Share

บทที่ 3

Author: คิมหันต์อรุณเดือนห้า
แพขนตาที่หลุบต่ำของซือฉีสั่นไหวอย่างรุนแรง ภายใต้เรือนผมสีขาวโพลน ดวงตาคู่สีอำพันฉายแววหวั่นไหวเป็นครั้งแรก

“หากเจ้ามีใจจะทำเช่นนั้นจริง คงถอนพันธสัญญาไปนานแล้ว จะรอจนถึงป่านนี้ทำไมกัน นี่คงเป็นเล่ห์เหลี่ยมใหม่ที่เจ้าเพิ่งคิดออกล่ะสิ?”

ซือฉีแตกต่างจากสามีอสูรคนอื่นๆ เขาไม่ได้ถูกท่านพ่อจับตัวมา แต่กลับเป็นฝ่ายเดินทางมาหาเอง

ดูเหมือนเขาจะรู้จักกับเจ้าของร่างเดิมมาตั้งแต่เด็ก ส่วนเรื่องที่การทำพันธสัญญาจะเป็นความเต็มใจของเขาหรือไม่นั้น หลีเยว่ไม่อาจหาคำตอบได้จากความทรงจำเดิม

แต่เมื่อฟังจากน้ำเสียงในตอนนี้ ดูท่าเขาก็คงอยากจะถอนพันธสัญญาเต็มทีแล้วเหมือนกัน?

หลีเยว่เหลือบมองชายหนุ่มผู้ที่จะกลายเป็นมหาจอมวายร้ายผู้ทรงอิทธิพลในภายภาคหน้า แล้วเอ่ยว่า “ข้าบอกแล้วไงว่าจุดประสงค์ของข้าคือต้องการให้พวกเจ้าไปตามหาท่านพ่อเป็นเพื่อนข้า”

นางชะงักไปครู่หนึ่ง พลางชำเลืองมองหลันซีที่ลมหายใจรวยริน “ซือฉี เจ้าใช้พลังจิตเยียวยาบาดแผลให้หลันซีเสีย แล้วข้าจะหยดเลือดให้เจ้าเดี๋ยวนี้”

ซือฉีเป็นนักบวช เขามีพลังจิตที่สามารถรักษาผู้คนได้ แต่ที่ผ่านมาหลีเยว่กลับสั่งห้ามไม่ให้เขารักษาใครทั้งสิ้น แม้กระทั่งบาดแผลของตัวเขาเอง

ทว่ายามนี้นางเริ่มกลับเป็นฝ่ายเสนอให้เขารักษาหลันซี มิหนำซ้ำยังจะหยดเลือดถอนพันธสัญญาให้อีก?

แม้เขาจะยังไม่เชื่อคำพูดของหลีเยว่เลยสักนิด แต่บาดแผลของหลันซีนั้นสาหัสเกินกว่าจะนิ่งดูดายได้ อีกทั้งเขาก็อยากจะรู้ว่านางคิดจะมาไม้ไหนกันแน่ จึงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะก้าวเข้าไปรักษาบาดแผลให้หลันซี

ปลายนิ้วของซือฉีปรากฏแสงสีขาวจางๆ นั่นคือพลังจิตของนักบวชระดับเหลือง

เขาค่อยๆ ทาบมือลงบนหางปลาของหลันซี แสงนวลตานั้นซึมลึกเข้าสู่บาดแผล รอยเหวอะหวะที่เคยนองเลือดเริ่มหยุดไหลและตกสะเก็ดให้เห็นต่อหน้าต่อตา

ดวงตาคู่สีม่วงอเมทิสต์ของหลันซีสั่นระริกพร้อมเสียงถอนหายใจด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย ร่างกายที่เคยเกร็งเขม็งค่อยๆ คลายตัวลง ใบหน้าที่ซีดเผือดเริ่มมีสีเลือดฝาดขึ้นมาบ้าง

ซือฉีชักมือกลับ บนหน้าผากภายใต้ผมสีเทาขาวมีเหงื่อซึมออกมาบางๆ การใช้พลังจิตเกินขีดจำกัดทำให้เขาหอบหายใจเล็กน้อย

