LOGIN"ท่านพี่เซียวช่างดีกับเหยาเหยาที่สุด..ขอบคุณนะเจ้าคะ.."
หลิงเซียวเพียงพยักหน้า สายตาพลันหันไปมองใบหน้าหญิงสาวตรงหน้าพร้อมกับขมวดคิ้วหม่น ถึงแม้เขาจะไม่ได้เจอนางมาหลายปี แต่ทุกความเคลื่อนไหวของมู๋ชิงเหยา กลับมีสายรายงานให้หลิงเซียวรู้มาโดยตลอด ผู้คนต่างล่ำลือ....ว่าบุตรสาวเพียงคนเดียวของท่านแม่ทัพใหญ่มู๋ เป็นคนอ้วนลงพุงและใบหน้าอัปลักษณ์ชอบเก็บตัว แถมนางยังหลงรักซุนอ๋องอย่างหัวปักหัวปำ แต่ตัวตนที่แท้จริงของหญิงสาวตรงหน้า กลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง หลิงเซียวมองหญิงสาวตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า เหตุใดรูปร่างหน้าตานางถึงไม่เหมือนกับคำล่ำลือที่เขาได้ยินมาหลายปี ใบหน้าหญิงสาวตรงหน้ากลับดูเกลี้ยงเกลา ผิวพรรณใสผุดผ่อง ถึงรูปร่างจะดูอวบอิ่มมีน้ำมีนวล แต่ก็ถือว่าเป็นหญิงสาวที่งดงามผู้หนึ่ง ไม่ได้อัปลักษณ์เลยสักนิด.... "ข้าไม่ดีกับเจ้าตรงไหน....? มู๋ชิงเย่เอ่ยเสียงเข้ม "ท่านพี่ก็ดีกับข้าเช่นกันเจ้าคะ...ไม่เจอท่านพี่เสียนาน เหยาเหยาคิดถึงท่านพี่ที่สุด..." มู๋ชิงเหยารีบเดินเข้าไปสวมกอดพี่ชาย "ยังไม่รีบปล่อยมือออกอีก ตอนนี้เจ้าถึงวัยปักปิ่นแล้ว จะมายืนกอดพี่ชายเหมือนตอนเด็กๆไม่ได้แล้วนะ..." "ข้าไม่ปล่อย..." อีกมุมหนึ่งฝั่งตรงข้าม.... "ท่านอ๋อง....หญิงสาวที่สวมอาภรณ์สีขาวผู้นั้น คือบุตรสาวเพียงคนเดียวของท่านแม่ทัพมู๋พะยะค่ะ...ส่วนบุรุษที่นางกำลังสวมกอดนั้นคือพี่ชายแท้ๆของนาง ด้านข้างคือลูกพี่ลูกน้องของนาง..." "กลางวันแสกๆ นางช่างทำตัวไร้ยางอาย ต่อให้เป็นพี่ชายแท้ๆ ก็ไม่สมควรที่จะทำตัวประเจิดประเจ้อต่อหน้าธารกำนัล..." ตงฟางหันไปมองมู๋ชิงเหยาและหนานกงจิ่งสลับกันไปมา พร้อมกับยืนเอามือเกาหัว พี่น้องรักใคร่กลมเกลียว มีสิ่งใดไม่งาม ท่านอ๋องคงไม่ได้กำลังหึงพี่ชายของคุณหนูมู๋อยู่หรอกกระมัง....? "ข่าวลือที่ว่าคุณหนูมู๋อ้วนเหมือนหมู เห็นที่คงจะเป็นแค่ข่าวโคมลอย ต่อให้คุณหนูมู๋สวมผ้าปิดหน้า ข้าน้อยก็รู้สึกว่านางไม่ได้ขี้เหร่เลยสักนิด ดูนิ้วมือเรียวงามของนางสิ เนียนใสราวกับหิมะ ท่านอ๋อง...