เข้าสู่ระบบ“คั่วสาวที่ไหนกัน เฮียทำแต่งาน กลับจากภูเก็ตก็มาคุยงานต่อกับไอ้ฟรานเลย…. เราด้วยโตแล้วยังหวงพี่ชายอยู่ได้” แม้ว่าเทียร์จะไม่ได้แสดงอาการใดๆ ให้เห็น แต่ผมก็รีบแก้ตัวไว้ก่อน ซึ่งความจริงมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ตั้งแต่มาเหยียบเมืองไทยยังไม่ได้คั่วผู้หญิงคนไหนเลย ก็รอคั่วกับเธอคนนี้อยู่ไง ไม่รู้ว่าจะได้คั่วรึเปล่า
“ไม่ได้หวงซะหน่อย แค่มีคนที่จองไว้ให้แล้วต่างหาก”
“จองไว้? ใครเหรอบอกเฮียได้ไหม?” ถามไปเพราะอยากรู้ว่าใครกันที่เฟรจะยอมให้เป็นเมียไอ้ฟราน ก็เล่นหวงพี่ชายมาแต่ไหนแต่ไร
ทว่าผมอยากตะโกนบอกน้องสาวเพื่อนดังๆ ว่า คนนี้ไม่ได้ เฮียจองแล้วววว!!! เมื่อเห็นเฟรชี้นิ้วไปทางเทียร์
“เทียร์….เพื่อนสนิทเฟรเอง สวย เก่ง ขยัน ผ่าน! ผ่าน! ผ่าน! 3 ผ่านเลย”
ไม่ผ่านโว้ยยยย!!! ไหนเทียร์บอกว่าไอ้ฟรานเป็นแค่พี่ชายไง
ผมจึงเบนสายตาตั้งคำถามไปที่เทียร์ ซึ่งเธอสบตาผมและส่ายหน้าเบาๆ เป็นคำตอบ เลยทำให้ผมเกือบหลุดยิ้มกว้างด้วยความดีใจ แต่ก็ต้องเม้มปากซ่อนรอยยิ้มไว้เพราะกลัวเฟรจะสังเกตเห็น
“ดูหน้าเพื่อนเราก่อน ว่าเขาอยากได้พี่ชายเราไหม”
“เทียร์มันไม่เคยมองผู้ชายคนไหนหรอกค่ะ วันๆ มีแต่เรียนกับงาน” เฟรถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายพร้อมโอดโอยที่ชงเพื่อนสนิทให้พี่ชายตัวเองไม่สำเร็จ
“แล้วเมื่อกี้เฮียเดินมาพร้อมเทียร์หนิ รู้จักกันเหรอคะ” จู่ๆ เฟรย่าก็เปลี่ยนเรื่อง เล่นเอาผมหาคำตอบไม่ทันเลยทีเดียว
ผมเห็นเทียร์มีสีหน้าอึกอักเหมือนกัน เธอคงไม่อยากให้เฟรรับรู้เรื่องระหว่างเรา ซึ่งผมเองก็เช่นกัน เท่านี้เห็นเทียร์มีความสำคัญกับสองพี่น้องไม่น้อย เพราะฉะนั้นไอ้ฟรานกับเฟรไม่รู้เรื่องที่ผมกำลังยื่นขอเสนอเลี้ยงดูเทียร์ดีที่สุด!
