LOGINทะลุมิติมาเป็นสาวใช้ที่มีบทบรรยายแค่บรรทัดเดียว คือถูกโบยจนตายเพื่อเป็นแพะรับบาป! เวลาชีวิตเหลือ 30 วัน ทางรอดเดียวคือต้องใช้ 'พลังอ่านใจ' หาเงินเพื่อไถ่ตัว และยืมมือเจ้าพ่อตลาดมืดพลิกกระดานชีวิต"
View Moreบทนำ : บรรทัดเดียวที่ชี้เป็นชี้ตาย
ความเย็นเยียบของน้ำในต้นยามเหม่า (05.00 - 06.59 น.) แทงทะลุเข้าไปถึงกระดูก
นิ้วมือที่บวมแดงและเต็มไปด้วยรอยปริแตกจากการแช่น้ำด่างขยี้ผ้า ขยับอย่างเชื่องช้าตามสัญชาตญาณ เสียงไม้กระดานซักผ้ากระทบกันดังเป็นจังหวะสะท้อนก้องไปทั่ว ‘เรือนซักล้าง’ อันชื้นแฉะและเหม็นอับของจวนตระกูลป่าย
‘เวินซิงจื่อ’ ก้มหน้ามองเงาสะท้อนของตนเองในกะละมังไม้ซักผ้า ใบหน้าที่สะท้อนกลับมาซูบผอม ซีดเซียว และมีรอยช้ำจางๆ ที่โหนกแก้ม ดวงตาที่เคยสุกสกาวในโลกก่อน บัดนี้เหลือเพียงแววตาของคนที่กำลังถูกต้อนให้จนมุม
นี่เป็นวันที่สามแล้ว... วันที่สามนับตั้งแต่เธอตื่นขึ้นมาในร่างของเด็กสาววัยสิบหกปีที่มีชื่อและแซ่เดียวกันกับเธอ
ตลอดสามวันที่ผ่านมา เวินซิงจื่อไม่ได้โวยวาย ไม่ได้กรีดร้องหาความจริงว่าทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ เธอเพียงแค่ก้มหน้าทำหน้าที่ซักผ้ากองโต กัดฟันทนการทุบตีจากหัวหน้าแม่บ้าน และลอบสังเกตทุกสิ่งรอบตัวอย่างเงียบเชียบ ราวกับสัตว์เล็กๆ ที่กำลังประเมินอันตรายในป่าใหญ่
จนกระทั่งเมื่อคืนนี้เอง... ที่เศษเสี้ยวความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมหลอมรวมเข้ากับความทรงจำของเธออย่างสมบูรณ์ และมันทำให้เธอค้นพบความจริงที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าการเป็นทาสรับใช้
ที่นี่ไม่ใช่แค่ยุคโบราณที่ไม่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ แต่มันคือโลกในนิยายเรื่อง ‘เล่ห์รักตำหนักบูรพา’ นิยายชิงอำนาจสุดดราม่าที่เธอเคยอ่านผ่านตาเมื่อเดือนก่อน!
หากสวรรค์ให้เธอทะลุมิติมาเป็นนางเอกผู้เก่งกาจ หรือแม้แต่นางร้ายผู้มีอำนาจล้นฟ้า อย่างน้อยเธอก็คงมีไพ่ในมือให้พอสู้กลับได้บ้าง แต่นี่อะไร...
เวินซิงจื่อหลับตาลง ภาพตัวอักษรในหน้านิยายบทที่สี่สิบห้าผุดขึ้นมาในหัวอย่างชัดเจน ราวกับถูกสลักไว้ด้วยมีดอาบเลือด
‘เหตุการณ์วางยาพิษในงานเลี้ยงบุปผาแดงถูกเปิดโปง ทว่าหลักฐานทั้งหมดกลับชี้ไปที่เรือนซักล้าง เวินซิงจื่อ สาวใช้ระดับล่างผู้โชคร้ายถูกลากตัวมายังลานกว้าง นางถูกทุบตีด้วยไม้พลองจนเนื้อแตก เลือดสาดกระเซ็นเปื้อนลานหิน เสียงกรีดร้องขอความเมตตาเงียบหายไปพร้อมกับลมหายใจสุดท้าย... นางเป็นเพียงแพะรับบาปที่ถูกคุณหนูใหญ่ป่ายหว่านหรงเหยียบย่ำเพื่อเอาตัวรอด’
ใช่... บรรทัดเดียว... ทั้งเรื่องมีชื่อของ ‘เวินซิงจื่อ’ ปรากฏอยู่เพียงแค่บรรทัดเดียวเท่านั้น!
