Share

บทที่ 2

Author: คิมหันต์อรุณเดือนห้า
โยวเลี่ยและจิ้นเหย่ออกไปตามหาหลันซีแล้ว ทิ้งให้ฉืออวี้และซือฉีรออยู่ในถ้ำ

หลีเยว่รู้สึกอึดอัดทำตัวไม่ถูก นางจึงหันหลังให้พวกเขาแล้วแสร้งสำรวจสภาพภายในถ้ำ

สภาพความเป็นอยู่ในสังคมยุคบุพกาลนั้นเรียกได้ว่าไม่ค่อยดีนัก ปากถ้ำถูกเสริมความแข็งแรงด้วยท่อนไม้และเถาวัลย์ขนาดมหึมาเพื่อช่วยกำบังลมหนาว

ผนังถ้ำถูกขัดจนเรียบพอประมาณ พื้นปูด้วยหญ้าแห้งหนานุ่ม ด้านบนวางทับด้วยหนังสัตว์ต่างชนิดกันเจ็ดแปดผืน

ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลงานของท่านพ่อ

อสูรพเนจรระดับม่วงคนนั้นแม้จะอยู่ข้างนอกเป็นส่วนใหญ่ แต่กลับดูแลลูกสาวเพียงคนเดียวอย่างพิถีพิถันไร้ที่ติ

ที่ผนังถ้ำฝั่งหนึ่งมีหนังสัตว์ที่ฟอกแล้วกองอยู่ยี่สิบกว่าผืน บนชั้นหินมีอาหารวางไว้อย่างอุดมสมบูรณ์ ทั้งเนื้อสัตว์ตากแห้งที่แขวนอยู่เต็มฝาผนัง และผลไม้ป่าในตะกร้าไม้ไผ่ที่ยังมีหยาดน้ำค้างเกาะอยู่

หลีเยว่เดินไปที่โถดินเผาซึ่งบรรจุน้ำสะอาดไว้เต็ม นางมองเงาสะท้อนในน้ำแล้วอดไม่ได้ที่จะอุทานในใจ

สตรีในเงาสะท้อนนั้นมีเรือนผมสีม่วงยาวเป็นลอนศิริสวย ใบหน้าจิ้มลิ้มรับกับเครื่องหน้าอย่างประณีต ดวงตาคู่สีดำขลับเป็นประกายราวกับมีหมู่ดาวตกลงไปในนั้น

หลีเยว่นึกไม่ถึงว่ารูปร่างหน้าตาของเจ้าของร่างนี้จะงดงามขนาดนี้ ช่างย้อนแย้งกับนิสัยชอบใช้ความรุนแรงเสียเหลือเกิน

นางวางแผนไว้แล้วว่า บรรดาสามีอสูรเหล่านี้ล้วนเป็นตัวร้ายใจคอโหดเหี้ยมในนิยาย หากอยู่ร่วมกับพวกเขาต่อไป นางคงไม่รู้ว่าจะถูกฆ่าตายวันไหน ดังนั้นนางจึงตัดสินใจจะไปตามหาท่านพ่อ

มีเพียงท่านพ่อเท่านั้นที่รักนางอย่างไม่มีเงื่อนไข และระดับพลังของเขาก็สูงถึงระดับม่วง ขอเพียงนางหาเขาให้พบก่อนที่เขาจะเจออันตราย จากนั้นค่อยถอนพันธสัญญากับพวกเขาก็จะรักษาชีวิตน้อยๆ นี้ไว้ได้

ทว่าที่นี่คือโลกอสูรที่มีสัตว์ร้ายชุกชุมและสภาพแวดล้อมเลวร้าย หากปราศจากบุรุษอสูรที่แข็งแกร่งคอยปกป้อง สตรีที่ไม่มีทั้งกำลังรบและร่างอสูรอย่างนางย่อมไม่สามารถเอาชีวิตรอดได้เอง

โลกใบนี้มีบุรุษมากกว่าสตรี อัตราส่วนระหว่างสตรีต่อบุรุษอยู่ที่ประมาณ 1 : 100 ดังนั้นสตรีหนึ่งคนมักจะมีสามีอสูรหลายตน

