LOGINรถมอเตอร์ไซค์คู่ชีพของผู้กองรูปหล่อวิ่งมาตามเส้นทางขนาดเล็กที่อยู่เลียบชายคลอง พลางสอดส่ายมองหาสิ่งผิดปกติแต่ก็ไม่พบอะไร จนมาถึงบริเวณศาลาท่าน้ำหน้าวัด ผู้กองกฤษณ์จึงจอดรถเพื่อลงเดินสำรวจตรวจตรา ไฟฉายในมือถูกฉายไปตามจุดต่างๆ ที่เป็นที่อับ หรือที่คิดว่าจะมีใครเข้าไปซ่อนตัวอยู่ได้ แต่ก็ไม่พบอะไรนอกจากความเงียบสงัดในค่ำคืน
แซก... แซก...
ทว่าเสียงนกกลางคืนที่ร้องดังชัดขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงบก็ทำให้ผู้กองกฤษณ์ถึงกับสะดุ้งเล็กๆ ดวงตาคมวาบฉายแววหวาดหวั่นเพียงครู่ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นกร้าวแกร่งดังเดิม
ร่างสูงยืดขึ้นจนสุดสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะค่อยๆ พ่นลมหายใจออกจากปากอย่างแผ่วเบา ด้วยความเป็นตำรวจและไม่เชื่อในเรื่องผีสางนอกจากสิ่งที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้เท่านั้น ดังนั้นท่าทางหวาดหวั่นในสิ่งที่มองไม่เห็นก็ไม่ควรเข้ามาปะปนในหัวใจ
กฤษณ์ส่ายศีรษะไปมาอย่างพยายามขับไล่ความหวาดหวั่นและแทนที่ความรู้สึกนั้นด้วยอาการขำขันตนเอง ทว่าขนกายทั่วทั้งตัวที่ลุกขึ้นตั้งชันโดยพร้อมเพรียงเมื่อสัมผัสได้ถึงกระแสลมเย็นวูบหนึ่งที่แล่นเข้ามากระทบผิวก็ทำให้กายแกร่งต้องนิ่งขึง
พยายามเรียกสติสตังของตนเองให้กลับคืน พลางบอกตัวเองว่าเพราะความหวาดหวั่นทำให้เขาเกิดอาการเยี่ยงนี้ มันไม่ใช่ความกลัวในสิ่งที่มองไม่เห็นอย่างแน่นอนที่สุด แต่จะเป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่ เมื่อเสียงหัวเราะคิกคักที่แว่วมาตามลมยิ่งทำให้ขนทั่วทั้งตัวของเขาลุกชันมากขึ้นไปอีก
เปลือกตาปิดลง พร้อมกรามแกร่งขบกันแน่นจนได้ยินเสียงไรฟันที่กระทบกันดังกึกกักด้วยความสั่น ประหม่า หรือหวาดหวั่นอย่างที่สุดเขาก็ไม่รู้ได้ รู้แต่เพียงว่า เขาไม่ควรให้ความหวาดกลัวนั้นมามีอำนาจเหนือตนเอง ในเมื่อบอกตัวเองว่าจะไม่กลัวเกรงในสิ่งนี้เขาก็ไม่ควรจะมีความรู้สึกแบบนั้นอยู่ในหัวใจ ทว่ายิ่งคิดก็คล้ายว่าเสียงหัวเราะนั้นจะยิ่งมีมากขึ้น และจำเพาะว่ามันดังอยู่ไม่ไกลตัวของเขาเลย
“อิอิ... กลัวผีเหรอคะ”