เขาเงยหน้ามองหลีเยว่ด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยการจับผิด เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้คาดหวังว่านางจะรักษาคำพูดจริงๆ

หลีเยว่ปลดสร้อยคอของนางออก มันเป็นเครื่องประดับแหลมคมที่มีความยาวประมาณหนึ่งข้อนิ้ว ไม่แน่ชัดว่าทำมาจากวัสดุใด เป็นของที่ท่านพ่อบังเอิญพบเมื่อหลายปีก่อนและตั้งใจฝนจนคมเพื่อมอบให้นางใช้พกติดตัว

นางกำสร้อยคอไว้แน่น สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะกรีดลงบนปลายนิ้วอย่างแรง

ความเจ็บปวดแล่นแปลบ หยดเลือดสีแดงสดผุดซึมออกมาทันที นางก้าวไปตรงหน้าซือฉี ยกมือขึ้นแล้วหยดเลือดจากปลายนิ้วลงบนตราประทับอสูรแมงป่องที่หน้าอกของเขา

พริบตาที่หยดเลือดสัมผัสกับตราประทับสีม่วงเข้ม สีของมันกลับจางลงราวกับถูกละลาย ขอบของตราประทับเริ่มพร่าเลือน

แม้จะยังคงมองเห็นชัดเจน แต่มันกลับดูอ่อนแสงลงหนึ่งระดับอย่างเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า

ภายในถ้ำเงียบสงัดลงทันที

ซือฉีเบิกตากว้าง เอื้อมมือขึ้นลูบตราประทับนั้นตามสัญชาตญาณ ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงผิวหนังที่ยังอุ่นจัด อีกทั้งสีที่จางลงอย่างชัดเจนนั้นตอกย้ำว่านี่ไม่ใช่ภาพลวงตา

โยวเลี่ยจ้องมองตราประทับบนกระดูกไหปลาร้าของซือฉีเขม็ง รูม่านตาหดเกร็ง ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงอย่างยากลำบาก

เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าจะมีสตรีคนไหนยอมหยดเลือดถอนพันธสัญญาด้วยตัวเอง และไม่เคยเห็นตราประทับที่จางลงได้เช่นนี้

รอยยิ้มหยันบนใบหน้าของฉืออวี้เลือนหายไปโดยสิ้นเชิง สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึง เขาเผลอลูบตราประทับของตัวเองอย่างลืมตัว

ส่วนเสียงลมหายใจของจิ้นเหย่ก็หนักหน่วงขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ เขามองซือฉีสลับกับหยดเลือดบนนิ้วของหลีเยว่จนพูดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่

หลันซีที่อยู่ในถังไม้ตะเกียกตะกายลุกขึ้นนั่ง ดวงตาสีม่วงสะท้อนภาพตราประทับที่จางลงบนตัวซือฉี ในแววตาของเขาปรากฏอารมณ์อื่นนอกจากความเกลียดชังเป็นครั้งแรก นั่นคือแสงรำไรแห่งความหวัง

“ตอนนี้พวกเจ้าเชื่อหรือยัง?” หลีเยว่บีบปลายนิ้วที่ยังมีเลือดไหลเพื่อห้ามเลือด

บุรุษอสูรทั้งห้านิ่งเงียบ จ้องมองนางด้วยสายตาที่ซับซ้อน

ความระแวงยังคงอยู่ แต่มันไม่หนักแน่นเท่าเมื่อครู่นี้แล้ว

การเปลี่ยนแปลงของตราประทับคือหลักฐานที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าจนพวกเขาไม่อาจปฏิเสธได้

ซือฉีคือคนแรกที่ได้สติ เขามองดูหยดเลือดที่ยังคงซึมจากนิ้วของหลีเยว่ ลูกกระเดือกขยับเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายกลับเพียงแค่เม้มริมฝีปากแน่น

โยวเลี่ยสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความตื่นตระหนกในใจ ดวงตาคู่สีแดงเข้มดูเคร่งขรึมขึ้น “เมื่อครู่เจ้าบอกว่า จะให้พวกข้าพานางไปตามหาท่านพ่อ?”

