แชร์

บทที่ 5

ผู้เขียน: คิมหันต์อรุณเดือนห้า
หลันซีว่ายวนอยู่ในโถอย่างช้าๆ สองรอบ ยามที่หางปลาโบกสะบัดก็นำพาระลอกน้ำที่นุ่มนวลออกมา น้ำทะเลที่เดิมทีมีอยู่ครึ่งโถกลับลดระดับลงด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ผิวน้ำลดต่ำลงทีละน้อย

เพียงชั่วครู่ น้ำทะเลในโถก็เกือบจะแห้งขอด

หลันซีหยุดการเคลื่อนไหว เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ลูกกระเดือกขยับคราหนึ่ง ก่อนจะอ้าปากแล้วพ่นวัตถุขนาดเท่ากำปั้นออกมา

สิ่งนั้นขาวโพลนไปทั้งก้อน มีประกายแวววาวดูใสสะอาด มันคือก้อนเกลือนั่นเอง

หลีเยว่มองจนตาค้าง

นี่คือนี่คือวิชาผลิตเกลือของเผ่าเงือกงั้นหรือ?

แต่ว่า... เกลือนี้ถูกพ่นออกมาจากปากเขา จะยังกินได้อยู่ไหมนะ?

ความคิดนี้เพิ่งจะแล่นผ่านสมองไป นางก็พลันนึกถึงเนื้อย่างไร้รสชาติชิ้นเมื่อครู่ ทันใดนั้นท้องของนางก็ส่งเสียง “โครกคราก” ประท้วงออกมาอย่างซื่อสัตย์

ช่างหัวที่มามันเถอะ มีเกลือยังไงก็ดีกว่าไม่มี

หลีเยว่รีบยื่นมือออกไปทันที: “เอาเกลือมาให้ข้า”

ทว่าหลันซีกลับนิ่งเฉย เขาเพียงก้มลงมองนาง ดวงตาสีม่วงคู่นั้นไม่มีอารมณ์ใดๆ น้ำเสียงใสบริสุทธิ์ทว่าแฝงไปด้วยความยืนกรานที่ไม่อาจปฏิเสธ: “เจ้าหยดเลือดให้ข้าก่อน แล้วข้าจะให้เจ้า”

แม้เขาจะเห็นหลีเยว่หยดเลือดให้ซือฉี และสาบานต่อเทพเจ้าอสูรเพื่อฉืออวี้ไปแล้ว แต่เขาเคยเจ็บช้ำมานับครั้งไม่ถ้วน จึงไม่เชื่อถือคำสัญญาปากเปล่าของนางอีกต่อไป

หลีเยว่เองก็รู้ว่าเขาคงไม่เชื่อใจง่ายๆ นางกัดฟันดึงสร้อยคอลงมา กรีดลงบนบาดแผลที่เพิ่งตกสะเก็ดอีกครั้งเพื่อหยดเลือดให้เขา

หยาดเลือดหยดลงบน “ตราประทับอสูร” รูปแมงป่องบนหน้าอกของหลันซี ตราสีม่วงเข้มนั้นราวกับถูกน้ำสะอาดชะล้างน้ำหมึก มันจางลงหนึ่งระดับอย่างเห็นได้ชัด ขอบตรากระจายตัวออกเป็นสีชมพูอ่อนๆ

ขนตาของหลันซีสั่นระริกอย่างรุนแรง ในดวงตาสีม่วงราวกับมีสะเก็ดไฟตกลงไป พลันบังเกิดประกายแสงพรั่งพรูออกมา

เขาจ้องมองรอยสีม่วงที่จางลงบนหน้าอก ลำคอตีบตันจนส่งเสียงไม่ออก ปลายนิ้วเผลอยกขึ้นกลางอากาศแต่ก็ชะงักไปทันควัน ราวกับไม่กล้าสัมผัสความจริงที่ถาโถมเข้ามานี้

หลีเยว่หยดเลือดให้เขาจริงๆ ขอเพียงหยดอีกเก้าครั้ง เขาก็จะหลุดพ้นจากข้อจำกัดของตราประทับอสูรได้อย่างสมบูรณ์...