เสียงหวานๆ ที่เอ่ยทักทำให้กฤษณ์เกิดอาการหูผึ่ง พร้อมขนหัวที่พานจะลุกขึ้นไปพร้อมๆ กับขนกาย ทว่าความผิดปกติในน้ำเสียงนั้นก็ทำให้ผู้กองหนุ่มรูปหล่อต้องลืมตาขึ้นในทันที และภาพที่เห็นก็ทำให้ความร้อนพวยพุ่งกระจายวาบขึ้นสู่ใบหน้าก่อนจะเรื่อยลงมาทั้งตัว
เพราะหญิงสาวรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นในชุดเสื้อผ้าลูกไม้สีฟ้าอ่อนกับผ้านุ่งสีออกน้ำเงินหรือว่าม่วงครามเขาก็เห็นไม่ชัด ด้วยความสลัวด้านล่างนั้นมีมากกว่าด้านบนที่กระจ่างสว่างอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์วันเพ็ญ
หญิงสาวที่ส่งรอยยิ้มมาให้ พร้อมกับสายตามองมาอย่างต้องการคำตอบในสิ่งที่เธอถามมาเมื่อครู่ ยิ่งทำให้ผู้กองกฤษณ์ต้องเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความอับอาย แค่รู้ว่าตนเองหวาดกลัวกับบรรยากาศเมื่อครู่ก็หงุดหงิดหัวใจมากพอแล้ว แต่นี่ไม่ใช่เพียงตัวเขาเท่านั้นที่รู้ความจริงในข้อนั้น เมื่อหญิงสาวตรงหน้าก็คล้ายจะล่วงรู้ในสิ่งที่เขารู้สึกด้วยเช่นกัน
“คุณเป็นใคร แล้วมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง นี่มันค่ำมืดแล้วนะ ทำไมถึงยังไม่กลับบ้าน”
กฤษณ์ถามรัวเร็วเพราะไม่ต้องการตอบคำถามของเธอ เธอสิที่ต้องตอบคำถามเขา ในเมื่อก็รู้กันอยู่ว่าช่วงนี้มีฆาตกรต่อเนื่องลอยนวลอยู่ ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงออกมาจากบ้านในยามวิกาล เธอไม่กลัวหรือยังไง
“ฉันสิคะ ที่ต้องถามคุณตำรวจว่ามาทำอะไรที่วัด ดึกดื่นแล้วไม่กลับบ้านนอนหรือคะ”
“คุณรู้ได้ยังไงว่าผมเป็นตำรวจ” กฤษณ์ถาม พลางดวงตาคมเข้มก็จ้องสำรวจใบหน้างดงามเขม็ง สายตาฉลาดรู้ฉลาดพูดของเธอทำให้เขาสับสนปนหวั่นไหว หรือเธอคนนี้จะเป็น ‘ฆาตกร’ ทว่าสายตาของเธอที่มองลงที่บั้นเอวของเขาก็คือคำตอบโดยที่เธอไม่ต้องพูดออกมา เพราะซองปืนที่เหน็บเอาไว้พร้อมตราสัญลักษณ์ของเจ้าหน้าที่มันฟ้องตัวตนของเขาอย่างชัดเจนอยู่แล้ว
“คุณมาทำอะไรที่วัด นี่มันดึกมากแล้วนะ” กฤษณ์ถามอีกครั้งและครั้งนี้เขาต้องได้คำตอบเป็นคำพูดของเธอ ไม่ใช่สายตาที่มองตรงมาที่เขาอย่างขำขันอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลานั้น
“มาให้ข้าวหมาคะ”
“มาให้ข้าวหมา” ถามอย่างไม่อยากเชื่อ เพราะตั้งแต่เดินมานี่เขาก็ยังไม่เห็นหมาสักตัว
“ใช่ค่ะ หรือคุณตำรวจคิดว่าฉันเป็นผีคะ”