เขาหยุดเว้นจังหวะก่อนจะโพล่งคำถามสำคัญ “แต่พวกข้าไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน”

พ่อของนางเป็นอสูรพเนจร มีที่พึ่งไม่เป็นหลักแหล่ง การออกเดินทางครั้งนี้ก็ไม่ได้บอกจุดหมายที่แน่ชัด พวกเขาจึงไม่มีทางล่วงรู้ได้เลย

หลีเยว่ทบทวนเนื้อเรื่องในนิยายก่อนจะเอ่ยว่า “ท่านพ่อน่าจะไปที่เผ่าอินทรี ก่อนออกเดินทางเขาบอกว่าจะไปจับอสูรเผ่าอินทรีมาเป็นสามีให้ข้าอีกคน”

ซือฉีชะงักไปเล็กน้อย พลางขมวดคิ้ว “เผ่าอินทรีอยู่แถบชายป่าดำ จากที่นี่ต้องใช้เวลาเดินทางอย่างน้อยเจ็ดวัน”

“งั้นก็ไปที่เผ่าอินทรีนั่นแหละ” หลีเยว่ตอบอย่างหนักแน่น

เมื่อข้อตกลงสิ้นสุดลง

หลีเยว่มองดูสายตาที่ยังแฝงแววระแวดระวังของพวกเขาแล้วเอ่ยว่า “ข้าเหนื่อยแล้ว อยากพักผ่อนเสียหน่อย พวกเจ้าเองก็... ไปเตรียมตัวเถอะ พรุ่งนี้เช้าเราจะออกเดินทางกัน”

โยวเลี่ยจ้องมองนางด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา สุดท้ายก็หมุนตัวเดินออกไป

ซือฉีเดินตามออกไปติดๆ ยามที่เดินผ่านหลีเยว่ฝีเท้าของเขาชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่ได้หันกลับมามอง

ส่วนฉืออวี้ปรายตามองคราบเลือดที่ปลายนิ้วของนางอย่างมีความหมาย แสยะยิ้มที่มุมปากซึ่งไม่รู้ว่าเป็นความเยาะหยันหรือความรู้สึกอื่นใดก่อนจะเดินจากไป

จิ้นเหย่มองหลันซีในถังไม้เป็นครั้งสุดท้าย แล้วจึงก้าวยาวๆ ตามออกไป

ในที่สุด ภายในถ้ำก็เหลือเพียงหลีเยว่และหลันซี

หลันซีจ้องมองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยการหยั่งเชิงแต่ไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงแค่นอนแช่น้ำอยู่อย่างเงียบๆ

หลีเยว่เดินไปที่เตียงซึ่งปูด้วยหญ้าแห้งหนานุ่มแล้วทิ้งตัวลงนั่งพลางถอนหายใจยาว

เมื่อแผ่นหลังพิงกับผนังหินที่เย็นเยียบ นางจึงรู้สึกว่าเส้นประสาทที่ตึงเครียดเริ่มผ่อนคลายลงบ้าง

อย่างน้อยก็ทำให้พวกสามีอสูรได้เห็นความหวังและรั้งพวกเขาไว้ได้ชั่วคราว

ทว่าเพียงเท่านี้ยังไม่พอ

นางรู้ดีว่าความแค้นฝังลึกที่เจ้าของร่างเดิมก่อไว้ไม่ใช่เรื่องที่จะลบเลือนได้เพียงเพราะนางเสนอจะถอนพันธสัญญา

ที่พวกเขาเปยอมปกป้องนางในตอนนี้ก็เพียงเพราะอยากจะหลุดพ้นจากพันธสัญญาเท่านั้น

หากวันใดที่ถอนพันธสัญญาสำเร็จและสิ้นสุดการควบคุมจากตราประทับ ด้วยความแค้นที่สลักลึกถึงกระดูก จุดจบของนางก็คงหนีไม่พ้นความตายอยู่ดี