“เฮียเจอเพื่อนเราที่เลาจน์น่ะ” เลือกตอบแบบกว้างๆ ไม่ได้โกหกแค่บอกไม่หมด
“เฮียไปพักที่นั่นด้วยเหรอคะ ไหนเฮียฟรานบอกว่าเฮียซื้อ
เพนต์เฮาส์แล้ว” ดีที่เฟรไม่ติดใจว่าผมกับเทียร์รู้จักกันขั้นไหนยังไง แล้วเปลี่ยนประเด็นถามเรื่องเพนต์เฮาส์แทน“พอดีเขาส่งห้องล่าช้านิดหน่อย แต่ตอนนี้เสร็จแล้วเฮียพึ่งย้ายเข้าเมื่อวาน”
“เห็นไหมบอกให้จ้างเฟร” ผมกระตุกยิ้มขำกับคนร้อนวิชา ยังเรียนไม่จบแต่อยากให้ผมจ้างไปตกแต่งภายในที่เพนต์เฮาส์ที่ผมพึ่งตัดสินใจซื้อก่อนรู้ว่าจะต้องมาปักหลักอยู่ที่เมืองไทยสักพัก ไม่ได้ซื้อเพราะแค่จะมาอยู่แค่สองเดือน แต่ตั้งใจว่าหลังจากนี้จะมาเจาะธุรกิจที่เมืองไทยมากขึ้น เลยซื้อเอาไว้ เพราะผมรักการเป็นส่วนตัว อยากมีพื้นที่เป็นของตัวเอง
“ไปเรียนให้จบแล้วเอาเกรดสวยๆ มาให้เฮียดู ถ้าทำได้เดี๋ยวจะให้ไปตกแต่งภายในที่โรงแรมที่ภูเก็ต”
“เฮียพูดแล้วนะ เตรียมตัวจ้างเฟรกับเทียร์ได้เลย” คนหลังเนี่ยอ้าแขนรอรับอยู่เสมอ ให้เธอกรอกตัวเลขค่าจ้างเองก็ยังได้ ผมทุ่มสุดตัวและจะปักหลังอยู่ที่ภูเก็ตดูแลชนิดที่ว่ายุงไม่ไต่ไรไม่ให้ตอมเลย
“เรียนจบเมื่อไหร่เอาใบเกรดมาให้เฮียดูได้เลย ถ้าดีพอจะให้เซ็นสัญญาทันที” ระหว่างที่คุยกับเฟรผมก็เหลือบตาไปมองทางเทียร์ที่ยืนข้างๆ เฟรไปด้วยเป็นพักๆ เห็นเธอกำลังอมยิ้มบางๆ คงจะสนใจมาทำสัญญากับผมสินะ
“เฮียไคนี่ใจป๋าเหมือนที่เฮียฟรานเคยบอกไว้ไม่ผิด”
“แต่เฮียคงสู้เฮียแคสเปอร์ของเราไม่ได้หรอก”
‘แคสเปอร์’ คือน้องชายคนเดียวของผมเอง มันสนิทสนมกับเฟรย่ามานานหลายปี ทั้งคู่เจอกันครั้งแรกตอนฟรานซิสไปเที่ยวหาผมที่ฮ่องกง และหลังจากนั้นเฟรก็มักจะติดสอยห้อยตามฟรานซิสไปด้วยทุกครั้งและไปไงมาไงไม่รู้ถึงไปสนิทกับคนพูดน้อยอย่างน้องชายผมได้ เห็นทีไรก็มีแต่เฟรที่พูดพร่ำเพ้ออยู่คนเดียว อารมณ์เหมือนนั่งคุยกับต้นไม้ เพราะน้องชายผมมันลืมเอาปากมาเกิดด้วย มันพูดน้อยมาก บุคลิกห่ามๆ มองหาความอบอุ่นไม่เห็น แต่มันกลับดูแลเอาใจใส่ตามใจเฟรทุกอย่าง ซึ่งผมโคตรจะแปลกใจเลย เพราะตั้งแต่มันเกิดมา เฟรคือผู้หญิงคนเดียวที่แคสเปอร์ทำแบบนี้ด้วย
“เฟรว่าเฮียไคสายเปย์กว่า” คนเขินตัวบิดเป็นเกลียวยังแถต่อ เพราะอยากได้งานจากผม
“เฮียรู้ว่าเรากำลังเอาใจเฮียเพราะอยากได้งาน”
“แฮร่ๆ รู้ซะด้วย…เฮียไปหาเฮียฟรานเถอะค่ะ เฟรกับเทียร์จะเข้าไปดูหนังแล้วเหมือนกัน” เฟรย่าบอกกับผมพลางจับแขนเทียร์ลากเข้าห้องที่เรียกกันว่าห้องภาพยนตร์ไปด้วย แถต่อไม่ได้ก็ไล่ผมเฉยเลย ไม่รู้แคสเปอร์มันรับมือกับคนแสบอย่างเฟรได้ยังไง
