LOGINหลังจากที่สองคนแม่ลูกหารือกันหลี่เจินไม่เสียเวลาเปล่า นางหาเรื่องมากลั่นแกล้งหลี่ชิงหยาตามความถนัดเหมือนที่เคยทำมา
"ลี่เจียว เจ้าทำความสะอาดห้องของข้าแล้วหรือยัง" ลี่เจียวที่เคยหยิ่งยโสว่าตนเป็นคนสนิทของคุณหนูรองก้มหน้างุด หลังจากโดนคุณหนูถีบเมื่อวานวันนี้นางจึงค่อนข้างพูดน้อยและถ่อมตัว "ทำเสร็จแล้วเจ้าค่ะ" "ดีมาก ขยับมาใกล้ ๆ ข้า" คุณหนูอารมณ์แปรปรวนเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายลี่เจียวกล้า ๆ กลัว ๆ ขยับเข้าไปใกล้ นางไม่มั่นใจแล้วว่าตอนนี้คุณหนูจะโมโหขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุหรือไม่ หลี่เจินยกมือป้องปากกระซิบข้างหูลี่เจียว ความหวาดกลัวเมื่อครู่มลายสิ้นไปนางฉีกยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจเอ่ยขึ้นว่า "คุณหนูสบายใจได้เจ้าค่ะ บ่าวจะตั้งใจทำงานเต็มที่" หลี่เจินยิ้มแย้มส่งสัญญาณลี่เจียวไม่รอช้าหมุนกายวิ่งไปยังห้องครัวทันที ไม่นานก็มาถึง ไม่พบใครอยู่ข้างในนางจึงเข้าไปจัดการตามคำสั่งจัดถ้วยอาหารใส่ถาดแล้วยกออกไป ศัตรูตัวฉกาจของเจ้านายก็เป็นของนางด้วย เมื่อวานถูกหลี่ชิงหยาทำให้เจ็บทั้งกายและใจวันนี้นางจะทวงคืนความแค้นของเมื่อวานคืนมาให้จงได้ หลี่ชิงหยานั่งอยู่ในห้องนางมิได้ออกไปไหนหลังจากรับรู้เรื่องราวตระกูลหยาง โทษตัวเองที่ไม่เชื่อฟังจนกระทั่งสูญเสียทุกอย่าง ดวงตากลมสุกใสเหม่อมองออกไปด้านนอก นางควรเริ่มต้นจากตรงไหนดี การอยู่ที่จวนเสนาบดีแห่งนี้หากยังมีสถานะต่ำต้อยยิ่งกว่าทาสนางคงหาหนทางในการทำเรื่องสำคัญยากยิ่ง ไป๋เหนียงและหลี่เจินเป็นที่โปรดปรานของหลี่จือหลิน แล้วนางเล่าเห็นทีตำแหน่งคุณหนูใหญ่คงไม่มีความหมายหากยังเป็นเช่นนี้อยู่ สถานะของไป๋เหนียงเป็นถึงฮูหยิน ทั้งสูงส่งและมั่นคงนางควรทำเช่นไรดีถึงจะโค่นล้มสองแม่ลูกลงได้ หลี่ชิงหยาไม่เชื่อว่าสองคนนั้นจะปล่อยนางไปเรื่อย ๆ ครั้งหลังสุดโบยนางหมายเอาชีวิตจนตายมาแล้วครั้งหนึ่งพวกนางย่อมไม่รามือง่าย ๆ แน่ นางไม่ควรปล่อยให้ศัตรูได้มีโอกาสอีกหาไม่แล้วคนที่ไม่เหลือแม้แต่ชีวิตที่สองก็คือตัวนางเอง การได้รับโอกาสครั้งนี้นางจะใช้ให้คุ้มค่า นางจะมีชีวิตอยู่เพื่อแก้แค้นเท่านั้นส่วนเรื่องอื่นนางล้วนไม่ต้องการ วิธีการใดที่ทำให้มีทางรอดนางยินดีฟันฝ่าเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ประตูห้องเปิดออกทำลายความเงียบลง