลอมยา" นางลูบหัวปุกปุยของเขาเบาๆ ก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องหลอมยาหลังร้านด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเครียด
กู้เฉินมองชามอาหารตรงหน้า กลิ่นปลาต้มทำให้สัญชาตญาณแมวของเขาก่อกวนอีกครั้ง เขาใช้ลิ้นเล็กๆ เลียชิมรสชาติ... 'อืม! ปลาต้มไร้เกลือรสชาติติดหวานนิดๆ ก็ไม่เลวแฮะ!'
งั่มมๆ
หลังจากจัดการอาหารจนหมด กู้เฉินก็เริ่มเคลื่อนไหว เขาย่างก้าวด้วยเท้าอันเบากริบ ไร้เสียง ย่องไปตามระเบียงไม้ มุ่งตรงไปยัง สวนสมุนไพรหลังบ้าน ของตระกูลเย่
เมื่อเปิดประตูหลังร้านออกมา ภาพที่เห็นตรงหน้าคือแปลงปลูกสมุนไพรขนาดเล็กที่มีดินสีซีดจาง ต้นสมุนไพรอย่าง หญ้าปราณโลหิต, ต้นแก่นปราณ, และหญ้าหางจิ้งจอก ขึ้นอยู่ประปราย ทว่าพวกมันกลับมีลักษณะแคระเกร็น ใบเหลืองแห้ง และมีพลังปราณแฝงอยู่น้อยนิดจนแทบวัดค่าไม่ได้
"สภาพดินขาดสารอาหาร พลังปราณในอากาศก็เบาบาง แถมการปลูกยังวางตำแหน่งผิดทิศทาง ทำให้สมุนไพรแย่งพลังงานกันเอง... ช่างเป็นสวนสมุนไพรที่ไร้คุณภาพเสียจริง" กู้เฉินวิจารณ์ในใจตามนิสัยของนักปรุงยาชั้นครู
เขาสูดหายใจเข้าลึก โคจร ‘ปราณพฤกษา พฤกษารักษ์’ ในจุดตันเถียนให้ไหลเวียนไปทั่วร่าง ร่างแมวดำขนปุยเริ่มเปล่งแสงสีเขียวมรกตอ่อนๆ ออกมารอบตัว นัยน์ตาสีทองวาววับในความมืดค่ำ
"เอาล่ะ... ได้เวลาลงมือแล้ว!"
กู้เฉินกระโดดลงไปในแปลงสมุนไพรทันที!
เขาไม่ได้แค่เดินผ่าน แต่ใช้ อุ้งเท้าสีชมพูนุ่มนิ่ม สองข้าง ตบลงบนพื้นดินเบาๆ เป็นระยะๆ ส่งผ่านปราณพฤกษารักษ์ลงสู่ชั้นดินเพื่อปรับสภาพสารอาหารและกระตุ้นเส้นไหมปราณใต้ผืนดิน จากนั้นเขากระโดดเกลือกกลิ้งตัวลงบนกองสมุนไพรแคระเกร็น ใช้ขนปุกปุยสีดำถูไถไปตามใบและลำต้นของพวกมันอย่างแข็งขัน!
‘กวาดปราณพฤกษาไปทางซ้าย... ตบดินตรงนี้สามทีเพื่อเปิดจุดปราณ... เอาหัวถูต้นแก่นปราณเพื่อฉีดพลังชีวิต!’
ภาพของลูกแมวดำอ้วนกลมที่กำลังวิ่งวุ่น กลิ้งตัวไปมาบนแปลงผัก และใช้หน้าถูไถต้นไม้ดั่งแมวเมาสำลักตำแยแมวนั้น ดูน่ารักและตลกขบขันเป็นอย่างยิ่ง หากใครมาเห็นเข้าคงคิดว่ามันเป็นเพียงแมวเกียจคร้านที่กำลังเล่นพิเรนทร์
ทว่าปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นเบื้องหลังการเล่นของเขานั้น กลับเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว!