ส่วนผมเมื่อรู้ว่าเทียร์มาที่นี่บ่อย ผมก็จะได้หาเรื่องมาคุยงานกับฟรานซิสทุกครั้งที่เทียร์มาหาเฟรด้วย คนบ้างานอย่างฟรานซิสคงไม่สงสัยอะไร เพราะอะไรที่เกี่ยวกับธุรกิจฟรานซิสมันให้ความสนใจก่อนทั้งนั้น
“คั่วสาวที่ไหนกัน เฮียทำแต่งาน กลับจากภูเก็ตก็มาคุยงานต่อกับไอ้ฟรานเลย…. เราด้วยโตแล้วยังหวงพี่ชายอยู่ได้” แม้ว่าเทียร์จะไม่ได้แสดงอาการใดๆ ให้เห็น แต่ผมก็รีบแก้ตัวไว้ก่อน ซึ่งความจริงมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ตั้งแต่มาเหยียบเมืองไทยยังไม่ได้คั่วผู้หญิงคนไหนเลย ก็รอคั่วกับเธอคนนี้อยู่ไง ไม่รู้ว่าจะได้คั่วรึเปล่า“ไม่ได้หวงซะหน่อย แค่มีคนที่จองไว้ให้แล้วต่างหาก”“จองไว้? ใครเหรอบอกเฮียได้ไหม?” ถามไปเพราะอยากรู้ว่าใครกันที่เฟรจะยอมให้เป็นเมียไอ้ฟราน ก็เล่นหวงพี่ชายมาแต่ไหนแต่ไรทว่าผมอยากตะโกนบอกน้องสาวเพื่อนดังๆ ว่า คนนี้ไม่ได้ เฮียจองแล้วววว!!! เมื่อเห็นเฟรชี้นิ้วไปทางเทียร์“เทียร์….เพื่อนสนิทเฟรเอง สวย เก่ง ขยัน ผ่าน! ผ่าน! ผ่าน! 3 ผ่านเลย”ไม่ผ่านโว้ยยยย!!! ไหนเทียร์บอกว่าไอ้ฟรานเป็นแค่พี่ชายไงผมจึงเบนสายตาตั้งคำถามไปที่เทียร์ ซึ่งเธอสบตาผมและส่ายหน้าเบาๆ เป็นคำตอบ เลยทำให้ผมเกือบหลุดยิ้มกว้างด้วยความดีใจ แต่ก็ต้องเม้มปากซ่อนรอยยิ้มไว้เพราะกลัวเฟรจะสังเกตเห็น“ดูหน้าเพื่อนเราก่อน ว่าเขาอยากได้พี่ชายเราไหม”“เทียร์มันไม่เคยมองผู้ชายคนไหนหรอกค่ะ วันๆ มีแต่เรียนกับงาน” เฟรถอนหายใจอย่างเ
“คุณคงไม่ได้เป็นเพื่อนกับไอ้ฟรานใช่ไหม?” และไม่คิดว่าเทียร์จะเป็นเด็กฟรานซิสมันด้วย ไม่งั้นเธอคงไม่ได้ไปทำงานที่คลับเลาจน์หรอก เพราะไอ้ฟรานมันไม่ปล่อยให้เด็กตัวเองไปทำงานในสถานที่แบบนั้นแน่นอน แต่ของแบบนี้สรุปเองไม่ได้ต้องถามให้มั่นใจว่าเธอกับเพื่อนผมไม่ได้มีซัมติงกันจริงๆ“ฉันคงไม่ได้ดูแก่ขั้นอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเฮียฟรานหรอกมั้งคะ” เธอตอบผมด้วยคำพูดติดตลก ซึ่งผมขำไม่ออกเพราะถ้าเธอว่าไอ้ฟรานซิสแก่ หมายความว่าผมก็แก่ด้วยสิ เพราะผมกับมันอายุเท่ากัน“คุณว่าผมแก่เหรอ” แล้วคนที่กำลังยิ้มร่าก็หน้าเจื่อนทันที“อุ๊ย! ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ว่าให้คุณนะ แค่แซวเฮียฟรานเล่นเฉยๆ ค่ะ” เธอบอกพร้อมยกมือไว้ผมอย่างร้อนรนเหมือนกลัวคนแก่อย่างผมจะโกรธเอา หารู้ไหมว่าอารมณ์ของผมตอนนี้มันห่างไกลจากคำว่าโกรธโดยสิ้นเชิง ผมกำลังดีใจที่ได้เจอเธอ เพียงแค่ได้เห็นใบหน้าใสๆนี้ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางและการทำงานมันเบาลง หรือเป็นเพราะความสดใสที่เปร่งประกายจากร่างบางที่ทำให้ผมรู้สึกกระปรี้กระเปร่า เลือดในกายสูบฉีดจนหัวใจเต้นแรงผิดจังหวะเป็นเอามากนะกู! จะหัวใจวายตายไหมเนี่ย!ด้วยลุคที่แปลกตาบวกกับการเป็นตัวของตัวเอง