ท่านว่าหรือไม่พะยะค่ะ....? "อืม..." หนานกงจิ่งเพียงเอ่ยสั้นๆ "อีกอย่างเทียบยาที่นางให้มา ถือว่าได้ช่วยท่านอ๋องข่มพิษในร่างกายเอาไว้ได้ชั่วคราว อีกไม่กี่วันก็จะถึงคืน15ค่ำ ไม่มีหมอคนใดพอจะรู้จักวิธีฝังเข็มขั้นเทพ หากจะเข้าหานางโดยตรง นางคงจะแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้..." "จะลนลานอะไร ของสำคัญนางตกอยู่ในมือข้า อีกทั้งข้ายังกำความลับของนางเอาไว้ ไม่ต้องกลัวว่าปลาจะไม่กินเบ็ด..." "จริงด้วย...ข้าน้อยลืมคิดเรื่องนี้ไปได้อย่างไร ท่านอ๋องช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก...." ยามที่มู๋ชิงเหยากำลังจะก้าวเท้าขึ้นไปบนรถม้า พลันรู้สึกเสียวสันหลังว๊าบ ก่อนจะสาดส่องสายตามองดูบริเวณรอบข้าง แต่ก็ไม่ปรากฏสิ่งใดที่ผิดปกติ ระวังภัยชั้นยอดติดตัวนางมาจากยุคปัจจุบัน "เหยาเหยา...มีอะไรหรือ....? มู๋ชิงเย่เอ่ยถามน้องสาว เมื่อเห็นว่าน้องสาวเหลียวซ้ายมองขวาอยู่สักพัก "เปล่าเจ้าค่ะ...ข้าเพียงรู้สึกเหมือนกำลังถูกสายตาหลายคู่จับจ้องมองมา ช่างเถอะ...เรารีบไปโรงเตี๊ยมกันต่อเถอะเจ้าคะ ข้าหิวแล้ว..." "อืม...." มู๋ชิงเย่และหลิงเซียวรีบเดินตามขึ้นไปบนรถม้าทันที หนานกงจิ่งมองตามหลังรถม้าไปจนสุดลูกหูลูกตา ยามที่หญิงสาวกอดแขนเนียบชิดกับบุรุษในชุดทหารสองคน เขากลับหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ไอสังหารปรากฏเด่นชัด จนตงฟางรู้สึกร้อนๆหนาวๆขึ้นมา.... "ท่านอ๋อง...เรายังจะตามต่อหรือไม่....? "ตาม...!!! คำพูดสั้นๆกลับทำให้ตงฟางขนหัวลุก ตงฟางรีบออกไปเตรียมรถม้าในทันที พร้อมกับมุ่งหน้าไปตามทิศทางที่มู๋ชิงเหยาเดินทางไป หลังจากทั้งสามคนเดินทางมาถึงโรงเตี๊ยมชื่อดัง เถ้าแก่ร้านก็ได้เปิดห้องพิเศษต้อนรับ และเชิญทั้งสามคนขึ้นไปนั่งบนชั้นบนสุด มู๋ชิงเหยาไม่รอช้ารีบสั่งอาหารมาต้อนรับพี่ชายทั้งสอง และสั่งสุราเลิศรสมาอีกหนึ่งกา "เหยาเหยา...เจ้าเป็นสตรี กลางวันแสกๆไม่เหมาะที่จะดื่มสุราเป็นอย่างยิ่ง พวกเราดื่มเพียงน้ำชาก็พอแล้ว...." "ท่านพี่ช่างหัวโบราณเสียจริง สุราเลิศรสหากไม่ได้ลิ้มลอง ย่อมต้องเสียของไปเปล่าๆ ไหนๆพวกท่านสองคนก็เดินทางกันมาเหนื่อยๆ จะเข้มงวดกับตัวเองอะไรหนักหนา ควรผ่อนคลายร่างกายถึงจะถูก อีกอย่างตอนนี้เราอยู่ที่โรงเตี๊ยมนะเจ้าคะ ไม่ได้อยู่ที่ค่ายทหารเสียหน่อย จะเคร่งครัดกฏเกณฑ์ไปทำไม...