ปลายนิ้วของเขาแตะขอบตราประทับ แววตาเป็นประกายอยู่ครู่หนึ่ง แต่เพียงครู่เดียวก็กลับมาหม่นแสงลงตามเดิม

ต่อให้หยดเลือดไปแล้วหนึ่งครั้ง ก็ยังต้องหยดอีกถึงเก้าครั้งกว่าจะถอนพันธสัญญาได้สำเร็จ...

เนิ่นนานกว่าที่เขาจะดึงสติกลับมาได้ แล้วยื่นก้อนเกลือในมือส่งให้

หลีเยว่เพิ่งจะยื่นมือไป ปลายนิ้วที่เป็นแผลก็บังเอิญไปถูเข้ากับก้อนเกลือเข้าอย่างจัง

“ซี๊ด...”

ความเจ็บปวดแหลมคมแล่นพล่านขึ้นมาทันที นางเจ็บจนสูดลมหายใจเข้าลึก มือสั่นจนทำก้อนเกลือหลุดมือ

ในจังหวะที่ก้อนเกลือกำลังจะตกพื้น หลันซีก็ตาไวคว้ามันเอาไว้ได้ทัน

หลีเยว่เจ็บจนขอบตาแดงก่ำ นางเผลอเอาปลายนิ้วที่เป็นแผลมาจ่อที่ริมฝีปากแล้วแลบลิ้นเลียเบาๆ

ตอนที่กรีดแผลเมื่อครู่นางลงแรงไปหน่อย แผลจึงลึกกว่าครั้งก่อน พอโดนเกลือกระตุ้นเข้าแบบนี้ ความเจ็บจึงทำให้ปลายนิ้วสั่นไม่หยุด

นางหันไปมองหารอบๆ เพื่อหาอะไรมาพันแผล แต่สายตาที่กวาดไปทั่วถ้ำกลับเจอเพียงหญ้าแห้งและหนังสัตว์ แม้แต่เศษผ้าดีๆ สักชิ้นก็ไม่มี

โลกอสูรยังหยุดอยู่ที่ขั้นการใช้หนังสัตว์พันกาย จะไปมีผ้าได้อย่างไร

ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจพุ่งวูบขึ้นมาจนจมูกเริ่มแสบสัน

ทั้งที่เป็นความผิดที่เจ้าของร่างเดิมก่อไว้ แต่นางไม่เพียงต้องมารับกรรม ยังต้องมากรีดนิ้วหยดเลือด แถมตอนนี้แม้แต่ผ้าพันแผลสักชิ้นก็ยังหาไม่ได้

แต่นางไม่อยากมาร้องไห้ขี้มูกโป่งต่อหน้าพวกตัวร้าย นางสูดลมหายใจลึก กลั้นน้ำตาเอาไว้ แล้วโบกมือไล่อย่างแรง: “พวกเจ้าออกไปให้หมด ข้าเหนื่อยแล้ว จะนอน”

ฉืออวี้มองหางตาที่แดงระเรื่อและริมฝีปากที่เม้มแน่นของนาง ดวงตาเขาสั่นไหวเล็กน้อย สุดท้ายก็ได้แต่เหยียดมุมปาก หมุนตัวเดินออกไป

สตรี ผู้บอบบางหยดเลือดจากการกรีดนิ้วถึงสองครั้ง ครั้งที่สองแผลยังลึกมากเสียด้วย แต่นางกลับไม่ระเบิดอารมณ์ใส่พวกเขาสักนิด ตกลงว่านางกำลังวางแผนอะไรอยู่กันแน่?

หลันซีเก็บก้อนเกลือลงในโถเซรามิกใบเล็กที่ใช้ใส่เกลือตามปกติ หางปลาของเขากลายเป็นขาทั้งสองข้าง แล้วเดินออกจากถ้ำไป

ในถ้ำกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง หลีเยว่ขดตัวอยู่บนหนังสัตว์ บีบนิ้วที่บาดเจ็บพลางแอบเช็ดน้ำตาเงียบๆ

หลีเยว่มองดูโขดหินที่ขรุขระบนเพดานถ้ำ ความเจ็บจี๊ดที่ปลายนิ้วยังคงทำงานอยู่ ความน้อยใจในอกถาโถมเข้ามาราวกับระลอกคลื่น

แน่นอนว่านางรู้ว่าพวกเขาส่งสารเกลียดชังนางเพียงใด

ทั้งแส้ที่แช่น้ำเกลือ ทั้งเกล็ดที่ถูกถอนออกสดๆ...

