Share

ถูกลงโทษ

last update Tanggal publikasi: 2025-12-17 19:03:37

"เจ้าค่ะ"

ซือซือรู้สึกโล่งอกจากน้ำเสียงฟังสบายของหลี่ชิงหยา นางเดินเข้าไปยกถาดแล้วรีบรุดออกไปจากเรือน หลี่เจินมองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างคับแค้นใจที่สุด นับเป็นครั้งที่สองแล้วที่นางพลาดท่าให้กับหลี่ชิงหยา

"ใครอยากกอดเจ้ากันสกปรกจะตาย"

เสื้อผ้าอาภรณ์เปรอะเปื้อนคราบอาหารแต่นางก็ยอมพ่ายแพ้ไม่ได้ อย่างน้อยต้องใช้ปากข่มขวัญให้เป็นประโยชน์ก็ยังดี หลี่ชิงหยายกยิ้มพึงพอใจกับผลงานตอนนี้เป็นอย่างยิ่ง

"เช่นนั้นถ้าไม่มีเรื่องใดแล้วเจ้าสองคนก็กลับไปเถิดข้าจะพักผ่อน"

นางพูดใจเย็นเหมือนมองไม่เห็นความเดือดร้อนของหลี่เจิน

"หลี่ชิงหยา เจ้ากล้าเยาะเย้ยข้าคอยดูข้าไม่มีทางละเว้นเจ้าแน่!"

"ในเมื่อไม่มีอะไรแล้วพวกเจ้าก็ควรกลับไปพักผ่อนเช่นกัน หากท่านพ่อมาเจอเจ้าในสภาพนี้จะแก้ต่างให้ตัวเองว่าอย่างไร เจ้ารู้อยู่แก่ใจดีว่าทำอะไรลงไป หากท่านพ่อไต่สวนข้า ข้าสามารถตอบคำถามได้ทั้งหมดแล้วพวกเจ้าเล่า เตรียมข้อแก้ตัวที่คิดว่าเชื่อถือได้ไว้หรือยัง"

หลี่เจินหัวเราะใส่หน้าหลี่ชิงหยา ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมานางก็รู้จักต่อปากต่อคำมิหนำซ้ำยังกล้าข่มขู่ ช่างดูตลกยิ่งนัก

"เหอะ ช่างน่าหัวร่อ เจ้าคิดว่าตนเองเป็นใครที่ท่านพ่อจะรับฟัง เรื่องวันนี้ข้าปล่อยเจ้าไปก็ได้ แต่อย่าลืมเสียล่ะข้าสะสมบัญชีแค้นไว้สะสางพร้อมกันทีเดียว ถึงวันนั้นเจ้าอย่ามาอ้อนวอนขอให้ข้าไว้ชีวิตก็แล้วกัน"

พูดจบหลี่เจินก็สะบัดตัวเดินจากไปทำสีหน้าท่าทางรังเกียจสถานที่แห่งนี้ไปตลอดทาง เมื่อเหตุการณ์สงบลงหลี่ชิงหยาจึงปิดประตูและหาผ้าเก่า ๆ มาเช็ดทำความสะอาดห้องเงียบ ๆ

เรื่องที่หลี่เจินพูดหากเป็นความจริงนั่นแสดงว่าพวกนางจงใจเล่นงานหลี่ชิงหยาให้ตายพ้น ๆ จากจวนนี้ตลอดเวลา เพียงแต่อาจจะมีบางอย่างทำให้ไม่สำเร็จเสียที เรื่องนี้ชวนให้นึกถึงหลี่จือหลินขึ้นมาว่าเขาคิดอย่างไรกับเรื่องของนาง การมีนางอยู่ในจวนนี้เขายินดีหรือไม่ เคยปกป้องนางบ้างหรือไม่ ทว่าเมื่อคิดให้ลึกซึ้งลงไปอีกหากเขาปกป้องนางได้จริงนางคงไม่ต้องประสบชะตากรรมเช่นนี้ หรือว่าเขาเองที่เป็นฝ่ายสนับสนุนให้ไป๋เหนียงและหลี่เจินกระทำเรื่องชั่วร้ายพวกนี้กันแน่

