LOGINลิฟต์ส่งเสียง ติ้ง! เบา ๆ ขณะที่ประตูค่อย ๆ แยกเปิดออก
เพียงฝันเดินออกมาเธอสวมเสื้อเชิ้ตสีอ่อน กางเกงสแลคสีดำ แต่ในมือที่กำลังถือแฟ้มกลับกำแน่นกว่าเดิม
เพราะทั้งวันที่ทำงาน เธอพยายามไม่คิดถึงใครบางคน
แต่ภาพหมอหนุ่มที่เดินอยู่เคียงข้างผู้หญิงสวยในห้าง กลับผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ จนน่ารำคาญหัวใจ
จนกระทั่งสายตาเธอปะทะกับเขา
ดวงตาคมของเขาหยุดอยู่ที่เธอราวกับโลกนิ่งสนิท
แล้วริมฝีปากเขาก็ยกขึ้นเล็กน้อย
เป็นรอยยิ้มที่ทั้งอบอุ่น ทั้งดื้อดึง
เหมือนกำลังบอกว่าในที่สุดผมก็ตามคุณจนเจอ
เพียงฝันดวงตากลมโตเบิกกว้าง สะดุ้งหัวใจเต้นแรงขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว
“บ้าเอ๊ย!”
เธอพึมพำกับตัวเองคิดว่าตัวเองคิดถึงเขาจนเกิดภาพหลอน
เพราะไม่ควรไม่ควรเลยที่จะได้เห็นเขาที่นี่
ที่บริษัทที่เธอทำงาน
ในเวลางาน บ้าชะมัด
แต่เขากลับยืนนิ่ง มองเธอเหมือนเขาไม่แปลกใจเลยสักนิดที่เจอเธอที่นี่
เพียงฝันหลบสายตาแทบไม่ทันแต่ขากลับก้าวไม่ออก
ด้านหลังเตชินีที่ยืนกอดอกรออยู่ถึงกับเบิกตากว้าง
“หืม”
ริมฝีปากเธอขยับอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
น้องชายที่ไม่เคยยอมมาบริษัทสักครั้ง
กลับยืนยิ้มให้ผู้หญิงคนหนึ่งแบบนี้
“โอ้โห ชัดเจนมาก”
เธอพึมพำเบา ๆ จนแทบกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่
เหมือนเพิ่งค้นพบความลับชิ้นใหญ่ที่สุดของหมอหนุ่มผู้เย็นชา
ส่วนเตวิชญ์ ยังคงจ้องเพียงฝันนิ่ง
รอยยิ้มที่มุมปากค่อย ๆ ลึกขึ้นเล็กน้อย
จนเหมือนกำลังบอกเธออย่างเงียบงัน
คุณธเนศพ่อของเตวิชญ์ถึงกับหลุดหัวเราะในคอ
“อ้อ…..เข้าใจแล้ว”
เตวิชญ์หันขวับ
“พ่อครับ!”