ต้องมีสามีอสูรที่แข็งแกร่งหลายตนร่วมมือกันเท่านั้น ถึงจะปกป้องสตรีที่อ่อนแอและตายง่ายได้

“กำลังคิดแผนการเล่นใหม่ๆ อยู่หรือไง?” เสียงของฉืออวี้ดังขึ้นขัดจังหวะ น้ำเสียงไพเราะทว่าเจือไปด้วยความเย้ยหยัน

หลีเยว่หันไปมอง เห็นเขาใช้ปลายนิ้วลูบไล้รอยแผลเป็นบนใบหน้า ดวงตาคู่สีเขียวซีดเป็นประกายเย็นเยียบท่ามกลางแสงไฟ

ส่วนซือฉีที่อยู่ข้างๆ ยังคงหลุบตาลง เส้นผมสีขาวนวลทิ้งตัวบดบังใบหน้าไปกว่าครึ่ง มีเพียงข้อนิ้วที่กำจนขาวซีดเท่านั้นที่บ่งบอกถึงอารมณ์ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาต่างคิดว่านางกำลังวางแผนทรมานพวกเขาอีกแล้ว

หลีเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายใจเล็กน้อย “ประเดี๋ยวพวกเจ้าก็รู้เอง”

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังมาจากหน้าถ้ำ

โยวเลี่ยและจิ้นเหย่กลับมาแล้ว ทั้งคู่ช่วยกันหามถังไม้ที่สูงระดับเอวมาคนละฝั่ง ภายในบรรจุน้ำสะอาดที่ตักมาจากลำธาร และหลันซีก็แช่อยู่ในนั้น

ลมหายใจของหลีเยว่ชะงักกึกทันที

มนุษย์อสูรเงือกในถังไม้มีเส้นผมสีฟ้าอ่อนหยักศกเปียกชื้นแนบไปกับแก้มและลำคอ ขับเน้นให้ใบหน้านั้นขาวนวลราวกับหยกโปร่งแสง

ดวงตาสีม่วงอเมทิสต์ลืมขึ้นเพียงครึ่ง แพขนตายาวมีหยาดน้ำเกาะพราว ทว่าแววตากลับว่างเปล่าจนน่ากลัว

สิ่งที่สะดุดตาและน่าสยดสยองที่สุดคือหางปลาของเขา ตรงจุดที่ควรจะมีเกล็ดละเอียดปกคลุม ยามนี้กลับเต็มไปด้วยบาดแผลเหวอะหวะ เลือดซึมออกมาปนกับน้ำสะอาดกระจายเป็นวงกว้างดูราวกับภาพวาดที่แหลกสลาย

แม้จะถูกทรมานอย่างหนักปานนี้ แต่เครื่องหน้าของเขาก็ยังงดงามจนน่าตกใจ สันจมูกโด่งคม ริมฝีปากอิ่ม และแนวกรามที่สวยงาม เมื่อรวมกันแล้วกลับดูโดดเด่นยิ่งกว่าสตรีเสียอีก

ทว่าความงามนั้นในยามนี้กลับมืดมนไปด้วยความตายจากความเจ็บปวดและสิ้นหวัง

หัวใจของหลีเยว่ราวกับถูกของแข็งทุบเข้าอย่างจัง

นางเข้าใจแล้วว่าเหตุใดบุรุษทั้งห้านี้ถึงยอมเสี่ยงตายจากการถูกพลังสะท้อนกลับเพื่อคว้านตราประทับคู่ครองทิ้ง

การทรมารวันแล้ววันเล่าของเจ้าของร่างเดิม ไม่เพียงแต่ทำลายร่างกายของพวกเขา แต่ยังบดขยี้ศักดิ์ศรีของพวกเขาจนไม่มีชิ้นดี

โยวเลี่ยหยิบถังไม้วางลง น้ำเสียงเย็นเยียบไร้อุณหภูมิ “พอใจหรือยัง? เห็นเขาในสภาพนี้แล้ว รู้สึกสนุกกว่าตอนใช้ไม้เผาไฟนาบข้าเมื่อวานหรือเปล่า?”