ทุกเรื่องราวล้วนสลักลึกลงไปในกระดูกของพวกเขา แต่เรื่องพวกนั้นมันไม่เกี่ยวกับนางเลยจริงๆ

นางก็แค่คนทะลุมิติที่ดวงซวย มารับช่วงต่อเน่าๆ แถมยังต้องมาแบกรับความแค้นมหาศาลแทนเจ้าของร่างเดิม แม้แต่ตอนนิ้วเป็นแผลยังหาของมาพันแผลไม่ได้เลย...

ในวินาทีนั้นเอง สร้อยคอบนลำคอก็พลันร้อนผ่าวขึ้นมา ราวกับพกถ่านที่เผาจนแดงเอาไว้ ความร้อนซึมผ่านผิวหนังลึกเข้าไปถึงกระดูก

หลีเยว่ตกใจจนสะดุ้ง นางรีบยกมือขึ้นคลำดู ปลายนิ้วที่มีหยาดเลือดติดอยู่บังเอิญไปถูเข้ากับส่วนปลายแหลมของสร้อยคอพอดี

แรงสั่นสะเทือนเบาๆ ส่งผ่านมาทางสร้อยคอ สติของนางราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากออกไปอย่างแรง เบื้องหน้าพลันถูกปกคลุมด้วยหมอกสีขาวโพลนไปทั่วบริเวณ

ที่นี่ที่ไหน?

หลีเยว่ลองขยับความรู้สึกดู พบว่าตัวเองอยู่ใน “มิติ” ที่เลือนลาง รอบกายมีหมอกขาวไหลวน มองไม่เห็นขอบเขต

นางลองใช้สติวัดขนาดดู พื้นที่กว้างประมาณห้าตารางเมตรได้ ไม่ใหญ่โตนัก แต่เงียบสงบอย่างประหลาด

“มิติ?”

สติของหลีเยว่แจ่มชัดขึ้นมาทันที หัวใจพองโตด้วยความยินดีอย่างบ้าคลั่ง

สร้อยคอที่ท่านพ่อให้มา กลับซ่อนมิติเก็บของเอาไว้?

หรือว่าเมื่อครู่เลือดของนางหยดลงไป มิตินี้ถึงได้ถูกกระตุ้นให้ทำงาน?

มีมิตินี้แล้ว ต่อไปก็สะดวกขึ้นเยอะ!

นางยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น จนลืมความเจ็บที่ปลายนิ้วไปเสียสนิท

จิตสำนึกวนเวียนอยู่ในมิติรอบหนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอันตรายจึงลองถอนตัวออกมา

พอนางดึงสติกลับมาได้ ก็พบว่าตัวเองยังคงนอนอยู่บนกองหญ้าแห้ง อุณหภูมิของสร้อยคอก็กลับมาเป็นปกติ ราวกับเรื่องเมื่อครู่เป็นเพียงภาพหลอน

หลีเยว่รีบคว้าสร้อยมาดูใกล้ๆ คราบเลือดบนปลายแหลมแห้งไปแล้ว มองไม่เห็นความผิดปกติใดๆ

นางสูดลมหายใจลึก รวบรวมสมาธิ ลองนำหนังสัตว์แผ่นหนึ่งที่พับไว้ข้างๆ ใส่เข้าไปในมิติ

เพียงแค่ความคิดขยับ หนังสัตว์แผ่นนั้นก็หายวับไปทันที

นางลองนึกใหม่อีกครั้ง หนังสัตว์ก็กลับมาวางอยู่บนหญ้าแห้งอย่างมั่นคง

ทำได้จริงๆ ด้วย!

