LOGINมู๋ชิงเหยาขยี้ตาอีกครั้ง แล้วจ้องมองสัตว์ประหลาดตรงเบื้องหน้าอย่างประหลาดใจ นึกไม่ถึงว่าเจ้าสัตว์หน้าขนตัวนี้จะฟังภาษานางรู้เรื่อง แถมยังมีขนาดเล็กเพียงแค่หนึ่งนิ้วมือ
"ต้ายจริง....นี้เจ้าเป็นแมงมุมกลายพันธุ์อย่างนั้นหรือ ลำตัวจึงมีสีเขียวมรกตปนดำแวววาวคล้ายอัญมณีเรืองแสง เกิดมาฉันพึ่งจะเคยเห็นแมงมุมที่มีสีสันสวยงามแบบนี้เป็นครั้งแรก...ดูๆไปแล้วเจ้าคงจะมีพิษสงไม่น้อย...เป็นเจ้าเองสินะ...ที่แอบสะกดรอยตามฉันมาตลอดทั้งวัน..." คำพูดของมู๋ชิงเหยากลับทำให้แมงมุมหน้าขนกระโดดโลดเต้นไปมา มู๋ชิงเหยามองดูสัตว์ประหลาดตรงหน้าพ่นใยไปทั่วทั้งห้อง เส้นใยแต่ละเส้นกลับดูแข็งแรงทนทานยากต่อการทำลายทิ้ง "นี้เจ้าตัวเล็ก..เจ้ามีชื่อว่าอะไร แล้วญาติพี่น้องของเจ้าละ เจ้าไม่มีครอบครัวเหลือบ้างเลยหรือ.....? ยิ่งมู๋ชิงเหยายิงคำถาม แมงมุมหน้าขนพลันหันหลังพร้อมกับหลบสายตา เมื่อครู่มันยังกระโดดโลดเต้นอยู่เลย บัดนี้กลับมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป หรือว่ามู๋ชิงเหยาจะพูดสิ่งใดผิดไป จึงทำให้เจ้าตัวเล็กนิ่งอยู่กับที่....? มู๋ชิงเหยาเดินเข้าไปใกล้แมงมุมหน้าขน ก่อนจะยื่นมือเข้าไปสัมผัสตัวเจ้าตัวน้อยอย่างทะนุถนอม แล้วจึงเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนโยน "ช่างเถอะๆ...ข้าไม่ถามเจ้าแล้วก็ได้ เอาเป็นว่าข้าจะเรียกเจ้าว่าเสี่ยวจิ่วก็แล้วกัน ดูท่าแล้ว...เจ้าคงจะเป็นสัตว์เลี้ยงที่เจ้าของร่างนี้แอบซ่อนเอาไว้ซินะ...ต่อไปไม่ว่าจะไปที่ใด เจ้าก็คอยติดตามข้า แต่ห้ามปรากฏตัวให้คนอื่นเห็นอย่างเด็ดขาด เจ้าเข้าใจหรือไม่...? หลังจากมู๋ชิงเหยากล่าวจบ เจ้าตัวน้อยทำท่าเหมือนกำลังพยักหน้าขึ้นมา ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ค่อยๆปรากฎเรื่องราวในอดีตขึ้นมาเป็นครั้งคราว ทำให้มู๋ชิงเหยาในร่างปัจจุบันพอจะคาดเดาเหตุการณ์ขึ้นมาได้บ้าง ต่อให้เจ้าตัวน้อยตรงหน้าจะพูดภาษาคนออกมาไม่ได้ แต่มู๋ชิงเหยาในร่างปัจจุบันกลับสื่อสารกับสัตว์เลี้ยงตรงหน้าเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง หลังจากมู๋ชิงเย่นั่งคุกเข่าไปจนถึงเช้า ก็ถูกบิดาสั่งให้ปล่อยตัวออกมาจากศาลบรรพชน มู๋ชิงเย่ค่อยๆประคองร่างกายเดินไปทางห้องพักส่วนตัวอย่างทุลักทุเล ร่างกำยำกำลังจะเซถลาล้มลง มู๋ชิงเหยาก็พุ่งตัวออกไปประคองพี่ชายได้ทันท่วงที "ตาเฒ่านั้นสั่งลงโทษพี่ใหญ่อีกแล้วใช่ไหม นี้อย่าบอกนะว่าเขาสั่งให้ท่านนั่งคุกเข่าที่ศาลบรรพชนตลอดทั้งคืน ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี ข้าจะไปจัดการเขาให้พี่ใหญ่เดี่ยวนี้..." "เด็กโง่...