"นังซิงจื่อ! มัวเหม่อหาบิดาเจ้าหรืออย่างไร! ผ้ากองนั้นของฮูหยินรอง หากซักไม่เสร็จก่อนตะวันตรงหัว วันนี้เจ้าไม่ต้องกินข้าว!"
เสียงแหลมปรี๊ดของ ‘ป้าหลิว’ หญิงวัยกลางคนร่างท้วมผู้คุมเรือนซักล้างดังแหวกอากาศมาแต่ไกล ก่อนที่แส้หวายเส้นเล็กจะฟาดลงมาที่กลางหลังของเด็กสาวอย่างไม่ออมแรง
เพียะ!
"โอ๊ย!"
เวินซิงจื่อสะดุ้งสุดตัว ความเจ็บปวดแล่นริ้วจนน้ำตาแทบเล็ด แต่เธอรีบก้มหน้าซ่อนแววตาแข็งกร้าวเอาไว้ แล้วแกล้งทำตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
"ขะ... ข้าจะรีบซักเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะป้าหลิว ข้าผิดไปแล้ว" เสียงของเธอสั่นเครือ แหบพร่า ฟังดูน่าสมเพชตามแบบฉบับของสาวใช้หัวอ่อน
ป้าหลิวกระชากแขนเสื้อของซิงจื่ออย่างแรงจนร่างบางแทบถลาไปข้างหน้า มือหยาบกร้านของนางบีบลงบนต้นแขนของเด็กสาวอย่างจงใจสร้างความเจ็บปวด
แต่ในเสี้ยววินาทีที่ผิวหนังของทั้งสองสัมผัสกันนั้นเอง...
[ติ๊ง!]
เสียงบางอย่างคล้ายหยดน้ำกระทบผิวน้ำดังขึ้นในโสตประสาทของเวินซิงจื่อ ตามมาด้วยเสียงกระซิบที่ดังก้องอยู่ในหัว... ซึ่งไม่ใช่เสียงพูด แต่เป็นเสียงความคิด!
‘นังเด็กนี่หน้าตาน่ารังเกียจชะมัด ปล่อยให้ทำงานหนักจนตายไปก็ดี แม่นมจ้าวสั่งมาแล้วว่าให้หาตัวตายตัวแทนเผื่อไว้สำหรับแผนการเดือนหน้า นังซิงจื่อนี่แหละเหมาะที่สุด ไม่มีหัวนอนปลายเท้า ไม่มีใครเหลียวแล ตายไปสักคนจวนนี้ก็ไม่สะเทือน’
ดวงตาของเวินซิงจื่อเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยภายใต้เส้นผมที่ปรกหน้า
พลังอ่านใจ... ตลอดสามวันที่ผ่านมา เธอเพิ่งสังเกตเห็นความผิดปกตินี้เมื่อวานซืน ทุกครั้งที่มีการสัมผัสทางกายโดยตรงกับบุคคลอื่น เธอจะได้ยินเสียงความคิดในใจของคนคนนั้น ไม่ใช่ทุกเรื่องที่คิด แต่เป็น ‘เจตนาเบื้องลึก’ ที่เกี่ยวข้องกับตัวเธอในขณะนั้น
เวินซิงจื่อลอบสูดหายใจลึก ข่มความตื่นตระหนกเอาไว้ ปล่อยให้ป้าหลิวด่าทอและผลักร่างเธอจนล้มลงไปกองกับพื้นเปียกแฉะ ก่อนที่หญิงร่างท้วมจะเดินสะบัดก้นจากไป
เด็กสาวยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า น้ำเย็นเฉียบซึมผ่านเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อจนหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ แต่มันกลับทำให้สติของเธอแจ่มชัดยิ่งขึ้น
ในนิยาย งานเลี้ยงบุปผาแดงจะจัดขึ้นในอีกสามสิบวันข้างหน้า นั่นหมายความว่า... นาฬิกาทรายแห่งชีวิตของเธอได้เริ่มนับถอยหลังแล้ว
เวลาเหลือแค่ 30 วัน สถานะปัจจุบัน: ทาสเรือนซักล้างที่ไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ เงินเก็บ: ไม่มีสักอีแปะเดียว หนทางเดียวที่จะรอดพ้นจากการเป็นแพะรับบาปและเดินออกจากจวนนรกแห่งนี้ได้อย่างถูกกฎหมาย คือการจ่ายค่า ‘ไถ่ถอนสัญญาตัว’ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 50 ตำลึงทอง!