หลีเยว่ตื่นเต้นจนเกือบจะหลุดหัวเราะออกมา นางรีบตะครุบปากตัวเองไว้

เรื่องมิตินี้ จะให้พวกตัวร้ายรู้ไม่ได้เด็ดขาด

เผื่อว่าหากนางยังไม่ทันหาท่านพ่อเจอ แต่ดันถอนพันธสัญญากับพวกตัวร้ายไปเสียก่อน การมีมิตินี้อาจจะเป็นหนทางรอดสุดท้ายของนางก็ได้

หลีเยว่เริ่มลงมือทันที นางรีบเลือกเอาหนังสัตว์สองสามผืน ผลไม้ป่ากองหนึ่ง และก้อนเกลือที่หลันซีเพิ่งผลิตออกมาเมื่อครู่ส่วนหนึ่ง เก็บเข้ามิติไปอย่างรวดเร็ว

นางไม่กล้าเก็บไปทั้งหมด เลือกเอาเฉพาะของที่มีคุณภาพดีๆ แบบนี้ต่อให้พวกเขาสังเกตเห็นว่าของหายไปบ้าง ก็คงคิดแค่ว่าจำจำนวนผิดไปเอง ไม่น่าจะสงสัยอะไรมากนัก

เมื่อทำทุกอย่างเสร็จ นางก็ปัดมือด้วยความอุ่นใจขึ้นมาก

วุ่นวายมาค่อนวัน ทั้งหยดเลือดทั้งตกใจ หลีเยว่เหนื่อยจนหนังตาเริ่มหนัก

นางเอาหนังสัตว์ที่เหลือมาปูบนหญ้าแห้ง ขดตัวเป็นก้อนกลม แล้วจมดิ่งเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว

ในฝัน นางคล้ายกับจะได้พบท่านพ่อ ถอนพันธสัญญาได้สำเร็จ แถมยังเก็บบุรุษอสูรที่ทั้งหล่อทั้งว่าง่ายมาได้อีกหลายตน...

และในตอนนั้นเอง ร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งก็ค่อยๆ ก้าวเข้ามาในถ้ำอย่างเงียบเชียบ เขายืนค้ำหัวมองหลีเยว่ที่กำลังหลับสนิท

เขาโน้มตัวลงช้าๆ ยื่นมือออกไปบีบหมับเข้าที่ลำคออันขาวระหงและบอบบางของหลีเยว่อย่างแรง!
อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • พลิกชะตานางร้ายสยบใจบุรุษอสูร   บทที่ 50

    หลีเยว่อึ้งไปครู่หนึ่ง มือยังคงชูปลายนิ้วที่มีเลือดไหล มองจิ้นเหย่ที่หลบไปข้างหลังแล้วอดงุนงงไม่ได้ “จิ้นเหย่ เจ้าเข้ามาใกล้ ๆ หน่อยสิ ข้าจะหยดเลือดให้เจ้า เมื่อวานสัญญากับเจ้าไว้แล้ว”จิ้นเหย่ถึงค่อยเข้ามาใกล้ แล้วหลุบตามองนางหลีเยว่ขยับเข้าไปใกล้ หยดเลือดลงบนตราประทับอสูรที่หน้าอกของเขา ตราประทับอสูรสีจางลงไปหนึ่งระดับจิ้นเหย่มองตราประทับอสูรที่จางลงบนหน้าอกอย่างตะลึงงัน ไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังคิดอะไรอยู่เมื่อหยดเลือดให้จิ้นเหย่เสร็จ ก็ถือว่าสามีอสูรทั้งห้าคนได้รับการหยดเลือดกันหมดแล้วพวกเขาน่าจะเชื่อกันแล้วว่าเรื่องปลดพันธสัญญาที่นางพูดมาไม่ใช่เรื่องหลอกลวงพวกเขา?หลังจากหยดเลือดเสร็จ หลีเยว่คิดจะหันกายไปหาสมุนไพรห้ามเลือดที่เห็นก่อนหน้านี้ ถึงอย่างไรก็ไม่อาจใช้น้ำพุวิญญาณในมิติอย่างโจ่งแจ้งได้ และไม่อาจปล่อยให้ปลายนิ้วมีเลือดไหลตลอด ทว่าเพิ่งจะหันกายไป โยวเลี่ยก็คว้าข้อมือของนางไว้อย่างแผ่วเบาการกระทำของเขาอ่อนโยนมาก ใช้หนังสัตว์ที่สะอาดเช็ดเลือดที่ปลายนิ้วให้นางก่อน จากนั้นจึงนำสมุนไพรห้ามเลือดที่เคี้ยวจนละเอียดมาโปะบนบาดแผลอย่างระมัดระวัง สุดท้ายก็ใช้แถบหนังสัตว์พัน