สายพิณที่ว่าตรึง ย่อมต้องขาดเข้าสักวัน ข้าพูดถูกหรือไม่....? "เจ้าไม่ชอบอ่านหนังสือไม่ใช่หรือ ไปเรียนรู้บทกวีพวกนี้มาจากไหน....? มู๋ชิงเย่มองน้องสาวอย่างประหลาดใจ "การเรียนรู้ไม่ใช่จะอยู่ที่ตำราเสมอไป สายตาคนนอกข้าอาจจะเป็นสตรีที่โง่เขลาไร้ประโยชน์ ใครจะรู้ว่าข้าอาจจะซ่อนเขี้ยวเล็บแหลมคมเอาไว้ก็เป็นได้..คริ...คริ..." "เอาเถอะๆ...รีบกินข้าวกันได้แล้ว ประเดี๋ยวอาหารจะเย็นเฉียบไปเสียก่อน..." หลิงเซียวรีบคีบอาหารใส่จานให้มู๋ชิงเหยาอย่างอ่อนโยน "ท่านพี่เซียวช่างรู้ใจเหยาเหยามากที่สุดเลยเจ้าคะ...." มู๋ชิงเหยากล่าวพร้อมกับถอดผ้าคลุมหน้าออก พลางหันไปคลี่ยิ้มให้พี่ชายทั้งสอง เมื่อได้ยลโฉมหน้า บุรุษทั้งสองต่างตกตะลึงจนทำตะเกียบหลุดมือ ใบหน้าเด็กสาวนั้นงดงามหมดจด คิ้วโก่งจนได้รูป ดวงตากลมโต ปากนิดจมูกหน่อย ใบหน้าดูอวบอิ่ม ช่างหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักน่าเอ็นดู "เหยาเหยา พี่ไม่เจอเจ้าเพียงไม่กี่เดือน เหตุใดเจ้าถึงได้ผอมลงเยี่ยงนี้ หรือว่าที่จวนอาหารจะไม่ถูกปาก เอ๊ะ...หรือว่าเจ้ากำลังตรอมใจเรื่องซุนอ๋องผู้นั้น....? "ท่านพี่จะพูดถึงเจ้าโง่นั้นขึ้นมาทำไมให้เสียบรรยากาศ ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าอะไรเข้าสิงข้าให้ตามตื้อเจ้าโง่นั่น เขาช่างไม่คู่ควรเลยสักนิด ยิ่งคิดข้าก็ยิ่งเจ็บใจตัวเองที่โง่เขลา...ข้าก็แค่กำลังลดน้ำหนัก จะไปตรอมใจกับคนพรรค์นั้นได้อย่างไร ไร้สาระ..." มู๋ชิงเหยาเบะปากมองบน"ซุนอ๋อง เจ้าเอ่ยปากสุ่มสี่สุ่มห้า ไร้ความคิด จนทำให้คุณหนูมู๋ต้องเสียขวัญและเกิดความขัดแย้งกลางงานพิธี..." ฮ่องเต้หรี่พระเนตรมองซุนอ๋องด้วยความไม่พอใจอย่างยิ่ง ก่อนจะหันมาระบายพระโอษฐ์อบอุ่นใส่มู๋ชิงเหยาและแม่ทัพมู๋ "ท่านแม่ทัพใหญ่มู๋...เจ้าอย่าได้กล่าววาจาลดยศถอนตำแหน่งอันใดเลย ตระกูลมู๋มีความดีความชอบต่อแคว้นเรามาเนิ่นนาน เราย่อมรู้ดีว่าพวกเจ้าจงรักภักดีเพียงใด..." ฮ่องเต้ทรงตรัสไกล่เกลี่ย "แล้วฝ่าบาทจะทรงตัดสินเช่นไรหรือพะยะค่ะ.....? มู๋ชิงซานรีบถามเข้าประเด็น "ในเมื่อคุณหนูมู๋ยังตกใจ แม่ทัพใหญ่มู๋ยังเป็นห่วงบุตรสาว เช่นนั้นเราจะยังไม่รบเร้าออกราชโองการมัดมือชกในวันนี้ ส่วนป้ายทองอาญาสิทธิ์ ท่านก็เก็บเอาไว้ใช้เมื่อถึงยามจำเป็นจริงๆเถิด..." ฮ่องเต้ทรงมองหน้าหนานกงจิ่งพลางแย้มพระโอษฐ์มีเลศนัย "เรื่องงานอภิเษกสมรส...