หากเจ้าทำเช่นนั้น ความน่าเกรงขามของบิดาเจ้า จะยิ่งกลายเป็นเรื่องตลกให้คนอื่นได้ขบขันนะสิไม่ว่า ข้าเป็นพี่ชายแต่กลับดูแลน้องสาวได้ไม่ดีพอ สมควรแล้วที่จะถูกท่านพ่อสั่งลงโทษ...อีกอย่างข้าเป็นขุนพล ไม่ได้อ่อนแออย่างที่เจ้าคิดเสียหน่อย...ไม่ตายง่ายๆหรอกน๊า..." "โธ่....พี่ชายที่แสนดีของข้า ต่อไปน้องสาวคนนี้จะยอมเชื่อฟังท่านแต่โดยดี พี่ใหญ่จะได้ไม่ต้องถูกตาเฒ่านั้นสั่งลงโทษอีกไงเจ้าคะ..." มู๋ชิงเหยารีบประคองพี่ชายให้ไปนอนพักในห้อง และไม่ลืมที่จะทายาแก้ฟกช้ำให้พี่ชายที่เข่าทั้งสองข้าง "เหยาเอ๋อร์...เจ้ารีบไปดูชุนเถาเถอะ พี่ได้ยินมาว่านางก็ถูกท่านพ่อสั่งลงโทษเหมือนกัน..." "เช่นนั้นพี่ใหญ่ก็รีบนอนพักผ่อนเถอะนะเจ้าคะ ข้าจะรีบไปดูชุนเถาเสียหน่อย...." "อืม....เจ้ารีบไปเถอะ..." ครั้นพอถึงเวลาอาหาร มู๋ชิงเหยากลับเก็บตัวเงียบ ไม่โผล่หน้าออกมาร่วมโต๊ะอาหาร ทำให้มู๋ชิงซานยิ่งรู้สึกร้อนใจ ก่อนจะเดินถือถาดผลไม้มาด้วยตนเอง เพื่อนำไปให้บุตรสาว "ลูกรัก...สิ่งที่พ่อทำลงไป เพียงเพราะต้องการจะปกป้องเจ้า เจ้าก็เลิกโกรธให้พ่อเถอะนะ หากเรื่องเล็กน้อยแค่นี้พี่ใหญ่เจ้ายังปกป้องดูแลลูกไม่ได้ จะให้พ่อวางใจลงได้อย่างไร...? มู๋ชิงซานพยายามเกลี้ยกล่อมบุตรสาวสุดที่รัก "แต่ท่านก็ควรจะสั่งลงโทษพี่ใหญ่และชุนเถาสถานเบา ใยถึงได้ลงมือหนักเช่นนี้ นั้นไม่ยุติธรรมกับพวกเขาสองคนเลยสักนิด..." "ผู้คนนอกจวนล้วนหูตาเป็นสับปะรด ที่พ่อทำลงไปเช่นนั้น ก็เพื่อที่จะปกป้องลูกทางอ้อมอย่างไรเล่า...." "หึ...." มู๋ชิงเหยาทำเสียงหึอย่างไม่พอใจขึ้น "นายท่านแย่แล้ว มีราชโองการมาที่จวนขอรับ..." เจียงลู่รีบวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามารายงาน "ราชโองการ....!!! สองพ่อลูกต่างประสานเสียงพร้อมกัน ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะได้สติ ทหารชุดเกราะหลายนาย วิ่งฝ่าเข้ามาล้อมสองพ่อลูกเอาไว้พร้อมถืออาวุธครบมือ "นี้มันเรื่องอะไรกัน จวนแม่ทัพใหญ่ของข้าให้พวกเจ้าบุกรุกได้ตามใจชอบตั้งแต่เมื่อไหร่กันห้ะ..!!! มู๋ชิงซานเอ่ยอย่างเกรี้ยวกราด "เปิ่นหวางเป็นคนสั่งให้พวกเขาบุกเข้ามาเอง ท่านแม่ทัพใหญ่มู๋มีปัญหากับเปิ่นหวางอย่างนั้นหรือ.....? น้ำเสียงเยือกเย็นดังขึ้น พร้อมกับปรากฏร่างผู้มาเยือน "หนาน..