ไคเดนผมขับรถตรงจากสนามบินมาที่บ้านฟรานซิส หลังบินกลับจากภูเก็ตเพื่อไปดูความคืบหน้าของโรงแรมที่ร่วมหุ้นกับคีย์ที่ฟรานซิสเป็นคนแนะนำให้รู้จักเมื่อสองปีก่อน ซึ่งตอนนี้โรงแรมสร้างเกือบเสร็จสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว หลังจากนี้ก็จะเป็นการตกแต่งภายในและบริษัทตกแต่งภายในที่ประมูลได้คือบริษัทในเครือของฟรานซิสเอง วันนี้ผมเลยอยากแวะมาคุยกับมันเสียหน่อยบวกกับไม่รู้ไปไหน เพราะในเมืองไทยผมมีมันเป็นเพื่อนแค่คนเดียวเลยถือโอกาสแวะมาดื่มกับมันด้วยเสียเลย ตามประสาหนุ่มๆ ที่ยังไม่มีใครเป็นตัวเป็นตน จะว่าหนุ่มโสดสนิทก็พูดได้ไม่เต็มปากความจริงจะคุยเรื่องงานกันผ่านโทรศัพท์ก็ได้ แต่การมานั่งคุยงานแล้วจิบวิสกี้ไปด้วยมันดีกว่าเป็นไหนๆ กลับห้องไปก็มีแต่งานและความเหงา บวกกับช่วงนี้ที่เกิดเบื่อหน่ายกับเรื่องบนเตียง แต่….เอ๊ะ! เรื่องบนเตียงไม่น่าเบื่อหน่ายแต่แค่ไม่อยากได้ใครเลย ในหัวมีแต่เธอคนนั้นคนเดียว ไม่รู้เป็นบ้าอะไร!เจอกันสองสามครั้งเธอก็เข้ามาวนเวียนอยู่ในหัวผมไม่หยุด ว่างเป็นไม่ได้เอาแต่คิดถึงใบหน้าสวยละมุนนั้นตลอด พอรู้ตัวว่าตัวเองอาการค่อนข้างหนัก ไม่เคยอยากได้ใครมากเท่านี้มาก่อน ก็ได้แต่หวังว่าเธอ
ถึงก่อนหน้านี้จะมีเสี่ยน้อยเสี่ยใหญ่มายื่นข้อเสนอให้จนหัวกระไดไม่แห้งก็ตาม และหลายคนก็ทุ่มไม่น้อย บางคนเสนอให้เงินเดือนหลักแสน ซื้อคอนโดให้อยู่บ้าง ซื้อรถให้ก็มี แต่ไม่มีใครบ้าจ่ายหนักเท่าเขาคนนี้มาก่อน แค่รถคันนี้ก็หลักสิบล้านแล้ว ไหนจะคอนโด บ้าน เงินสดอีกนี่ฉันไม่ได้กำลังฝันอยู่ใช่ไหม?ความรู้สึกเหมือนกำลังฝันว่าตัวเองถูกหวยไม่มีผิด ถ้าถามว่าสนใจข้อเสนอเขาไหม ตอบเลยว่า สนมาก!ฉันไม่ได้โลกสวยนะที่จะไม่สนใจข้อเสนอดีๆ แบบนี้ แต่ที่ปฏิเสธตลอดมาเพราะฉันไม่ได้ถูกใจคนพวกนั้นไง ไม่สามารถหลับหูหลับตานอนกับใครก็ได้เพื่อแลกกับเงิน อีกอย่างผู้ชายส่วนใหญ่ที่เข้ามามักมีครอบครัวกันแล้ว ซึ่งข้อนี้ฉันรับไม่ได้เด็ดขาด“คุณโสดใช่ไหมคะ” คนที่ขับรถสบายอารมณ์เลิกคิ้วอย่างแปลกใจทันที“ถ้าผมไม่โสดจะยื่นข้อเสนอให้คุณทำไมกัน” ผู้ชายมักมากมีให้เห็นเยอะแยะไป ดูจากเสี่ยๆ ที่มาขอเลี้ยงดูก่อนหน้านี้ก็ไม่เห็นจะโสดสักคน“คุณมีอะไรมายืนยันกับฉันไหมคะ” เขาขำพรืดทั้งที่ฉันกำลังถามเขาด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนจะชะลอรถจอดหน้าหอพัก ปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วหันมาคุยกับฉันด้วยสีหน้าจริงจัง“ผมไม่มีเอกสารอะไรมายืนยันสถานะตัวเอง