หลี่ชิงหยาตื่นจากภวังค์แล้วลุกขึ้นไปดู แท้ที่จริงผู้มาเยือนก็คือลี่เจียวเดินยิ้มหวานถือถาดเข้ามา นางวางถาดอาหารลงบนโต๊ะด้วยกิริยานอบน้อมผิดแผกไปจากเมื่อวาน หลี่ชิงหยามองดูทุกการกระทำอย่างละเอียดไม่ไว้ใจสถานการณ์แต่นางก็เพียงนิ่งสงบ "บ่าวนำอาหารมาให้เพื่อเป็นการขอโทษคุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ ความผิดเมื่อวานบ่าวสมควรโดนลงโทษแล้ว" หลี่ชิงหยาคิดว่าลี่เจียวพูดผิดนางควรพูดว่าสมควรตายต่างหาก "ขอบใจเจ้ามาก ช่างมันเถอะออกไปได้แล้ว" ลี่เจียวทำท่าอิดออดพูดอย่างนอบน้อม "มิได้เจ้าค่ะ บ่าวจะคอยดูแลคุณหนูกินข้าวเสร็จถึงจะวางใจได้เจ้าค่ะ" หลี่ชิงหยายิ้มบางนั่งลงที่โต๊ะเปิดฝาออก กลิ่นบูดเน่าของอาหารชวนอาเจียนโชยมาปะทะจมูกของนาง หลี่ชิงหยาทนกลิ่นไม่ไหวต้องเบือนหน้าหนีในทันที ลี่เจียวลอบยิ้มสะใจคิดถึงคำสั่งของหลี่เจินที่กำชับเป็นมั่นเป็นเหมาะ 'ยืนเฝ้ามันกินจนหมดแล้วค่อยกลับมา หากมันไม่กินส่งสัญญาณให้คนมารายงานข้า แล้วข้าจะไปทำให้มันกินลงท้องให้หมดเอง' หลี่ชิงหยาขยับออกห่างถาดอาหารพลางยกมือปิดจมูก ลี่เจียวเห็นว่านางไม่ยอมกินแน่แล้วจึงทำมือให้คนข้างนอกที่ยืนเฝ้าประตู สาวรับใช้คนนั้นเข้าใจและวิ่งไปเรือนของหลี่เจินทันที "เอาออกไปเถอะ ข้ายังไม่หิว" หลี่ชิงหยาลุกขึ้นสั่งให้ลี่เจียวยกถาดออกไปทว่าคนรับใช้ของหลี่เจินกลับยืนพูดเสียงเบาอย่างอ่อนน้อมเช่นเดิม "มิได้เจ้าค่ะ หากบ่าวยกถาดที่มีอาหารออกไปบ่าวจะโดนทำโทษที่บกพร่องต่อหน้าที่เจ้าค่ะ" ลี่เจียวพูดเสียงเศร้าพลางทำหน้าสลดลงราวกับว่าถ้านางดูแลคุณหนูใหญ่ไม่ดีนางก็ไม่อาจอยู่อย่างสงบสุขได้ "เจ้าเอาเอาหารมาไม่ดูเลยหรือว่ามันกินไม่ได้" หลี่ชิงหยาถามขึ้นไร้อารมณ์โกรธเกรี้ยวแววตาดูว่างเปล่าคาดเดาความรู้สึกลำบาก "ไม่ ไม่เจ้าค่ะ มีคนจัดมาให้บ่าวยืนรอด้านนอกเจ้าค่ะ" "เช่นนั้นรึ แล้วตอนนั้นใครเป็นคนจัดการให้เจ้า" หลี่ชิงหยาไม่ท้อถอยไล่ต้อนลี่เจียวไปเรื่อย ๆ นางก้มหน้าลงสายตาหลุกหลิกคิดหาทางออกให้เร็วที่สุด หากนางโยนความผิดให้ใครสักคนก็คงไม่เป็นไรกระมังเพราะนางมีบารมีคุณหนูคุ้มกะลาหัวอยู่ "ข้าไปเจอซือซืออยู่ในครัวพอดีเจ้าค่ะ บอกนางว่าจัดอาหารให้คุณหนูใหญ่ นางหายเข้าไปสักพักก็ยกถาดออกมาให้เจ้าค่ะ" ซือซือเป็นคนเช่นไรหลี่ชิงหยาไม่อาจรู้แต่ลี่เจียวกล้าป้ายสีนางลับหลังได้เลือดเย็นเช่นนี้ นับว่าบ่าวคนนี้กล้าหาญและมั่นใจอยู่พอตัวว่ามีคนหนุนหลังที่แข็งแกร่ง หลี่ชิงหยาจึงเล่นตามน้ำรับฟังคำโป้ปดของลี่เจียวไปเรื่อย ๆ "ไปเรียกซือซือมาหาข้า" ลี่เจียวกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจผงกหัวสองสามทีแล้ววิ่งออกไปตามหาซือซือ ไม่คิดว่าในที่สุดนางก็หลอกหลี่ชิงหยาหน้าโง่ได้สำเร็จ ผ่านไปไม่นานลี่เจียวก็พาตัวซือซือมาหาหลี่ชิงหยา ซือซือเดินมาด้วยใบหน้าสุดมึนงง นางกำลังทำความสะอาดสวนดอกไม้จู่ ๆ ลี่เจียวก็มาตามและพามาที่นี่ "คุณหนูใหญ่มีเรื่องใดกับบ่าวเจ้าคะ" ท่าทางของซือซือถ่อมตนไร้ความยโสโอหังในท่าทีเหมือนลี่เจียว หลี่ชิงหยามองนางแวบหนึ่งแล้วเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีสบาย ๆ ว่า "เจ้าเป็นคนจัดอาหารในถาดให้ข้าหรือ" ซือซือโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวันตามสัญชาตญาณพร้อมส่ายศีรษะแรง ๆ นางยังไม่ทราบสาเหตุที่ถูกเรียกตัวและไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นการแสดงออกจึงดูออกได้ง่ายเป็นธรรมชาติ "ไม่เจ้าค่ะ วันนี้บ่าวยังไม่เข้าไปในห้องครัวเลยเจ้าค่ะ" ไม่ว่าจะถูกเรียกมาตำหนิหรือตกรางวัลซือซือก็ไม่ฉกฉวยโอกาสแสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง นางพูดตามความสัตย์จริงที่หลี่ชิงหยาสัมผัสได้ ลี่เจียวถลึงตาใส่ซือซือเป็นการข่มขู่นาง ซือซือจึงหยุดพูดก้มหน้าลงเพราะความหวาดกลัว "เจ้าเป็นคนยกถาดมาให้ข้าเองนะทำไมพูดปดเช่นนี้" ลี่เจียวส่งสายตาดุดันข่มขู่พูดกัดฟันกดเสียงต่ำ ซือซือมองนางด้วยความหวาดหวั่นใคร ๆ ต่างก็เกรงกลัวลี่เจียวกันทั้งนั้น นางเป็นคนสนิทของหลี่เจินผู้นับว่ามีความสำคัญต่อนายท่าน ไม่ว่าจะทำผิดกรือถูกหากลี่เจียวใส่ความขึ้นมาก็ต้องก้มหน้ายอมรับอยู่ดี "เจ้าสองคน บังอาจโกหกข้าหรือ!" หลี่ชิงหยาขึ้นเสียงข่มขู่ ลี่เจียวแสร้งทำท่าทางหวาดกลัวส่วนซือซือยิ่งไม่ต้องพูดถึง นางหดคอกลัวจนแทบอยากมุดแผ่นดินหนีไปแล้ว "มิกล้าเจ้าค่ะ บ่าวไม่ได้โกหกจริง ๆ เจ้าค่ะ" ลี่เจียวยืนกรานปฏิเสธถ่วงเวลารอหลี่เจินมาถึง เมื่อนั้นนางก็ไม่ต้องแสดงละครอีกต่อไปแล้ว "เรือนนี้เกิดเรื่องวุ่นวายใดขึ้น" หลี่เจินเดินมาถึงได้จังหวะเหมาะเจาะลี่เจียวที่เกือบหมดหนทางรู้สึกโล่งอกที่นางไม่ต้องกล้ำกลืนฝืนทนอ่อนน้อมกับหลี่ชิงหยาอีกต่อไป ทั้งสามคนหันหน้าไปมองต้นเสียงพบหลี่เจินกำลังเร่งฝีเท้ามุ่งหน้าเข้ามาหา "หลี่ชิงหยาเจ้าจะทำอะไรอีก" หลี่เจินส่งสายตาเหยียดหยามหลี่ชิงหยาพูดอย่างไม่ไว้ใจ "น้องหญิง เจ้าก็เห็นอยู่ว่าข้ายังไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง" หลี่ชิงหยาคาดไว้ว่าการที่หลี่เจินมาที่นี่อาจนัดแนะกับลี่เจียวหาเรื่องนางเอาไว้แล้ว "เจ้าเรียกใช้งานลี่เจียวหรือ นางเป็นคนของข้า มันสมควรแล้วหรือที่มายืนรอฟังคำสั่งจากเจ้าเช่นนี้" หลี่เจินผินหน้ามองลี่เจียวและต่อว่าหลี่ชิงหยาไม่คิดเกรงใจแม้แต่น้อย ยกมือกอดอกเชิดหน้าเดินเข้ามาใกล้นางอีกเล็กน้อย "คนอย่างเจ้าก็ไม่ต่างจากบ่าวไพร่ในเรือน ชาตินี้ทั้งชาติเจ้าก็ไม่มีปัญญามีคนรับใช้ข้างกายหรอก ไม่ต้องอ้างสิทธิ์ชอบธรรมใดทั้งสิ้นเพราะถึงอย่างไรท่านพ่อก็ไม่ใส่ใจเจ้าจำเอาไว้!" หลี่ชิงหยาคาดว่าหลี่เจินคงมาผิดจุดประสงค์ นางจึงชี้ไปที่ถาดอาหารบูดเน่าบนโต๊ะ "แล้วที่คนของเจ้ายกอาหารเยี่ยงนี้มาให้ข้าเล่า เรียกว่าอย่างไรคงไม่ได้หวังดีถึงขนาดให้ข้าสุขสบายหรอกนะ" หลี่ชิงหยาพูดประเด็นสำคัญ หลี่เจินยื่นคอออกไปดูพลางย่นจมูกถอยออกมาอย่างรังเกียจ "ไม่จริงเจ้าค่ะคุณหนู หลี่ชิงหยาใส่ความบ่าว คนที่ทำคือซือซือต่างหากเจ้าค่ะ" ลี่เจียวเข้ามาประจบฟ้องเจ้านายพร้อมชี้มือไปที่ซือซือที่ทำหน้าตาตื่นยิ่งกว่าเดิม "ทำไมเจ้าถึงได้ยกอาหารพวกนี้มา" เมื่อหลี่เจินถามลี่เจียวก็เริ่มเล่นตามบทบาทที่ตระเตรียมกันมา "ข้ากำลังจะเดินไปหาคุนหนูเหมือนทุกวัน นางเดินมาจากไหนไม่รู้เรียกให้บ่าวไปยกอาหารมาให้ถึงที่นี่เจ้าค่ะ บ่าวถูกข่มเหงเมื่อวานนี้ก็มิกล้าขัดขืน นางข่มขู่ว่าจะเอาเรื่องไปฟ้องนายท่านบ่าวกลัวก็เลยทำตามคำสั่งเจ้าค่ะ ไม่คิดว่าเรื่องจะลงเอยเช่นนี้" ลี่เจียวแสดงท่าทางน่าสงสารต่อหน้าหลี่เจินใส่ความหลี่ชิงหยาเต็มประตู นางแค่นเสียงครั้งหนึ่งให้ความเสแสร้งของลี่เจียว ช่างเล่นละครได้สมบทบาทดีจริง ๆ หลี่เจินได้ฟังคำสอพลอของลี่เจียว นางจ้องมองหลี่ชิงหยา ดวงตาฉายประกายชิงชังออกมาชัดเจนไม่ปกปิดเลยแม้แต่น้อย "เจ้าทำเยี่ยงนี้กับคนของข้าแสดงว่าเจ้าอยากตายใช่หรือไม่ ลี่เจียวเป็นคนรับใช้ชั้นสูงประจำตัวข้า การที่เจ้าเรียกใช้งานนางเท่ากับประกาศเป็นศัตรูของข้า อยู่ดี ๆ ไม่ชอบเจ้ามันชอบให้ข้าทุบตีถึงจะพอใจหรือ ข้ากับท่านแม่น่าจะตีเจ้าให้ตาย ๆ ไปซะจะได้ไม่ทำตัวโอหังยืนบนหัวข้าเช่นนี้" ความโกรธแค้นผสมผสานความเกลียดชังที่มีมาก่อนหน้านี้ส่งผลให้หลี่เจินอารมณ์พลุ่งพล่านได้ง่ายดาย