“เอ่อ...” กฤษณ์พูดไม่ออก เพราะแรกที่ได้ยินเสียงเธอนั้นเขาคิดแบบนั้นจริงๆ แต่มาฉุกใจที่ว่า เสียงผีในละครทีวีที่ได้ยินนั้นมันน่าจะเยือกเย็นและยานคางประมาณ ‘พี่มากขา...’ ไม่น่าจะหวานและไพเราะอย่างที่ผ่านเข้ามาในสมองเขาเลยสักนิด และสีหน้าทะเล้นปนยิ้มของเธอที่ส่งมาก็ยิ่งทำให้เขาประหม่าที่จะพูดต่อมากขึ้น
“ฉันมาให้ข้าวหมาจริงๆ ค่ะ นี่ไงคะ หลักฐาน”
กฤษณ์มองหม้อมีฝาปิดที่อยู่ในตะกร้าสานที่เธอยื่นมาให้เขาดู ก่อนจะหันซ้ายขวามองหาหมาอย่างที่เธอบอก และเธอคงเดาความคิดของเขาได้
เสียงนกที่ออกหากินในยามเช้าทำให้ดวงตาที่ยังคงหลับพริ้มต้องกลอกกลิ้งไปมา ความง่วงงุนและความอ่อนเพลียยังคงมีอยู่มากจนทำให้ไม่อยากจะลืมตาตื่นขึ้นเลย ทว่าแสงแดดที่ค่อยๆ สาดส่องเข้ามากระทบกับใบหน้าก็ทำให้ดวงตาคมเข้มต้องเปิดขึ้นในทันทีเวลาเช้าตรู่เพราะแสงแดดเพิ่งส่องผ่านเข้ามาไม่มาก และสายลมที่พัดพาเอาละอองไอเย็นเข้ามาก็ทำให้ผ้าม่านลูกไม้สีขาวสะอาดตาพัดปลิวไสว และเจ้านกน้อยที่โผบินมาเกาะอยู่ที่ริมหน้าต่างก็เอียงหน้ามองเขาไปมาราวกับกำลังพบเจอกับสิ่งประหลาดกายแกร่งลุกขึ้นนั่ง ทบทวนสิ่งที่มองเห็นอยู่ตรงหน้าและทั่วบริเวณ ดวงตาคมเข้มหันมองไปรอบๆ กาย ‘ห้องนอน’ นี้เขาเคยอยู่อาศัย เครื่องเรือนต่างๆ ที่ยังคงอยู่ที่ตำแหน่งเดิมไม่ผิดเพี้ยน และเสียงจากด้านนอกที่ดังแว่วเข้ามาก็บ่งบอกว่าเขาไม่ได้อยู่ตามลำพัง ร่างสูงใหญ่พาตัวเองเดินออกมาตามทิศทางของเสียงที่ได้ยิน และจุดหมายก็คือ ‘ห้องครัว’ และที่นั่นเขาก็ได้เห็นใครอีกคนที่ทำให้ขอบตาของเขาต้องร้อนผ่าว แค่เห็นเพียงด้านหลังเขาก็จดจำได้ไม่ผิด เมื่อคนที่ติดตรึงอยู่ในหัวใจยังคงอยู่ “บัว...” เสียงเรียกเบาๆ แต่ก็ทำให
หากเป็นเช่นนั้น เขาที่รักเธอ ก็ควรจะยอมรับในสิ่งที่เธอเป็นใช่หรือไม่ เพราะหากนี้คือ ‘กรรม’ ที่เธอต้องเผชิญหน้าและยอมรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เขาก็จะพร้อมยอมรับกรรมไปกับเธอ“พี่พร้อมแล้วบัว พี่จะเป็นอาหารให้บัว กินพี่เถอะ พี่ให้บัวด้วยความรักของพี่”ดวงตาสวยหวานที่ฉ่ำชื้นไปด้วยหยาดน้ำตา ตะลึงมองใบหน้าหล่อเหลาที่ชื้นไปด้วยน้ำตาไม่ต่างจากเธอ ทุกความคิดของเขาเธอรับรู้ทั้งหมด เมื่อเขายอมเสียสละตัวเองเพื่อเธอ เธอล่ะ...“บัวรักพี่กฤษณ์ค่ะ และจะรักตลอดไป”“บัว! ไม่นะบัว!”