หาไม่แล้วสองแม่ลูกและบ่าวในเรือนจะย่ามใจได้ขนาดนี้หรือ นางก็ต้องหาความมั่นคงให้ตัวเอง ตอนนี้สองคนนั้นจ้องทำลายนางให้ย่อยยับ นางต้องหาวิธีการโค่นล้มพวกนางแล้วขึ้นมาเป็นคนสำคัญให้ได้เสียก่อนไม่ควรรั้งรอแล้ว เวลาแก้แค้นของนางอาจมีข้อจำกัด การนิ่งเฉยเช่นนี้มิได้เป็นผลดีนัก

หลี่ชิงหยาต้องรับมือคนที่จ้องจะฆ่านางและต้องนำหน้าพวกนั้นเสมอถึงจะมีที่ยืนในจวนนี้ได้ นางครุ่นคิดจนทำความสะอาดเสร็จท้องเริ่มหิวรอเวลาไม่นานก็ออกไปห้องครัวเช่นเดิมและได้อาหารกลับมานั่งกินเหมือนคราวก่อน ครั้งนี้นางเอาของกินมาเผื่อในวันถัดไปมากขึ้น หากต้องต่อสู้กับศัตรูก็ควรบำรุงร่างกายให้แข็งแรงขึ้นเพราะร่างนี้ผอมโซเกินไป ต้องออกไปสู้รบปรบมือกับคนพวกนั้นด้วยสภาพเช่นนี้ เห็นทีต้องพบแต่ความพ่ายแพ้แน่นอน

ดวงตะวันยามเช้าทอแสงอบอุ่นสาดส่องเข้ามาในห้องปลุกให้หลี่ชิงหยาตื่นขึ้นมารับความสดชื่น อากาศค่อนข้างหนาวนางจึงยังไม่ลุกจากที่นอนยังคงห่มผ้าห่มบางผืนเก่าคุดคู้ในท่าเดิมทั้งที่สมองตื่นตัวเต็มที่แล้ว

เสียงเท้าหนักเดินใกล้เข้ามาและผลักประตูออกง่ายดาย นางสะเพร่าเองเห็นว่าเรือนนี้ไม่มีผู้ใดอยากย่างกรายเข้ามาถึงจะมีบ้างก็แค่ไม่กี่คน หลี่ชิงหยาผุดลุกขึ้นพรวดเมื่อเห็นคนที่ยืนอยู่ในห้องเป็นชายคนหนึ่งจ้องมองนางดวงตาวาววับทอประกายเจ้าเล่ห์

"เจ้ามาทำอะไรที่นี่"

เขาเดินเข้าหานางแววตาแพรวพราวมองนางตั้งแต่หัวจรดเท้า

"ข้าก็มามอบความสุขให้เจ้าอย่างไรเล่า อากาศดีเช่นนี้พวกเราคงมีความสุขไม่น้อย ฮิ ๆ "

น้ำเสียงลามกน่ารังเกียจเอ่ยขึ้นอย่างไม่เกรงใจ หลี่ชิงหยายกมือชี้หน้าด่าทอเขาหมายจะบอกให้หยุด

"เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังทำสิ่งใดกับผู้ใดอยู่ ถอยออกไปซะถ้ายังอยากอยู่ดีมีความสุข"

รอยยิ้มเจ้าเล่ห์แปรเปลี่ยนเป็นร้ายกาจนอกจากเขาไม่เกรงกลัวคำข่มขู่ยังพูดจาดูถูกดูแคลนนาง

"เจ้าก็แค่หญิงงามเมืองคนหนึ่งเท่านั้น ที่นายท่านมิได้สนใจ หาไม่แล้วคงได้ตบแต่งออกเรือนไปกับตระกูลดี ๆ แล้ว ข่าวฉาวโฉ่ของเจ้าที่ดังไม่ทั่วเมืองแม้แต่คนสามัญยังไม่ต้องการเลย แล้วข้าเล่าข้าเป็นถึงบ่าวคนสำคัญในจวนท่านเสนาบดี นับว่าเจ้าโชคดีแค่ไหนที่ข้าสนใจเจ้า"

เขาพูดจาถากถางดูหมิ่นนางที่เป็นถึงคุณหนูใหญ่นั่นบ่งบอกถึงสถานะของนางในจวนนี้ได้ชัดเจน อยู่อย่างโดดเดี่ยวไร้คนปกป้องถึงขนาดบ่าวไพร่เข้าหาได้โดยไม่มีคนเข้ามาช่วยเหลือสักคน หลี่ชิงหยาคนนี้ช่างอาภัพซะจริง