แต่คนเป็นพ่อเดินหนีไปแล้ว ทิ้งประโยคที่ทำให้แก้มของเพียงฝันร้อนขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
เตวิชญ์ก้าวเข้าหาเธอช้า ๆ
เหมือนโลกแคบลงเหลือแค่สองคน
ใบหน้าของเขาเรียบแต่แววตาไม่ปิดบังความคิดถึงเลยสักนิด
“ฟาง”
เพียงฝันใจเต้นแรง แต่เธอบังคับตัวเองให้ตั้งสติ
เธอยิ้มสุภาพ แต่เป็นรอยยิ้มที่มีระยะห่างอย่างชัดเจน
“คุณ……มาที่บริษัทได้ยังไงคะ”
เตวิชญ์ยิ้มจาง ๆ แบบที่ทำให้หัวใจเธอเต้นผิดจังหวะ
“ผมก็ว่าจะถามเหมือนกัน ว่าคุณอยู่ที่นี่ได้ไง”
เพียงฝันเม้มปาก
“เอ้า เพราะมันเป็นงานของฟางค่ะ”
เหมือนเธอตั้งใจจะกันตัวเองออกห่างตั้งกำแพงบาง ๆ ไว้และเตวิชญ์ก็มองเห็นมันทั้งหมด
แอบกระซิบกับตัวเองเบา ๆ
“คุณหนีผมไม่พ้นหรอกฟาง”
เตชินีเธอสังเกตสีหน้าของน้องชายแบบนี้
เธอไม่เคยเห็นตั้งแต่เตวิชญ์เกิดมา อ่อนโยน และสนใจจริงจังแบบนี้ น้ำเสียงทุ้มต่ำ นุ่มมาก โดยเฉพาะตอนพูดปลอบหรือเรียกชื่อเธอ
แต่เพียงฝันรีบเอ่ยขึ้นซะก่อน
“ถ้ามีธุระเรื่องงาน ฟางสามารถพาไปหาผู้จัดการให้ได้ค่ะ”
คำพูดนั้นสุภาพ แต่เหมือนคมมีดกรีดใจเขาเบาๆ
ทำให้เขารู้ว่าเธอยังพยายาม ลบเขาออกจากชีวิตเป็นไปได้ไงวะเธอจะลืมเรื่องคืนนั้นไปได้จริงๆ เหรอเนี่ย
เตวิชญ์ยืนนิ่งครู่หนึ่ง
ก่อนเอ่ยเสียงต่ำและนุ่มจนหัวใจเธอเกือบอ่อนไหวอีกครั้ง
“ผมไม่ได้มาหาเพราะเรื่องงานหรอกครับ”
เพียงฝันชะงักสายตาเธอสั่นไหววูบหนึ่ง
เตวิชก้าวเข้าใกล้ขึ้นอีกนิด
“ผมมาตามหา คุณต่างหาก”
เพียงฝันหายใจสะดุดทั้งที่อยากจะถอยหนีแต่ขากลับขยับไม่ออก
จังหวะนั้นเองเสียงหวานใสของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น
“หมอมาร์ช! รอด้วยค่ะ!”
ทุกสายตาหันไปมองทันที
และ หมอน้ำอิง ก็ปรากฏตัว เดินเข้ามาอย่างสง่า
รอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้าสวยชวนให้รู้สึกอบอุ่น แต่กลับแฝงความเฉียบคมบางอย่าง
เพียงฝันหัวใจเต้นแรงอย่างห้ามไม่ได้
บรรยากาศรอบตัวราวกับเย็นชืดลงไปชั่วขณะ
น้ำอิงเดินเข้าหยุดตรงข้างเตวิชญ์
เธอยิ้มให้เขาอย่างสนิทสนมเสียงนุ่ม ๆ ของเธอทำให้เพียงฝันแทบกลั้นลมหายใจ
“เรายังนัดดูของชิ้นนั้นกันอยู่นะคะ จำได้ไหม”
เพียงฝันเบิกตากว้างเล็กน้อย ที่เขามากับแฟนแต่บอกว่ามาหาเธอ
หัวใจเธอเหมือนมีอะไรหล่นวูบลงกลางอก
เตวิชญ์รีบหันไปมอง
“หมออิง……รู้ได้ไงว่าผมอยู่ที่นี่”
สายตาเขาผสมความตกใจกับความระแวดระวัง
หมอน้ำอิงหัวเราะเบา ๆ อย่างร่าเริง