ให้จิ่งอ๋องและคุณหนูมู๋ได้ศึกษานิสัยใจคอกันไปก่อน หากทั้งสองฝ่ายยินยอมพร้อมใจเมื่อใด ค่อยมาขอราชโองการแต่งงานจากเราก็ยังไม่สาย...จิ่งอ๋อง เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไร...? หนานกงจิ่งยกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาจ้องมองมู๋ชิงเหยาที่แอบเช็ดน้ำตาแล้วแอบส่งยิ้มกวนประสาทกล
เสียงตึงสะท้านลานอุทยานหลวงเมื่อ มู๋ชิงซาน ก้าวออกมายืนบังร่างบุตรสาวไว้มิดชิด ใบหน้าของแม่ทัพใหญ่ผู้ผ่านศึกสงครามมานับไม่ถ้วนถมึงทึง ดวงตาทอประกายแข็งกร้าว ดุดันราวกับพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะฉีกเนื้อทุกคนที่บังอาจมาแย่งชิงลูกสาวสุดที่รักไป ความเงียบปกคลุมทั่วบริเวณจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงใบไม้ร่วง เหล่าขุนนางและชายาขุนนางต่างก้มหน้าชิดอก หัวใจแทบหยุดเต้น ไม่มีใครคาดคิดว่าแม่ทัพใหญ่มู๋จะกล้าปฏิเสธราชโองการ ต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้และไทเฮาเช่นนี้ ซุนอ๋องที่ตอนแรกหน้าเขียวคล้ำพลันจุดรอยยิ้มสะใจขึ้นที่มุมปาก ส่วนไป่หลินและหลิงซีซีต่างพากันสูดหายใจลึก แอบสะใจในความบ้าหุนหันพลันแล่นของแม่ทัพใหญ่มู๋... กล้าขัดใจจิ่งอ๋องและฮ่องเต้ คราวนี้ตระกูลมู๋ได้หัวหลุดจากบ่ากันยกครัวแน่....แต่ละคนคิดเห็นไปในทางเดียวกัน "ตาเฒ่า..." มู๋ชิงเหยากระซิบเรียกบิดาพลางแตะแขนเบาๆ แต่นางก็แอบยกนิ้วหัวแม่มือให้ในใจ "สะใจชะมัด ตาเฒ่าใจเด็ดจริง..." มู๋ชิงเหยาแอบชื่นชมบิดาในใจ ฮ่องเต้หนานกงเหวินหรี่พระเนตรลงเล็กน้อย บรรยากาศรอบกายพลันอึดอัดขึ้นมาทันตา ทว่าก่อนที่ฮ่องเต้จะทันตรัสสิ่งใด หนานกงจิ่ง กลับแค่นหัว
"พิธีปักปิ่นของคุณหนูมู๋นับเป็นนิมิตหมายอันดี ตระกูลมู๋จงรักภักดีต่อแคว้นเรามาหลายชั่วอายุคน วันนี้เสิ่นหม่ามาทำหน้าที่เป็นผู้ปักปิ่นระย้าให้อย่างทรงเกียรติ..." ไทเฮาตรัสด้วยพระสุรเสียงเมตตา ทรงทอดพระเนตรมองมู๋ชิงเหยาในชุดอาภรณ์ปักลายหงส์คู่ด้วยความพึงพระทัย ทว่าในตอนนั้นเอง ขันทีด้านนอกกลับขานนามเสียงดังยิ่งกว่าเดิม ทำเอาคนทั้งลานพิธีสะดุ้งสุดตัว "ท่านจิ่งอ๋องเสด็จ..." เสียงพึมพำดังขึ้นเซ็งแซ่ เหตุใดองค์ชายผู้พิการที่แทบไม่เคยปรากฏตัวในงานเลี้ยงสมาคมใดๆ ทั้งยังครอบครองกองกำลังทหารนับแสนนาย