"ดูสารรูปตัวเองรึยังว่าเป็นเช่นไรถึงกล้าอวดดีกับข้า"

เขาเห็นนางนิ่งเงียบจึงเอ่ยดูถูกเหยียดหยามต่อไป หลี่ชิงหยาจ้องมองชายคนนี้ประกายตาฉายแววเย็นเยียบไอสังหารแผ่ออกไปรอบตัว แต่เขาเข้าใจว่านางเห็นดีด้วยจึงเงียบงันไร้การตอบรับเขาจึงเดินเข้าไปใกล้และเริ่มลวนลามนาง

มือเล็กจับแขนเอาไว้ข้างหนึ่งบิดข้อมือพร้อมเตะเข้าที่ข้อพับหนึ่งที ชายคนนั้นล้มลงร้องขึ้นอย่างเจ็บปวดพยายามสลัดแขนให้หลุดจากการควบคุมทว่าเรี่ยวแรงของเขากลับถดถอยลงอย่างน่าประหลาด

"ปล่อยข้านะ ข้าเจ็บ ฮูหยินยกเจ้าให้ข้าแล้วไยเจ้าทำกับข้าเยี่ยงนี้เล่า"

เขาเริ่มโวยวายหลุดปากพูดออกมานางได้กระจ่างชัดแก่ใจ ก่อนหน้านี้เพียงสงสัยทว่าตอนนี้ความจริงแจ่มแจ้งแล้วคนที่คิดทำลายนางมีเพียงไม่กี่คนนางคาดเดาไม่ผิดจริง ๆ แสดงว่าพวกเขาหาทางกำจัดนางทุกหนทางที่ทำได้และไม่มีคำว่าล้มเลิกง่าย ๆ

"ยกข้าให้เจ้า น่าขำเกินไปแล้ว"

ขณะนั้นหลี่เจินเดินมาถึงพร้อมด้วยคนสนิทและบ่าวไพร่มากมายราวกับนัดแนะกันมา

"ไร้ยางอาย! กลางวันแสก ๆ ยังกล้าเข้าหากันถึงห้อง พวกเจ้าทนไม่ไหวขนาดนั้นเชียวหรือ"

นางด่าหลี่ชิงหยามองทั้งสองคนแสดงสีหน้ารังเกียจออกมาชัดเจน หลี่ชิงหยาปล่อยคนที่ร้องโอดโอยผลักเข้าไปหาหลี่เจินจับจ้องนางไม่วางตา

"คิดจะทำอะไรควรประเมินความสามารถตัวเองบ้าง เจ้าไม่คิดบ้างหรือว่าหากท่านพ่อรู้ความจริงเจ้าจะเป็นอย่างไร"

หลี่เจินยักไหล่อย่างไม่ยี่หระมองหลี่ชิงหยาอย่างดูถูกเหยียดหยาม ปากออกคำสั่งกับคนที่คุกเข่าข้างนาง

"ถอดเสื้อผ้าออกสิเร็วเข้า"

เสียงของนางแข็งกระด้างและร้อนรน เดาว่าตอนนี้คงรอไป๋เหนียงและหลี่จือหลินมาที่นี่

"คุณหนูกับฮูหยินจะไม่เอาเรื่องข้าจริง ๆ นะขอรับ"

น้ำเสียงเขาไม่มั่นใจและมองมาที่หลี่ชิงหยาอย่างหวั่นเกรง

"เจ้าก็ลองคิดดูที่นี่จวนเสนาบดีตรวจราชการเชียวนะ หากข้าถูกลงโทษข้าก็คือคุณหนูใหญ่แล้วเจ้าล่ะคิดว่าจะรอดตัวได้หรือ หากทำตามคำสั่งนางก็อย่ามาร่ำไห้ว่าข้าไม่เตือนก็แล้วกัน"

หลี่ชิงหยาพูดให้เขาสับสนและมึนงง ชายคนนั้นเริ่มคล้อยตามมีท่าทางหวาดกลัว หลี่เจินเห็นว่าไม่ทันใจนางจึงสั่งให้ลี่เจียวดึงเสื้อตัวนอกของเขาออก เป็นจังหวะเดียวกับที่หลี่จือหลินเดินมาพร้อมกับไป๋เหนียง

ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของหลี่จือหลินทำให้เขาเดือดดาล

"นี่พวกเจ้ากำลังทำอะไรกัน"

หน้าของใต้เท้าหลี่บูดบึ้งจ้องมองหลี่ชิงหยาเพราะความโมโหตะคอกใส่นางทั้งที่ยังไม่รู้ที่มาที่ไป

"อับอายขายหน้าคนอื่นไม่พอหรือไรถึงกล้าทำเรื่องบัดสีขึ้นมาได้ หน้าไม่อาย!"