“อ๋อก็อิงขับรถตามหมอมาร์ชมาน่ะสิ อยากรู้ว่าหมอมาร์ชมาทำอะไรที่บริษัทนี้”
เธอพูดด้วยน้ำเสียงเรียบแต่ในแววตากลับมีประกายคาดคั้นซ่อนอยู่
เพียงฝันอดไม่ได้ที่จะหันมามอง
เธอรู้สึกว่าตัวเองกำลังยืนอยู่กลางวงสนทนาที่แสนจะอึดอัด และสายตาของเตวิชญ์ ยังคงมองเธออยู่
บรรยากาศระหว่างสามคนเงียบลงชั่วครู่เพียงฝันรู้ทันที ว่าเธอควรออกไปจากตรงนี้สักที
เพียงฝันยกมือขึ้นยิ้มสุภาพเหมือนเดิม
“ฉันขอตัวก่อนนะคะ ฉันไม่กวนเวลาของทั้งสองคนดีกว่า”
หัวใจเธอเหมือนถูกบีบช้า ๆ แต่แววตากลับนิ่ง
เธอค้อมศีรษะให้
“ขอตัวก่อนนะคะ คุณมายด์”
แล้วเธอก็เดินผ่านเตวิชญ์ไป
โดยไม่หันกลับมาอีกเลย
เตชินีลอบหันไปกระซิบกับน้องชายทันที
“งานนี้นายคงหนีไม่พ้นแล้วล่ะ หมอมาร์ช”
เพราะแววตาที่หมอหนุ่มมองตามเพียงฝันไปนั้น
เวลาเขามองเพียงฝันจะเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนจนแววตาอบอุ่นเกือบจะละลายใจเธอได้
การตามมาที่บริษัทวันนี้ มันทำให้เขา อยากรู้จักเธอมากกว่าเดิม
หมอน้ำอิงรีบยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเกาะแขนเตวิชญ์อย่างสนิทสนม
แม้จริง ๆ เตวิชญ์ไม่เคยแสดงว่ามีอะไรเกินเลย แต่ท่าทางนั้นก็แสดงความเป็น เจ้าของ ชัดเจน
จนเตชินีเลิกคิ้วตรงไปยังน้องชายทันที
“แฟนเหรอ”
น้ำเสียงชัดเจน ตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม
เตวิชญ์สบตาเพียงฝันสั้น ๆ ก่อนหันมาตอบน้ำเสียงเรียบเฉย
“หมอน้ำอิง เป็นเพื่อนครับ ไม่ใช่แฟน”
น้ำอิงยกมุมปากขึ้นนิดเดียว รอยยิ้มจาง ๆ ที่ดูไม่ต่างจากการฝืนใจ
แต่ในดวงตากลับสั่นวูบ รำคาญปนไม่พอใจจนปิดไม่มิด
เธอหันไปมองเตชินีช้า ๆ เหมือนถูกตำหนิต่อหน้าคนอื่นโดยไม่ทันตั้งตัว
ความอึดอัดตีขึ้นมาจุกในอก ราวกับเพิ่งโดนหักหน้าแบบไม่ให้ตั้งตัวเลย
เตวิชญ์ยืนตรง สายตาเรียบเฉย แต่มีความแน่นอนในน้ำเสียง
“เราก็แค่เพื่อนกันจริง ๆ”
คำพูดนั้นหนักแน่นจนทั้งเตชินีและน้ำอิงต้องหยุดคิด
น้ำอิงกัดริมฝีปากเบา ๆ แต่ก็รู้ว่าเตวิชญ์พูดจริง
เตชินีชะงักเล็กน้อย แล้วยกคิ้วขึ้นอย่างไม่ปิดบัง
สายตาของเธอจับจ้องไปที่น้ำอิงอย่างพิจารณา
ราวกับกำลังประเมินว่า ผู้หญิงคนนี้ ไม่ธรรมดาแน่