จิ้นเหย่ยืนอยู่ข้างๆ ดวงตาสีฟ้าน้ำแข็งกรุ่นไปด้วยเพลิงโทสะ แต่เพราะพันธสัญญาพันธนาการไว้จึงไม่สามารถระเบิดอารมณ์ออกมาได้

หมัดของเขากำแน่นจนกระดูกลั่น บาดแผลเก่าที่แขนปริแตกเพราะแรงเบียดจนมีเลือดซึมออกมาใหม่

ขนตาของซือฉีสั่นไหว ภายใต้เรือนผมสีขาวเงิน ดวงตาคู่สีอำพันฉายแววปวดใจอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก

เขาและหลันซีสนิทกันที่สุด และต่างก็เป็นเป้าหมายที่เจ้าของร่างเดิม ‘ดูแล’ เป็นพิเศษ

เมื่อเห็นสภาพของหลันซี รอยยิ้มหยันบนหน้าของฉืออวี้ก็แข็งทื่อ ปลายนิ้วเผลอลูบรอยแผลเป็นบนหน้าตัวเองโดยไม่รู้ตัว สายตามองไปยังถังไม้ด้วยความรู้สึกซับซ้อน

หลีเยว่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ สะกดกั้นความขมปร่าในลำคอแล้วเอ่ยว่า “ข้าเป้าหมายรู้ว่าพวกเจ้าเกลียดข้า การบังคับทำพันธสัญญาก็ไม่ใช่ความคิดของข้า ข้าจะถอนพันธสัญญาให้พวกเจ้า”

โยวเลี่ยเค่นหัวเราะ ดวงตาสีแดงเข้มจ้องมองนางเขม็ง “เจ้าคิดว่าพวกข้าจะยังเชื่อเจ้าอีกงั้นหรือ?”

หลีเยว่เอ่ยต่อ “ทว่า การถอนพันธสัญญาให้ข้ามีเงื่อนไข ข้าจะออกไปตามหาท่านพ่อก่อนถึงฤดูฝน พวกเจ้าต้องคุ้มครองข้าไปตลอดทาง ใครที่ทำตัวดี ข้าจะหยดเลือดให้หนึ่งครั้ง”

คำพูดของหลีเยว่เปรียบเสมือนอัสนีบาตที่ฟาดลงมากลางถ้ำ บุรุษทั้งห้าชะงักกึกพร้อมกัน รูม่านตาหดเกร็ง

“เจ้าพูดว่า... หยดเลือด?”

น้ำเสียงของโยวเลี่ยสั่นเครืออย่างไม่อยากจะเชื่อ ดวงตาสีแดงเข้มจับจ้องที่ใบหน้าของหลีเยว่ไม่วางตา

เขาเผลอยกมือขึ้นทาบตราประทับแมงป่องที่หน้าอก ซึ่งเป็นตราประทับคู่ครองของหลีเยว่

ในโลกอสูรที่อัตราส่วนเพศผิดเพี้ยนทำให้สตรีมีฐานะสูงส่งเหนือใคร การจะผูกสัมพันธ์เป็นคู่ครองต้องผ่านสองขั้นตอน

ขั้นตอนแรกคือพันธสัญญาเลือด สตรีจะหยดเลือดลงบนระหว่างคิ้วของบุรุษ จากนั้นตราประทับอสูรของสตรีจะปรากฏขึ้นบนร่างกายของฝ่ายชาย แม้สตรีจะไม่มีร่างอสูร แต่ตราที่ปรากฏจะเป็นร่างอสูรตามพันธุกรรมที่นางได้รับมา

ท่านพ่อของหลีเยว่เป็นอสูรแมงป่อง ตราประทับของนางจึงเป็นรูปแมงป่อง

ขั้นตอนที่สองคือการผสานทางกาย เมื่อนั้นตราประทับคู่ครองของฝ่ายชายจึงจะปรากฏบนตัวสตรี ถือเป็นการทำพันธสัญญาที่สมบูรณ์