ยามที่ขนปุยของกู้เฉินสัมผัสกับสมุนไพร ปราณพฤกษารักษ์จะซึมลึกเข้าสู่รากและเซลล์พืชทันที! กิ่งก้านที่เคยเหี่ยวแห้งเริ่มขยายตัว ใบสีเหลืองแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มทอประกายสดใส ลำต้นขยายใหญ่ขึ้นสองเท่า... สามเท่า!
ต้นหญ้าปราณโลหิตอายุน้อยกว่าสิบปี พลันเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดด ลำต้นทอแสงสีแดงดั่งอัญมณี สกักพลังปราณบริสุทธิ์เข้มข้นขึ้นสิบเท่า! กลายเป็น หญ้าปราณโลหิตอายุห้าสิบปี ชั้นเลิศ!
ต้นแก่นปราณที่เคยแทบไม่มีลมปราณ ออกดอกสีน้ำเงินเพลิงส่งกลิ่นหอมอบอวล แปลงสมุนไพรที่เคยแห้งแล้ง บัดนี้กลายเป็น สวนสมุนไพรหายาก ที่ส่งแสงระยิบระยับและกระจายกลิ่นหอมของปราณธรรมชาติไปทั่วบริเวณ!
กู้เฉินหอบหายใจเบาๆ ร่างแมวดำของเขารู้สึกอ่อนแรงเล็กน้อยจากการใช้ปราณพฤกษาไปมหาศาล เขาปัดฝุ่นโคลนออกจากขนปุย แล้วมองดูผลงานของตนเองด้วยความภาคภูมิใจ
‘หึๆ... ด้วยสมุนไพรอายุหลายสิบปีพวกนี้ ย่อมสามารถนำไปหลอมเป็นเม็ดยาบำรุงปราณชั้นเลิศได้อย่างแน่นอน! แถมตัวยาที่บริสุทธิ์ยังจะช่วยเพิ่มอัตราสำเร็จในการหลอมยาของเย่เสวี่ยหลานขึ้นอีกหลายเท่าตัว!’
สะบัดหางปุกปุยอย่างอารมณ์ดี กู้เฉินย่องกลับเข้าไปในเรือน กระโดดขึ้นหน้าต่างห้องนอนของเย่เสวี่ยหลานอย่างแผ่วเบา
ภายในห้อง หลอดไฟน้ำมันส่องแสงสว่างวูบวาบ เย่เสวี่ยหลานนั่งฟุบลงกับโต๊ะทำงานด้วยความอ่อนล้า ข้างกายของนางคือเตาหลอมยาขนาดเล็กที่มีควันสีดำลอยออกมา สัญญาณของการหลอมยาล้มเหลว ใบหน้างดงามของนางมีรอยเปื้อนคราบเขม่าดำเล็กๆ และมีหยาดน้ำตาเม็ดโตคลออยู่ที่ขอบตาด้วยความท้อแท้
"ฮึก... ข้าทำไม่ได้ สมุนไพรไร้คุณภาพเกินไป... พรุ่งนี้ตระกูลเย่จะทำอย่างไรดี..." นางพึมพำเสียงแผ่วเบาก่อนจะหลับไปด้วยความเหนื่อยล้าสะสม
กู้เฉินมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกสงสาร เขาค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าไปหา นำอุ้งเท้านุ่มนิ่มไปแตะที่มือของนางเบาๆ ส่งผ่านปราณพฤกษารักษ์สายเล็กๆ เข้าไปเพื่อขับไล่ความเหนื่อยล้าและผ่อนคลายจิตใจของนาง
จากนั้น แมวดำตัวน้อยก็กระโดดขึ้นไปขดตัวเป็นก้อนกลมๆ อยู่ข้างๆ แขนของเด็กสาว เอาหัวปุกปุยซุกเข้ากับฝ่ามือของนาง แล้วปิดตาลงด้วยความง่วงงุน
‘พักผ่อนให้สบายเถอะ ทาสแมวคนงามของข้า... พรุ่งนี้เช้าเมื่อเจ้าตื่นขึ้นมา ความประหลาดใจครั้งใหญ่กำลังรอเจ้าอยู่!’