เช้าวันแต่งงานค่อย ๆ เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นกันเองแสงแดดยามเช้าส่องลอดผ่านม่านโปร่งสีขาวแสงนั้นไหลเอื่อยลงบนพื้นห้อง ทอประกายอบอุ่นจนทุกอย่างดูนุ่มละมุนไปหมดเหมือนเช้าวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเริ่มต้นของวันใหม่ของชีวิตคู่แต่เป็นการเริ่มต้นของคำสัญญาของทั้งสองชีวิตที่กำลังจะเดินเคียงกันไปจากนี้ในความเงียบสงบของยามเช้า หัวใจทุกดวงค่อย ๆ ตื่นขึ้นพร้อมความรัก ความหวัง และความฝันที่ถูกโอบอุ้มไว้อย่างแผ่วเบาราวกับโลกทั้งใบกำลังยิ้มให้กับการเริ่มต้นครั้งสำคัญนี้ดอกไม้สีขาวและชมพูอ่อนถูกจัดเรียงอย่างประณีตตลอดแนวทางเดินกลิ่นหอมบางเบาลอยคลอเคล้าไปกับเสียงดนตรีแผ่ว ๆงานนี้ไม่ได้หวือหวา ไม่ยิ่งใหญ่ในสายตาใครแต่กลับอบอวลไปด้วยความหมายเพราะแขกที่มาร่วมเป็นสักขีพยานมีเพียงเพื่อนสนิทและญาติของทั้งสองฝ่ายคนที่รู้จักรอยยิ้ม น้ำตา และเส้นทางความรักของทั้งคู่เป็นอย่างดีเพียงฝันก้าวเข้ามาในชุดเจ้าสาวมือของพ่อเธอจับมือเธอไว้แน่นไม่ใช่เพราะไม่อยากปล่อยแต่เพราะอยากส่งเธอไปด้วยความมั่นใจที่สุดดวงตาของแม่เพียงฝันแดงนิด ๆ รอยยิ้มสั่นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มของคนเป็นแม่ที่มองเห็นลูกสาวเติบโตและกำลังจ
คำพูดเรียบง่ายแต่ทำเอานับดาวหน้าอุ่นขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัวเพียงฝันที่เดินผ่านมาพอดีเหลือบเห็นเพื่อนสนิททำหน้าทำตาแปลก ๆก็ยกคิ้วแซวเบา ๆ“อ้าว…..นี่วันเกิดคุณแม่หรือวันเปิดตัวคู่รักใหม่กันแน่นะ”นับดาวรีบทำหน้าแข็ง“หยุดเลย!”แต่หมอเป้กลับยิ้มกว้างกว่าเดิม“ถ้าเปิดตัววันนี้ยังไม่ทันขอเริ่มจากขอไลน์ก่อนได้ไหมครับ”นับดาวมองเขานิ่ง ๆ ก่อนจะยื่นโทรศัพท์ให้พร้อมเสียงบ่นกลบเขิน“แค่ไลน์นะคะ อย่าเหลิง”หมอเป้รับโทรศัพท์ไปพิมพ์อะไรบางอย่างแล้วคืนให้ด้วยรอยยิ้มอบอุ่น“ไม่เหลิงครับแค่ดีใจ ที่คุณไม่ปฏิเสธ”ในขณะที่ค่ำคืนนั้นค่อย ๆ ดำเนินไปไม่ใช่แค่ความรักของเพียงฝันกับเตวิชญ์ที่ชัดเจนขึ้นแต่หัวใจของใครหลายคนก็เริ่มเปิดรับความรู้สึกใหม่อย่างเงียบ ๆ และอ่อนโยนไม่แพ้กันเลยลานระเบียงด้านข้างเงียบกว่าด้านในบ้านแสงไฟสีอุ่นทอดยาวบนพื้นไม้นทีนั่งอยู่คนเดียว มือหมุนแก้วในมือช้า ๆน้ำแข็งกระทบแก้วดังแผ่ว ๆเหมือนจังหวะความคิดที่วนซ้ำไม่รู้จบเขาไม่ได้เมา แค่ใจมันหนักเสียงส้นรองเท้าเบา ๆ ดังขึ้นก่อนร่างสูงโปร่งจะหยุดยืนข้าง ๆ“ไม่เข้าไปข้างในเหรอคะ”นทีเงยหน้าขึ้นเตชินียืนอยู่ตรงนั้น สีหน้า