ไป๋เหนียงยืนอยู่ด้านหลังเชิดหน้ามองหลี่ชิงหยาอย่างผู้ชนะ สายตาบ่าวไพร่ที่มองนางก็ดูแตกต่างกันออกไป

"ท่านพ่อเข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ เขาจะลวนลามข้าแล้วยังบอกว่าฮูหยินยกข้าให้เขา"

เมื่อถูกพาดพิงตรง ๆ ไป๋เหนียงก็ออกปากปฏิเสธพัลวัน

"ดูสิเจ้าคะนายท่าน ชิงหยานะชิงหยาเหตุใดพูดจาเช่นนี้ ยอมรับออกมาเถอะว่าเจ้าอยากนอนกับผู้ชายจนทนไม่ไหวถึงขนาดสั่งบ่าวไพร่เข้ามาหาตั้งแต่เช้า"

ยิ่งคนพูดหลี่จือหลินก็ยิ่งโกรธเกรี้ยวบุตรสาวของเขามีข่าวเสียหายจนเหม็นเน่าไปทั่วเมือง วันนี้ได้เห็นกับตาเขาก็ยิ่งเคียดแค้น

"เอาตัวมันไปโบยให้หนักจนกว่าจะตาย ส่วนคุณหนูใหญ่เอาไปขังไว้ห้ามให้ข้าวให้น้ำจนกว่าจะมีคำสั่ง!"

"นายท่านได้โปรดไว้ชีวิตบ่าวด้วยขอรับบ่าว..."

ชายคนนั้นอ้อนวอนขอชีวิตพลางถูกหิ้วปีกสองข้างลากไถไปกับพื้น

"รีบพามันไปให้พ้นหน้าข้า"

หลี่ชิงหยาก็เช่นกัน นางต้องการบอกความจริงและหลี่จือหลินควรฟังนาง

"ท่านพ่อฟังลูกก่อนเจ้าค่ะ"

"พานางออกไปเดี๋ยวนี้!"

แต่แล้วนางต้องผิดหวังเมื่อบิดาไม่ยอมรับฟังพร้อมทั้งเมินหน้านาง

เสียงโวยวายของบ่าวรับใช้ไกลออกไปและหลี่ชิงหยาก็หมดโอกาสร้องขอความเป็นธรรมให้ตัวเอง การได้พบหลี่จือหลินไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับนางเมื่อมีโอกาสเขากลับไม่ฟังเหตุผลแม้แต่คำเดียว ยิ่งทำให้นางแน่ใจว่าหลี่ชิงหยาคนนี้ต่ำต้อยเพียงใด

บิดาไม่ปกป้องแล้วยังสนับสนุนให้ผู้คนในจวนรังแกนางได้อย่างเปิดเผยเช่นนั้นหรือ

ชายคนนั้นร้องอย่างเจ็บปวดเพราะถูกลงโทษอย่างหนัก ส่วนนางถูกลากตัวมาที่ห้องเก่า ๆ ทรุดโทรมแห่งหนึ่ง

"สมน้ำหน้าทำแต่เรื่องงามหน้า เจ้าอยู่ที่นี่สมควรแล้ว"

คนรับใช้ผู้หญิงสองคนพูดจาถากถางหลี่ชิงหยาแสดงสีหน้าดูถูกแล้วปิดประตูลงกลอนแน่นหนา ทุกคนจากไปแล้วเหลือเพียงความเงียบสงัดในห้องสกปรกแห่งนี้ หลี่ชิงหยานึกเจ็บใจที่ทำอะไรไม่สะดวกนัก นางครุ่นคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นวนเวียนไปมาอยู่หลายชั่วยามจนกระทั่งเผลอหลับไป

เงาร่างหนึ่งยืนอยู่บนต้นไม้ท่ามกลางแสงจันทร์มองดูสง่างามในชุดสีน้ำเงินเข้ม ภายใต้แสงจันทร์สลัวหากไม่สังเกตมักมองไม่เห็นเพราะดูกลมกลืนกับต้นไม้ใหญ่

