LOGINเช้าตรู่ ณ ลานหยกมังกร.... หมอกเซียนสีขาวบริสุทธิ์ลอยปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ ภายในลานหยกสลักลายมังกรขนาดมหึมา บัดนี้เนืองแน่นไปด้วยเหล่าเทพเซียนโอสถจากทั่วทุกสารทิศ เทพเซียนแต่ละตนต่างแต่งกายด้วยชุดคลุมยาวเรียบร้อยยืนจัดแถวอย่างเป็นระเบียบ เสียงกระซิบกระซาบแสดงความตื่นเต้นดังขึ้นไม่ขาดสาย ด้วยทุกชีวิตต่างตั้งตารอคอยการเสด็จมาของท่านเจ้าดินแดนโอสถสวรรค์องค์ใหม่ ผู้สง่างามที่ชอบเก็บตัวเข้าฌานและทรงพลังอำนาจ ทว่า ที่ท้ายแถวของกลุ่มศิษย์ผู้ช่วยปรุงโอสถ กลับมีสองร่างในชุดคลุมสีฟ้าอ่อนขนาดผิดกันลิบลับยืนกอดอกยิ้มกริ่มอย่างมีเลศนัย "ท่านพ่อ...ชุดศิษย์ฝึกหัดนี้ใหญ่เกินไปนิดหน่อยนะขอรับ ทำเอาชุดที่ข้าสวมใส่แทบจะพันกันตายอยู่แล้วเนี้ย..." หมิงหยวนเป่ากระซิบพลางดึงรั้งชายเสื้อยาวขึ้นมามัดรวบไว้ที่เอว หน้าตาจิ้มลิ้มฉายความหงุดหงิดเล็กน้อย "อดทนหน่อยเป่าเอ๋อร์ เพื่อการใหญ่...เรื่องแค่นี้ถือเป็นด่านฝึกตนอีกหนึ่งด่าน..." หนานกงจิ่งโบกพัดขนหงส์ในมือเบาๆ อย่างลื่นไหล แม้จะอยู่ในชุดศิษย์ระดับล่าง แต่ท่วงท่าและบารมีกลับโดดเด่นสะดุดตาเสียจนเทพเซียนสาวๆ แถวนั้น แอบเหลียวมองกันเป็นสายตาเดียวกัน
หมิงหยวนเป่าที่กำลังเคี้ยวผลไม้เซียนจนแก้มตุ่ย ถึงกับชะงักตาโตเท่าไข่ห่าน รู้สึกขนหัวลุกเมื่อฟังจบ "ห้ะ...ท่านแม่จะลงโทษท่านตาทวด ให้ลงไปฝ่าด่านเคราะห์ในโลกมนุษย์สิบชาติเลยหรือนี้ขอรับ...? "จี๊ดๆๆ..!" เสี่ยวจิ่วรีบเอามือปิดหน้า ทำท่าสยดสยองแทน เมื่อนึกถึงใบหน้าเย็นชาของนายหญิง "ก็ใช่น่ะสิ นั้นเป็นเพราะฝีมือพวกเจ้าสองพ่อลูกล้วนๆ ผลกรรมถึงตกมาถึงตาทวด ขอร้องพวกเจ้าละ ช่วยปรานีตาแก่ผู้นี้หน่อยเถิด สตรีที่เพิ่งตื่นจากแก่นจิตสวรรค์ ยามนี้กิเลสตัณหาและอารมณ์ความรู้สึกถูกม่านไอเย็นกดทับ ยิ่งเจ้าไปก่อกวนตรงๆ นางก็ยิ่งต้านทานและต่อต้าน การใช้วิธีตื้อเท่านั้นที่ครองโลก แบบหน้าหนาหน้าทนยามนี้ มันใช้ไม่ได้ผลกับท่านเจ้าดินแดนเทพหรอกนะ..." หมิงชางหันมาร้องโอดครวญยกใหญ่ ก่อนจะรีบพุ่งเข้าไปจับบ่าหนานกงจิ่งไว้แน่น อ้อนวอนแกมบังคับสุดชีวิต หนานกงจิ่งเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง พัดขนหงส์ในมือหยุดโบก นัยน์ตาสีทองทอประกายเจ้าเล่ห์ "โอ้ เช่นนั้นแล้วท่านผู้อาวุโสพอมีอุบายเด็ดๆ มาเสนอแนะข้าแทนได้หรือไม่เล่า...? หมิงชางถอนหายใจยาวพลางลูบเคราขาว ค่อยๆ ก้มลงกระซิบกระซาบ ลืมความโมโหไปชั่วขณะ "ในเมื