พวกนางมาหาเรื่องหลี่ชิงหยาแสร้งทำเป็นว่านางใช้คนไม่เกรงใจเจ้านายคลับคล้ายว่ากำลังเหยียบหน้าตนเองอยู่ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่เป็นศักดิ์ศรีที่ต้องปกป้องสำหรับหลี่เจิน หลี่ชิงหยารังแกคนของนางแล้วยังเรียกใช้งานเป็นการส่วนตัวไม่ให้เรียกว่าชั่วช้าแล้วจะให้เรียกว่าอะไร หลี่เจินปรี่เข้าหาหลี่ชิงหยาหมายจะทำร้ายร่างกายเหมือนเช่นทุกครั้ง "ช้าก่อน แล้วเรื่องอาหารพวกนี้จะว่าอย่างไร มาถึงเจ้าก็พล่ามไม่หยุด ดูเสียบ้างว่าคนของเจ้าทำอะไรกับข้าบ้าง" นางชี้มือไปที่ถาดอาหารในสภาพดูไม่ได้ให้ดู หลี่เจินหยุดชะงักมองหน้ากับลี่เจียวและทั้งคู่ก็ปราดเข้าหาหลี่ชิงหยาพร้อมกัน หลี่ชิงหยาอาศัยความว่องไวกว่าหลบหลีกได้ทันหลี่เจินที่พุ่งไปสุดตัวเสียหลักเซไปที่ถาดอาหารบนโต๊ะ หน้าสวยของนางจุ่มลงที่ถาดอาหารเลอะใบหน้าและเนื้อตัวส่งกลิ่นเหม็นเน่าโชยไปทั้งห้อง ลี่เจียวเห็นท่าไม่ดีดึงคุณหนูของนางอออกมาห่าง ๆพลางเบือนหน้าหนี "กรี๊ด! นี่มันอะไรถึงเหม็นขนาดนี้" หลี่เจินรับสภาพตัวเองเปื้อนคราบอาหารไม่ได้เอาแต่ส่งเสียงร้องออกมา ลี่เจียวถอดเสื้อด้านนอกของตัวเองเช็ดให้นางพลางกระซิบกระซาบ "คุณหนูถอยก่อนเจ้าค่ะ" พลางเหลือบมองหลี่ชิงหยาที่ยืนทำหน้าตกตะลึงอยู่ด้านข้าง "น้องหญิงเจ็บตรงไหนหรือไม่ ข้าจะห้ามก็ห้ามไม่ทัน ใครจะรู้ว่าจู่ ๆ เจ้าก็อยากกอดข้าไม่บอกไม่กล่าวเสียอย่างนั้น" หลี่ชิงหยาทำหน้าใสซื่อพูดด้วยเสียงน่ารักยิ่งทำให้หลี่เจินเดือดดาลกรีดร้องขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนหันมาบอกซือซือที่ทั้งอยากหัวเราะและร้องไห้ในคราวเดียวกัน "ซือซือ มายกถาดพวกนี้ไปเก็บให้ข้าที เสร็จแล้วมีงานอะไรก็ไปทำเถิด"หลี่ชิงหยา เจิ้นซื่อหมิง หยางเยว่ มารวมตัวกันที่จวนอ๋องสี่ หารือกันถึงเรื่องที่เพิ่งผ่านมา "ข้าไม่นึกว่าเจ้าจะทำงานได้รวดเร็วเช่นนี้ เจ้าทำเหมือนรู้เรื่องทุกอย่างแล้ว" นางเงียบไปชั่วครู่ก่อนเอ่ยขึ้น "ข้ารู้มาสักระยะหนึ่งแล้ว" หยางเยว่จึงถามถึงเรื่องหยางเฉี่ยวชิว "แล้วศพเล่า เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร" นางสะดุดกับคำพูดของหยางเยว่อยากบอกความจริงแก่เขาแต่มันคงเป็นเรื่องเหลือเชื่อเกินไป "ข้าเริ่มสืบเงียบ ๆ มาตั้งแต่วันที่เห็นเครื่องประดับของนางแล้ว