"นายท่านกลับเถิดขอรับ"

เสียงหนึ่งอยู่ด้านข้างกระซิบบางเบาเป็นการเตือนว่าควรกลับได้แล้วทว่าเงาสูงสง่านั้นกลับนิ่งเฉย

"เจ้าคิดว่าอย่างไร"

เขาเอ่ยถามถึงพลางจ้องมองไปยังห้องทรุดโทรมด้านล่าง

"คิดอะไรหรือขอรับ"

อีกคนมองตามสายตาของเขาตอบคำถามขึ้นด้วยความมึนงง

"ไม่นึกเลยว่าจวนเสนาบดีหลี่จะมีแต่เรื่องสนุก ข้าชอบดู"

น้ำเสียงนุ่มนวลระคนขบขันเอ่ยขึ้นอย่างนึกสนุก ดวงตาฉายแววขี้เล่นวาบผ่านเพียงเล็กน้อยก็ปรับให้ดูปกติโดยไม่ทันสังเกต ครู่ต่อมาบุรุษทั้งคู่รั้งอยู่ตรงนั้นไม่นานก็หายไปกับความมืดมิดของยามราตรีกาล

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • พลิกชะตามาทวงแค้น   ตอนจบ

    หลี่ชิงหยา เจิ้นซื่อหมิง หยางเยว่ มารวมตัวกันที่จวนอ๋องสี่ หารือกันถึงเรื่องที่เพิ่งผ่านมา "ข้าไม่นึกว่าเจ้าจะทำงานได้รวดเร็วเช่นนี้ เจ้าทำเหมือนรู้เรื่องทุกอย่างแล้ว" นางเงียบไปชั่วครู่ก่อนเอ่ยขึ้น "ข้ารู้มาสักระยะหนึ่งแล้ว" หยางเยว่จึงถามถึงเรื่องหยางเฉี่ยวชิว "แล้วศพเล่า เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร" นางสะดุดกับคำพูดของหยางเยว่อยากบอกความจริงแก่เขาแต่มันคงเป็นเรื่องเหลือเชื่อเกินไป "ข้าเริ่มสืบเงียบ ๆ มาตั้งแต่วันที่เห็นเครื่องประดับของนางแล้ว ข้าสงสัยจึงหาทางสืบจนรู้ความจริง" ไม่ว่านางจะมีวิธีการอธิบายเช่นไรแต่อาจารย์หย่งหยวนก็ดูออกทั้งคำพูดและท่าทาง นางจะสงบนิ่งเพียงใดก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของอาจารย์ไปได้แต่อาจารย์ก็เลือกที่จะเงียบรอดูท่าทีของหลี่ชิงหยาต่อไป "ข้าบอกพี่ใหญ่แล้วว่านางไม่ธรรมดา" เจิ้นซื่อหมิงเอ่ยขึ้นพลางส่งยิ้มบาง ๆ ให้หลี่ชิงหยา "เรื่องทุกอย่างลงตัวแล้ว คงถึงเวลาที่ข้าจะกลับเสียที" อาจารย์เอ่ยขึ้น "ท่านอาจารย์ไม่กลับไปได้หรือไม่ขอรับ การเดินทางยากลำบากข้าอยากให้ท่านอยู่ที่นี่ อยู่ในจวนตระกูลหยาง" หยางเยว่เป็นห่วงอาจารย์ที่ต้องเดินทางไกลอีกเป็นเดือน อาจารย์