ดังนั้น การตามหาท่านพ่อจึงเป็นเพียงก้าวแรก

ระหว่างนี้นางต้องหาวิธีพลิกฟื้นภาพลักษณ์ของตัวเองในใจพวกเขาให้ได้

อย่างน้อยที่สุดก็ต้องทำให้พวกเขาเลิกเกลียดนางเข้าไส้

เมื่อความสัมพันธ์เริ่มคลี่คลาย นางจึงจะสามารถถอนพันธสัญญากับพวกเขาอย่างสันติ แล้วค่อยหาบุรุษอสูรที่ถูกใจมาทำพันธสัญญาใหม่แทน

บุรุษในโลกอสูรหล่อเหลากันขนาดนี้ ในเมื่อทะลุมิติมาแล้ว ก็ต้องหาเพิ่มอีกสักหลายๆ คนถึงจะคุ้ม

ในขณะที่นางกำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่นั้น เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้นที่หน้าถ้ำ

ฉืออวี้ถือใบไม้กว้างผืนหนึ่ง ในนั้นมีเนื้อย่างที่มันเยิ้มส่งกลิ่นหอมกรุ่น

ขอบเนื้อมีรอยไหม้เกรียมเล็กน้อย เห็นชัดว่าตั้งใจย่างมาอย่างดีจนกรอบนอกนุ่มใน

ฉืออวี้หยุดยืนห่างจากหลีเยว่ไม่กี่ก้าว ร่างสูงโปร่งทอดเงาทาบลงมาบังแสง

เขาจุดรอยยิ้มยั่วยวนที่มุมปาก ยื่นห่อใบไม้ในมือมาข้างหน้าพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์

“หิวหรือไม่? อยากลองชิมดูไหม?”

อยู่ดีๆ มาทำดีด้วยแบบนี้ ต้องมีแผนอะไรแน่ๆ

หลีเยว่มองอสูรจิ้งจอกที่ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ตรงหน้าด้วยความระแวดระวัง ก่อนจะได้ยินเขาเอ่ยต่อว่า

“หากเจ้ากินเนื้อย่างนี่แล้ว จะหยดเลือดให้ข้าด้วยได้หรือไม่?”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พลิกชะตานางร้ายสยบใจบุรุษอสูร   บทที่ 50

    หลีเยว่อึ้งไปครู่หนึ่ง มือยังคงชูปลายนิ้วที่มีเลือดไหล มองจิ้นเหย่ที่หลบไปข้างหลังแล้วอดงุนงงไม่ได้ “จิ้นเหย่ เจ้าเข้ามาใกล้ ๆ หน่อยสิ ข้าจะหยดเลือดให้เจ้า เมื่อวานสัญญากับเจ้าไว้แล้ว”จิ้นเหย่ถึงค่อยเข้ามาใกล้ แล้วหลุบตามองนางหลีเยว่ขยับเข้าไปใกล้ หยดเลือดลงบนตราประทับอสูรที่หน้าอกของเขา ตราประทับอสูรสีจางลงไปหนึ่งระดับจิ้นเหย่มองตราประทับอสูรที่จางลงบนหน้าอกอย่างตะลึงงัน ไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังคิดอะไรอยู่เมื่อหยดเลือดให้จิ้นเหย่เสร็จ ก็ถือว่าสามีอสูรทั้งห้าคนได้รับการหยดเลือดกันหมดแล้วพวกเขาน่าจะเชื่อกันแล้วว่าเรื่องปลดพันธสัญญาที่นางพูดมาไม่ใช่เรื่องหลอกลวงพวกเขา?หลังจากหยดเลือดเสร็จ หลีเยว่คิดจะหันกายไปหาสมุนไพรห้ามเลือดที่เห็นก่อนหน้านี้ ถึงอย่างไรก็ไม่อาจใช้น้ำพุวิญญาณในมิติอย่างโจ่งแจ้งได้ และไม่อาจปล่อยให้ปลายนิ้วมีเลือดไหลตลอด ทว่าเพิ่งจะหันกายไป โยวเลี่ยก็คว้าข้อมือของนางไว้อย่างแผ่วเบาการกระทำของเขาอ่อนโยนมาก ใช้หนังสัตว์ที่สะอาดเช็ดเลือดที่ปลายนิ้วให้นางก่อน จากนั้นจึงนำสมุนไพรห้ามเลือดที่เคี้ยวจนละเอียดมาโปะบนบาดแผลอย่างระมัดระวัง สุดท้ายก็ใช้แถบหนังสัตว์พัน