ร่างเดิมไม่ชอบสามีอสูรเหล่านี้จึงทำเพียงแค่ขั้นตอนแรกเท่านั้น

ในยามนี้หากต้องการถอนพันธสัญญา สตรีต้องหยดเลือดของตนลงบนตราประทับของบุรุษอีกครั้ง หากครบสิบครั้งตราประทับจะหายไป

ทว่าการที่สตรีต้องกรีดนิ้วหยดเลือดเป็นเรื่องที่เจ็บตัว อีกทั้งต้องทำด้วยความสมัครใจร้อยเปอร์เซ็นต์ถึงจะได้ผล เมื่อทำพันธสัญญาไปแล้ว จึงแทบไม่มีสตรีคนไหนยอมกรีดผิวตัวเองถึงสิบครั้งเพื่อถอนพันธสัญญาให้บุรุษ

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อทำพันธสัญญาแล้ว ไม่ว่าจะขั้นตอนใด หากมีตราประทับปรากฏบนตัวบุรุษ เขาจะไม่สามารถทำอันตรายสตรีได้ มิฉะนั้นตราประทับจะสร้างความเจ็บปวดจนแทบขาดใจตาย

มีบุรุษบางตนทนการทรมานไม่ไหวจนต้องคว้านตราประทับทิ้งเอง แต่โอกาสรอดชีวิตนั้นริบหรี่นัก

ทว่าถึงจะเป็นเช่นนั้น บุรุษก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องตามหาสตรี เพราะเมื่อบุรุษโตเต็มวัย ในแต่ละปีจะต้องเผชิญกับ ช่วงเวลาติดสัดหลายครั้ง หากช่วงนั้นไม่ได้รับการปลอบประโลมจากสตรี สัญชาตญาณความบ้าคลั่งในกายจะทำให้อสูรเสียสติ และหากไม่ได้รับการเยียวยาต่อเนื่อง ร่างกายก็จะระเบิดจนตายในที่สุด

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พลิกชะตานางร้ายสยบใจบุรุษอสูร   บทที่ 50

    หลีเยว่อึ้งไปครู่หนึ่ง มือยังคงชูปลายนิ้วที่มีเลือดไหล มองจิ้นเหย่ที่หลบไปข้างหลังแล้วอดงุนงงไม่ได้ “จิ้นเหย่ เจ้าเข้ามาใกล้ ๆ หน่อยสิ ข้าจะหยดเลือดให้เจ้า เมื่อวานสัญญากับเจ้าไว้แล้ว”จิ้นเหย่ถึงค่อยเข้ามาใกล้ แล้วหลุบตามองนางหลีเยว่ขยับเข้าไปใกล้ หยดเลือดลงบนตราประทับอสูรที่หน้าอกของเขา ตราประทับอสูรสีจางลงไปหนึ่งระดับจิ้นเหย่มองตราประทับอสูรที่จางลงบนหน้าอกอย่างตะลึงงัน ไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังคิดอะไรอยู่เมื่อหยดเลือดให้จิ้นเหย่เสร็จ ก็ถือว่าสามีอสูรทั้งห้าคนได้รับการหยดเลือดกันหมดแล้วพวกเขาน่าจะเชื่อกันแล้วว่าเรื่องปลดพันธสัญญาที่นางพูดมาไม่ใช่เรื่องหลอกลวงพวกเขา?หลังจากหยดเลือดเสร็จ หลีเยว่คิดจะหันกายไปหาสมุนไพรห้ามเลือดที่เห็นก่อนหน้านี้ ถึงอย่างไรก็ไม่อาจใช้น้ำพุวิญญาณในมิติอย่างโจ่งแจ้งได้ และไม่อาจปล่อยให้ปลายนิ้วมีเลือดไหลตลอด ทว่าเพิ่งจะหันกายไป โยวเลี่ยก็คว้าข้อมือของนางไว้อย่างแผ่วเบาการกระทำของเขาอ่อนโยนมาก ใช้หนังสัตว์ที่สะอาดเช็ดเลือดที่ปลายนิ้วให้นางก่อน จากนั้นจึงนำสมุนไพรห้ามเลือดที่เคี้ยวจนละเอียดมาโปะบนบาดแผลอย่างระมัดระวัง สุดท้ายก็ใช้แถบหนังสัตว์พัน