  • พลิกชะตามาทวงแค้น   ส่งมอบหน้าที่

    บรรยากาศในห้องโถงกลับกลายเป็นเงียบงัน ทุกคนที่เคยมาร่วมงานสมรสขององค์ชายสามและพระชายาต่างก็ยืนนิ่งไม่สามารถขยับตัวได้ ใบหน้าแต่ละคนเต็มไปด้วยความตกใจและความไม่เชื่อ หัวใจของพวกเขาหยุดไว้ในชั่วขณะ ทุกสายตาต่างหันไปที่ฮ่องเต้ที่ยืนนิ่งไม่ตรัสคำใดออกมา ว่าที่พระสนมที่เคยยิ้มแย้มท่ามกลางงานสมรส กลับกลายเป็นคนแรกที่ไม่สามารถทนต่อความจริงได้ นางลุกขึ้นจากที่นั่ง ร่างบางสั่นสะท้านปากสั่นพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เหมือนจะร้องไห้ "ไม่จริง องค์ชายสามไม่ทำเช่นนี้!" น้ำตาของหลี่เจินไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว ข้าราชบริพารที่อยู่ข้างๆ พยายามเข้าไปปลอบโยน แต่นางกลับสะบัดมือออกอย่างแรง นางยืนเงียบ ๆ มองไปที่องค์กลุ่มคนที่ซุบซิบและมองมาที่นางด้วยความรู้สึกหลากหลาย นางเป็นถึงหลานสาวที่ปรึกษาขุนนาง มาจากตระกูลร่ำรวย บิดาเป็นขุนนางระดับสูงและนางกำลังจะมีชีวิตที่ใฝ่ฝัน คราแรกที่รู้ว่าจะได้แต่งงานเป็นพระสนมนางยังชูคอได้อย่างภาคภูมิใจ ไม่สนใจเรื่องของท่านตาและท่านแม่หันมาสนใจเพียงตำแหน่งพระสนมที่นางกำลังจะสมหวัง แล้วเป็นอย่างไรงานแต่งงานที่กำลังดำเนินไปได้ด้วยดี ก็พังครืนลงต่อหน้าต่อตาโดยคนกลุ่มหนึ่ง ฮองเฮาแ

  • พลิกชะตามาทวงแค้น   ถูกลงโทษ

    ขุนนางฝ่ายตรวจสอบทำงานกันอย่างเข้มข้น คนในงานต่างเฝ้ามองอย่างใจจดใจจ่อ "ทูลฝ่าบาท หลักฐานที่ได้มาเป็นของจริงพะย่ะค่ะ บางอย่างมีของปลอมให้เปรียบเทียบ แสดงให้เห็นว่าตระกูลหยางถูกใส่ร้าย" ฮองเฮากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ดวงตาของนางแสดงถึงความตื่นตระหนกและไม่พอใจ แม้จะพยายามดิ้นรนด้วยคำพูดที่เคยชิน "ไม่จริง! หลักฐานพวกนี้ต้องถูกปลอมแปลง!" นางปฏิเสธรุนแรง แต่คำพูดนั้นกลับดูเปราะบางเกินไปในตอนนี้ หลี่ชิงหยายิ้มเล็กน้อย โดยไม่สะทกสะท้านกับการดิ้นรนของฮองเฮา "ฮองเฮาสามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง หม่อมฉันมีคำรับรองจากผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งบันทึกการเคลื่อนไหวที่สามารถยืนยันการทำงานร่วมกันของฮองเฮากับบุคคลภายนอก" เมื่อได้ยินคำพูดของนาง ฮองเฮาก็รู้สึกอึดอัดยิ่งขึ้น นางพยายามหาทางปฏิเสธต่อไป แต่ทุกคำพูดกลับยิ่งเพิ่มความสงสัยให้มากขึ้นจนไม่อาจหาทางหลบหนีได้ ในขณะที่ฮองเฮาพยายามดิ้นรนต่อไป หยางเยว่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ไม่สามารถนิ่งเฉยได้ เขาก้าวไปข้างหน้าและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น "ฝ่าบาท เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ตั้งใจเท่านั้น กระหม่อมเองก็มีข้อมูลที่พิสูจน์ได้ถึงความเชื่อมโยงระห