ถึงได้เดินทางมาร่วมงานพิธีปักปิ่นของบรรดาคุณหนูตระกูลเหล่าขุนนางเช่นนี้...? รถเข็นไม้แกะสลักลวดลายมังกรดำค่อยๆ ถูกเคลื่อนเข้ามาโดยองครักษ์ตงฟาง บุรุษบนรถเข็นสวมชุดคลุมถักทอด้วยไหมสีดำปักดิ้นทอง หน้าตาหล่อเหลาดั่งเทพบุตร ทว่าดวงตากลับคมกริบเย็นชาแผ่รังสีอำนาจกดดันจนคนรอบข้างแทบไม่กล้าหายใจ ไป่หลินและหลิงซีซีแอบยิ้มในใจ จิ่งอ๋องขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมและไม่ชอบสตรี มู๋ชิงเหยาบังอาจสวมชุดลายหงส์คู่ซึ่งเป็นลายระดับพระชายา คงต้องโดนจิ่งอ๋องสั่งตัดหัวกลางงานเป็นแน่แท้.... ซุนอ๋องที่
"อีกสามวันจะถึงพิธีปักปิ่นแล้ว..." มู๋ชิงซานเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนลง "เจ้าค่ะ..." "พวกคนในวังที่เคยลบหลู่ลูก จะต้องตื่นตะลึงเมื่อได้เห็นมู๋ชิงเหยาคนใหม่ แค่คิดพ่อก็รู้สึกมีความสุขขึ้นมาแล้ว..." "ลูกก็อยากจะรู้นักเจ้าค่ะ...ว่าคนพวกนั้นจะมีสีหน้าอย่างไร เมื่อเหยื่อที่พวกเขาคิดว่าจะขย้ำได้ง่ายๆ กลายเป็นคนที่พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะมอง..." มู๋ชิงเหยายิ้มพราย ดวงตาเปล่งประกายคมกริบ เช้าวันพิธีปักปิ่น ณ อุทยานหลวง..... วังหน้าอากาศร่มรื่นไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้นานาพันธุ์ แต่บรรยากาศรอบลานพิธี กลับอบอวลไปด้วยรังสีแห่งการชิงดีชิงเด่นของเหล่าคุณหนูตระกูลขุนนางชั้นสูง มู๋ชิงเหยา ปรากฏกายในชุดอาภรณ์ผ้าไหมหรูหราปักลวดลายหงส์คู่สยายปีกอย่างประณีต ตัวเสื้อตัดเย็บเข้าชุดรับกับเรือนร่างอ้อนแอ้นกลมกลึง ผิวพรรณของนางผุดผ่องไร้ไฝฝ้า เครื่องหน้ากะทัดรัดงดงามดั่งรูปสลัก ใบหน้าที่เคยหมองคล้ำและเจ้าเนื้อ บัดนี้ก้าวล้ำนำความงามของคุณหนูทุกคนในงานไปไกลลิบ "นั่นใช่คุณหนูมู๋จริงๆ หรือ...? เสียงพึมพำกระซิบกระซาบดังขึ้นทั่วบริเวณ บรรดาบุตรชายขุนนางต่างเหลียวมองตาค้าง ขณะที่เหล่าคุณหนูริษยาจนหน้
"รีบไปทำอาหารมาให้เปิ่นหวางกิน อย่าให้เปิ่นหวางต้องพูดซ้ำ..." น้ำเสียงเยือกเย็นเอ่ยขึ้นอีกครั้ง "ชิ...