Masuk“แค่เพื่อนงั้นเหรอ มาร์ชพี่รู้สึกได้เลยนะว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดา”
เตวิชญ์พยักหน้าเบา ๆ รู้สึกถึงความจริงจังของพี่สาว
แต่ในใจเขากลับสงบอย่างน่าแปลก
เขารู้ดีว่าน้ำอิงอาจจะสร้างปัญหาให้เขาในวันข้างหน้าได้
เพราะเธอชอบเขา ข้อนี้เขารู้ดี
เตวิชญ์เริ่มถอนหายใจช้า ๆ
สายตาเบนไปยังหน้าต่างห้องทำงาน
คิดถึงเพียงฝัน ภาพเธอที่ยังคงวนเวียนในใจไม่เลือน
รอยยิ้มเล็ก ๆ แววตาเศร้าของเธอทุกอย่างยังติดอยู่ในใจเขา
เขารู้ตัวดีว่า สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับเพียงฝันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปล่อยผ่าน
ไม่ใช่เพียงเพราะความใกล้ชิดทางร่างกาย แต่เป็นเพราะความรู้สึกที่เริ่มก่อตัวขึ้น
ความห่วงใย ความสงสาร แม้แต่ความหวั่นไหวที่เขาพยายามเก็บไว้
เตชินีมองน้องชายด้วยสายตาจริงจัง
“มาร์ชพี่เข้าใจนะ ว่านายอาจจะมองเธอในฐานะเพื่อน”
“แต่พี่ก็เห็นสายตาของเธอไม่ได้คิดกับนายแค่เพื่อนระวังตัวไว้หน่อยนะ”
เตวิชญ์ยิ้มบาง ๆ เงียบ ๆ
ไม่พูดอะไร แต่ในใจกลับยืนยันกับตัวเองแน่วแน่
ว่า เขาสนใจแค่เพียงฝันเท่านั้น
คนเดียวคนที่นอนกับเขาแล้วทิ้งเขาไปแบบไม่ใยดี
และถึงแม้ใจเขาจะเจ็บแต่เขาก็ยอมรับว่าตั้งแต่คืนนั้น
ภาพและใบหน้าของเธอยังคงอยู่ในใจเขาไม่จาง
เตวิชญ์สูดลมหายใจเข้าลึก
รู้ตัวว่าต่อจากนี้เขาต้องระวังตัว
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกครั้งที่คิดถึงเพียงฝัน
หัวใจเขาก็เต้นแรงเหมือนครั้งแรกที่พบเธอในคืนนั้น
ตั้งแต่วันนั้นเตวิชญ์เริ่มวนเวียนมาที่บริษัทบ่อยขึ้น
แต่ละครั้งที่ปรากฏตัว เขาจงใจที่จะมาหาเพียงฝัน
รอยยิ้มเล็ก ๆ และท่าทางเป็นมิตร ทำให้เพียงฝันใจเต้นแรงโดยไม่รู้ตัว
นทีที่อยู่ไม่ไกลจากทั้งคู่ สังเกตเห็นทุกอย่าง
หัวใจเขาเริ่มปั่นป่วนอย่างห้ามไม่อยู่
สายตาที่เตวิชญ์ส่งให้เพียงฝันทำให้นทีรู้สึกหวง และอยากแทรกตัวเข้ามาใกล้เธออีกครั้ง
ทางฝั่งนับดาวเพื่อนสนิทของเพียงฝันเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
เธอจึงไม่รอช้า รีบก้าวเข้ามาเชียร์อย่างสุดตัว
“ฟาง ฉันว่าแกน่าจะเปิดใจให้คุณหมอเตวิชญ์ดูนะ
ดูเขาชอบแกและ เขาใส่ใจแกมากกว่าใคร ๆ แน่นอน”
เพียงฝันได้ฟังน้ำเสียงและความจริงใจของนับดาว
หัวใจสับสนไปพร้อมกับความอบอุ่นที่เตวิชญ์มอบให้
แต่ลึกลงไปในใจ ความลังเลยังเกาะแน่นไม่ยอมคลาย
อดีตที่ฝังลึกและบาดแผลจากนทีเหมือนเงาตามซ้ำ ทำให้เธอไม่กล้าเอื้อมมือไปรับความรู้สึกใหม่ ๆ