ส่วนเตวิชญ์ยังคงเป็นหมอที่ยุ่งเหมือนเดิม แต่ไม่ว่าเวรจะหนักแค่ไหนเขาจะไม่ลืมแวะมารับเธอ หรืออย่างน้อยก็โทรมาบอก “วันนี้ผมอาจช้านิดนะ แต่ผมคิดถึงคุณ” บางวันเขาเข้ากะดึกเพียงฝันจะเตรียมข้าวกล่องง่าย ๆ ให้ บางคืนเธอหลับไปก่อน ตื่นมาอีกทีจะเจอเขานั่งอยู่ปลายเตียง ลูบผมเธอเบา ๆ เหมือนกลัวเธอหายไป หมอน้ำอิงเองก็เปลี่ยนไป เธอถอยออกมาอย่างมีระยะ ไม่ใช่เพราะยอมแพ้ แต่เพราะเข้าใจว่า ความรู้สึกที่ฝืนไว้ ไม่เคยพาใครไปถึงความสุขจริง ๆ และหมอไท ก็ยังคงอยู่ข้าง ๆ เธอ อย่างเงียบ ๆ แต่มั่นคง เย็นวันหนึ่ง เตวิชญ์พาเพียงฝันไปทานข้าวที่บ้าน คุณธเนศกับคุณวาสนายังแซวเหมือนเดิม เตชินียิ้มมองทั้งคู่ด้วยสายตาเอ็นดู “ดูแลกันแบบนี้ แม่ว่าบ้านเราจะคึกคักขึ้นเยอะเลยนะ” เพียงฝันยิ้มมือของเธอถูกเตวิชญ์จับไว้แน่น ไม่ใช่เพราะกลัวหลุดหายไป แต่เพราะเขาเลือกจะไม่ปล่อย หลายเดือนที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้ชีวิตสมบูรณ์แบบ แต่ทำให้ทั้งสองคนมั่นใจว่า ความรักที่ไม่ต้องแย่งไม่ต้องพิสูจน์ไม่ต้องเจ็บซ้ำ มันกำลังเติบโตอย่างนุ่มละมุนและจริงใจ วันนี้บ้านของเตวิชญ์อบอวลไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นเป็นพิเศษ เพราะเป็นวันเ
เตชินีไม่ได้เปิดฉากด้วยคำตำหนิเธอเพียงเลื่อนแท็บเล็ตไปตรงกลางโต๊ะภาพจากกล้องวงจรปิดหยุดอยู่ตรงจังหวะที่คุ้นตาเกินไป“แก้ว”น้ำเสียงเรียบ แต่หนัก“ช่วยอธิบายหน่อย ว่าคุณเข้าไปในห้องทำงานของเพียงฝันทำไมในช่วงเวลาที่ไฟล์งานถูกลบพอดีแบบนี้”แก้วกัลยาหน้าซีดวูบริมฝีปากเม้มแน่นก่อนจะพยายามหัวเราะกลบเกลื่อน“แก้วแค่เข้าไปหยิบเอกสารค่ะอาจจะเผลอโดนอะไรเข้าโดยไม่ตั้งใจก็ได้”เตชินีไม่ได้ตอบทันทีเพียงแตะหน้าจออีกครั้งคลิปเดินต่อชัดเจนการคลิกเมาส์การเลือกโฟลเดอร์การกดลบอย่างตั้งใจและไม่ลังเลความเงียบในห้องหนักอึ้งเพียงฝันที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่ได้พูดอะไรเธอแค่มองสายตานิ่งไม่โกรธไม่สะใจมีเพียงความผิดหวังบาง ๆ ที่คนอีกฝ่ายเลือกทางนี้“ฉันไม่ได้โกรธที่เธอไม่ชอบใคร”เตชินีพูดช้า ๆ“แต่ฉันรับไม่ได้ถ้าเธอใช้การทำงานเป็นเครื่องมือทำร้ายคนอื่น”แก้วกัลยาน้ำตาคลอแต่ไม่มีใครเอื้อมมือไปปลอบ“บริษัทให้โอกาสคนทำงานเท่านั้นไม่ใช่คนเล่นเกมสกปรกแบบนี้”เตชินีสรุปเสียงนิ่ง“ฉันจะให้ฝ่ายบุคคลดำเนินการตามระเบียบและคุณจะถูกพักงานระหว่างสอบสวน”คำว่าพักงานเหมือนฟาดลงกลางอกแก้วกัลยาลุกขึ้นอย่างสั่น ๆ มองเพ