กง..จิ่ง...!!! มู๋ชิงซานกัดฟันกรอด พร้อมกับขมวดคิ้วขึ้น เมื่อหันไปมองทางต้นเสียง ว่ากันว่าหนานกงจิ่งมีนิสัยชอบเก็บตัว ลมอะไรถึงทำให้เทพสงครามผู้รักสันโดษโผล่มาที่จวนตระกูลมู๋ได้ มู๋ชิงซานพยายามครุ่นคิด "ตาเฒ่า...เจ้าหนุ่มพิการคนนี้เป็นใคร แล้วเขามาทำอะไรที่จวนของเรา....? มู๋ชิงเหยารีบกระซิบถามบิดาเสียงเบา "เจ้าหนุ่มอะไรของเจ้า เขาคือจิ่งอ๋องอายุไล่เลี่ยกับพ่อ เป็นพระอนุชาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ทั้งยังเป็นเทพแห่งสงครามที่ชาวบ้านต่างเคารพยกย่อง...แต่พ่อไม่ชอบเขา.." "อ่อ...." มู๋ชิงเหยาไม่ได้มีความทรงจำเกี่ยวกับบุรุษตรงหน้าเลยสักนิด หนานกงจิ่งนั่งอยู่บนรถเข็น เขาจ้องมองมู๋ชิงเหยาโดยไม่ละสายตา ใบหน้ามู๋ชิงเหยาที่ไร้สิ่งใดปกปิด ทำให้หนานกงจิ่งมองใบหน้านางได้ชัดเจน เพียงเวลาไม่นานเขาจึงหยิบราชโองการขึ้นมาประกาศด้วยตัวเอง "มู๋ชิงเหยารับราชโองการ...." "ห้ะ...." มู๋ชิงเหยายังคงยืนอึ้ง ราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง เมื่อได้ยินคำว่ารับราชโองการ "คุณหนูมู๋คุกเข่ารับราชโองการ..." ตงฟางกล่าวเสริมอีกครั้งความเงียบสงบอันหวานละมุนโอบล้อมโต๊ะอาหารยามเช้า มู๋ชิงซานและมู๋ชิงเย่ต่างยกจอกน้ำชาขึ้นชนกันด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมใจ ขณะที่อัลทราย่าช่วยคีบอาหารให้เด็กชายฝาแฝดทั้งสองที่มองดูตงฟางด้วยสายตาชื่นชม "โธ่...ข้านึกว่าจะโดนทิ้งเสียแล้ว ขอบพระทัยพระชายาและท่านอ๋องพะย่ะค่ะ.." ตงฟางถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก รอยยิ้มกะล่อนกว้างขวางฉายชัดบนใบหน้า ตงฟางรีบก้มลงคารวะหมิงเหยาและหนานกงจิ่งซ้ำๆ ก่อนจะยืดตัวขึ้นปัดฝุ่นที่เข่า พลางขยิบตาให้ชุนเถา "แม่นางชุนเถา...ยามนี้พวกเราต้องเดินทางกลับดินแดนโอสถสวรรค์ด้วยกันแล้ว ไม่ว่าจะสามข้อหรือสามร้อยข้อ ข้าพร้อมจะฟันฝ่าอุปสรรค เพื่อพิสูจน์ความจริงใจให้เจ้าเห็น..." "หุบปาก เงื่อนไขข้อแรกของข้า...