เสียงไก่โห่รุ่งอรุณของวันใหม่ดังขึ้นพร้อมกับแสงแดดอ่อนๆ ที่สาดส่องผ่านหน้าต่าง
เย่เสวี่ยหลานค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา นางรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่ร่างกายของนางสดชื่นอย่างน่าประหลาด ความอ่อนล้าจากการตรากตรำหลอมยาเมื่อคืนหายไปจนหมดสิ้น และเมื่อนางมองไปข้างกาย ก็พบกับลูกแมวดำขนฟูที่กำลังนอนหลับอุตุ ส่งเสียงคราง "ครืด... ครืด..." ในลำคออย่างสุขสันต์
นางยิ้มออกมาเบาๆ ลูบหัวมันด้วยความเอ็นดู "ขอบใจนะเจ้าหมึกน้อย..."
ทว่า ยามที่นางเดินเปิดประตูหลังร้านออกไปเพื่อเตรียมตัวรดน้ำแปลงสมุนไพร... ร่มและถังน้ำในมือของนางก็หลุดร่วงลงพื้นเสียงดัง เคร้ง!
ดวงตาคู่โตงดงามของเย่เสวี่ยหลานเบิ่งกว้างเท่าไข่ห่าน นางยืนอ้าปากค้าง ตะลึงงันอยู่กับที่ดั่งถูกสตัฟฟ์!
แปลงสมุนไพรที่เคยแห้งแล้งและเต็มไปด้วยพืชแคระเกร็น บัดนี้กลายเป็น ดงสมุนไพรเปล่งแสง! ต้นหญ้าปราณโลหิตส่งประกายสีแดงสดดั่งเลือดแก้ว ลำต้นหนาแน่นอวบอิ่ม พลังปราณบริสุทธิ์มหาศาลพวยพุ่งขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศจนกลายเป็นละอองหมอกสีขาวอบอวลไปทั่วสวน!
"นี่มัน... นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย?!"
เสียงร้องด้วยความตกใจของลุงหลิวดังขึ้นมาจากด้านหลัง เมื่อเขาเดินตามออกมาและเห็นภาพสวนสมุนไพรสวรรค์ตรงหน้า ชายวัยกลางคนถึงกับเข่าอ่อนล้มลงไปนั่งกับพื้น
"สมุนไพรอายุร้อยปี! หญ้าปราณโลหิตร้อยปี! ต้นแก่นปราณห้าสิบปี?! สวรรค์... สวนสมุนไพรตระกูลเย่ของเราได้รับพรจากเทพเจ้าสวรรค์องค์ใดกันแน่?!" ลุงหลิวอุทานเสียงสั่นเครือ ตัวสั่นเทิ้มด้วยความปลื้มปิติและเหลือเชื่อ
เย่เสวี่ยหลานรีบวิ่งเข้าไปในแปลงสมุนไพร นางใช้มือกกสัมผัสใบไม้และรับรู้ได้ถึงพลังปราณอันมหาศาลบริสุทธิ์ หัวใจของนางเต้นระทึกด้วยความตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"ด้วยสมุนไพรระดับนี้... ไม่เพียงแต่ข้าจะหลอม เม็ดยาบำรุงปราณชั้นกลาง ได้สำเร็จเท่านั้น แต่ข้ายังสามารถหลอม เม็ดยาบำรุงปราณชั้นสูง ที่มี ความบริสุทธิ์เต็มสิบส่วน ได้อีกด้วย!" น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความหวังและความตื้นตัน
ขณะที่สองผู้สูญเสียความสิ้นหวังกำลังตื่นเต้นกับปาฏิหาริย์ตรงหน้า บนกำแพงหินหลังบ้าน... แมวดำขนปุยนามกู้เฉิน กำลังนั่งยืดตัว นำอุ้งเท้าหน้ามาเลียทำความสะอาดใบหน้าอย่างสบายอารมณ์ นัยน์ตาสีเขียวมรกตจ้องมองเย่เสวี่ยหลานด้วยความพึงพอใจ
‘หึ... นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ตราบใดที่ข้ายังอยู่ที่นี่ ตระกูลเย่จะกลายเป็นตระกูลโอสถอันดับหนึ่งแห่งทวีปนี้อย่างแน่นอน!’