เมื่อกลับเข้ามาในห้อง งานยังคงต้องเดินต่อเธอจัดลำดับความสำคัญใหม่แก้งานจากไฟล์สำรองบันทึกทุกขั้นตอนอย่างรัดกุมไม่นานนักเสียงรองเท้าส้นสูงก็ดังใกล้เข้ามาแก้วกัลยาโผล่หน้าเข้ามายิ้มบาง ๆ แบบที่ดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น“อ้าวยังอยู่อีกเหรอนึกว่างานหายไปหมดแล้วซะอีก”น้ำเสียงใส ๆ แต่คำพูดกลับแฝงเข็มเพียงฝันเงยหน้าขึ้นช้า ๆ สบตาเธอโดยไม่หลบน้ำเสียงเรียบ นุ่ม แต่มั่นคง“ยังอยู่นะ แต่งานบางส่วนหายไปจริง ๆ”เพียงฝันเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายก่อนจะถามต่อด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ“เดี๋ยวนะ….เธอรู้ได้ยังไงว่าไฟล์งานของฉันหาย”รอยยิ้มของแก้วกัลยาชะงักไปเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะรีบกลบเกลื่อนกลับมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น“เอ่อ….แก้วก็แค่เดาเอาน่ะค่ะ พี่ฟาง”“อ่อเหรอ….นึกว่าเธอเป็นคนลบมันซะอีก”เพียงฝันยิ้มตอบเป็นรอยยิ้ม แฝงอะไรไว้บางอย่างแก้วกัลยาเม้มปากแน่นก่อนจะหัวเราะแห้ง ๆ“พูดซะน่ากลัวเลยนะคะ ใครจะกล้าล่ะคะ”เพียงฝันไม่ตอบเพียงก้มหน้ากลับไปทำงานต่อแก้วกัลยาหันหลังเดินออกไปฝีเท้าเร็วกว่าเดิมเล็กน้อยภายในห้องเพียงฝันถอนหายใจเบา ๆเหมือนปล่อยความอึดอัดออกจากอกไม่นานนักโทรศัพท์บนโต๊ะก็สั่นขึ้นช
อีกด้านหนึ่งเตวิชญ์ยืนรอเพียงฝันอยู่หน้าโรงพยาบาล วันนี้เธอมาหาเขาทันทีที่เธอเดินมาเขาก็ยกมือรับกระเป๋าให้โดยอัตโนมัติ“วันนี้เหนื่อยไหม” เขาถามเสียงอ่อนเพียงฝันยิ้มบาง ๆ“นิดหน่อย แต่พอเห็นหน้าหมอแล้วก็หาย”เขาหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอื้อมมือมาจับมือเธอไว้แน่นขึ้นนิดหนึ่งเหมือนยืนยันบางอย่างโดยไม่ต้องพูดระหว่างทางไปลานจอดรถเตวิชญ์เล่าเรื่องที่เขาคุยกับน้ำอิงให้ฟังทั้งหมดเพียงฝันฟังเงียบ ๆ ก่อนจะบีบมือเขาเบา ๆ“หมอทำถูกแล้วค่ะ”เธอพูดเสียงนุ่มเตวิชญ์มองเธอด้วยสายตาอบอุ่นสายตาของคนที่รู้ตัวชัดเจนว่าเขาเลือกคนไม่ผิดเลยจริงๆในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองน้ำอิงยืนมองสองคนนั้นจากระยะไกลเห็นมือที่จับกันแน่นเห็นรอยยิ้มที่ไม่ต้องฝืนหัวใจเธอเจ็บแปลบเล็กน้อยแต่ไม่ใช่ความโกรธเป็นความเข้าใจและการยอมรับในที่สุดบางความรู้สึกไม่ได้หายไปเพราะไม่ได้สมหวังแต่หายไปเพราะเรายอมปล่อยมือและยอมรับมันและนั่นอาจเป็นการเริ่มต้นที่ดีกว่าสำหรับทุกคนค่ำวันนั้นฝนตกปรอย ๆไม่หนัก แต่ทำให้เมืองดูเงียบลงกว่าปกติเตวิชญ์ขับรถช้าลงเล็กน้อยมือข้างหนึ่งยังจับพวงมาลัย อีกข้างวางทับมือเพียงฝันไว้หลวม ๆเป็นท่าทางเคย