หากเจ้ายังไม่เลิกทำหน้าตากะล่อนใส่ข้า ข้าจะฟ้องคุณหนูให้กักขังเจ้าไว้เฝ้าชายแดนสวรรค์ตลอดชีวิต.." ชุนเถาค้อนสายตาใส่องครักษ์ตงฟาง "ไอ้หย๋า...แค่เพียงข้อแรกก็ยากเย็นถึงเพียงนี้เชียวหรือ..หน้าตาข้าเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เกิด จะให้เลิกกะล่อนได้อย่างไรเล่าแม่นาง...เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะยอมยิ้มให้ข้าวันละสามหน.." ตงฟางทำท่าเอามือทุบหน้าอก แสร้งทำสีหน้าเจ็บปวดเจียนตาย "เจ้าคนหน้า
ณ ห้องโถงใหญ่จวนตระกูลมู๋... โต๊ะอาหารยาวถูกจัดวางด้วยสำรับเช้าเลิศรสมากมาย ทว่ายังไม่ทันที่ท่านเจ้าดินแดนและเทพสงครามจะก้าวพ้นประตูห้องโถง เสียงความวุ่นวายเบื้องหลังก็ดึงดูดสายตาของทุกคนให้หันไปมองเป็นตาเดียว "โอ๊ย...แม่นางชุนเถาเบามือหน่อย กระดูกแขนข้าจะหักแล้ว..." ตงฟางที่เดินตามหลังมาในสภาพถืออ่างน้ำล้างหน้าทองเหลืองด้วยมือข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างกำลังถูกชุนเถายึดจับบิดไปข้างหลังอย่างช่ำชอง เสียงร้องโอดครวญขององครักษ์ดังลั่นจนมู๋ชิงเย่ที่กำลังยกจอกชาถึงกับสำลักออกมาคำโต "เกิดอะไรขึ้นรึ...? หมิงเหยาหยุดชะงัก หันไปมองสาวใช้คนสนิทด้วยความสงสัย นัยน์ตาสีมรกตฉายแววขบขัน ชุนเถาที่ใบหน้ายังคงอมชมพูระเรื่อ สะบัดมือปล่อยข้อมือตงฟางให้เป็นอิสระทันที ก่อนจะก้มคารวะหมิงเหยาอย่างเรียบร้อย ผิดกับท่าทางโหดเหี้ยมเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง "เรียนพระชายา...องครักษ์ตงฟางผู้นี้เดินไม่ดูทางเจ้าค่ะ เอาแต่จ้องหน้าข้าจนเดินชนเสาเรือนไปสองรอบ พอน้ำล้างหน้ากระฉอกใส่เสื้อตนเอง ก็ยังแกล้งร้องว่าข้าเป็นคนผลัก แล้วถือโอกาสกุมมือข้าไม่ยอมปล่อยเจ้าค่ะ..." "ข้าเปล่าแกล้งนะแม่นางชุนเถา ข้าปวดข้อมื
ความผูกพันและสายใยที่ลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในดินแดนเซียนหรือในโลกมนุษย์ ต่างก็หยั่งรากลึกอย่างงดงาม ไม่เพียงแต่ความรักระหว่างหนานกงจิ่งและหมิงเหยาที่ผ่านพ้นกาลเวลาและอุปสรรค แต่รวมถึงความจริงใจของตงฟางที่คอยโอบอุ้มชุนเถาในยามที่นางโดดเดี่ยวที่สุด ความผูกพันที่เงียบสงบแต่หนักแน่นนี้ พลอยสุกงอมขึ้นอย่างละมุนละไมเช่นกัน แม้หน้าห้องบรรทมจะตกอยู่ในความเงียบสงบยามดึกสงัด แสงจันทร์นวลตาฉาบทาทั่วระเบียงไม้หอม ลมราตรีพัดพาเอากลิ่นหอมของดอกไม้และกลิ่นอายสวรรค์ลอยเอื่อย ตงฟางที่นั่งอยู่ข้างๆ สังเกตเห็นรอยยิ้มบางเบาบนริมฝีปากของชุนเถา นัยน์ตาของตงฟางพลันฉายแววอบอุ่นและอ่อนโยน "เจ้าแอบยิ้ม...