"เมี๊ยว~"
กู้เฉินส่งเสียงร้องเรียกร้องความสนใจ ร่างอ้วนกลมกระโดดลงมาจากกำแพงอย่างสง่างาม (แม้จะเซเล็กน้อยเพราะความอ้วน) แล้วเดินตรงเข้าไปคลอเคลียขาของเย่เสวี่ยหลาน
เด็กสาวก้มลงมองแมวดำตัวน้อยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรัก นางอุ้มมันขึ้นมากอดแน่น และหอมหัวปุกปุยของมันฟอดใหญ่ "เจ้าหมึกน้อย! สวนของเรากลายเป็นแบบนี้ได้ยังไงก็ไม่รู้... แต่เจ้าคือตัวนำโชคของข้าจริงๆ!"
การถูกหอมหัวอย่างกะทันหันทำเอายอดนักปรุงยารู้สึกหน้าหูร้อนผ่าว แม้จะเป็นแมว แต่จิตวิญญาณข้างในก็เป็นชายหนุ่ม! เขาทำได้เพียงส่งเสียงครางครืดๆ ซุกหน้าลงกับไหล่นุ่มของนางเพื่อซ่อนความเขินอาย
ทว่า... ช่วงเวลาแห่งความสุขก็คงอยู่ได้ไม่นาน
ตึง! ตึง! ตึง!
เสียงเคาะประตูหน้าร้านดังขึ้นอย่างรุนแรงและป่าเถื่อน ตามมาด้วยเสียงตะโกนข่มขู่ที่แฝงไปด้วยความเหี้ยมเกรียมของชายคนหนึ่ง
"เย่เสวี่ยหลาน! ออกมารับหน้าเดี๋ยวนี้! ครบกำหนดสัญญาแล้ว นำเม็ดยาบำรุงปราณห้าสิบเม็ดออกมา หรือจะยอมเซ็นสัญญาขายร้านยาตระกูลเย่ให้หอร้อยบุปผาแต่โดยดี!"
สีหน้าของลุงหลิวและเย่เสวี่ยหลานแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที... คนของหอร้อยบุปผามาถึงแล้ว!
กู้เฉินที่อยู่ในอ้อมกอดของคุณหนูคนงาม เงี่ยหูฟังเสียงด้านนอก นัยน์ตาสีเขียวมรกตฉายแววเย็นชาและคมกริบดั่งกระบี่เหล็ก
‘หมาตัวไหนมันมาเห่าหอนรบกวนเวลาอันแสนสุขของข้ากัน? ได้... ในเมื่อพวกเจ้าอยากหาเรื่อง ตะเกียงน้ำมันในห้องหลอมยาของเย่เสวี่ยหลาน คืนนี้ข้าจะช่วยปั้นเม็ดยาให้พวกเจ้าตื่นตะลึงจนตาค้างเอง!’