  • พลิกชะตานางร้ายสยบใจบุรุษอสูร   บทที่ 49

    จิ้นเหย่กับซือฉีนั่งอยู่บนโขดหินข้าง ๆ คนหนึ่งกำลังฝนเล็บ ส่วนอีกคนกำลังจัดสมุนไพร ส่วนหลันซีแช่อยู่ในถังไม้ ครีบหางสะบัดน้ำขึ้นมาเป็นครั้งคราว ทว่าสายตากลับชำเลืองมองมาทางกระท่อมไม้เป็นระยะ ๆ“หลีเยว่เรียกพวกเจ้าเข้าไป” ฉืออวี้เอ่ยปาก เสียงฟังดูทุ้มต่ำกว่าปกตินิดหน่อยโยวเลี่ยชะงักไป ดวงตาสีแดงเข้มฉายแววคาดหวังที่ยากจะสังเกตเห็น ก่อนจะรีบเดินไปที่กระท่อมไม้จิ้นเหย่หยุดมือทันที แล้วตามหลังไปซือฉีก็เก็บสมุนไพรขึ้นมาเช่นกันแล้วลุกขึ้นช้า ๆ ส่วนหลันซีก็ลุกออกจากถังไม้ เดินเข้าไปด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึกเมื่อทุกคนเข้าไปในกระท่อมไม้ หลีเยว่นั่งอยู่บนกองหญ้าแห้งแล้ว นางถือสร้อยคอไว้ในมือพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย ต่อให้น้ำพุวิญญาณสามารถรักษาแผลได้ แต่การกรีดนิ้วมือก็ยังเจ็บอยู่ดีการหยดเลือดนั้นต้องใช้ปริมาณหนึ่ง ไม่ใช่แค่หยดเดียวก็เพียงพอ ดังนั้นทุกครั้งที่กรีด แผลจึงไม่ตื้นเลยเมื่อเห็นพวกเขาเข้ามา นางก็เงยหน้าแย้มยิ้ม “นั่งลงกันให้หมดเถิด ไม่นานก็เสร็จแล้ว”หลีเยว่สูดลมหายใจเข้าลึก มือที่กุมสร้อยออกแรง ปลายนิ้วพลันรู้สึกเจ็บแปลบ หยดเลือดสีแดงสดซึมออกมาทันทีนางไม่กล้ามองนาน เดินตรงไปห