“ไม่ถามหน่อยเหรอว่าผมมาจากไหน” ทว่าเหมือนมีคนอ่านใจฉันได้“กลัวดูละลาบละล้วงคุณเกินไปค่ะ” ถึงเขาเปิดโอกาสให้ แต่เราพึ่งเจอกันเป็นครั้งที่สามเองนะ กลัวถามอะไรไปแล้วดูอยากรู้อยากเห็นเรื่องของเขาจนเกินงาม“ตอนนี้เราไม่อยู่ในฐานะบาร์เทนเดอร์กับลูกค้าแล้ว คุยกับผมเป็นกันเองได้ อยากรู้อะไรเกี่ยวกับผม ถามได้ ผมไม่ถือว่าเป็นการละลาบละล้วง ถือเสียว่าเป็นการทำความรู้จักระหว่างเราแล้วกัน”เขาบอกฉันด้วยท่าสบายๆ แต่เป็นฉันที่ปรับตัวไม่ถูกเพราะก่อนหน้านี้ฉันพูดคุยกับเขาในฐานะลูกค้าคนหนึ่ง ซึ่งบทสนทนาต้องถูกกลั่นกรองและเลือกสรรมาแล้วในระดับหนึ่งเพื่อให้ถูกกาลเทศะในสถานที่ทำงาน“คุยกับผมเหมือนผู้ชายคนหนึ่งได้ไหม”“ก็ได้ค่ะ” ฉันตอบตกลงพลางเหลือบตามองคนที่กำลังตั้งใจขับรถ ในระดับที่เรียกว่าช้ามาก อาจจะเป็นเพราะเขาไม่คุ้นชินกับถนนที่กรุงเทพอย่างที่บอก“คุณไม่ได้อาศัยอยู่ที่กรุงเทพใช่ไหมคะ?”“เปล่าครับ ปกติผมอยู่ที่ฮ่องกง”“คุณเป็นลูกครึ่งไทย - ฮ่องกง?” เพราะเขาพูดไทยได้เลยคิดว่าเขาต้องมีเชื้อไทย“ผมเป็นลูกผสมน่ะ พ่อเป็นลูกครึ่งฮ่องกง - เยอรมัน ส่วนแม่เป็นลูกครึ่งไทย - เยอรมัน”ก็ว่าทำไมรูปร่างเขาถึงสูง
นอนพักไปเกือบสองชั่วโมงได้ก่อนจะอาบน้ำแต่งตัวออกไปทำงาน โชคดีหน่อยที่โรงแรมไม่ได้ไกลจากหอพักมากและใกล้กับรถไฟฟ้าอย่าง Bts ด้วย จึงสะดวกต่อการเดินทางไปทำงาน ไม่งั้นคงต้องเสียเวลาบนท้องถนนอีกมากโขเวลาล่วงเลยจนถึง 5 ทุ่มกว่าๆ แล้ว แต่ยังไม่เห็นใครบางคนที่บอกว่าจะมาที่นี่เพราะอยากเจอฉันเลย แล้วทำไมฉันต้องเชื่อคำพูดเขาด้วยเนี่ย! เขาก็แค่แขกขาจรที่มานั่งดื่มคนหนึ่ง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใครมาจากไหน ดูจากหน้าตาไม่ใช่คนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์แน่ ตาคมเฉี่ยวเหมือนมีเชื้อจีน แต่สีตาและเค้าโครงหน้าดูจะมีเชื้อยุโรปด้วย แต่เขากลับพูดไทยได้ชัดแจ๋ว เลยเดาไม่ออกว่าเขาเป็นลูกครึ่งหรือลูกผสมจากที่ไหน มีอย่างเดียวที่มั่นใจคือเขารวยแน่ๆ ดูจากเครื่องประดับกายทุกชิ้นบนตัวเขาแบรนด์ดังระดับโลกทั้งนั้น ที่สำคัญเขาดูมีภูมิฐานดูมีอำนาจบารมีใหญ่โตและเหมือนมีอะไรบางอย่างในตัวเขาที่ทำให้เขาดูน่าเกรงขาม“ถึงเวลาเลิกงานแล้ว น้องเทียร์ไปพักเถอะ” เสียงพี่ ‘โจ’ บาร์เทนเดอร์อีกคนที่เข้ากะดึกต่อจากฉันเอ่ยบอกเที่ยงคืนแล้วเหรอทำไมเวลาคืนนี้มันเร็วจัง….“ค่ะ พี่โจ ไว้เจอกันวันศุกร์นะคะ”“ครับ กลับดีๆ ล่ะเรา ถึงแล้วไลน์มาบอ