  • พลิกชะตามาทวงแค้น   งานอภิเษกสมรส

    สองเดือนต่อมา งานสมรสระหว่างองค์ชายสามกับหลี่เจินเต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่ตามแบบฉบับของชนชั้นสูงในราชสำนัก พื้นที่จัดงานถูกตกแต่งด้วยดอกไม้สีทองและสีแดงสด มีการประดับประดาด้วยผ้าที่มีลวดลายงดงามกินบริเวณกว้างถึงนอกจวน ท่ามกลางแสงไฟจากโคมระย้าและตะเกียงส่องแสงสว่างทั่วห้อง คนในราชสำนักต่างแต่งตัวอย่างงดงาม มีการร่ายรำและดนตรีประกอบบรรยากาศให้เต็มไปด้วยความหรูหรา พระราชวังล้วนอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความปีติ บรรดาธงไหมสีชาดประดับมุกปลิวไสวตามสายลม เผยให้เห็นลวดลายมงคลที่ถักทอด้วยด้ายทองคำ ประตูเปิดกว้างขบวนแห่เจ้าสาวแลเห็นมาแต่ไกล ล้อมรอบด้วยเหล่านางกำนัลผู้ถือโคมไฟแดง ส่องทางแห่งชีวิตคู่ให้สว่างไสว หลี่เจินในชุดวิวาห์ไหมแดงลายมังกรทอง งดงามประหนึ่งเทพธิดาแห่งแดนสวรรค์ สายคาดเอวปักลวดลายเมฆมงคลพลิ้วไหวทุกย่างก้าว ผ้าคลุมหน้าไหมโปร่งสีแดงฉลุลายดอกเหมยบดบังดวงหน้างามพริ้มเพรา ยามเจ้าสาวก้าวข้ามกระถางไฟเพื่อความเป็นสิริมงคล เสียงฆ้องกลองก็ดังกึกก้อง บรรเลงเพลงมงคลประสานเสียงพิณก้องไปทั่วบริเวณ องค์ชายสามทรงยืนประทับใต้แท่นพิธี ในฉลองพระองค์ปักลายมังกรห้าเล็บ ท่วงท่าทรงสง่า สายตาแน่วนิ่ง

  • พลิกชะตามาทวงแค้น   รักษาองค์ชายสี่

    เกือบหนึ่งเดือนต่อมา ในยามสาย แสงแดดทอดผ่านต้นเหมยหน้าจวนท่ามกลางสายลมเย็นเอื่อย อาจารย์หย่งหยวนก้าวลงจากรถม้าอย่างสง่างาม ท่วงท่าของผู้เฒ่ามากประสบการณ์ยังคงมั่นคง สายตาคมกวาดมองรอบจวนองค์ชายสี่ที่ส่งเกี้ยวไปรับในเขตชายแดนของแคว้นซีหนาน "นานกี่ปีแล้วที่ข้าไม่ได้กลับมาเมืองหลวง" เขาพึมพำเบา ๆ ภาพในอดีตผุดขึ้นในห้วงคิด ครั้งหลังสุดบนภูเขาสูงยามเขาถ่ายทอดความรู้เรื่องเครื่องสมุนไพรให้แก่ศิษย์หญิงนางหนึ่ง มือเล็ก ๆ เคยคัดแยกสมุนไพรด้วยความตั้งใจ คำถามฉลาดเฉลียวของนางยังติดอยู่ในใจเขาเสมอ นางคือคนที่เขายอมรับในพรสวรรค์รองจากหยางเฉี่ยวชิว เจิ้นซื่อหมิงและหยางเยว่เดินออกมาต้อนรับ บุรุษทั้งสองคนโล่งใจที่อาจารย์เดินทางมาถึงจวนโดยปลอดภัย "ท่านอาจารย์เดินทางมาเหนื่อยเขิญพักผ่อนก่อนเถิดขอรับ" หยางเยว่เดินตรงเข้าประคองอาจารย์เขาอาจจะดูเหนื่อยล้าจากการเดินทางแต่ก็ยังไม่อยากพักผ่อน "ข้าไม่เป็นไร องค์ชายมีอาการเป็นอย่างไรบ้าง" อาจารย์หย่งหยวนสังเกตได้ว่าเจิ้นซื่อหมิงมีสีหน้าดีขึ้นกว่าเดิมมากเขาเพียงอยากรู้สถานการณ์ระหว่างรักษาตัวช่วงที่ไม่ได้ดูแล "ข้าทำตามคำแนะนำของท่านอาการเริ่มดีขึ้นเ