  • พลิกชะตานางร้ายสยบใจบุรุษอสูร   บทที่ 49

    จิ้นเหย่กับซือฉีนั่งอยู่บนโขดหินข้าง ๆ คนหนึ่งกำลังฝนเล็บ ส่วนอีกคนกำลังจัดสมุนไพร ส่วนหลันซีแช่อยู่ในถังไม้ ครีบหางสะบัดน้ำขึ้นมาเป็นครั้งคราว ทว่าสายตากลับชำเลืองมองมาทางกระท่อมไม้เป็นระยะ ๆ“หลีเยว่เรียกพวกเจ้าเข้าไป” ฉืออวี้เอ่ยปาก เสียงฟังดูทุ้มต่ำกว่าปกตินิดหน่อยโยวเลี่ยชะงักไป ดวงตาสีแดงเข้มฉายแววคาดหวังที่ยากจะสังเกตเห็น ก่อนจะรีบเดินไปที่กระท่อมไม้จิ้นเหย่หยุดมือทันที แล้วตามหลังไปซือฉีก็เก็บสมุนไพรขึ้นมาเช่นกันแล้วลุกขึ้นช้า ๆ ส่วนหลันซีก็ลุกออกจากถังไม้ เดินเข้าไปด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึกเมื่อทุกคนเข้าไปในกระท่อมไม้ หลีเยว่นั่งอยู่บนกองหญ้าแห้งแล้ว นางถือสร้อยคอไว้ในมือพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย ต่อให้น้ำพุวิญญาณสามารถรักษาแผลได้ แต่การกรีดนิ้วมือก็ยังเจ็บอยู่ดีการหยดเลือดนั้นต้องใช้ปริมาณหนึ่ง ไม่ใช่แค่หยดเดียวก็เพียงพอ ดังนั้นทุกครั้งที่กรีด แผลจึงไม่ตื้นเลยเมื่อเห็นพวกเขาเข้ามา นางก็เงยหน้าแย้มยิ้ม “นั่งลงกันให้หมดเถิด ไม่นานก็เสร็จแล้ว”หลีเยว่สูดลมหายใจเข้าลึก มือที่กุมสร้อยออกแรง ปลายนิ้วพลันรู้สึกเจ็บแปลบ หยดเลือดสีแดงสดซึมออกมาทันทีนางไม่กล้ามองนาน เดินตรงไปห

  • พลิกชะตานางร้ายสยบใจบุรุษอสูร   บทที่ 48

    ฉืออวี้หัวเราะหยันในใจ ปกติโยวเลี่ยก็ไม่ได้ดูโง่เขลา แต่ทำไมถึงมองอุบายตื้น ๆ เช่นนี้ของสตรีไม่ออก?นางกรีดใบหน้าที่เขาภาคภูมิใจ ทิ้งรอยแผลเป็นที่ไม่อาจรักษาให้หายไว้บนหน้าเขาสิ่งที่นางแสดงออกมาในตอนนี้ก็เป็นแค่การเปลี่ยนวิธีมาปั่นหัวพวกเขาเท่านั้นนางอยากให้พวกเขารู้สึกหวั่นไหวก่อน แล้วค่อยทรมานพวกเขาหลังจากที่พวกเขารู้สึกหวั่นไหวแน่นอนวิธีการเช่นนี้จะทำให้พวกเขาเจ็บปวดทรมานมากยิ่งขึ้นจริง ๆ โยวเลี่ยหวั่นไหวแล้วอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่มีทางตกหลุมพรางของนางหรอก หลันซีคือคนที่ถูกหลีเยว่ทรมานหนักที่สุดในหมู่บรรดาสามีอสูร และมีความแค้นต่อนางล้ำลึกที่สุด ด้วยเหตุนี้จึงระแวดระวังต่อการเปลี่ยนแปลงที่นางแสดงออกมาอย่างกะทันหันนี้มากที่สุดแม้เขาคิดมาตลอดว่าหลีเยว่เป็นสตรีที่โง่เขลาเบาปัญญา แต่การเปลี่ยนแปลงที่มาโดยไม่คาดฝันครั้งนี้ เขากลับมองไม่ออกเลยหากนางมีเป้าหมายอะไร เหตุใดจนถึงตอนนี้ยังไม่แสดงออกมาเลยเล่า?หลีเยว่ไม่รับรู้ถึงคลื่นใต้น้ำที่เต็มห้องนี้เลย นางอิงแอบอยู่ในอ้อมกอดที่เย็นนิด ๆ ของโยวเลี่ย พลางคิดถึงข้อดีของมิติ ไม่นานนักก็หลับสนิทไปจริง ๆเช้าวันรุ่งขึ้น นางถูกปลุกให