สำหรับสาวใช้ที่ได้เบี้ยหวัดเดือนละไม่ถึงครึ่งตำลึงเงิน การหาเงิน 50 ตำลึงทองในเวลา 30 วัน เป็นเรื่องที่เพ้อฝันยิ่งกว่าการปีนบันไดขึ้นไปเด็ดดาว
เวินซิงจื่อยื่นมือที่สั่นเทาและแดงก่ำลงไปในน้ำเย็นจัดอีกครั้ง คว้าเสื้อผ้าไหมเนื้อดีของฮูหยินรองขึ้นมาขยี้ ทว่าคราวนี้... มุมปากที่เคยเม้มแน่นด้วยความหวาดกลัว กลับค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน
ในโลกก่อน เธอคือคนที่ไต่เต้าจากเด็กกำพร้าข้างถนนจนกลายเป็นนักเจรจาต่อรองผู้ไร้พ่าย ในเมื่อสวรรค์ส่งเธอมาตาย พร้อมกับมอบพลังในการสอดแนมความคิดคนมาให้...
‘อยากให้ฉันเป็นแพะรับบาปงั้นหรือ? ฝันไปเถอะ’
ดวงตาดอกท้อที่เคยหม่นหมอง บัดนี้ทอประกายวาวโรจน์ราวกับสัตว์ร้ายที่ตื่นจากการหลับใหล
การต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด... การพลิกกระดานชะตากรรมของตัวประกอบบรรทัดเดียว... ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ตอนพิเศษ 2: คำทำนายแห่งดวงดาว และทายาทแห่งซิงจวินสามเดือนหลังจากการจัดงานวิวาห์ที่สั่นสะเทือนไปทั้งเมืองหลวง อาณาจักรการค้าของหอซิงจวินก็ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด ไม่เพียงแต่ผูกขาดสินค้าความงาม แต่ยังครอบคลุมไปถึงเส้นทางขนส่งทางน้ำและโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่ทั่วแคว้นใต้ยามโหย่ว (17.00 - 18.59 น.) ในวันเทศกาลโคมไฟ ถนนสายหลักของเมืองหลวงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่ออกมาเฉลิมฉลอง แสงจากโคมกระดาษนับพันดวงสาดส่องให้ค่ำคืนนี้สว่างไสวราวกับกลางวันท่ามกลางฝูงชน มีร่างของหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่พรางตัวด้วยเสื้อคลุมเรียบง่าย แต่ไม่อาจปิดบังรัศมีอันโดดเด่นได้ เวินซิงจื่อในชุดกระโปรงสีพีชอ่อนกำลังถือไม้เสียบถังหูลู่ (ผลไม้เคลือบน้ำตาล) เคี้ยวอย่างอารมณ์ดี โดยมีม่อจวินเยวียนในชุดสีเข้มคอยเดินซ้อนอยู่ด้านหลัง แขนแกร่งคอยโอบกันไม่ให้ผู้คนเบียดเบียนภรรยาของตน"อาเยวียน ข้าอยากกินขนมจีบร้านนั้น ท่านไปซื้อให้ข้าหน่อยสิ" ซิงจื่อชี้ไม้ถังหูลู่ไปยังร้านรถเข็นที่คิวยาวเหยียดม่อจวินเยวียนถอนหายใจอย่างอ่อนใจ แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความตามใจขั้นสุด "รอข้าอยู่ตรงนี้ ห้ามเดินไ
ตอนพิเศษ 1: วิวาห์สะท้านแคว้น และค่ำคืนแห่งการควบรวมกิจการสายลมต้นฤดูเหมันต์พัดความเย็นเยียบมาเยือนเมืองหลวงอีกครั้ง ทว่าบรรยากาศ ณ ถนนตลาดตะวันออกกลับร้อนระอุและคึกคักยิ่งกว่าเทศกาลใดๆ ในรอบสิบปีโคมไฟสีแดงมงคลถูกแขวนประดับตลอดสองข้างทางทอดยาวไปจนถึงหน้า ‘หอการค้าซิงจวิน’ ซึ่งบัดนี้ได้ควบรวมตึกฝั่งตรงข้ามจนกลายเป็นอาณาจักรการค้าที่ยิ่งใหญ่ตระการตาที่สุดในเมืองหลวงวันนี้คือวันมงคลสมรสของ ‘เวินซิงจื่อ’ ประธานหอการค้าผู้มั่งคั่ง และ ‘ม่อจวินเยวียน’ อดีตเจ้าพ่อตลาดมืดที่บัดนี้ล้างมือในอ่างทองคำ ขึ้นมาเป็นคหบดีใหญ่เคียงข้างภรรยายามซื่อ (09.00 - 10.59 น.) ณ ห้องแต่งตัวชั้นบนสุดของหอการค้าเวินซิงจื่อในชุดเจ้าสาวสีแดงเพลิงปักลวดลายหงส์สยายปีกด้วยดิ้นทองคำแท้ กำลังนั่งให้เสี่ยวลี่และสาวใช้อีกสามคนช่วยกันประดับปิ่นมุกและมงกุฎทองคำลงบนเรือนผม ริมฝีปากที่ถูกแต้มด้วยชาดสีสดคลี่ยิ้มบางๆ เมื่อมองเงาสะท้อนของตนเองในกระจกบานใหญ่"นายหญิงงดงามเหลือเกินเจ้าค่ะ" เสี่ยวลี่เอ่ยชมด้วยดวงตาเ
บทที่ 32: หมากรุกกระดานสุดท้าย(จบบริบูรณ์)ยามจื่อ (23.00 - 00.59 น.) ณ ตำหนักคุนหนิงอันเงียบเหงากลิ่นยาต้มขมปร่าลอยคลุ้งไปทั่วห้องบรรทม ฮองเฮาค่อยๆ ลืมพระเนตรขึ้นมาด้วยความรู้สึกปวดร้าวไปทั้งร่าง พระอุระยังคงอึดอัดราวกับมีหินก้อนใหญ่ทับไว้ ภาพสุดท้ายที่จำได้คือพระองค์ยกถ้วยชาขึ้นดื่ม ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบไป"ฮองเฮา! ทรงฟื้นแล้ว!" นางกำนัลคนสนิทถลาเข้ามาคุกเข่าร่ำไห้อยู่ข้างเตียงฮองเฮาพยายามยันพระวรกายขึ้นนั่ง พระเนตรเบิกกว้างเมื่อความทรงจำกลับมา "ยาพิษ... นังเด็กนั่น... มันสลับยาพิษของข้า! หมอหลวง! หมอหลวงตรวจพบพิษในถ้วยชาหรือไม่! ข้าจะเอาผิดมัน!"หมอหลวงชราที่คุกเข่าอยู่อีกฝั่งรีบโขกศีรษะลงกับพื้นจนเลือดซิบ "ทูลฮองเฮา... กระหม่อมและหมอหลวงทั้งสำนักได้ตรวจสอบถ้วยชาและพระโลหิตของพระองค์อย่างละเอียดแล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่... แต่ไม่พบร่องรอยของยาพิษใดๆ เลยพ่ะย่ะค่ะ""เป็นไปไม่ได้! ผงไร้ร่องรอยนั่นข้าสั่งคนเตรียมมาเอง..." ฮองเฮาชะงัก ชั่วขณะที่ความโกรธเกรี้ยวพุ่งปรี๊ด พระองค์ก็ตระหนักถึงความจริงอันน่าสะพรึงกลัวหากหมอหลวงต
บทที่ 31: เทศกาลล่าสัตว์ และศาสตร์แห่งยาพิษเจ็ดวันให้หลัง ณ อุทยานหลวงเขตพระราชฐานชั้นนอกสายลมวสันตฤดูพัดพาเอาความอบอุ่นและกลิ่นหอมของดอกไม้ป่ามาปกคลุมลานกว้าง ทุ่งหญ้าสีเขียวขจีถูกเนรมิตให้กลายเป็นลานจัดงานเทศกาลล่าสัตว์ประจำปีอันแสนยิ่งใหญ่ กระโจมที่พักประดับด้วยธงทิวสีทองและสีแดงเรียงรายเป็นระเบียบ ทหารรักษาพระองค์สวมเกราะเต็มยศยืนรักษาการณ์อย่างเข้มงวดรถม้าของหอความงามซิงจวินค่อยๆ เคลื่อนมาเทียบที่ทางเข้าเขตพระราชฐาน เวินซิงจื่อก้าวลงจากรถม้าในชุดกระโปรงไหมสีขาวขลิบทอง เรียบหรูทว่าสง่างามไม่แพ้คุณหนูตระกูลขุนนางใหญ่ ผมยาวถูกเกล้าขึ้นประดับด้วยปิ่นหยกดำเพียงชิ้นเดียวด้านหลังของนางคือชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดองครักษ์สีน้ำเงินเข้ม แม้จะสวมหมวกปีกกว้างกดต่ำเพื่อพรางใบหน้า แต่กลิ่นอายความเย็นชาและแผงอกกว้างที่อัดแน่นไปด้วยมัดกล้าม ก็ทำให้เหล่านางกำนัลที่เดินผ่านไปมาต้องลอบชะม้ายตามอง"อาเยวียน... ข้าบอกให้ท่านเดินค้อมหลังลงนิดหนึ่งอย่างไรเล่า ท่านเดินยืดอกผ่าเผยราวกับเป็นแม่ทัพมาตรวจพลเช่นนี้ เดี๋ยวก็ถูกจับได้หรอกว่าไม่ใช่ข้ารับใ

