  • พลิกชะตานางร้ายสยบใจบุรุษอสูร   บทที่ 49

    จิ้นเหย่กับซือฉีนั่งอยู่บนโขดหินข้าง ๆ คนหนึ่งกำลังฝนเล็บ ส่วนอีกคนกำลังจัดสมุนไพร ส่วนหลันซีแช่อยู่ในถังไม้ ครีบหางสะบัดน้ำขึ้นมาเป็นครั้งคราว ทว่าสายตากลับชำเลืองมองมาทางกระท่อมไม้เป็นระยะ ๆ“หลีเยว่เรียกพวกเจ้าเข้าไป” ฉืออวี้เอ่ยปาก เสียงฟังดูทุ้มต่ำกว่าปกตินิดหน่อยโยวเลี่ยชะงักไป ดวงตาสีแดงเข้มฉายแววคาดหวังที่ยากจะสังเกตเห็น ก่อนจะรีบเดินไปที่กระท่อมไม้จิ้นเหย่หยุดมือทันที แล้วตามหลังไปซือฉีก็เก็บสมุนไพรขึ้นมาเช่นกันแล้วลุกขึ้นช้า ๆ ส่วนหลันซีก็ลุกออกจากถังไม้ เดินเข้าไปด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึกเมื่อทุกคนเข้าไปในกระท่อมไม้ หลีเยว่นั่งอยู่บนกองหญ้าแห้งแล้ว นางถือสร้อยคอไว้ในมือพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย ต่อให้น้ำพุวิญญาณสามารถรักษาแผลได้ แต่การกรีดนิ้วมือก็ยังเจ็บอยู่ดีการหยดเลือดนั้นต้องใช้ปริมาณหนึ่ง ไม่ใช่แค่หยดเดียวก็เพียงพอ ดังนั้นทุกครั้งที่กรีด แผลจึงไม่ตื้นเลยเมื่อเห็นพวกเขาเข้ามา นางก็เงยหน้าแย้มยิ้ม “นั่งลงกันให้หมดเถิด ไม่นานก็เสร็จแล้ว”หลีเยว่สูดลมหายใจเข้าลึก มือที่กุมสร้อยออกแรง ปลายนิ้วพลันรู้สึกเจ็บแปลบ หยดเลือดสีแดงสดซึมออกมาทันทีนางไม่กล้ามองนาน เดินตรงไปห

  • พลิกชะตานางร้ายสยบใจบุรุษอสูร   บทที่ 48

    ฉืออวี้หัวเราะหยันในใจ ปกติโยวเลี่ยก็ไม่ได้ดูโง่เขลา แต่ทำไมถึงมองอุบายตื้น ๆ เช่นนี้ของสตรีไม่ออก?นางกรีดใบหน้าที่เขาภาคภูมิใจ ทิ้งรอยแผลเป็นที่ไม่อาจรักษาให้หายไว้บนหน้าเขาสิ่งที่นางแสดงออกมาในตอนนี้ก็เป็นแค่การเปลี่ยนวิธีมาปั่นหัวพวกเขาเท่านั้นนางอยากให้พวกเขารู้สึกหวั่นไหวก่อน แล้วค่อยทรมานพวกเขาหลังจากที่พวกเขารู้สึกหวั่นไหวแน่นอนวิธีการเช่นนี้จะทำให้พวกเขาเจ็บปวดทรมานมากยิ่งขึ้นจริง ๆ โยวเลี่ยหวั่นไหวแล้วอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่มีทางตกหลุมพรางของนางหรอก หลันซีคือคนที่ถูกหลีเยว่ทรมานหนักที่สุดในหมู่บรรดาสามีอสูร และมีความแค้นต่อนางล้ำลึกที่สุด ด้วยเหตุนี้จึงระแวดระวังต่อการเปลี่ยนแปลงที่นางแสดงออกมาอย่างกะทันหันนี้มากที่สุดแม้เขาคิดมาตลอดว่าหลีเยว่เป็นสตรีที่โง่เขลาเบาปัญญา แต่การเปลี่ยนแปลงที่มาโดยไม่คาดฝันครั้งนี้ เขากลับมองไม่ออกเลยหากนางมีเป้าหมายอะไร เหตุใดจนถึงตอนนี้ยังไม่แสดงออกมาเลยเล่า?หลีเยว่ไม่รับรู้ถึงคลื่นใต้น้ำที่เต็มห้องนี้เลย นางอิงแอบอยู่ในอ้อมกอดที่เย็นนิด ๆ ของโยวเลี่ย พลางคิดถึงข้อดีของมิติ ไม่นานนักก็หลับสนิทไปจริง ๆเช้าวันรุ่งขึ้น นางถูกปลุกให