แปลว่าใจอ่อนให้ข้าบ้างแล้วใช่หรือไม่ แม่นางชุนเถา...? ตงฟางเอ่ยกระซิบเบาๆ น้ำเสียงไร้ซึ่งความกะล่อน หากแต่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจ ชุนเถาชะงักไปเล็กน้อย พวงแก้มแดงระเรื่อในความมืด นางไม่สะบัดหน้าหนีเหมือนเคย หากแต่ทอดสายตามองไปทางดวงจันทร์บนท้องฟ้า ถอนหายใจยาวอย่างผ่อนคลาย ก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงนุ่มนวลอย่างที่ไม่ค่อยได้เอ่ยบ่อยนัก "ตลอดเวลาหลายปีที่คุณหนูของข้าไม่อยู่...หากไม่ได้เจ้าคอยช่วยจัดการเรื่อ
หนานกงจิ่งวางภรรยาลงบนฟูกนุ่มอย่างนุ่มนวล นัยน์ตาสีทองจ้องมองนัยน์ตาสีมรกตด้วยความจริงใจ "ข้ารู้ว่าเจ้ายังคงสับสนกับความทรงจำในอดีต..แต่ไม่ว่าเจ้าจะเป็นท่านเจ้าดินแดนโอสถสวรรค์ หรือจะเป็นเหยาเอ๋อร์บุตรสาวของตระกูลมู๋...สำหรับข้าแล้ว เจ้าคือดวงใจเพียงดวงเดียวของข้าตลอดไป.." หนานกงจิ่งใช้นิ้วเรียวยาวเกลี่ยปอยผมที่บดบังใบหน้างามให้อย่างอ่อนโยน หมิงเหยามองสบสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักบริสุทธิ์ตรงหน้า หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความอบอุ่น นางถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ ซุกใบหน้าหวานลงกับอกแกร่งของสามี "รู้แล้ว...รีบไปอาบน้ำก่อนเถอะ คืนนี้ให้ข้านอนพักผ่อนอย่างสงบจริงๆนะ ห้ามเจ้าฉวยโอกาสยามข้านอนหลับเด็ดขาด..." "น้อมรับคำสั่งภรรยาข้า..." หนานกงจิ่งยกยิ้มมุมปากอย่างงดงาม ประทับจุมพิตแผ่วเบา ก่อนจะเดินหันหลังจากไปตามคำของภรรยา พายุกลิ่นสุราและสายตาหยอกเย้าเหือดหายไปพร้อมกับร่างสูงในอาภรณ์หรูหราที่ยอมถอยทัพไปอาบน้ำชำระกายแต่โดยดี ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบภายในห้องบรรทมเดิมที่คุ้นเคย หมิงเหยานอนตะแคงอยู่บนเตียงไม้หอม มือเรียวยกขึ้นแตะริมฝีปากที่ยังคงหลงเหลือความอบอุ่นจากจุมพิตของสามี