  • พลิกชะตานางร้ายสยบใจบุรุษอสูร   บทที่ 48

    ฉืออวี้หัวเราะหยันในใจ ปกติโยวเลี่ยก็ไม่ได้ดูโง่เขลา แต่ทำไมถึงมองอุบายตื้น ๆ เช่นนี้ของสตรีไม่ออก?นางกรีดใบหน้าที่เขาภาคภูมิใจ ทิ้งรอยแผลเป็นที่ไม่อาจรักษาให้หายไว้บนหน้าเขาสิ่งที่นางแสดงออกมาในตอนนี้ก็เป็นแค่การเปลี่ยนวิธีมาปั่นหัวพวกเขาเท่านั้นนางอยากให้พวกเขารู้สึกหวั่นไหวก่อน แล้วค่อยทรมานพวกเขาหลังจากที่พวกเขารู้สึกหวั่นไหวแน่นอนวิธีการเช่นนี้จะทำให้พวกเขาเจ็บปวดทรมานมากยิ่งขึ้นจริง ๆ โยวเลี่ยหวั่นไหวแล้วอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่มีทางตกหลุมพรางของนางหรอก หลันซีคือคนที่ถูกหลีเยว่ทรมานหนักที่สุดในหมู่บรรดาสามีอสูร และมีความแค้นต่อนางล้ำลึกที่สุด ด้วยเหตุนี้จึงระแวดระวังต่อการเปลี่ยนแปลงที่นางแสดงออกมาอย่างกะทันหันนี้มากที่สุดแม้เขาคิดมาตลอดว่าหลีเยว่เป็นสตรีที่โง่เขลาเบาปัญญา แต่การเปลี่ยนแปลงที่มาโดยไม่คาดฝันครั้งนี้ เขากลับมองไม่ออกเลยหากนางมีเป้าหมายอะไร เหตุใดจนถึงตอนนี้ยังไม่แสดงออกมาเลยเล่า?หลีเยว่ไม่รับรู้ถึงคลื่นใต้น้ำที่เต็มห้องนี้เลย นางอิงแอบอยู่ในอ้อมกอดที่เย็นนิด ๆ ของโยวเลี่ย พลางคิดถึงข้อดีของมิติ ไม่นานนักก็หลับสนิทไปจริง ๆเช้าวันรุ่งขึ้น นางถูกปลุกให

  • พลิกชะตานางร้ายสยบใจบุรุษอสูร   บทที่ 47

    ดังนั้นหลีเยว่จึงเลิกดิ้นขัดขืน ปล่อยให้โยวเลี่ยกอดตามใจชอบ แล้วจิตสำนึกก็เข้าไปในมิติชั่วพริบตาที่จิตสำนึกตกลงไปในมิติ หลีเยว่ก็ตกตะลึงขนาดพื้นที่ในมิติขยายใหญ่ขึ้นอีกแล้ว อย่างน้อยก็มีขนาดสี่สิบตารางเมตรแล้วเนื้อที่ของผืนดินสีดำก็เพิ่มตามไปด้วย ถึงขนาดที่เมล็ดผลน้ำผึ้งที่ฝังไว้ก่อนหน้านี้มียอดหน่อสีเขียวอ่อนโผล่ขึ้นมาแล้ว ปริมาณน้ำของน้ำพุวิญญาณก็มากขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย ไม่ได้มีแค่ไม่กี่หยดอีกต่อไปนางทั้งตกใจทั้งดีใจ หรือว่าจะเป็นเพราะนำน้ำสะอาดเข้ามาเมื่อครู่นี้?หรือว่าเป็นเพราะจูบกับโยวเลี่ย?ไม่ว่าเป็นแบบใด การที่มิติขยายใหญ่ขึ้นย่อมเป็นเรื่องดี ต่อไปก็จะปลูกอะไรได้มากขึ้น กักตุนทรัพยากรได้มากขึ้นส่วนโยวเลี่ยที่อยู่ในอ้อมกอดสัมผัสได้ว่าหลีเยว่ไม่ดิ้นอีกต่อไปแล้ว ถึงขนาดที่อิงแอบเข้าไปในอ้อมแขนของเขาเบา ๆ มุมปากจึงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจาง ๆ อย่างเงียบงันเขาก้มหน้ามองสตรีตัวน้อยในอ้อมแขนที่หลับอย่างเงียบสงบ นิ้วลูบผ่านศีรษะของนางอย่างแผ่วเบา อ่อนโยนจนไม่เหมือนตัวเขาในยามปกติเลยซือฉีกับจิ้นเหย่ที่อยู่ในมุมห้องเห็นฉากนี้ก็รู้สึกซับซ้อนขึ้นมาในใจนางกอดโยวเลี่ยแล้วหลับไปเ