หัวใจเหมือนถูกผูกไว้ด้วยความกลัว เปิดไม่ได้แต่ก็ปิดไม่สนิทเสียที
ช่วงเวลานี้ บริษัทจึงค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ของความสัมพันธ์ที่พัวพันของเพียงฝันกับเตวิชญ์
เตวิชญ์พยายามแทรกตัวเข้าไป
นทีเริ่มรู้สึกว่ากำลังสูญเสียเพียงฝันไป
และเพียงฝันยืนอยู่ตรงกลางระหว่าง
ความสับสนและความอบอุ่นที่เตวิชญ์มอบให้
แก้วกัลยาแอบมองเพียงฝันด้วยสายตาอิจฉา
หัวใจเธอร้อนวูบขึ้นมาทันทีที่เห็นเตวิชญ์อยู่ใกล้เพียงฝัน
ผู้ชายหล่อ…..สูง…..และรวยในระดับลูกชายเจ้าของบริษัท
เขามาตามเฝ้าเธออย่างไม่คิดจะปิดบัง
ภาพนั้นทำให้แก้วกัลยานิ่งไป ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย
“นี่มันไม่แฟร์เลย”
เธอพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงแผ่ว แต่ในใจกลับปั่นป่วน
รอยยิ้มที่เพียงฝันได้รับ
สายตาอบอุ่นที่เตวิชญ์มอบให้อย่างเปิดเผย
ทุกอย่างนั้นควรจะเป็นของใครสักคนที่ พร้อมกว่า ไม่ใช่หรือ
ความรู้สึกบางอย่างค่อย ๆ กัดกินหัวใจไม่ใช่แค่ความอิจฉา
แต่เป็นความอยากได้ในสิ่งที่อีกฝ่ายครอบครองอยู่
แก้วกัลยากำมือแน่นในใจมีเพียงความคิดเดียวที่ผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน
ถ้าสิ่งนั้นแย่งมาได้เธอก็ไม่คิดจะยืนดูเฉย ๆ
ไม่เพียงแค่ความอิจฉา
แต่ยังมีความอยากเข้าไปมีบทบาทอยู่ใกล้เตวิชญ์ด้วย
เธอเริ่มคิดหาวิธีแทรกตัว
แผนเล็ก ๆ ที่จะทำให้เพียงฝันรู้สึกสั่นคลอน
และเตวิชญ์ต้องหันมาสนใจเธอบ้าง
แต่เตวิชญ์กลับไม่มองมายังแก้วกัลยาแม้แต่น้อย
สายตาของเขายังคงแน่วแน่อยู่ที่เพียงฝัน
ราวกับโลกทั้งใบมีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้นความใกล้ชิดและท่าทีของเขากับเพียงฝัน ชัดเจนเกินกว่าที่แก้วกัลยาจะพยามแทรกเข้าไปได้
หัวใจของเธอเริ่มร้อนแรง แต่ก็รู้ว่าเกมนี้ไม่ง่าย
เพราะเตวิชญ์ฉลาดมองคนอย่างแก้วกัลยาออก
วันนี้ก็เป็นอีกวันที่เตวิชญ์เลิกงานแล้วปรากฏตัวต่อหน้าเพียงฝัน
เหมือนเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ความจริงแล้วเขาจงใจมาตามหาเธอ
“ฟาง…..วันนี้ไปกินข้าวด้วยกันหน่อยไหม”
เขายิ้มบาง ๆ พร้อมสายตาอบอุ่น ทำให้หัวใจเธอเต้นแรงอีกครั้ง
เพียงฝันชะงักไปเล็กน้อย คล้ายต้องชั่งใจตัวเองอีกครั้ง
ก่อนจะค่อย ๆ พยักหน้ารับอย่างเงียบ ๆ
แล้วทั้งสองก็ก้าวเดินออกไปเคียงกัน
ทิ้งบรรยากาศอึมครึมไว้เบื้องหลังเหมือนไม่อยากหันกลับไปมองอีกระหว่างทาง
เตวิชญ์พูดขึ้นน้ำเสียงของเขาเรียบ แต่หนักแน่นพอให้คนฟังรับรู้ได้ถึงความตั้งใจ