  • พลิกชะตานางร้ายสยบใจบุรุษอสูร   บทที่ 47

    ดังนั้นหลีเยว่จึงเลิกดิ้นขัดขืน ปล่อยให้โยวเลี่ยกอดตามใจชอบ แล้วจิตสำนึกก็เข้าไปในมิติชั่วพริบตาที่จิตสำนึกตกลงไปในมิติ หลีเยว่ก็ตกตะลึงขนาดพื้นที่ในมิติขยายใหญ่ขึ้นอีกแล้ว อย่างน้อยก็มีขนาดสี่สิบตารางเมตรแล้วเนื้อที่ของผืนดินสีดำก็เพิ่มตามไปด้วย ถึงขนาดที่เมล็ดผลน้ำผึ้งที่ฝังไว้ก่อนหน้านี้มียอดหน่อสีเขียวอ่อนโผล่ขึ้นมาแล้ว ปริมาณน้ำของน้ำพุวิญญาณก็มากขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย ไม่ได้มีแค่ไม่กี่หยดอีกต่อไปนางทั้งตกใจทั้งดีใจ หรือว่าจะเป็นเพราะนำน้ำสะอาดเข้ามาเมื่อครู่นี้?หรือว่าเป็นเพราะจูบกับโยวเลี่ย?ไม่ว่าเป็นแบบใด การที่มิติขยายใหญ่ขึ้นย่อมเป็นเรื่องดี ต่อไปก็จะปลูกอะไรได้มากขึ้น กักตุนทรัพยากรได้มากขึ้นส่วนโยวเลี่ยที่อยู่ในอ้อมกอดสัมผัสได้ว่าหลีเยว่ไม่ดิ้นอีกต่อไปแล้ว ถึงขนาดที่อิงแอบเข้าไปในอ้อมแขนของเขาเบา ๆ มุมปากจึงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจาง ๆ อย่างเงียบงันเขาก้มหน้ามองสตรีตัวน้อยในอ้อมแขนที่หลับอย่างเงียบสงบ นิ้วลูบผ่านศีรษะของนางอย่างแผ่วเบา อ่อนโยนจนไม่เหมือนตัวเขาในยามปกติเลยซือฉีกับจิ้นเหย่ที่อยู่ในมุมห้องเห็นฉากนี้ก็รู้สึกซับซ้อนขึ้นมาในใจนางกอดโยวเลี่ยแล้วหลับไปเ