ยามรุ่งอรุณของวันใหม่มาถึง แสงอาทิตย์สาดส่องทะลุผ่านละอองหมอกหนาตานอกเพิงผาหิน เสียงนกร้องนกบินว่อนทั่วผืนป่าอสูรชั้นกลางสร้างบรรยากาศอันแสนสดชื่นเย่เสวี่ยหลานค่อยๆ ขยับเปลือกตาตื่นขึ้นจากความนิทรา ความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางและการสู้รบเมื่อวันก่อนหายเป็นปลิดทิ้ง ร่างกายของนางรู้สึกปลอดโปร่งเบาสบายอย่างประหลาดทว่า เมื่อนางยันกายลุกขึ้นนั่ง สายตากลับพลันไปสะดุดเข้ากับ ขวดหยกสีทองสลักลวดลายประณีต ที่วางอยู่อย่างตั้งใจข้างหมอนผ้าปูรองอีกครั้ง!"เอ๊ะ... ขวดหยกสีทอง?"เย่เสวี่ยหลานยื่นมือไปหยิบขวดหยกขึ้นมาด้วยความงุนงง นางค่อยๆ เปิดจุกไม้ออก... ทันใดนั้น! กลิ่นหอมบริสุทธิ์เข้มข้นยิ่งกว่าครั้งก่อนหลายเท่า พร้อมกับละอองอัสนีสีฟ้าครามจางๆ ก็พวยพุ่งออกมาจากปากขวด อบอวลไปทั่วเพิงผาหิน จนจุดตันเถียนในร่างของนางสั่นสะท้านตอบรับอย่างรุนแรง!นางเทเม็ดยาออกประคองไว้บนฝ่ามือ... มันคือ "โอสถทะลวงชีพจรฟ้าคราม ระดับ 3 คุณภาพไร้มลทิน"! ผิวเม็ดโอสถเกลี้ยงเกลาประกายลวดลายสายฟ้าสว่างนวลตา"โอสถระดับ 3 ไร้มลทิน?!" เย่เสวี่ยหลานเบิ่งตากว้าง หัวใจเต้นระทึกด้วยความตกตะลึงสุดขีด "ของระดับนี้... แม้แต่ตระกูลใ
แสงอาทิตย์ยามเย็นคล้อยต่ำลงหลังทิวเขาสลับซับซ้อน สาดส่องแสงสีกรุ้มกริ่มทอประกายแสดทองตัดกับผืนฟ้าสีคราม เขตป่าอสูรชั้นกลางเริ่มถูกปกคลุมด้วยไอหมอกหนาวเย็น ยอดไม้โบราณอายุนับร้อยปีส่งเสียงกิ่งใบเสียดสีตามแรงลมภูเขา หอบเอาความเย็นเยียบและกลิ่นไออักเสบของดินดิบมาชวนให้เสียวสันหลัง เสียงคำรามของสัตว์อสูรขอบเขตหลิงโช่วดุร้ายแว่วมาจากที่ไกลๆ เป็นสัญญาณเตือนว่ายามราตรีแห่งการล่ากำลังจะเริ่มต้นขึ้นเย่เสวี่ยหลานกวาดสายตามองหาสถานที่พักแรมที่ปลอดภัย ก่อนจะพบเข้ากับ เพิงผาหินธรรมชาติขนาดใหญ่ ที่มีส่วนยอดของหินผาเฉียงออกมาบดบังลมฟ้าอากาศ เบื้องหน้ามีลำธารสายเล็กๆ น้ำใสกระจ่างดั่งแก้วไหลผ่าน เสียงน้ำไหลซ่าช่วยกลบเสียงกลิ่นอายรอบข้างได้เป็นอย่างดี"คืนนี้เราพักแรมกันตรงนี้เถอะนะหมึกน้อย" เย่เสวี่ยหลานทรุดตัวลงปลดเป้สะพายหลังวางลงบนพื้นหินอย่างเบามือทว่า ยามที่เท้าของนางแตะลงบนผืนหินข้างลำธาร กู้เฉินในร่างแมวดำอ้วนก็โผล่หัวออกมาจากเป้ หูสีดำลู่ไปข้างหลังเล็กน้อย ดวงตาสีทองสว่างสแกนไปที่ซอกโขดหินอับชื้นใต้เพิงผาทันที จมูกปุ่มน้อยๆ ของเขากระตุกฟุดฟิด สัมผัสวิญญาณระดับจักรพรรดิโอสถสามารถจำแยกอณูพลังป