“หมอน้ำอิงเป็นแค่เพื่อนร่วมงานไม่ได้เป็นแฟนผมหรอก”
ประโยคนั้น ที่เขาพูดเพื่อไม่ให้เพียงฝันต้องคิดอะไรผิดไปมากกว่านี้
เพียงฝันเงยหน้ามองเขาเล็กน้อยหัวใจที่สับสนเริ่มสงบลงบ้าง
ความอุ่นใจจากคำพูดของเขา ทำให้เธอรู้สึกว่าไม่ต้องกลัวความสับสนใจไปกับหมอน้ำอิงเตวิชญ์สังเกตสายตาเธอ
และยิ้มในใจ รู้ว่าทุกครั้งที่เขาพาเพียงฝันออกมาข้างนอก
ความใกล้ชิดและความจริงใจของเขากับเธอ
ชัดเจนเกินกว่าจะละสายตาไปได้
เขาแทบจะเลิกงานปุ๊บ รีบแวะมาหาเพียงฝันปั๊บ
จนเตชินีเริ่มมองน้องชายด้วยสายตาล้อเลียนสุดชีวิต
“ก่อนหน้านี้นะ จะเจอหัวนายยากกว่าถูกหวยรางวัลที่หนึ่งอีก”
เธอเท้าสะเอว มองเตวิชญ์ที่กำลังยืนจัดปกเสื้อเหมือนเตรียมไปออกเดต
“แต่เดี๋ยวนี้โผล่หน้าให้เห็นทุกวันจะบอกพี่ได้ยังว่าแอบมาป้วนเปี้ยนที่บริษัททำไม”
เตวิชญ์หัวเราะเบา ๆ แบบคนถูกจับได้คาหนังคาเขา
“ก็……มีธุระ”
“ธุระชื่อเพียงฝันใช่ไหมน้องชาย”
เขาไม่ตอบ มีแค่ยิ้มประหลาดใจนิด ๆ กับสีหน้าที่พยายามเก็บอาการ
แต่หูแดงจัดจนปิดไม่มิด แววตาอบอุ่นเวลาที่เอ่ยชื่อของเพียงฝัน
เตชินียิ่งล้อก็ยิ่งสนุก
“อย่างน้อยพี่ก็โล่งใจ ว่านายไม่ได้ทำงานหนักจนหัวใจเหี่ยวแห้ง
เห็นแบบนี้แล้วพี่เริ่มเชียร์แล้วนะ”
เตวิชญ์ส่ายหน้าแต่ยิ้มกว้างไม่เถียง ไม่ปฏิเสธ
เพราะมีคำเดียวที่ติดอยู่ในใจเขาเสมอทุกครั้งที่เดินทางไปหาเพียงฝัน
อยากเจอเธอในทุกวันก็เท่านั้นเอง
นับดาวเชียร์ยิ่งกว่าใคร เห็นเพียงฝันมีคนดี ๆ มาวนเวียนดูแลถึงกับยิ้มออกมาเอง
“แกฉันบอกเลยนะ ผู้ชายแบบนี้หายากมาก!”
นับดาวพูดพร้อมดันหลังเพื่อนเบา ๆ ให้เดินไปหาเตวิชญ์
“หมอมาร์ชเขามาหาแกทุกวัน แถมตาเขามีแต่แกเวลาเขามองน่ะ รู้ไหม”
เพียงฝันหน้าแดงรีบปฏิเสธ ผิวขาวอมชมพู มีรอยแดงที่แก้ม
“อย่ามาพูดเว่อร์……เขาแค่มาหาคุณมายด์ต่างหาก”
นับดาวเบ้ปากทันที
“อ้อ ใช่จ้ะ มาหาพี่สาว แต่สายตามองแกทุกสองวิ วนอยู่ที่แผนกเราตลอดถ้าเขาไม่ได้ชอบแกแล้วจะชอบใคร”
เพียงฝันก้มหน้า ใจเต้นแรงจนซ่อนแทบไม่อยู่
แต่พยายามเก็บอาการนับดาวยิ้มอบอุ่นขึ้นนิดหนึ่ง
“ฟางฉันอยากให้แกมีความรักดี ๆ สักทีนะ
อย่าปิดใจตัวเองเลย แกก็เห็นใช่ไหมเขาไม่ได้มาเล่น ๆ ”
เพียงฝันเงียบไป แต่ในอกกลับสั่นไหวด้วยความหวั่นที่ห้ามไม่อยู่
เพราะไม่ชอบแต่ก็ดันไม่อยากให้เขาหายไปเลยสักวัน