ข้าสงสัยจึงหาทางสืบจนรู้ความจริง" ไม่ว่านางจะมีวิธีการอธิบายเช่นไรแต่อาจารย์หย่งหยวนก็ดูออกทั้งคำพูดและท่าทาง นางจะสงบนิ่งเพียงใดก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของอาจารย์ไปได้แต่อาจารย์ก็เลือกที่จะเงียบรอดูท่าทีของหลี่ชิงหยาต่อไป "ข้าบอกพี่ใหญ่แล้วว่านางไม่ธรรมดา" เจิ้นซื่อหมิงเอ่ยขึ้นพลางส่งยิ้มบาง ๆ ให้หลี่ชิงหยา "เรื่องทุกอย่างลงตัวแล้ว คงถึงเวลาที่ข้าจะกลับเสียที" อาจารย์เอ่ยขึ้น "ท่านอาจารย์ไม่กลับไปได้หรือไม่ขอรับ การเดินทางยากลำบากข้าอยากให้ท่านอยู่ที่นี่ อยู่ในจวนตระกูลหยาง" หยางเยว่เป็นห่วงอาจารย์ที่ต้องเดินทางไกลอีกเป็นเดือน อาจารย์
บรรยากาศในห้องโถงกลับกลายเป็นเงียบงัน ทุกคนที่เคยมาร่วมงานสมรสขององค์ชายสามและพระชายาต่างก็ยืนนิ่งไม่สามารถขยับตัวได้ ใบหน้าแต่ละคนเต็มไปด้วยความตกใจและความไม่เชื่อ หัวใจของพวกเขาหยุดไว้ในชั่วขณะ ทุกสายตาต่างหันไปที่ฮ่องเต้ที่ยืนนิ่งไม่ตรัสคำใดออกมา ว่าที่พระสนมที่เคยยิ้มแย้มท่ามกลางงานสมรส กลับกลายเป็นคนแรกที่ไม่สามารถทนต่อความจริงได้ นางลุกขึ้นจากที่นั่ง ร่างบางสั่นสะท้านปากสั่นพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เหมือนจะร้องไห้ "ไม่จริง องค์ชายสามไม่ทำเช่นนี้!" น้ำตาของหลี่เจินไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว ข้าราชบริพารที่อยู่ข้างๆ พยายามเข้าไปปลอบโยน แต่นางกลับสะบัดมือออกอย่างแรง นางยืนเงียบ ๆ มองไปที่องค์กลุ่มคนที่ซุบซิบและมองมาที่นางด้วยความรู้สึกหลากหลาย นางเป็นถึงหลานสาวที่ปรึกษาขุนนาง มาจากตระกูลร่ำรวย บิดาเป็นขุนนางระดับสูงและนางกำลังจะมีชีวิตที่ใฝ่ฝัน คราแรกที่รู้ว่าจะได้แต่งงานเป็นพระสนมนางยังชูคอได้อย่างภาคภูมิใจ ไม่สนใจเรื่องของท่านตาและท่านแม่หันมาสนใจเพียงตำแหน่งพระสนมที่นางกำลังจะสมหวัง แล้วเป็นอย่างไรงานแต่งงานที่กำลังดำเนินไปได้ด้วยดี ก็พังครืนลงต่อหน้าต่อตาโดยคนกลุ่มหนึ่ง ฮองเฮาแ
ขุนนางฝ่ายตรวจสอบทำงานกันอย่างเข้มข้น คนในงานต่างเฝ้ามองอย่างใจจดใจจ่อ "ทูลฝ่าบาท หลักฐานที่ได้มาเป็นของจริงพะย่ะค่ะ บางอย่างมีของปลอมให้เปรียบเทียบ แสดงให้เห็นว่าตระกูลหยางถูกใส่ร้าย" ฮองเฮากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ดวงตาของนางแสดงถึงความตื่นตระหนกและไม่พอใจ แม้จะพยายามดิ้นรนด้วยคำพูดที่เคยชิน "ไม่จริง! หลักฐานพวกนี้ต้องถูกปลอมแปลง!" นางปฏิเสธรุนแรง