บรรยากาศภายในจวนตระกูลมู๋ที่เคยเงียบเหงาอึมครึมมาหลายปี บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นและความครึกครื้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มู๋ชิงเย่เร่งสั่งการให้บ่าวรับใช้ประดับโคมไฟมงคลทั่วทั้งจวน พร้อมจัดเตรียมสำรับอาหารรสเลิศเต็มโต๊ะใหญ่ ชวนให้นึกถึงวันวาน เมื่อถึงเวลาอาหารค่ำ มู๋ชิงซานอดีตท่านแม่ทัพใหญ่ที่บัดนี้ขอปลดเกษียณ เขาเดินเข้ามาในห้องโถงพร้อมไม้เท้า เมื่อเห็นร่างของบุตรสาวและลูกเขย นัยน์ตาฝ้าฟางของบิดาก็เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา มือเหี่ยวย่นสั่นเทาขณะยื่นไปกุมมือเรียวของหมิงเหยาเอาไว้แน่น พร้อมขยี้ตาดูอีกครั้งให้แน่ใจ "เหยาเอ๋อร์...ลูกสาวของข้า...สวรรค์เมตตาตระกูลมู๋โดยแท้ที่พาเจ้ากลับมา พ่อคิดถึงเจ้าเหลือเกิน ฮือออๆๆ..." มู๋ชิงซานเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือตื้นตันใจ ร่ำไห้ปานจะขาดใจรีบสวมกอดบุตรสาวที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่แบเบาะด้วยตัวเอง ราวกับนางเป็นบุตรสาวแท้ๆของเขาจริงๆ หมิงเหยามองภาพครอบครัวตรงหน้า ทั้งบิดาบุญธรรมที่มองนางด้วยสายตารักใคร่ลึกซึ้ง พี่ชายอย่างมู๋ชิงเย่ที่คอยตักอาหารใส่จานให้นางไม่ขาด พี่สะใภ้อัลทราย่าที่คอยชวนคุยอย่างอ่อนโยน ตลอดจนหลานชายฝาแฝดตัวน้อยที่หัวเราะเจ
"แอบหนีลงมาเที่ยวเล่นในโลกมนุษย์คนเดียวเช่นนี้...ไม่คิดจะชวนสามีมาเป็นเพื่อนคลายเหงาบ้างเลยหรือ เหยาเอ๋อร์..." เสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์ดังขึ้นข้างใบหู พร้อมกับอ้อมกอดแกร่งที่โอบรัดเอวบางของนางเข้าหาอกกว้างอย่างถือสิทธิ์ หนานกงจิ่งปรากฏกายขึ้นในอาภรณ์หรูหราของมนุษย์ ใบหน้าคมคายยิ้มพราวเสน่ห์ สายตาสีทองทอประกายความรักใคร่และความเจ้าเล่ห์อย่างปิดไม่มิด "หนานกงจิ่ง เจ้า...เจ้าตามข้ามาถึงที่นี้ได้อย่างไร...? หมิงเหยาสะดุ้งสุดตัว ใบหน้าแดงผ่าวด้วยความตื่นตระหนก นางรีบหมุนตัวสะบัดออกจากอ้อมกอดเขา แต่หนานกงจิ่งกลับโอบกระชับแน่นขึ้น ไม่ยินยอมให้นางถอยห่างไปแม้แต่นิ้วเดียว "คิดหรือว่าร่องรอยสลักรักที่ข้าประทับไว้ทั่วเรือนร่างเจ้าตลอดสามวันสามคืน จะบดบังอักขระอำพรางเพียงแค่นี้ได้ ต่อให้เจ้าหนีไปจนสุดขอบฟ้า...ข้าก็ตามหาเจ้าเจอเสมอภรรยาข้า..." หนานกงจิ่งก้มลงกระซิบชิดใบหูอย่างหยอกเหย้า หมิงเหยากัดริมฝีปากแน่น หน้าร้อนฉ่าจนแทบระเบิดเมื่อนึกถึงรอยรักสีม่วงแดงใต้เสื้อผ้า แต่นางยังไม่ทันได้ด่าทอสามีตัวดี สายตาของหนานกงจิ่งก็เบนไปมองยังประตูจวนตระกูลมู๋เบื้องหน้า แววตาขี้เล่นของเทพสงครามพลัน