"ตู้มมมมม..!!!" เศษเตาปิ้งย่างดินเผาสวรรค์ปลิวกระจายหายวับกลายเป็นเถ้าถ่านในหนึ่งลมหายใจ ถ่านไฟปราณมังกรทองสวรรค์แตกดับลงทันควัน เหลือเพียงควันดำลอยโขมง และไม้ปิ้งย่างในมือของหมิงหยวนเป่า ที่บัดนี้เหลือเพียงกิ่งไม้ไหม้เกรียม หมิงหยวนเป่าตาโตเท่าไข่ห่าน มือน้อยๆ ที่ถือไม้ปิ้งย่างค้างไว้กลางอากาศเริ่มสั่นระริก ก่อนจะค่อยๆ หันไปมองบิดาด้วยใบหน้าเลิ่กลั่ก "แค้ก...แค้ก...ท...ท่านพ่อขอรับ ท่านแม่มิได้ดีดพวกเรากลับโลกมนุษย์...แต่นางเผาเตาย่างเนื้อของพวกเรา จนแหลกละเอียดกลายเป็นผุยผงเลยนะ แล้วเนื้ออสูรหมักน้ำผึ้งหมื่นปีของข้าเล่า ข้ายังไม่ได้ชิมสักคำเลยนะ...? เด็กน้อยกระซิบเสียงแผ่ว หน้าดำเป็นตอตะโก "จี๊ดๆๆๆ! จี๊ดดดด!" เสี่ยวจิ่วที่นั่งน้ำลายสอเมื่อครู่ ถึงกับกระโดดขึ้นไปเกาะบนหัวหนานกงจิ่ง พลางร้องไห้ระทมขมขื่นใจ ขาทั้งแปดสั่นพั่บๆ ปากก็บ่นพึมพำ (เนื้อย่างของข้าๆ เนื้อย่างสวรรค์ของข้าโดนนายหญิงระเบิดไหม้กลายเป็นจุนไปหมดแล้ว โถ้...ข้ายังไม่ได้กินสักคำเลย ฮือๆๆๆ..) หนานกงจิ่งปัดควันไฟออกจากหน้าตัวเองเบาๆ แม้จะโดนแรงอัดจนผมยาวสลวยยุ่งเหยิงไปเล็กน้อย หน้าดำไปด้วยควันไฟเหมือน
เจ้าแมงมุมน้อยเสี่ยวจิ่วแบกถ้วยซุปหยกขาววิ่งเตลิดกลับมาที่เรือนไม้หอมสวรรค์ด้วยขาทั้งแปดจนแทบพันกัน มันทะยานร่างโหม่งเข้าอ้อมอกของหนานกงจิ่งอย่างจัง ชูขาหน้าสองข้างขดตัวกลมดิ๊ก ส่งเสียงร้องไห้ฟ้องเทพสงครามและนายน้อยดั่งโลกจะแตกสลาย "จี๊ดๆๆๆ..จี๊ดดดด...!" (ฮือๆๆๆ นายท่าน...นายหญิงใจร้ายยิ่งนัก นางคิดจะหักขาทั้งแปดของข้าทิ้ง ข้ากลัวจนก้นหดไปหมดแล้ว ฮือๆๆๆ...) หมิงหยวนเป่ารีบเขย่งเท้าเข้ามาช่วยแกะม้วนไหมสวรรค์ออก ช้อนตัวเสี่ยวจิ่วขึ้นมาตบหลังเบาๆ พลางส่งสายตาเห็นอกเห็นใจ "ท่านพี่เสี่ยวจิ่วไม่ร้องนะขอรับ...ท่านแม่ยามนี้คงกำลังโกรธอยู่ เดี๋ยวข้าแบ่งผลไม้เซียนให้ท่านกินเพื่อปลอบใจนะ.." หนานกงจิ่งรับถ้วยหยกกลับมาเปิดฝาออก กลิ่นหอมของซุปสมุนไพรยังมีควันลอยโชยอยู่ เซียนหนุ่มมิได้มีสีหน้าท้อแท้แม้แต่น้อย กลับกัน นัยน์ตากลับทอประกายลึกล้ำปนเอ็นดู "หึๆ...เสี่ยวจิ่ว วันนี้เจ้าทำได้ดีเยี่ยมมากแล้ว..." หนานกงจิ่งหัวเราะเบาๆ ในลำคอ "ท่านพ่อ...ท่านแม่ขู่จะหักขาท่านพี่เสี่ยวจิ่วเลยนะขอรับ แผนการแรกของพวกเราล้มเหลวไม่เป็นท่าเลย ท่านพ่อยังจะมีหน้าหัวเราะได้อีกหรือ...? หมิงหยวนเป่าเอี
