LOGINโครมมม—!!!หินยักษ์ร่วงหล่นกระแทกพื้นเสียงดังสนั่นกัมปนาท จนแผ่นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ฝุ่นควันพวยพุ่งตลบอบอวลไปทั่วทุกทิศทาง!เมื่อม่านธุลีค่อย ๆ จางลง เฉียวเนี่ยนที่ร่างกายยังสั่นเทาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า คือใบหน้าที่นางจดจำได้ฝังลึกถึงกระดูก...คือฉู่จืออี้!เฉียวเนี่ยนถึงกับตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกกระทั่งฝ่ามือหนาที่แฝงไปด้วยไออุ่นทาบลงบนพวงแก้มของนางอย่างแผ่วเบา ในดวงตาคมลึกคู่นั้นเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยที่แทบจะล้นปรี่ออกมา “เป็นอย่างไรบ้าง? บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?”ในที่สุดเฉียวเนี่ยนก็พ้นจากอาการเหม่อลอยนางโผเข้าสู่อ้อมกอดของฉู่จืออี้ในทันที สองแขนโอบรัดเอวสอบที่กำยำของเขาไว้แน่น ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ น้ำเสียงนั้นสั่นเครือและขาดห้วง: “ข้าคิดไว้แล้ว... ข้าคิดไว้แล้วว่าท่านต้องไม่เป็นไร... ข้ากลัวแทบตาย... ข้าคิดว่าท่าน... ท่านจะ…”คำพูดหลังจากนั้นถูกกลืนหายไปในเสียงสะอื้นอันโศกเศร้า ราวกับนางต้องการระบายความหวาดกลัว ความสิ้นหวังและความเจ็บปวดที่สั่งสมมาตลอดการเดินทางครั้งนี้ออกมาให้หมดสิ้นเสียงร้องไห้ของนางทำให้
ผู้เฒ่าหาฟืนส่ายหน้าไปมา “เรื่องนี้ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร” เขาพยายามหวนนึกถึงเหตุการณ์ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยอย่างไม่มั่นใจนัก: “ดู... ดูเหมือนจะมีฮูหยินท่านหนึ่ง ครรภ์แก่ใกล้คลอด แล้วก็มีสาวใช้โอบอุ้มทารกคนหนึ่งอยู่ด้วย! เฮ้อ... ช่างน่าสงสารเหลือเกิน!”สตรีมีครรภ์! เกอซูอวิ๋น!สาวใช้... ย่อมต้องเป็นหนิงซวง!และเด็กคนนั้น ก็คือเสี่ยวสวีต๋า!ในหัวของเฉียวเนี่ยนราวกับมีเสียงระเบิดดังสนั่น ความหวังอันน้อยนิดที่หลงเหลืออยู่พังทลายลงสิ้น! เป็นพวกเขาจริง ๆ... เป็นพวกเขาจริง ๆ ด้วย!“เป็นพวกเขา... เป็นพวกเขาจริง ๆ…” เฉียวเนี่ยนพึมพำกับตนเอง แววตาว่างเปล่าไร้จุดหมายทว่าในพริบตานั้น ร่างกายกลับมีเรี่ยวแรงมหาศาลขุมหนึ่งพุ่งพล่านขึ้นมา นางหมุนตัวกลับ พุ่งทะยานไปยังกองซากหินอาบเลือดกองใหญ่เหล่านั้นปานประหนึ่งคนเสียสติ!“ท่านเจ้าสำนัก! อย่าขอรับ!” อิ๋งชีตกใจสุดขีดรีบพุ่งตามไป “บนหน้าผาอาจมีหินร่วงหล่นมาได้ทุกเมื่อ อันตรายยิ่งนัก!”“ปล่อยข้า! ข้าต้องหาพวกเขาให้พบ! หากยังมีชีวิตต้องเห็นตัว หาก... หากต้องตาย ก็ต้องเห็นศพ!” น้ำเสียงของเฉียวเนี่ยนทั้งแหลมสูงและเปี่ยมด้วยความร้าวรานนางไม่อาจปล่อยให้พ