เช้าวันแต่งงานค่อย ๆ เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นกันเองแสงแดดยามเช้าส่องลอดผ่านม่านโปร่งสีขาวแสงนั้นไหลเอื่อยลงบนพื้นห้อง ทอประกายอบอุ่นจนทุกอย่างดูนุ่มละมุนไปหมดเหมือนเช้าวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเริ่มต้นของวันใหม่ของชีวิตคู่แต่เป็นการเริ่มต้นของคำสัญญาของทั้งสองชีวิตที่กำลังจะเดินเคียงกันไปจากนี้ในความเงียบสงบของยามเช้า หัวใจทุกดวงค่อย ๆ ตื่นขึ้นพร้อมความรัก ความหวัง และความฝันที่ถูกโอบอุ้มไว้อย่างแผ่วเบาราวกับโลกทั้งใบกำลังยิ้มให้กับการเริ่มต้นครั้งสำคัญนี้ดอกไม้สีขาวและชมพูอ่อนถูกจัดเรียงอย่างประณีตตลอดแนวทางเดินกลิ่นหอมบางเบาลอยคลอเคล้าไปกับเสียงดนตรีแผ่ว ๆงานนี้ไม่ได้หวือหวา ไม่ยิ่งใหญ่ในสายตาใครแต่กลับอบอวลไปด้วยความหมายเพราะแขกที่มาร่วมเป็นสักขีพยานมีเพียงเพื่อนสนิทและญาติของทั้งสองฝ่ายคนที่รู้จักรอยยิ้ม น้ำตา และเส้นทางความรักของทั้งคู่เป็นอย่างดีเพียงฝันก้าวเข้ามาในชุดเจ้าสาวมือของพ่อเธอจับมือเธอไว้แน่นไม่ใช่เพราะไม่อยากปล่อยแต่เพราะอยากส่งเธอไปด้วยความมั่นใจที่สุดดวงตาของแม่เพียงฝันแดงนิด ๆ รอยยิ้มสั่นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มของคนเป็นแม่ที่มองเห็นลูกสาวเติบโตและกำลังจ
คำพูดเรียบง่ายแต่ทำเอานับดาวหน้าอุ่นขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัวเพียงฝันที่เดินผ่านมาพอดีเหลือบเห็นเพื่อนสนิททำหน้าทำตาแปลก ๆก็ยกคิ้วแซวเบา ๆ“อ้าว…..นี่วันเกิดคุณแม่หรือวันเปิดตัวคู่รักใหม่กันแน่นะ”นับดาวรีบทำหน้าแข็ง“หยุดเลย!”แต่หมอเป้กลับยิ้มกว้างกว่าเดิม“ถ้าเปิดตัววันนี้ยังไม่ทันขอเริ่มจากขอไลน์ก่อนได้ไหมครับ”นับดาวมองเขานิ่ง ๆ ก่อนจะยื่นโทรศัพท์ให้พร้อมเสียงบ่นกลบเขิน“แค่ไลน์นะคะ อย่าเหลิง”หมอเป้รับโทรศัพท์ไปพิมพ์อะไรบางอย่างแล้วคืนให้ด้วยรอยยิ้มอบอุ่น“ไม่เหลิงครับแค่ดีใจ ที่คุณไม่ปฏิเสธ”ในขณะที่ค่ำคืนนั้นค่อย ๆ ดำเนินไปไม่ใช่แค่ความรักของเพียงฝันกับเตวิชญ์ที่ชัดเจนขึ้นแต่หัวใจของใครหลายคนก็เริ่มเปิดรับความรู้สึกใหม่อย่างเงียบ ๆ และอ่อนโยนไม่แพ้กันเลยลานระเบียงด้านข้างเงียบกว่าด้านในบ้านแสงไฟสีอุ่นทอดยาวบนพื้นไม้นทีนั่งอยู่คนเดียว มือหมุนแก้วในมือช้า ๆน้ำแข็งกระทบแก้วดังแผ่ว ๆเหมือนจังหวะความคิดที่วนซ้ำไม่รู้จบเขาไม่ได้เมา แค่ใจมันหนักเสียงส้นรองเท้าเบา ๆ ดังขึ้นก่อนร่างสูงโปร่งจะหยุดยืนข้าง ๆ“ไม่เข้าไปข้างในเหรอคะ”นทีเงยหน้าขึ้นเตชินียืนอยู่ตรงนั้น สีหน้า