แต่คำพูดนั้นกลับดูเปราะบางเกินไปในตอนนี้ หลี่ชิงหยายิ้มเล็กน้อย โดยไม่สะทกสะท้านกับการดิ้นรนของฮองเฮา "ฮองเฮาสามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง หม่อมฉันมีคำรับรองจากผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งบันทึกการเคลื่อนไหวที่สามารถยืนยันการทำงานร่วมกันของฮองเฮากับบุคคลภายนอก" เมื่อได้ยินคำพูดของนาง ฮองเฮาก็รู้สึกอึดอัดยิ่งขึ้น นางพยายามหาทางปฏิเสธต่อไป แต่ทุกคำพูดกลับยิ่งเพิ่มความสงสัยให้มากขึ้นจนไม่อาจหาทางหลบหนีได้ ในขณะที่ฮองเฮาพยายามดิ้นรนต่อไป หยางเยว่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ไม่สามารถนิ่งเฉยได้ เขาก้าวไปข้างหน้าและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น "ฝ่าบาท เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ตั้งใจเท่านั้น กระหม่อมเองก็มีข้อมูลที่พิสูจน์ได้ถึงความเชื่อมโยงระห
สองเดือนต่อมา งานสมรสระหว่างองค์ชายสามกับหลี่เจินเต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่ตามแบบฉบับของชนชั้นสูงในราชสำนัก พื้นที่จัดงานถูกตกแต่งด้วยดอกไม้สีทองและสีแดงสด มีการประดับประดาด้วยผ้าที่มีลวดลายงดงามกินบริเวณกว้างถึงนอกจวน ท่ามกลางแสงไฟจากโคมระย้าและตะเกียงส่องแสงสว่างทั่วห้อง คนในราชสำนักต่างแต่งตัวอย่างงดงาม มีการร่ายรำและดนตรีประกอบบรรยากาศให้เต็มไปด้วยความหรูหรา พระราชวังล้วนอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความปีติ บรรดาธงไหมสีชาดประดับมุกปลิวไสวตามสายลม เผยให้เห็นลวดลายมงคลที่ถักทอด้วยด้ายทองคำ ประตูเปิดกว้างขบวนแห่เจ้าสาวแลเห็นมาแต่ไกล ล้อมรอบด้วยเหล่านางกำนัลผู้ถือโคมไฟแดง ส่องทางแห่งชีวิตคู่ให้สว่างไสว หลี่เจินในชุดวิวาห์ไหมแดงลายมังกรทอง งดงามประหนึ่งเทพธิดาแห่งแดนสวรรค์ สายคาดเอวปักลวดลายเมฆมงคลพลิ้วไหวทุกย่างก้าว ผ้าคลุมหน้าไหมโปร่งสีแดงฉลุลายดอกเหมยบดบังดวงหน้างามพริ้มเพรา ยามเจ้าสาวก้าวข้ามกระถางไฟเพื่อความเป็นสิริมงคล เสียงฆ้องกลองก็ดังกึกก้อง บรรเลงเพลงมงคลประสานเสียงพิณก้องไปทั่วบริเวณ องค์ชายสามทรงยืนประทับใต้แท่นพิธี ในฉลองพระองค์ปักลายมังกรห้าเล็บ ท่วงท่าทรงสง่า สายตาแน่วนิ่ง