อีกด้านหนึ่ง เฉียวเนี่ยนและคณะเร่งอาชาควบตะบึงอย่างไม่หยุดหย่อนทั้งวันทั้งคืน จนกระทั่งม้าแทบจะล้มพับลงด้วยความเหนื่อยอ่อน ในที่สุดคนทั้งสามก็มาถึง ช่องเขาเหยี่ยวร่วงที่บัดนี้สภาพไม่ต่างจากซากปรักหักพังกลิ่นอายที่ชวนให้หวาดหวั่นอบอวลไปทั่วอากาศทั้งกลิ่นเหม็นไหม้ กลิ่นคาวเลือดเจือจาง และกลิ่นไอดินฉุนกึกอันเป็นเอกลักษณ์หลังขุนเขาถล่ม กลิ่นเหล่านี้ผสมปนเปกันจนกลายเป็นกลิ่นเหม็นคละคลุ้งที่อบอวลไปด้วย ไอแห่งความตาย พัดโชยมาตามลมภูเขาเป็นระลอกรถม้าหยุดลงอย่างซวนเซตรงปากทางเข้าช่องเขาภาพเบื้องหน้าทำให้ดวงใจของคนทั้งสามดิ่งวูบลงสู่ก้นบึ้งอันเย็นเยือก ประหนึ่งตกลงในถ้ำน้ำแข็ง ร่างกายทุกส่วนสัดพลันแข็งทื่อด้วยความตระหนก เส้นทางสายแคบที่เคยสัญจรได้ บัดนี้กลับถูกปิดตายเกือบทั้งหมดผนังหน้าผาสูงชันทั้งสองฟากฝั่งเต็มไปด้วยรอยครูดและรอยแหว่งวิ่นขนาดใหญ่ เห็นชัดว่าเพิ่งผ่านเหตุการณ์หินถล่มครั้งมโหฬารมาเศษหินน้อยใหญ่กองทับถมกันอยู่ในหุบเขา บ้างขนาดเท่าแท่นโม่ บ้างใหญ่โตราวกับหลังคาเรือน พวกมันซ้อนทับกันอย่างระเกะระกะ และบนก้อนหินเหล่านั้น... ยังมีคราบเลือดที่แห้งกรังจนกลายเป็นสีดำสนิทติดอย
“ข้าบ้าไปแล้วงั้นหรือ?” น้ำเสียงของมู่เมิ่งเสวี่ยแหลมสูงและสั่นสะท้านด้วยความโกรธแค้นถึงขีดสุด นางชี้หน้าอวี่เหวินฮ่าว ปลายนิ้วแทบจะทิ่มไปบนสันจมูกของเขา “อวี่เหวินฮ่าว! ท่านนั่นแหละที่บ้า! ท่านมันคนสิ้นคิดไร้หัวใจ! ท่านทำอะไรลงไปที่ช่องเขาเหยี่ยวร่วง?! ท่านวางแผนชั่วเพื่อลอบสังหารพวกเฉียวเนี่ยนอยู่ที่นั่นใช่หรือไม่?! ตอบมาว่าใช่หรือไม่?!”คำถามที่กรีดร้องราวกับหลั่งเลือดของนาง ดั่งค้อนหนักที่ทุบลงในห้องตำราอันเงียบสงัดแววตาขี้เล่นบนใบหน้าของอวี่เหวินฮ่าวเลือนหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยความเย็นชาบาดลึกที่ชวนให้ขวัญผวา เขามิได้ปฏิเสธ และมิได้มีความตื่นตระหนกให้เห็นแม้แต่น้อยเมื่อถูกเปิดโปงเขาเพียงหรี่ตาลงเล็กน้อย นัยน์ตาเรียวยาวคู่นั้นส่องประกายเย็นเยียบดุจอสรพิษ เขาลุกขึ้นยืนช้า ๆ วางท่าทีจากมุมสูงข่มขวัญมู่เมิ่งเสวี่ยที่กำลังสั่นเทิ้มด้วยโทสะ“ใช่แล้วอย่างไร?” เขาเอ่ยเสียงเรียบสนิทไร้ซึ่งระลอกคลื่น ทว่ากลับน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าเสียงคำรามใด ๆ “ทางต่างกัน ย่อมมิอาจร่วมวิถี เฉียวเนี่ยน ฉู่จืออี้ และเซียวเหิงผู้นั้น... พวกมันคือเสี้ยนหนามที่เป็นภัยต่อแคว้นถัง ตัวข้าในฐานะองค์ชายแคว้นถัง
นี่คือ... กู่ร่วมชะตากำเริบกระนั้นหรือ?ตั้งแต่เมื่อใดกัน?เขาฝืนกล้ำกลืนความเจ็บปวดเอาไว้ตลอดเลยหรือ?สติสัมปชัญญะของเฉียวเนี่ยนเพิ่งจะเริ่มแจ่มใสขึ้นบ้างในยามนี้เอง นางหวนนึกถึงคำพูดของแม่เฒ่าอากู่น่าขึ้นมาได้ จึงหยิบมีดสั้นออกมา กรีดลงบนปลายนิ้วเป็นแผลเล็ก ๆ แล้วจ่อปลายนิ้วนั้นลงบนริมฝีปากของเซียวเหิงหยาดโลหิตสีแดงฉานค่อย ๆ ไหลซึมผ่านริมฝีปากเข้าสู่ลำคอของเซียวเหิงทีละน้อย รสชาติของมันกลับหวานล้ำอย่างน่าประหลาดเซียวเหิงรู้สึกเพียงว่าความเจ็บปวดรวดร้าวตามร่างกายค่อย ๆ มลายหายไป เสียงประหลาดกึ่งบุรุษกึ่งสตรีในห้วงคำนึงนั้น ในที่สุดก็เงียบสงบลงเสียทีเมื่อได้สติกลับคืนมา เขาจึงพบว่าตนเองกำลังกุมมือของเฉียวเนี่ยนเอาไว้ และดูดดื่มหยาดโลหิตนั้นอย่างโหยหาโดยไม่รู้ตัวเขาสะดุ้งตกใจสุดขีด ก่อนจะรีบปล่อยมือออกราวกับเพิ่งรู้สึกตัวภาพที่เห็นคือเฉียวเนี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย นางหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดนิ้วมือของตนเองอย่างแช่มช้า“ไม่เป็นไรหรอก”ยังไม่ทันที่เซียวเหิงจะได้เอ่ยปาก น้ำเสียงทุ้มต่ำของเฉียวเนี่ยนก็ดังขึ้น “ยามนี้ข้าคือมนุษย์กู่ เลือดในกายข้าสามารถกดข่มกู่ตัวลูกในร่างของเจ้
นางขดตัวอยู่ตรงมุมรถม้า สองมือกุมประสานกันแน่นจนปลายนิ้วซีดขาว แม้เล็บจะจิกลึกลงกลางฝ่ามือเพียงใดก็หาได้รู้สึกเจ็บไม่ทิวทัศน์ภายนอกหน้าต่างที่ถอยร่นไปเบื้องหลังอย่างรวดเร็วพร่าเลือนจนเป็นแถบสีมัวมน ในโสตประสาทหลงเหลือเพียงเสียงกงล้อบดถนนและเสียงหัวใจที่เต้นระรัวราวกลองศึกใบหน้าที่คุ้นเคยของคนเหล่านั้น... ทั้งฉู่จืออี้ หนิงซวง ลุงเกิ่ง เกอซูอวิ๋น เซียวเหอและเหล่าพี่น้ององครักษ์พยัคฆ์... ผลัดเปลี่ยนเวียนวนเข้ามาในหัว รอยยิ้มของแต่ละคนล้วนทำให้นางรู้สึก ใจสั่นขวัญแขวนราวกับดวงใจจะแตกสลายกาลเวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้าท่ามกลางความทุกข์ทรมานใจอันแสนสาหัสครั้นเมื่อรถม้าเคลื่อนออกจากเมืองไป๋สุ่ยได้ราวครึ่งชั่วยาม และเพิ่งเลี้ยวเข้าสู่เส้นทางสายเปลี่ยว เงาร่างสายหนึ่งก็โฉบลงมาจากยอดไม้ราวกับภูตพราย ก่อนจะร่อนลงบนรถม้าที่กำลังทะยานอยู่อย่างมั่นคง!เป็นอิ๋งชี!เขาหอบหายใจถี่กระชั้น เห็นได้ชัดว่าเร่งรุดตามมาด้วยวิชาตัวเบาขั้นสุดยอด บนใบหน้าไม่อาจปกปิดความวิตกกังวลและความตระหนกเอาไว้ได้“ท่านเจ้าสำนัก! แม่ทัพเซียว!” เสียงอันแหบพร่าของอิ๋งชีดังขึ้น น้ำเสียงนั้นเจือไปด้วยความเร่งร้อนระ