  • พลิกชะตานางร้ายสยบใจบุรุษอสูร   บทที่ 46

    สัมผัสที่อุ่นร้อนบนริมฝีปากปลุกหลีเยว่ให้ตื่น นางลืมตาขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ มองเห็นเพียงดวงตาสีแดงเข้มคู่หนึ่งในระยะใกล้เพียงแค่เอื้อม ลมหายใจเต็มไปด้วยกลิ่นอายเย็นยะเยือกอันเป็นเอกลักษณ์บนร่างของโยวเลี่ยไม่รอให้นางได้ทันตั้งตัวก็ได้ยินเสียงดัง “ปัง!” บรรดาสามีอสูรพุ่งเข้ามา ซือฉีกับจิ้นเหย่คว้าแขนโยวเลี่ยไว้คนละข้าง แล้วฝืนกระชากเขาออกจากตัวนางหลีเยว่ยังคงมึนงง พลังจิตของหลันซีพันธนาการโยวเลี่ยอีกครั้ง ครั้งนี้รัดแน่นยิ่งกว่าเดิม แถบแสงสีม่วงอ่อนแทบจะฝังเข้าไปในผิวหนังของเขาจนกระทั่งโยวเลี่ยถูกกดลงกับพื้นจนขยับเขยื้อนไม่ได้ นางถึงค่อยรู้สึกตัวพลางลูบริมฝีปากของตนเอง เมื่อครู่นี้โยวเลี่ยจูบนางหรือ?“ข้ากลับมาเป็นปกติแล้ว ไม่ต้องมัด!”โยวเลี่ยดิ้นรน แผลที่หน้าผากยังคงมีเลือดซึม แต่ความบ้าคลั่งในแววตาเลือนหายไปไม่น้อยแล้ว สติแจ่มชัดขึ้นเล็กน้อยหลีเยว่ลุกขึ้นมานั่ง มองสภาพของเขาที่นับว่าสงบลงแล้ว ก่อนจะลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยปากว่า “หากเจ้ากลับมาเป็นปกติแล้วจริง ๆ รับรองได้หรือไม่ว่า...จะไม่จูบข้า?”เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา กระท่อมไม้ก็เงียบลงในพริบตาซือฉีกับคนอื่น ๆ ต่างตกต

  • พลิกชะตานางร้ายสยบใจบุรุษอสูร   บทที่ 45

    หลีเยว่ขดตัวอยู่บนกองหญ้าแห้ง มือสองข้างกำหนังสัตว์ไว้แน่น นางไม่เคยเห็นโยวเลี่ยในสภาพเช่นนี้มาก่อน ความเยือกเย็นตามปกติหายไปหมดแล้ว เหลือเพียงความคลุ้มคลั่งที่สูญเสียการควบคุมเท่านั้น“เขาเป็นอะไรไป?” เสียงของหลีเยว่สั่นเทาเล็กน้อยซือฉีย่อตัวลงข้างกายโยวเลี่ย กดไหล่ของเขาพลางหันหน้ามาอธิบาย“เขายังอยู่ในช่วงติดสัด การปลอบประโลมทางกายที่ต้องได้รับยังไม่เพียงพอ สัญชาตญาณความบ้าคลั่งในร่างกายเขาเลยกำเริบขึ้นมา เวลาแบบนี้มีเพียงการปลอบประโลมของสตรีเพศเท่านั้นที่ทำให้เขาสงบลงได้”หลีเยว่ตกตะลึง เมื่อเช้านางเห็นโยวเลี่ยไม่มีความผิดปกติอะไร ยังนึกว่าอาการของเขาสงบลงแล้วถึงได้ให้จิ้นเหย่เป็นคนแบกนาง คิดไม่ถึงว่าจู่ ๆ จะอาการกำเริบอีกครั้งหากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ ต่อให้ตอนบ่ายรู้สึกอึดอัดใจอีกเพียงใด ก็ควรปล่อยให้เขาอุ้ม อย่างน้อยก็คงไม่ทำให้เขาอาการกำเริบขึ้นมาเมื่อเห็นหลีเยว่หลุบตาไม่พูดไม่จา ซือฉีนึกว่านางไม่ยินยอมจึงอธิบายว่า “หากเจ้ากลัว พวกเราจะหาเถาวัลย์มามัดเขาไว้ก่อน ทนให้ถึงพรุ่งนี้เช้า ไม่แน่ว่าเขาอาจจะกลับมาเป็นปกติได้เอง”“แล้วพรุ่งนี้ยังออกเดินทางได้หรือไม่?” หลีเยว่พลันเ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status