คิดว่าจวนฉันเป็นโรงทานหรือไง..." มู๋ชิงเหยากัดฟันพูดเสียงเบา พร้อมเดินมุ่งหน้าไปทางห้องครัว หนานกงจิ่งมองตามแผ่นหลังมู๋ชิงเหยา มุมปากพลางยกยิ้ม พร้อมกับทำเสียง หึ ในลำคอ ตงฟางแทบจะตาถลน นี้เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นเจ้านายของเขาแอบอมยิ้มออกมาในรอบหลายปี ท่านอ๋องเคยบอกเองมิใช่หรือ ว่าไม่ได้ชอบคุณหนูมู๋ เหตุใดการกระทำกับคำพูดถึงได้ย้อนแย้งกัน แม้กระทั่งสิ่งของล้ำค่าในจวนอ๋อง ท่านอ๋องยังไม่เคยจะประทานให้ใคร แต่กลับประทานสิ่งของล้ำค่ามากมายให้แก่คุณหนูมู๋เพียงคนเดียว นี้เขาเรียกว่าเป็นการแก้แค้นอย่างนั้นหรือ.....? หนานกงจิ่งยกถ้วยชาขึ้นมาจิบอย่างใจเย็น เมื่อเห็นมู๋ชิงเหยาเดินถือถาดอาหารตรงดิ่งมาทางเขา หนานกงจิ่งจึงวางถ้วยชาลง พร้อมกับก้มลงมองอาหารที่วางอยู่เบื้องหน้าอยู่ชั่วครู่ "สิ่งนี้เรียกว่าอะไร....? "บะหมี่เกี๊ยวหมูสับเพคะ ถ้้วยเล็กๆนี้เรียกว่าน้ำพริกเผา ช่วยเพิ่มรสชาติมากยิ่งขึ้น แต่อย่าใส่ลงไปเยอะนะเพคะ เพราะอาจจะทำให้เผ็ดร้อนจนปากชา...รีบเสวยเถอะเพคะ.." มู๋ชิงเหยานั่งลงข้า
"เย่เอ๋อร์...เรื่องในวันนี้ห้ามแพร่งพรายให้คนอื่นรู้เป็นอันขาด หากคนอื่นถาม..ห้ามบอกว่าน้องสาวเจ้าเป็นคนทำ เรื่องนี้รอพ่อส่งฏีกาถวายให้ฝ่าบาทเสียก่อน สิ่งของพวกนี้ถือเป็นความลับทางการทหาร หากศัตรูรู้เข้า เกรงว่าจะไม่เป็นผลดีต่อแคว้นเรา...." มู๋ชิงซานเริ่มมีสีหน้าเป็นกังวล "ลูกทราบแล้วขอรับท่านพ่อ..." "ร้ายแรงเพียงนั้นเชียว...? มู๋ชิงเหยาหันไปมองบิดา "ใช่....หากคนอื่นล่วงรู้ว่าลูกมีความสามารถ จะไม่เป็นผลดีต่อการใช้ชีวิตของลูกด้วย ศัตรูอยู่ในที่ลับเราอยู่ในที่แจ้ง จะทำอะไรก็ต้องคิดให้รอบคอบ เพื่อความปลอดภัยของลูก เรื่องในวันนี้ลูกรักก็อย่าได้เอาไปบอกใครเด็ดขาด...เข้าใจที่พ่อพูดหรือไม่....? "ลูกทราบแล้วเจ้าค่ะ...." "ดีมาก..." มู๋ชิงซานถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ อีกใจก็พลอยเป็นกังวลเรื่องของบุตรสาว นับวันความสามารถของบุตรสาวยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ดูเหมือนว่าหนานกงจิ่ง ก็คงจะมองเห็นแล้วเหมือนกัน เมื่อสามพ่อลูกกล่าวร่ำลากันเสร็จ หลิงเซียวก็ควบม้าเร็วมาถึงจวนตระกูลมู๋พอดี มู๋ชิงเหยาไม่ลืมที่จะเตรียมสัมภาระห่อหนึ่งมอบให้กับหลิงเซียว เสียงเกือกม้าขาดหายไปในที่สุด สองพ่อลูกจึงพากันเดินกล
![[Unlimited Money] ระบบเงินทุนไร้ขีดจำกัด](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