กฤษณ์ร้องเสียงหลงเมื่อร่างอวบอิ่มที่เขาตระกองกอดไว้ในอ้อมแขนกำลังละลายจางหายไป รอยยิ้มพร้อมหยาดน้ำตาที่ไหลอาบ 2 แก้มมันคือการล่ำลาจากกันตลอดกาล ซึ่งเขาไม่มีวันยอมให้เป็นแบบนี้แน่“พี่รักบัว”สิ้นคำพูด กฤษณ์ก็ประกบริมฝีปากอุ่นวาบของเขากับริมฝีปากอวบอิ่มเย็นยะเยือกของบัว สอดแทรกปลายลิ้นเข้าชอนชิมความหอมหวานที่กำลังละลายจางหาย ฝ่ามือก็คลึงเคล้นไปทุกที่ที่สามารถจับต้องได้ เพราะแรงเสน่หาจากเขาเท่านั้นที่จะรั้งร่างกายนี้ให้คงอยู่และก็ได้ผลเมื่อร่างอวบอิ่มยังคงมีเนื้อหนังอยู่ในอ้อมกอด และปลายลิ้นที่แตะต้องสัมผัสกันและกันก็กำลังตอบ
“พี่ไม่ปล่อย และไม่มีวันปล่อยแน่” เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง“พี่กลับไปซะเถอะ ต่างคนต่างอยู่เถอะพี่ เรื่องของเรามันไม่มีวันเป็นไปได้ บัว... บัวเป็นอะไรพี่ก็รู้”“พี่ไม่สน พี่รู้แต่ว่าพี่รักบัว และบัวก็รักพี่ ไม่อย่างนั้นพี่คงเป็นเหยื่อของบัวไปแล้ว พี่คงไม่ได้มีความสุขกับบัวครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างนั้น”“นั่นเพราะบัวอิ่มอยู่หรอก ถ้าบัวหิว พี่จะไม่มีวันรอดไป”“เช่นวันนี้ใช่มั้ย บัวกำลังจะฆ่าผู้ชายคนนั้น พี่จะไม่มีวันให้บัวทำแบบนั้นแน่”“แต่พี่ห้ามบัวไม่ได้ กลับไปพี่กฤษณ์ก่อนที่บัวจะทนไม่ไหว กลับไป...”บัวสะบัดกายว่ายน้ำหนี แต่กฤษณ์ก็ยังว่ายตามอย่างไม่ลดละ ก่อนจะคว้าร่างของบัวไว้ได้อีก และครานี้เขาจะไม่ปล่อยให้บัวหลุดมือไปอีก“พี่กฤษณ์ ได้โปรดปล่อยบัวเถอะค่ะ ถ้าพี่กลัวว่าบัวจะทำให้พี่เดือดร้อน บัวจะไปอยู่ที่อื่น จะไม่ให้มีคดีในพื้นที่ของพี่อีก ปล่อยบัวเถอะนะ ปล่อยบัว...”เรี่ยวแรงที่มีคล้ายจะหดหายไม่เหลือเพียงแค่ได้รับสัมผัสจากเขา บัวพยายามดิ้นรนไปให้พ้นแต่ก็ทำไม่ได้ แต่ในค่ำคืนนี้เธอกับเขาไม่ควรจะอยู่ด้วยกัน เพราะนั่นคืออันตรายอย่างมหันต์จะบังเกิด เมื่อร่างกายของเธอกำลังเรียกร้องหาอาหาร
“ฉันจะไม่มีวันทำอย่างนั้นแน่ ถ้าเป็นอย่างนั้น ฉันจะยอมตาย”“ยอมตาย! นี่เธอมันบ้าไปแล้วแน่ๆ แค่ผู้ชายที่เพิ่งเจอกันไม่นานกลับทำให้เธอเป็นได้มากขนาดนี้”“บัว... เธอฟังฉันนะ ไม่ใช่ว่าฉันต้องเจอกับเขานานแค่ไหน แต่มันเป็นเพราะฉันรู้ว่าเขารักฉันจริงๆ และฉันก็รักเขาอย่างที่ไม่เคยรักผู้ชายคนไหนมาก่อน และตอนนี้ฉันก็ไม่เหลือใครที่ต้องเป็นห่วงอีกแล้วนี่ ตอนนั้นฉันต้องการมีชีวิตอยู่ เพราะฉันมีพ่อแม่มีญาติพี่น้อง แต่ตอนนี้ล่ะ ฉันมีใคร แค่ได้มีคนที่รักและรักเรา มันก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ ฉันไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว เธอก็คิดอย่างเดียวกับฉัน ฉันรู้ เพราะเธอคือฉัน ฉันคือเธอ”“เธอพูดอะไรฉันไม่รู้เรื่อง ฉันรู้แต่ว่าแรมห้าค่ำที่จะถึงนี้ ถ้าไม่มีผู้ชายคนไหนมาให้ฉันกิน ใครที่ผ่านเข้ามา ฉันก็จะกินไม่ให้เหลือ รวมทั้งพี่กฤษณ์ด้วย”บัวมองตามร่างของบัวอีกคนที่สลายกลายเป็นกลุ่มควันสีดำก่อนจะพวยพุ่งออกจากบ้านไปด้วยอารมณ์ที่ครุกรุ่นไม่แพ้กัน หยาดน้ำตายังคงไหลอาบ 2 แก้มเป็นสายเมื่อเธอทั้งคู่ผูกพันกันด้วยจิตวิญญาณ คนหนึ่งรู้สึกเช่นไร ใช่ว่าอีกคนจะไม่รู้สึก ในเมื่อนั่นคือบัวอีกครึ่งหนึ่งของเธอ บัวที่เป็นพรายน้ำ ส่วนเธอบัวที
กฤษณ์ดึงดันจะไปพบบัวให้ได้ แต่เมื่อข้ามไปอีกฝั่งก็ไม่ต่างจากที่มองเห็น เพราะนอกจากต้นไม้และหญ้าที่ขึ้นสูงท่วมหัวแล้วนั้น ในพื้นที่ตั้งของบ้านโบราณก็ไม่มีอะไรอีก ดังนั้นเขาจึงตั้งใจที่จะกลับมาอีกครั้งในเวลานัดพบของเขากับบัวในทุกคืน ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของจ่านิกรและนายตำรวจอีก 2 นายที่รู้เรื่อง แต่เขาก็ไม่ยอมยังยืนยันที่จะไปพบบัวให้ได้ เมื่อไม่มีเรือลำใดยอมพายมาส่ง กฤษณ์ก็เลือกที่จะว่ายน้ำข้ามคลองไปเอง“ไม่ได้นะครับผู้กอง เฮ้ย! ช่วยกันจับผู้กองไว้เร็ว!” “ปล่อยผม! จ่า! ปล่อยผม !” กฤษณ์พยายามดิ้นรนให้หลุดจากท่อนแขนของนายตำรวจ 2 นายที่เข้ามาล็อคไม่ให้เขากระโดดลงคลอง เพราะเขาไม่มีทางเลือกที่จะไปหาบัวได้ด้วยวิธีอื่น มีวิธีนี้เท่านั้นที่จะไปได้ “ปล่อยผมนะ! ผมจะไปหาบัว ปล่อยผม!” “ไม่ได้หรอกครับผู้กอง ผมไม่มีทางปล่อยให้ผู้กองไปตายแน่” “ไม่มีทาง บัวไม่มีวันทำร้ายผม! ปล่อย!” “ผู้กองครับ ผู้กองใจเย็นๆ นะครับ ได้โปรดฟังผมหน่อย ถ้าผู้กองเป็นอะไรไป ทั้งผม ทั้งชาวบ้านพวกนี้ ตำรวจทั้ง สน. จะเป็นยังไงล่ะครับ ผู้กองคิดบ้างมั้ยครับ
ท่านเจ้าอาวาสหันมองจ่านิกรและนายตำรวจอีก 2 นาย แต่ทั้งหมดนั้นได้แต่ก้มหน้าก้มตาหน้าซีดจากเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อครู่“อาตมาอยากให้คุณผู้กองไปที่วัดกับอาตมาหน่อย” “มีอะไรหรือเปล่าครับหลวงพ่อ” “ไปคุยกันที่วัดเถอะ คุยที่นี่คงไม่สะดวก” คำพูดสื่อความหมายของท่านเจ้าอาวาสพร้อมดวงตาที่มองเลยไปยังด้านหลังของเขา