  • พลิกชะตานางร้ายสยบใจบุรุษอสูร   บทที่ 47

    ดังนั้นหลีเยว่จึงเลิกดิ้นขัดขืน ปล่อยให้โยวเลี่ยกอดตามใจชอบ แล้วจิตสำนึกก็เข้าไปในมิติชั่วพริบตาที่จิตสำนึกตกลงไปในมิติ หลีเยว่ก็ตกตะลึงขนาดพื้นที่ในมิติขยายใหญ่ขึ้นอีกแล้ว อย่างน้อยก็มีขนาดสี่สิบตารางเมตรแล้วเนื้อที่ของผืนดินสีดำก็เพิ่มตามไปด้วย ถึงขนาดที่เมล็ดผลน้ำผึ้งที่ฝังไว้ก่อนหน้านี้มียอดหน่อสีเขียวอ่อนโผล่ขึ้นมาแล้ว ปริมาณน้ำของน้ำพุวิญญาณก็มากขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย ไม่ได้มีแค่ไม่กี่หยดอีกต่อไปนางทั้งตกใจทั้งดีใจ หรือว่าจะเป็นเพราะนำน้ำสะอาดเข้ามาเมื่อครู่นี้?หรือว่าเป็นเพราะจูบกับโยวเลี่ย?ไม่ว่าเป็นแบบใด การที่มิติขยายใหญ่ขึ้นย่อมเป็นเรื่องดี ต่อไปก็จะปลูกอะไรได้มากขึ้น กักตุนทรัพยากรได้มากขึ้นส่วนโยวเลี่ยที่อยู่ในอ้อมกอดสัมผัสได้ว่าหลีเยว่ไม่ดิ้นอีกต่อไปแล้ว ถึงขนาดที่อิงแอบเข้าไปในอ้อมแขนของเขาเบา ๆ มุมปากจึงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจาง ๆ อย่างเงียบงันเขาก้มหน้ามองสตรีตัวน้อยในอ้อมแขนที่หลับอย่างเงียบสงบ นิ้วลูบผ่านศีรษะของนางอย่างแผ่วเบา อ่อนโยนจนไม่เหมือนตัวเขาในยามปกติเลยซือฉีกับจิ้นเหย่ที่อยู่ในมุมห้องเห็นฉากนี้ก็รู้สึกซับซ้อนขึ้นมาในใจนางกอดโยวเลี่ยแล้วหลับไปเ