ส่วนเตวิชญ์ยังคงเป็นหมอที่ยุ่งเหมือนเดิม แต่ไม่ว่าเวรจะหนักแค่ไหนเขาจะไม่ลืมแวะมารับเธอ หรืออย่างน้อยก็โทรมาบอก “วันนี้ผมอาจช้านิดนะ แต่ผมคิดถึงคุณ” บางวันเขาเข้ากะดึกเพียงฝันจะเตรียมข้าวกล่องง่าย ๆ ให้ บางคืนเธอหลับไปก่อน ตื่นมาอีกทีจะเจอเขานั่งอยู่ปลายเตียง ลูบผมเธอเบา ๆ เหมือนกลัวเธอหายไป หมอน้ำอิงเองก็เปลี่ยนไป เธอถอยออกมาอย่างมีระยะ ไม่ใช่เพราะยอมแพ้ แต่เพราะเข้าใจว่า ความรู้สึกที่ฝืนไว้ ไม่เคยพาใครไปถึงความสุขจริง ๆ และหมอไท ก็ยังคงอยู่ข้าง ๆ เธอ อย่างเงียบ ๆ แต่มั่นคง เย็นวันหนึ่ง เตวิชญ์พาเพียงฝันไปทานข้าวที่บ้าน คุณธเนศกับคุณวาสนายังแซวเหมือนเดิม เตชินียิ้มมองทั้งคู่ด้วยสายตาเอ็นดู “ดูแลกันแบบนี้ แม่ว่าบ้านเราจะคึกคักขึ้นเยอะเลยนะ” เพียงฝันยิ้มมือของเธอถูกเตวิชญ์จับไว้แน่น ไม่ใช่เพราะกลัวหลุดหายไป แต่เพราะเขาเลือกจะไม่ปล่อย หลายเดือนที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้ชีวิตสมบูรณ์แบบ แต่ทำให้ทั้งสองคนมั่นใจว่า ความรักที่ไม่ต้องแย่งไม่ต้องพิสูจน์ไม่ต้องเจ็บซ้ำ มันกำลังเติบโตอย่างนุ่มละมุนและจริงใจ วันนี้บ้านของเตวิชญ์อบอวลไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นเป็นพิเศษ เพราะเป็นวันเ
เตชินีไม่ได้เปิดฉากด้วยคำตำหนิเธอเพียงเลื่อนแท็บเล็ตไปตรงกลางโต๊ะภาพจากกล้องวงจรปิดหยุดอยู่ตรงจังหวะที่คุ้นตาเกินไป“แก้ว”น้ำเสียงเรียบ แต่หนัก“ช่วยอธิบายหน่อย ว่าคุณเข้าไปในห้องทำงานของเพียงฝันทำไมในช่วงเวลาที่ไฟล์งานถูกลบพอดีแบบนี้”แก้วกัลยาหน้าซีดวูบริมฝีปากเม้มแน่นก่อนจะพยายามหัวเราะกลบเกลื่อน“แก้วแค่เข้าไปหยิบเอกสารค่ะอาจจะเผลอโดนอะไรเข้าโดยไม่ตั้งใจก็ได้”เตชินีไม่ได้ตอบทันทีเพียงแตะหน้าจออีกครั้งคลิปเดินต่อชัดเจนการคลิกเมาส์การเลือกโฟลเดอร์การกดลบอย่างตั้งใจและไม่ลังเลความเงียบในห้องหนักอึ้งเพียงฝันที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่ได้พูดอะไรเธอแค่มองสายตานิ่งไม่โกรธไม่สะใจมีเพียงความผิดหวังบาง ๆ ที่คนอีกฝ่ายเลือกทางนี้“ฉันไม่ได้โกรธที่เธอไม่ชอบใคร”เตชินีพูดช้า ๆ“แต่ฉันรับไม่ได้ถ้าเธอใช้การทำงานเป็นเครื่องมือทำร้ายคนอื่น”แก้วกัลยาน้ำตาคลอแต่ไม่มีใครเอื้อมมือไปปลอบ“บริษัทให้โอกาสคนทำงานเท่านั้นไม่ใช่คนเล่นเกมสกปรกแบบนี้”เตชินีสรุปเสียงนิ่ง“ฉันจะให้ฝ่ายบุคคลดำเนินการตามระเบียบและคุณจะถูกพักงานระหว่างสอบสวน”คำว่าพักงานเหมือนฟาดลงกลางอกแก้วกัลยาลุกขึ้นอย่างสั่น ๆ มองเพ