ทำให้ผู้กองกฤษณ์ต้องหันมองตาม และก็เห็นบัวที่ยืนหลบมุมอยู่ในความมืด ราวกับกลัวเกรงอะไรบางอย่าง “เอ่อ... อย่างนั้นหลวงพ่อรอผมสักครู่นะครับ” “ไปกันตอนนี้เลยเถอะ คุณโยมผู้หญิงรับรู้แล้วล่ะ” กฤษณ์ชะงักร่างที่จะเดินเข้าไปหาบัว ก่อนจะหันมองดวงตาฝ้าฟางของท่านเจ้าอาวาสอย่างไม่เข้าใจ แต่สายตาของท่านก็ทำให้เขาปฏิเสธไม่ได้ ยิ่งเห็นท่าทางหวาดกลัวของจ่านิกรและนายตำรวจอีก 2 นาย ที่ไม่กล้ามองบัวตรงๆ ได้แต่ชำเลืองมอง ก่อนจะเหลียวซ้ายมองหน้ามองหลัง ดูพื้นน้ำมืดทึบไปด้วย เขายิ่งรู้สึกไม่ดีมากยิ่งขึ้น จึงตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้อง ร่างสูงใหญ่เดินตรงเข้าไปในบ้าน ในจุดที่บัวยืนหลบมุมอยู่ “บัว...
“ผมสอบถามคนในพื้นที่แล้วครับ นายไพบูลย์เพิ่งมาทำงานที่ไซต์งานก่อสร้างหน้าปากซอยได้ประมาณหนึ่งเดือนครับ เป็นคนขยันทำงาน และเมื่อคืนนายไพบูลย์ก็ออกโอทีมาตอนสี่ทุ่มครึ่ง”“เมื่อคืน” หัวคิ้วเข้มเลิกขึ้นเป็นคำถาม“ครับ นายไพบูลย์เลิกงานเมื่อคืนสี่ทุ่มครึ่ง แล้วก็ตรงกลับมาที่ห้องพักเลยครับ ไม่ได้ไปแวะเที
“หมามันอยู่ที่หลังวัดค่ะ หมาแม่ลูกอ่อนด้วย”“แล้วทำไมไม่เอามาให้ตอนกลางวัน”“ก็ไม่ว่างนี่คะ แล้วเอามาให้กลางคืนมันจะผิดอะไร พระท่านก็จำวัดหมดแล้ว ฉันไม่ได้เข้าไปที่กุฏิท่านสักหน่อย”“ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่คุณควรจะห่วงความปลอดภัยของตัวเองบ้าง คุณไม่ได้ข่าวฆาตกรรมบ้างหรือไง”กฤษณ์ถาม ขณะดวงตาจ้องสำรวจ
รอยยิ้มปรากฏที่มุมปากก่อนที่ร่างอวบอิ่มแต่เปล่าเปลือยจะค่อยๆ พาเรือนร่างของตนเองลุกขึ้น ให้ดอกไม้งามละจากความแข็งแกร่งที่เหี่ยวแห้งไม่ต่างจากซากลูกไม้ที่เหี่ยวเฉาตามเวลา เมื่อน้ำหล่อเลี้ยงความแข็งแกร่งทั้งหมดนั้นถูกซูบออกมาจนหมดสิ้นแล้ว ร่างที่นอนชิดติดอยู่กับคาคบไม้ก็ไม่ต่างจากซากศพตากแห้งที่ตายมา
“อูย... พี่จ๋า... อา... ฉันเสียวนะ... อูย...”เสียงใส่จริตครางกระเส่าทำให้เขายิ่งกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ คาดหมายว่าครั้งนี้จะทำให้สาวงามติดใจให้มากที่สุด จะไม่มีทางที่เขาจะกลายเป็นไก่อ่อนสอนขันเหมือนเมื่อครู่ที่ผ่านมาอีกแน่หยาดน้ำขุ่นข้นที่พุ่งทะยานไปแล้วครั้งแรก กว่าจะผสมผสานจนก่อเกิดได้อีกครั้ง แน่