การเดินทางผ่านผืนป่าโบราณลึกเข้าไปกินเวลาล่วงเลยเข้าสู่วันที่สิบแล้ว... นับตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากเมืองภายใต้เงาความช่วยเหลือของเจ้าเมือง การเดินทางด้วยสองเท้าและการใช้วิชาตัวเบาผสานสรีระแมวได้ฝึกฝนร่างกายและจิตวิญญาณของเย่เสวี่ยหลานจนแกร่งกล้าขึ้นอย่างผิดหูผิดตา จากเด็กสาวที่เคยพึ่งพาแต่การปรุงโอสถในร้านยาเล็กๆ บัดนี้แววตาของนางเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและสัญชาตญาณนักสู้ที่ถูกขัดเกลาท่ามกลางความเป็นความตายในป่าอสูรชั้นกลางภายในเป้สะพายหลังโปร่งนุ่ม กู้เฉินในร่างแมวดำอ้วนขนเงางามที่มีประกายสายฟ้าแลบแปร๊บๆ นอนเอกเขนกเคี้ยวขนมแมวเลียสูตรสกัดเย็นปลาวิญญาณวารีลึกอย่างสบายอารมณ์'อืม... ผ่านมาครึ่งทางแล้ว ยัยบื้อนี่จากเดิมที่สะดุดรากไม้ ตอนนี้สามารถใช้วิชาตัวเบาพุ่งผ่านกิ่งไม้สูงสิบวาดได้อย่างคล่องแคล่ว สมกับที่ปู่กู้อุตส่าห์เป็นแบบอย่างให้ดูจริงๆ' กู้เฉินเคี้ยวหนึบหนับพลางกวาดสายตาสีทองมองสำรวจรอบด้านด้วยจิตสัมผัสระดับจักรพรรดิโอสถในขณะนั้นเอง หูสีดำลู่ไปข้างหลังเล็กน้อยเมื่อกู้เฉินสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากพื้นดินเบื้องหน้าและกลิ่นไออสูรที่คุกกรุ่น"เสวี่ยหลาน หยุดฝีเท้าก่อน" กู้เฉินส่
ตูม! ตูม! ตูม!เสียงระเบิดของลมปราณดังสนั่นมาจากตรอกป่าด้านหน้า ห่างออกไปราวสองร้อยเมตร! คลื่นแรงอัดอากาศกระจายตัวจนยอดไม้โบราณสั่นสะเทือน ใบไม้ร่วงกราวปานสายฝน พร้อมกับเสียงร้องคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวของสัตว์อสูรและเสียงปะทะกระบี่ที่สับสนอลหม่าน!"เสียงการต่อสู้?!" เย่เสวี่ยหลานชะงักเท้ากึกบนกิ่งไม้ใหญ่ นัยน์ตาสุกใสฉายแววตื่นตัวขึ้นทันทีกู้เฉินโผล่หัวอ้วนๆ ออกมาจากเป้สะพายหลัง หรี่ตาสีทองมองลอดพุ่มไม้ไปข้างหน้า สัมผัสวิญญาณอันแหลมคมของอดีตจักรพรรดิโอสถประมวลผลสภาพการณ์ได้อย่างรวดเร็ว'เหอะ... กลิ่นคาวเลือดกับปราณอสูรระดับหลิงโช่ว ขั้นต้นและขั้นกลาง ฝูงหนึ่ง กำลังล้อมตบเด็กน้อยสามสี่คนอยู่นี่หว่า' กู้เฉินคิดในใจพลางใช้อุ้งเท้าป้อมๆ เกาหูอย่างเกียจคร้าน 'เรื่องของพวกมนุษย์ชัดๆ ยัยบื้อเอ๋ย... หลบไปเงียบๆ เหอะ น่ารำคาญ'ทว่า เย่เสวี่ยหลานกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น! นางใช้วิชาตัวเบาเร่งความเร็วพุ่งตัวไปซุ่มอยู่บนยอดไม้ใกล้จุดเกิดเหตุอย่างเงียบเชียบเบื้องล่างบนลานหินกว้าง เป็นภาพของ ผู้บำเพ็ญเพียรรุ่นเยาว์ 3 คน ในชุดเสื้อคลุมสำนักสีฟ้าอ่อนขอบเงิน อายุน่าจะพอๆ กับเย่เสวี่ยหลาน กำลังถูก "หมาป่าอ