  • พลิกชะตามาทวงแค้น   พบรองแม่ทัพหยาง

    "เจ้าเตรียมตัวรับโทษเป็นคนต่อไป" ไป๋เหนียงถูกลากออกไป นางกรีดร้องดิ้นรน แต่ไม่มีผู้ใดสนใจอีก หลี่เจินเห็นมารดาถูกจับตัวนางจึงไปขอร้องบิดา แต่หลี่จือหลินบอกกับนางว่า "เจินเอ๋อร์ เจ้ากำลังจะได้เป็นสนมอย่ายุ่งเรื่องนี้ดีกว่า ตาของเจ้ากับแม่ของเจ้ามีความผิดก็ต้องว่าตามผิด เจ้ายังเด็กนักข้าไม่อยากเห็นเจ้าต้องได้รับโทษไปด้วย" หลี่เจินได้ฟังดังนั้นนางก็เกิดความหวาดกลัวจึงเชื่อฟังบิดาไม่กล้าแผลงฤทธิ์ทำตัวสงบเสงี่ยมขังตัวเองอยู่แต่ในห้องเท่านั้น หลี่ชิงหยามองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสายตาเย็นชา ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามบ่ายที่ส่องกระทบใบหน้าของนาง คล้ายกับเงาสะท้อนของชัยชนะที่กำลังปรากฏขึ้นในที่สุด พลบค่ำแล้วแสงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ทว่าบรรยากาศยังคงเคร่งเครียดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงกลางวัน ภายในห้องหนังสือ หลี่ชิงหยานั่งสงบนิ่งอยู่หน้าชั้นตำรา ทว่าความคิดของนางยังคงหมุนวนไปมา ตั้งแต่เรื่องของไป๋เหอหยุน ไป๋เหนียง แม้ทุกอย่างเป็นไปตามที่นางคาดการณ์ไว้ แต่ก็ปฏิเสธมิได้ว่านางเหนื่อยล้าอยู่ไม่น้อย ทันใดนั้น เสียงรายงานจากคนรับใช้หน้าประตูดังขึ้น "คุณหนูใหญ่ ท่านอ๋องมาขอเข้าพบเจ้าค่ะ" หลี่ชิงหยาช

  • พลิกชะตามาทวงแค้น   ฉ้อราษฎร์บังหลวง

    กลางดึกเงียบสงัดของจวนตระกูลหลี่หญิงสาวในชุดแพรพรรณเนื้อละเอียดสีเข้มยืนอยู่ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ สายตาคมกล้าทอดมองเงาสะท้อนในสระ นางมิได้ชื่นชมความงามของพระจันทร์ที่กำลังส่องสว่าง แต่ครุ่นคิดถึงแผนการในใจ ชายผู้หนึ่งน้อมกายลงเบื้องหน้าเงียบงัน คุกเข่าข้างหนึ่งประสานมือคารวะ "คุณหนู ทุกอย่างพร้อมแล้ว

  • พลิกชะตามาทวงแค้น   นางคืออีกคนที่น่าสงสัย

    ในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยสมุดเก่าและกระดาษที่เรียงเป็นระเบียบ อาจารย์หย่งหยวนกำลังนั่งอ่านจดหมายที่ได้รับจากหยางเยว่ ใบหน้าของเขาซีดขาวและไร้รอยยิ้มเหมือนเคย จดหมายที่เขาถืออยู่ในมือบ่งบอกถึงความสำคัญบางอย่างที่ไม่อาจมองข้ามได้ มือของอาจารย์หย่งหยวนขยับกระดาษในมือเบาๆ ขณะที่สายตาของเขาจับจ้องไปที่ข

  • พลิกชะตามาทวงแค้น   ตามท่านอาจารย์

    เจ็ดวันผ่านไปที่จวนองค์ชายสี่ บรรยากาศในจวนอ๋องสี่เงียบสงบ มีเพียงเสียงลมพัดต้องต้นไผ่เบา ๆ ด้านนอก ขณะที่ด้านในเรือนรับรองไอชาหอมกรุ่นของชาอู่หลงลอยคลุ้งอยู่เหนือถ้วยกระเบื้องเคลือบ แต่บรรยากาศกลับตึงเครียด คุณชายใหญ่แห่งตระกูลหยางเดินทางมาถึงเมืองหลวงด้วยความเร่งรีบ เขา ก้าวเข้ามาในห้องอย่างสง่

  • พลิกชะตามาทวงแค้น   นางเป็นใครกันแน่

    ในห้องหนังสืออันเงียบสงัด มีเพียงแสงจากโคมไฟน้ำมันส่องกระทบบนโต๊ะไม้แกะสลักลวดลายละเอียดสวยงาม ชายหนุ่มในชุดยาวสีเข้มประดับลวดลายปักทองนั่งตัวตรง มือแกร่งเปิดม้วนเอกสารอย่างเชื่องช้า แววตาคมปลาบกวาดมองทุกอักขระด้วยความละเอียดลออ ริมฝีปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา ขณะที่ปลายนิ้วลากผ่านรอยประทับต

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status