เมื่อกลับเข้ามาในห้อง งานยังคงต้องเดินต่อเธอจัดลำดับความสำคัญใหม่แก้งานจากไฟล์สำรองบันทึกทุกขั้นตอนอย่างรัดกุมไม่นานนักเสียงรองเท้าส้นสูงก็ดังใกล้เข้ามาแก้วกัลยาโผล่หน้าเข้ามายิ้มบาง ๆ แบบที่ดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น“อ้าวยังอยู่อีกเหรอนึกว่างานหายไปหมดแล้วซะอีก”น้ำเสียงใส ๆ แต่คำพูดกลับแฝงเข็มเพียงฝันเงยหน้าขึ้นช้า ๆ สบตาเธอโดยไม่หลบน้ำเสียงเรียบ นุ่ม แต่มั่นคง“ยังอยู่นะ แต่งานบางส่วนหายไปจริง ๆ”เพียงฝันเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายก่อนจะถามต่อด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ“เดี๋ยวนะ….เธอรู้ได้ยังไงว่าไฟล์งานของฉันหาย”รอยยิ้มของแก้วกัลยาชะงักไปเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะรีบกลบเกลื่อนกลับมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น“เอ่อ….แก้วก็แค่เดาเอาน่ะค่ะ พี่ฟาง”“อ่อเหรอ….นึกว่าเธอเป็นคนลบมันซะอีก”เพียงฝันยิ้มตอบเป็นรอยยิ้ม แฝงอะไรไว้บางอย่างแก้วกัลยาเม้มปากแน่นก่อนจะหัวเราะแห้ง ๆ“พูดซะน่ากลัวเลยนะคะ ใครจะกล้าล่ะคะ”เพียงฝันไม่ตอบเพียงก้มหน้ากลับไปทำงานต่อแก้วกัลยาหันหลังเดินออกไปฝีเท้าเร็วกว่าเดิมเล็กน้อยภายในห้องเพียงฝันถอนหายใจเบา ๆเหมือนปล่อยความอึดอัดออกจากอกไม่นานนักโทรศัพท์บนโต๊ะก็สั่นขึ้นช
อีกด้านหนึ่งเตวิชญ์ยืนรอเพียงฝันอยู่หน้าโรงพยาบาล วันนี้เธอมาหาเขาทันทีที่เธอเดินมาเขาก็ยกมือรับกระเป๋าให้โดยอัตโนมัติ“วันนี้เหนื่อยไหม” เขาถามเสียงอ่อนเพียงฝันยิ้มบาง ๆ“นิดหน่อย แต่พอเห็นหน้าหมอแล้วก็หาย”เขาหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอื้อมมือมาจับมือเธอไว้แน่นขึ้นนิดหนึ่งเหมือนยืนยันบางอย่างโดยไม่ต้องพูดระหว่างทางไปลานจอดรถเตวิชญ์เล่าเรื่องที่เขาคุยกับน้ำอิงให้ฟังทั้งหมดเพียงฝันฟังเงียบ ๆ ก่อนจะบีบมือเขาเบา ๆ“หมอทำถูกแล้วค่ะ”เธอพูดเสียงนุ่มเตวิชญ์มองเธอด้วยสายตาอบอุ่นสายตาของคนที่รู้ตัวชัดเจนว่าเขาเลือกคนไม่ผิดเลยจริงๆในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองน้ำอิงยืนมองสองคนนั้นจากระยะไกลเห็นมือที่จับกันแน่นเห็นรอยยิ้มที่ไม่ต้องฝืนหัวใจเธอเจ็บแปลบเล็กน้อยแต่ไม่ใช่ความโกรธเป็นความเข้าใจและการยอมรับในที่สุดบางความรู้สึกไม่ได้หายไปเพราะไม่ได้สมหวังแต่หายไปเพราะเรายอมปล่อยมือและยอมรับมันและนั่นอาจเป็นการเริ่มต้นที่ดีกว่าสำหรับทุกคนค่ำวันนั้นฝนตกปรอย ๆไม่หนัก แต่ทำให้เมืองดูเงียบลงกว่าปกติเตวิชญ์ขับรถช้าลงเล็กน้อยมือข้างหนึ่งยังจับพวงมาลัย อีกข้างวางทับมือเพียงฝันไว้หลวม ๆเป็นท่าทางเคย