"แป๊ะ..!!!" "โอ๊ยยยย...ตัวอันใดลอยมาเกาะหน้าเปิ่นหวางเนี๊ย...!" หนานกงจิ่งที่กำลังยืนเก๊กท่ารับสายลมยามค่ำคืนอย่างสง่า ถึงกับหลุดกิริยา รีบปัดมือกวาดไปมากลางอากาศด้วยความตกใจ จนทำให้ร่างสูงโปร่งแทบจะเสียหลัก เดินถอยหลังไปสองก้าว เจ้าแมงมุมเสี่ยวจิ่ว สัตว์เลี้ยงอสูรตัวน้อยที่เคยถูกหมิงเหยาตามใจยิ่งกว่าสิ่งใด ยามนี้กลับถูกพลังเจ้านายองค์ใหม่เขวี้ยงปลิวกระเด็นออกมาจากตำหนักศักดิ์สิทธิ์อย่างไร้เยื่อใย มันลอยละลิ่วปลิวตกลงมาเกาะกับโหนกแก้มของเซียนปริศนาเข้าพอดี ขาทั้งแปดสั่นระริก ดวงตาแปดคู่จ้องสบตาเข้ากับหนานกงจิ่ง พลางส่งเสียงร้องดีใจปนระทมทุกข์ "จี๊ดๆๆ จี๊ดดดด!!" (ฮือๆๆๆ นายท่านข้าถูกทิ้งแล้ว นายหญิงเขวี้ยงข้าทิ้งอย่างไม่ใยดี ฮือๆๆๆ แถมนายหญิงยังจำข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ นางหาว่าข้าน่ารำคาญและกินจุ...) หนานกงจิ่งชะงักกึก เพ่งสายตามองเจ้าสิ่งมีชีวิตตัวน้อยบนใบหน้า ก่อนจะค่อยๆ ใช้นิ้วเรียวยาวคีบเสี่ยวจิ่วลงมาวางไว้บนกลางฝ่ามือ นัยน์ตาสีทองฉายแววทั้งขำทั้งสงสาร "เสี่ยวจิ่ว...นี้เจ้าก็โดนเขวี้ยงทิ้งออกมาเหมือนกันรึนี้...ดูท่าเจ้านายในร่างใหม่ของเจ้ายามนี้ จะไร้หัวใจจริงๆ แม้ก
หมิงชางที่มองดูเหตุการณ์ทั้งหมด ถอนหายใจออกมายาวเหยียด ดวงตาฉายแววเห็นใจ ก่อนจะก้าวเท้าเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าสองพ่อลูก แล้วเอ่ยเสียงเรียบ "หนานกงจิ่ง...พอเสียทีเถิด หมิงเหยาในยามนี้คือเจ้าแห่งดินแดนโอสถเทพผู้ไร้หัวใจ กฎเกณฑ์สวรรค์ได้หลอมรวมนางขึ้นมาใหม่ โดยไร้ซึ่งเยื่อใยในอดีต การที่นางทำลายกำไลหยกคู่ชิ้นนี้ ก็เพื่อตัดพันธนาการดวงจิตทั้งหมดจากพวกเจ้าทั้งสอง...เจ้าจงยอมรับความจริงให้ได้ แล้วพาลูกน้อยกลับไปยังโลกมนุษย์เสียเถิด หากอยู่ที่นี่ต่อไป รั้งแต่จะสร้างความทรมานและความเจ็บปวดใจให้แก่พวกเจ้าสองพ่อลูกเปล่าๆ..." ความเงียบสงบปกคลุมไปทั่วยอดเขาโอสถเทพ มีเพียงเสียงสะอื้นร่ำไห้ของเด็กน้อยหมิงหยวนเป่าและสายลมที่พัดผ่าน... ทว่า...ในยามที่หมิงชางคิดว่าเทพสงครามจะยอมจำนนต่อโชคชะตา หนานกงจิ่งกลับกำฝ่ามือที่บรรจุเศษกำไลหยกเก็บไว้กลางอกเสื้อ แล้วค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ นัยน์ตาที่เคยอาบไปด้วยน้ำตา ยามนี้กลับไร้ซึ่งความท้อแท้ มีเพียงเพลิงแห่งความมุ่งมั่นและสติสัมปชัญญะที่ลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม "ผู้อาวุโสหมิงชาง...ท่านคิดว่าความรักของข้าที่มีต่อนาง...มีค่าเพียงแค่กำไลหยกคู่ชิ้นนี้ง