เกือบหนึ่งเดือนต่อมา ในยามสาย แสงแดดทอดผ่านต้นเหมยหน้าจวนท่ามกลางสายลมเย็นเอื่อย อาจารย์หย่งหยวนก้าวลงจากรถม้าอย่างสง่างาม ท่วงท่าของผู้เฒ่ามากประสบการณ์ยังคงมั่นคง สายตาคมกวาดมองรอบจวนองค์ชายสี่ที่ส่งเกี้ยวไปรับในเขตชายแดนของแคว้นซีหนาน "นานกี่ปีแล้วที่ข้าไม่ได้กลับมาเมืองหลวง" เขาพึมพำเบา ๆ ภาพในอดีตผุดขึ้นในห้วงคิด ครั้งหลังสุดบนภูเขาสูงยามเขาถ่ายทอดความรู้เรื่องเครื่องสมุนไพรให้แก่ศิษย์หญิงนางหนึ่ง มือเล็ก ๆ เคยคัดแยกสมุนไพรด้วยความตั้งใจ คำถามฉลาดเฉลียวของนางยังติดอยู่ในใจเขาเสมอ นางคือคนที่เขายอมรับในพรสวรรค์รองจากหยางเฉี่ยวชิว เจิ้นซื่อหมิงและหยางเยว่เดินออกมาต้อนรับ บุรุษทั้งสองคนโล่งใจที่อาจารย์เดินทางมาถึงจวนโดยปลอดภัย "ท่านอาจารย์เดินทางมาเหนื่อยเขิญพักผ่อนก่อนเถิดขอรับ" หยางเยว่เดินตรงเข้าประคองอาจารย์เขาอาจจะดูเหนื่อยล้าจากการเดินทางแต่ก็ยังไม่อยากพักผ่อน "ข้าไม่เป็นไร องค์ชายมีอาการเป็นอย่างไรบ้าง" อาจารย์หย่งหยวนสังเกตได้ว่าเจิ้นซื่อหมิงมีสีหน้าดีขึ้นกว่าเดิมมากเขาเพียงอยากรู้สถานการณ์ระหว่างรักษาตัวช่วงที่ไม่ได้ดูแล "ข้าทำตามคำแนะนำของท่านอาการเริ่มดีขึ้นเ
"เจ้าเตรียมตัวรับโทษเป็นคนต่อไป" ไป๋เหนียงถูกลากออกไป นางกรีดร้องดิ้นรน แต่ไม่มีผู้ใดสนใจอีก หลี่เจินเห็นมารดาถูกจับตัวนางจึงไปขอร้องบิดา แต่หลี่จือหลินบอกกับนางว่า "เจินเอ๋อร์ เจ้ากำลังจะได้เป็นสนมอย่ายุ่งเรื่องนี้ดีกว่า ตาของเจ้ากับแม่ของเจ้ามีความผิดก็ต้องว่าตามผิด เจ้ายังเด็กนักข้าไม่อยากเห็นเจ้าต้องได้รับโทษไปด้วย" หลี่เจินได้ฟังดังนั้นนางก็เกิดความหวาดกลัวจึงเชื่อฟังบิดาไม่กล้าแผลงฤทธิ์ทำตัวสงบเสงี่ยมขังตัวเองอยู่แต่ในห้องเท่านั้น หลี่ชิงหยามองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสายตาเย็นชา ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามบ่ายที่ส่องกระทบใบหน้าของนาง คล้ายกับเงาสะท้อนของชัยชนะที่กำลังปรากฏขึ้นในที่สุด พลบค่ำแล้วแสงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ทว่าบรรยากาศยังคงเคร่งเครียดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงกลางวัน ภายในห้องหนังสือ หลี่ชิงหยานั่งสงบนิ่งอยู่หน้าชั้นตำรา ทว่าความคิดของนางยังคงหมุนวนไปมา ตั้งแต่เรื่องของไป๋เหอหยุน ไป๋เหนียง แม้ทุกอย่างเป็นไปตามที่นางคาดการณ์ไว้ แต่ก็ปฏิเสธมิได้ว่านางเหนื่อยล้าอยู่ไม่น้อย ทันใดนั้น เสียงรายงานจากคนรับใช้หน้าประตูดังขึ้น "คุณหนูใหญ่ ท่านอ๋องมาขอเข้าพบเจ้าค่ะ" หลี่ชิงหยาช