  • พลิกชะตานางร้ายสยบใจบุรุษอสูร   บทที่ 46

    สัมผัสที่อุ่นร้อนบนริมฝีปากปลุกหลีเยว่ให้ตื่น นางลืมตาขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ มองเห็นเพียงดวงตาสีแดงเข้มคู่หนึ่งในระยะใกล้เพียงแค่เอื้อม ลมหายใจเต็มไปด้วยกลิ่นอายเย็นยะเยือกอันเป็นเอกลักษณ์บนร่างของโยวเลี่ยไม่รอให้นางได้ทันตั้งตัวก็ได้ยินเสียงดัง “ปัง!” บรรดาสามีอสูรพุ่งเข้ามา ซือฉีกับจิ้นเหย่คว้าแขนโยวเลี่ยไว้คนละข้าง แล้วฝืนกระชากเขาออกจากตัวนางหลีเยว่ยังคงมึนงง พลังจิตของหลันซีพันธนาการโยวเลี่ยอีกครั้ง ครั้งนี้รัดแน่นยิ่งกว่าเดิม แถบแสงสีม่วงอ่อนแทบจะฝังเข้าไปในผิวหนังของเขาจนกระทั่งโยวเลี่ยถูกกดลงกับพื้นจนขยับเขยื้อนไม่ได้ นางถึงค่อยรู้สึกตัวพลางลูบริมฝีปากของตนเอง เมื่อครู่นี้โยวเลี่ยจูบนางหรือ?“ข้ากลับมาเป็นปกติแล้ว ไม่ต้องมัด!”โยวเลี่ยดิ้นรน แผลที่หน้าผากยังคงมีเลือดซึม แต่ความบ้าคลั่งในแววตาเลือนหายไปไม่น้อยแล้ว สติแจ่มชัดขึ้นเล็กน้อยหลีเยว่ลุกขึ้นมานั่ง มองสภาพของเขาที่นับว่าสงบลงแล้ว ก่อนจะลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยปากว่า “หากเจ้ากลับมาเป็นปกติแล้วจริง ๆ รับรองได้หรือไม่ว่า...จะไม่จูบข้า?”เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา กระท่อมไม้ก็เงียบลงในพริบตาซือฉีกับคนอื่น ๆ ต่างตกต

  • พลิกชะตานางร้ายสยบใจบุรุษอสูร   บทที่ 45

    หลีเยว่ขดตัวอยู่บนกองหญ้าแห้ง มือสองข้างกำหนังสัตว์ไว้แน่น นางไม่เคยเห็นโยวเลี่ยในสภาพเช่นนี้มาก่อน ความเยือกเย็นตามปกติหายไปหมดแล้ว เหลือเพียงความคลุ้มคลั่งที่สูญเสียการควบคุมเท่านั้น“เขาเป็นอะไรไป?” เสียงของหลีเยว่สั่นเทาเล็กน้อยซือฉีย่อตัวลงข้างกายโยวเลี่ย กดไหล่ของเขาพลางหันหน้ามาอธิบาย“เขายังอยู่ในช่วงติดสัด การปลอบประโลมทางกายที่ต้องได้รับยังไม่เพียงพอ สัญชาตญาณความบ้าคลั่งในร่างกายเขาเลยกำเริบขึ้นมา เวลาแบบนี้มีเพียงการปลอบประโลมของสตรีเพศเท่านั้นที่ทำให้เขาสงบลงได้”หลีเยว่ตกตะลึง เมื่อเช้านางเห็นโยวเลี่ยไม่มีความผิดปกติอะไร ยังนึกว่าอาการของเขาสงบลงแล้วถึงได้ให้จิ้นเหย่เป็นคนแบกนาง คิดไม่ถึงว่าจู่ ๆ จะอาการกำเริบอีกครั้งหากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ ต่อให้ตอนบ่ายรู้สึกอึดอัดใจอีกเพียงใด ก็ควรปล่อยให้เขาอุ้ม อย่างน้อยก็คงไม่ทำให้เขาอาการกำเริบขึ้นมาเมื่อเห็นหลีเยว่หลุบตาไม่พูดไม่จา ซือฉีนึกว่านางไม่ยินยอมจึงอธิบายว่า “หากเจ้ากลัว พวกเราจะหาเถาวัลย์มามัดเขาไว้ก่อน ทนให้ถึงพรุ่งนี้เช้า ไม่แน่ว่าเขาอาจจะกลับมาเป็นปกติได้เอง”“แล้วพรุ่งนี้ยังออกเดินทางได้หรือไม่?” หลีเยว่พลันเ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status