  • พลิกชะตานางร้ายสยบใจบุรุษอสูร   บทที่ 46

    สัมผัสที่อุ่นร้อนบนริมฝีปากปลุกหลีเยว่ให้ตื่น นางลืมตาขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ มองเห็นเพียงดวงตาสีแดงเข้มคู่หนึ่งในระยะใกล้เพียงแค่เอื้อม ลมหายใจเต็มไปด้วยกลิ่นอายเย็นยะเยือกอันเป็นเอกลักษณ์บนร่างของโยวเลี่ยไม่รอให้นางได้ทันตั้งตัวก็ได้ยินเสียงดัง “ปัง!” บรรดาสามีอสูรพุ่งเข้ามา ซือฉีกับจิ้นเหย่คว้าแขนโยวเลี่ยไว้คนละข้าง แล้วฝืนกระชากเขาออกจากตัวนางหลีเยว่ยังคงมึนงง พลังจิตของหลันซีพันธนาการโยวเลี่ยอีกครั้ง ครั้งนี้รัดแน่นยิ่งกว่าเดิม แถบแสงสีม่วงอ่อนแทบจะฝังเข้าไปในผิวหนังของเขาจนกระทั่งโยวเลี่ยถูกกดลงกับพื้นจนขยับเขยื้อนไม่ได้ นางถึงค่อยรู้สึกตัวพลางลูบริมฝีปากของตนเอง เมื่อครู่นี้โยวเลี่ยจูบนางหรือ?“ข้ากลับมาเป็นปกติแล้ว ไม่ต้องมัด!”โยวเลี่ยดิ้นรน แผลที่หน้าผากยังคงมีเลือดซึม แต่ความบ้าคลั่งในแววตาเลือนหายไปไม่น้อยแล้ว สติแจ่มชัดขึ้นเล็กน้อยหลีเยว่ลุกขึ้นมานั่ง มองสภาพของเขาที่นับว่าสงบลงแล้ว ก่อนจะลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยปากว่า “หากเจ้ากลับมาเป็นปกติแล้วจริง ๆ รับรองได้หรือไม่ว่า...จะไม่จูบข้า?”เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา กระท่อมไม้ก็เงียบลงในพริบตาซือฉีกับคนอื่น ๆ ต่างตกต

  • พลิกชะตานางร้ายสยบใจบุรุษอสูร   บทที่ 45

    หลีเยว่ขดตัวอยู่บนกองหญ้าแห้ง มือสองข้างกำหนังสัตว์ไว้แน่น นางไม่เคยเห็นโยวเลี่ยในสภาพเช่นนี้มาก่อน ความเยือกเย็นตามปกติหายไปหมดแล้ว เหลือเพียงความคลุ้มคลั่งที่สูญเสียการควบคุมเท่านั้น“เขาเป็นอะไรไป?” เสียงของหลีเยว่สั่นเทาเล็กน้อยซือฉีย่อตัวลงข้างกายโยวเลี่ย กดไหล่ของเขาพลางหันหน้ามาอธิบาย“เขายังอยู่ในช่วงติดสัด การปลอบประโลมทางกายที่ต้องได้รับยังไม่เพียงพอ สัญชาตญาณความบ้าคลั่งในร่างกายเขาเลยกำเริบขึ้นมา เวลาแบบนี้มีเพียงการปลอบประโลมของสตรีเพศเท่านั้นที่ทำให้เขาสงบลงได้”หลีเยว่ตกตะลึง เมื่อเช้านางเห็นโยวเลี่ยไม่มีความผิดปกติอะไร ยังนึกว่าอาการของเขาสงบลงแล้วถึงได้ให้จิ้นเหย่เป็นคนแบกนาง คิดไม่ถึงว่าจู่ ๆ จะอาการกำเริบอีกครั้งหากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ ต่อให้ตอนบ่ายรู้สึกอึดอัดใจอีกเพียงใด ก็ควรปล่อยให้เขาอุ้ม อย่างน้อยก็คงไม่ทำให้เขาอาการกำเริบขึ้นมาเมื่อเห็นหลีเยว่หลุบตาไม่พูดไม่จา ซือฉีนึกว่านางไม่ยินยอมจึงอธิบายว่า “หากเจ้ากลัว พวกเราจะหาเถาวัลย์มามัดเขาไว้ก่อน ทนให้ถึงพรุ่งนี้เช้า ไม่แน่ว่าเขาอาจจะกลับมาเป็นปกติได้เอง”“แล้วพรุ่งนี้ยังออกเดินทางได้หรือไม่?” หลีเยว่พลันเ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status