Mag-log inลี่เจียวดิ้นขลุกขลักเริ่มส่งเสียงร่ำไห้หลี่ชิงหยาบีบบังคับนางกดใบหน้าลงพื้นถูคราบน้ำลายไปมาหลายรอบจนกระทั่งเห็นว่าแห้งสนิทแล้วจึงดึงตัวนางขึ้นมา ยิ้มเยาะครั้งหนึ่งกัดฟันกรอดพูดต่อ
"ไปหาน้องหญิงกันเถอะ ข้าพร้อมทำความสะอาดให้คุณหนูรองแล้วล่ะ" นางลากลี่เจียวไปตามทางเดินถึงร่างของนางจะผอมบางทว่าตอนนี้กลับรู้สึกมีกำลังวังชามากขึ้น คิดถึงเมื่อครู่ที่ลี่เจียวบอกว่าถ้าทำถูกใจอาจจะใจดีให้กินข้าวได้ นั่นแสดงความจริงออกมาให้เห็นแล้วว่าคนพวกนี้ข่มเหงรังแกนางมาเนิ่นนานเพียงใด 'ไม่เห็นจะเป็นไรไม่ให้ข้ากินข้าก็ไม่กิน ห้องครัวก็รู้จักแล้วเดินไปกินที่นั่นยามดึกสบายใจกว่า' นางทั้งดึงทั้งลากลี่เจียวไประหว่างทางโดยไม่ยั้งมือแม้แต่น้อยสร้างความตกตะลึงให้บ่าวรับใช้ที่ทำงานบริเวณนั้นเป็นอันมาก พวกเขาเห็นเหมือนกันว่าคุณหนูใหญ่ทำสิ่งใดอยู่ทว่าเมื่อสบตากับนางกลับต้องรีบหดคอเพราะแววตาแข็งกระด้างที่กวาดมองมายังพวกเขาชวนให้ขนหัวลุกยิ่งกว่าปีศาจจ้องกินคน หลี่เจินเดินออกมานอกห้องถือคันฉ่องเดินกรีดกรายไปมา ส่องดูเงาสะท้อนความงามของตนเองยิ้มหวานอย่างภาคภูมิใจ นางเดินมาถึงด้านหน้ามองตรงไปแทบไม่อยากเชื่อสายตากับภาพที่เห็น หลี่ชิงหยาเดินเข้ามาใกล้โยนร่างใหญ่ของลี่เจียวที่ตัวสั่นสะท้านร้องไห้สะอึกสะอื้นลงตรงเท้าหลี่เจินพอดิบพอดี หลี่เจินจ้องมองหลี่ชิงหยาดวงตาอาฆาต นึกอยากฆ่านางให้ตายคามือให้รู้แล้วรู้รอดให้ได้สักที "ทำร้ายคนของข้า เจ้าควรรู้เสียบ้างว่าข้าเป็นใคร" นางประหลาดใจอยู่บ้างว่าคนอย่างหลี่ชิงหยากล้าทำเยี่ยงนี้ได้อย่างไรแต่เพราะความโมโหเลือดขึ้นหน้ามีมากกว่านางจึงลืมสิ้นไป หลี่ชิงหยาพูดเสียงราบเรียบอย่างนิ่งสงบ "ข้าแค่พาคนมาส่ง" หลี่เจินเห็นหลี่ชิงหยายืนนิ่งก็เดินมาหาด้วยความเดือดดาล "เจ้ายังไม่รู้จักคำว่าตายใช่หรือไม่!" หลี่เจินเงื้อมือขึ้นหมายตบสั่งสอนคนปากดีให้รู้จักเกรงกลัว หลี่ชิงหยาเดินเข้ามาใกล้ท่าทางไร้ความยำเกรงเหมือนที่ผ่านมา ใบหน้าสตรีทั้งสองคนเกือบชิดกันพลางเชิดหน้าขึ้นพูดเสียงต่ำ "จะเป็นอย่างไรข้าก็คือพี่สาวของเจ้า หัดลดความโอหังลงเสียบ้าง เจ้าทำตัวไม่เคารพพี่สาวแล้วยังจะทำร้ายร่างกายเพื่อปกป้องขี้ข้าคนหนึ่งลองคิดดูว่ามันคุ้มค่าแล้วหรือ หากท่านพ่อรู้เรื่องนี้เข้าไม่กลัวท่านจะอับอายหรือที่บุตรสาวสองคนไร้ความปรองดองกัน ชื่อเสียงดี ๆ ที่สะสมมาอีกเล่า หากบ่าวไพร่พวกนี้เอาไปพูดกันข้างนอกถึงความถ่อยของเจ้า คิดว่าเป็นเรื่องดีเช่นนั้นหรือ" หลี่ชิงหยายิ้มเย้ยให้กับหลี่เจิน นางได้แต่กระพริบตาปริบ ๆ ค่อย ๆ ลดมือลงและถอยหลังออกไป เริ่มหายใจหอบกระชั้นอัดอั้นตันใจที่ทำตามอำเภอใจไม่ได้ "เจ้าอย่าปากดีให้มันมากนักนะ" เมื่อนึกถึงชื่อเสียงที่เป็นดั่งเปลือกทองห่อหุ้มนิสัยหยาบกระด้างจากคนภายนอกเอาไว้มานานหลี่เจินก็ลดเสียงลงแต่ยังไม่วายข่มขู่หลี่ชิงหยา "ข้าแค่เตือนเจ้าเห็นว่าเจ้าเป็นน้องสาวของข้าหรอกนะ" หลี่ชิงหยายังคงใช้วิธีนี้พูดให้หลี่เจินเกรงใจถึงจะได้ผลเพียงน้อยนิดหรือไม่ได้เลยก็ตาม เพื่อทบทวนความจำของนางว่ายังมีพี่สาวอีกคนที่ควรเคารพอาศัยร่วมจวนเดียวกับนาง "หึ เจ้านับเป็นตัวอะไรในจวนแห่งนี้ถึงกล้าหาญมานับญาติกับข้า ท่านพ่อยังเพิกเฉยต่อเจ้าแล้วยังหวังว่าพวกเราจะสนใจเช่นนั้นรึ" ถึงหลี่เจินจะพูดจาไม่ยำเกรงหลี่ชิงหยาก็มิได้สนใจนาง การลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีของนางมิใช่เรื่องผิดแม้แต่น้อยถึงจะไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างน้อยนับจากนี้ไปคนพวกนี้คงไม่กล้ารังแกนางเช่นที่ผ่านมาอีก หลี่ชิงหยาหมุนกายเดินจากไปปล่อยให้หลี่เจินเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ตรงนั้น นางเองก็ต้องรักษาชื่อเสียงหากบุ่มบ่ามก่อเรื่องโดยไม่คิดหน้าคิดหลังอีกอาจถูกนินทาจนเสียชื่อมาถึงท่านพ่อ ถึงเวลานั้นเสนาบดีหลี่จือหลินคงด่านางไม่ไว้หน้าเป็นแน่ หลี่เจินหันกลับมาเห็นลี่เจียวนั่งสะอื้นอยู่ข้าง ๆ ก็หงุดหงิดขึ้นมาอดระบายอารมณ์ไม่ได้ "โง่เง่า เจ้าไม่มีสมองหรือไรถึงปล่อยให้มันรังแกได้" เมื่อลงที่หลี่ชิงหยาไม่ได้นางก็หันมาเล่นงานลี่เจียวแทน "บ่าวไม่รู้ว่าภูตผีตนใดเข้าสิงนางเจ้าค่ะ ดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยเจ้าค่ะ" นึกภาพก่อนหน้านี้ลี่เจียวก็อดหวาดเสียวและตื่นกลัวไม่ได้ ไม่นึกว่าตนเองจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบร้ายแรงขนาดนี้ "ถ้าโง่นักเจ้าก็ไปทำความสะอาดห้องของข้า จำเอาไว้ว่าเจ้าต้องทำคนเดียวคนอื่นห้ามช่วย" หลี่เจินสั่งเฉียบขาดทำเอาลี่เจียวตกตะลึงไม่อยากเชื่อหูตัวเอง นางไม่เคยทำงานหนักเยี่ยงนี้มาก่อนแล้วจะทำคนเดียวไหวได้อย่างไร ลี่เจียวต้องหาทางรอดให้ตัวเอง นางคลานเข้าไปกอดขาหลี่เจินเอาไว้อ้อนวอนขอไม่ทำงานหนักพลางร้องไห้ออกมาเสียงดังส่ายหน้าไม่ยินยอม "คุณหนูได้โปรดเถิดเจ้าค่ะอย่าซ้ำเติมบ่าวอีกเลย ฮือ ๆ" หลี่เจินสะบัดขาออกอย่างแรงความคั่งแค้นก่อนหน้านี้ยังไม่จางหายไป นางยกเท้าถีบลี่เจียวจนล้มหงายหลังก่อนไล่ตะเพิดอย่างไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น "ไสหัวไปให้หมด ไป๊!" จากนั้นก็สะบัดตัวเดินออกไปไม่สนใจผู้ใดอีกทิ้งความหนักอึ้งและงานทั้งหมดของวันนี้ไว้กับลี่เจียว หลี่เจินมาหาไป๋หนียงที่ห้องท่าทีของนางบ่งบอกถึงอารมณ์ที่ไม่ค่อยจะดีนัก "เดินหน้าบึ้งมาหาแม่มีเรื่องร้ายแรงเช่นนั้นรึ" หลี่เจินทิ้งตัวนั่งลงบนโต๊ะข้างมารดา ในที่ลับตาคนนางไม่ต้องเล่นละครทำตัวเป็นคุณหนูตระกูลผู้ดีแต่อย่างใด ความเป็นตัวตนของนางสามารถแสดงออกต่อหน้ามารดาโดยไม่ต้องเกรงว่าจะมีกิริยาไม่งาม สำหรับไป๋เหนียงที่ตามใจบุตรสาวมาตลอดไม่เคยตำหนิแม้แต่ครั้งเดียว "ลูกอยากฆ่านางหลี่ชิงหยายิ่งนักท่านแม่ ตบสั่งสอนยังน้อยเกินไปสำหรับนางแพศยาคนนี้" หลี่เจินกระแทกตัวนั่งลงกำหมัดแน่นพลางทุบโต๊ะดัง ๆ ไป๋เหนียงเห็นความใจร้อนของบุตรสาวก็ถอนหายใจออกมาแรง ๆ "เจ้าก็ดีแต่ใช้กำลังหัดใช้สมองเสียบ้าง เสียงานเสียการยืดเยื้อมากี่ครั้งแล้วกับความไร้สติปัญญาของเจ้า" "ท่านแม่!" ได้ฟังคำตำหนิจากมารดาหลี่เจินก็อดน้อยเนื้อต่ำใจไม่ได้ ไป๋เหนียงเหลือบตามองบุตรสาวเหนื่อยใจกับความเอาแต่ใจของนางที่ไม่ค่อยยอมรับความจริง "คงเป็นความผิดของข้าที่ทำให้เจ้ากลายเป็นคนแบบนี้ น่าเหนื่อยใจยิ่งนัก เรื่องหลี่ชิงหยาเราต้องจัดการขั้นเด็ดขาดแน่นอน มันไม่ยากหรอกหากคิดจะเอาจริงขึ้นมาเจ้าไม่ต้องกังวลแล้ว" ไป๋เหนียงเพียงแต่คิดว่าหลี่ชิงหยาแค่ดวงแข็งตายยากมิได้ร้ายกาจจนจัดการไม่ได้ "ข้าก็คิดอย่างนั้น ตอนนี้มันเพิ่งเริ่มแข็งข้อข้าจะไม่ยอมให้มันกล้ามากไปกว่านี้แน่นอนเจ้าค่ะ ต้องคอยเหยียบมันจมดินเอาไว้อย่าให้โผล่หัวขึ้นมาต่อกรกับเราได้อีก" แววตาของหลี่เจินฉายประกายเย็นเยียบ นึกถึงใบหน้าโง่ ๆ ของหลี่ชิงหยานางก็ยิ้มแย้มออกมาได้ ไป๋เหนียงเห็นความแน่วแน่ของบุตรสาวก็ผงกศีรษะเห็นด้วยพร้อมกับเอ่ยเตือนเบา ๆ "ระหว่างที่กำลังหาทางกำจัดมันเจ้าก็ใช้ความสามารถของเจ้ากดขี่มันต่อไป หลี่ชิงหยาเป็นคนขี้ขลาดจะตายไป มันจะเก่งกล้าขนาดไหนกันเชียว" นางเห็นว่าหลี่ชิงหยาอ่อนแอมาตลอด อยู่ ๆ จะลุกขึ้นมาสู้คนภายในชั่วข้ามคืนเห็นจะเป็นไปไม่ได้แน่ สิ่งที่บุตรสาวของนางเพิ่งเจอมาเมื่อครู่อาจเป็นเพียงนิสัยของเด็ก ๆ เท่านั้น หากจะกล้าขึ้นมาบ้างก็คงมีแต่กับบ่าวไพร่หรือหลี่เจินเท่านั้นเองนางยังเชื่อว่าหลี่เจินยังรับมือได้สบาย หลี่ชิงหยากลับเข้าห้องของตนเองทอดสายตามองออกไปด้านนอกอย่างเหม่อลอย ตระกูลหยางของนางจบสิ้นลง นางอยากรู้ข่าวคราวจากคนข้างนอกบ้าง จะทำเช่นไรได้ คนรับใช้ของนางไม่มีสักคนที่จะไว้ใจไหว้วานให้สืบข่าวได้ ที่สำคัญนางไม่มีเงินติดตัวแม้แต่อีแปะเดียว "ข้าต้องรอฟังข่าวจากคนข้างนอกหรือไร ไม่ได้การแล้วข้าต้องออกไปเดินเล่นข้างนอกสักหน่อยเผื่อได้ยินอะไรบ้าง" นางไม่เคยได้รับอนุญาตให้ออกนอกจวนแม้แต่ครั้งเดียวจึงไม่รู้จักโลกภายนอก สิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนี้คือรับฟังข่าวสารจากคนข้างในที่กลับจากข้างนอกเท่านั้น หลี่ชิงหยาออกมาเดินเล่นที่ลานเรือน ช่วงเย็นแสงแดดอ่อนลงเช่นนี้คนในจวนเริ่มทำงานเสร็จหมดแล้ว นางอ้อมไปทางด้านหลังพุ่มไม้ไม่ต้องการให้คนพบเห็นโจ่งแจ้งหาไม่แล้วคงมิได้รับฟังข่าวสำคัญ "วันนี้คนข้างนอกพูดถึงเรื่องตระกูลหยางแล้วก็ชวนให้คิดว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่ทำตัวเยี่ยงตระกูลนี้ก็คงพบจุดจบเช่นเดียวกัน" "นั่นนะสิ ข้าฟังแล้วก็ยังไม่อยากเชื่อ แม่ทัพหยางร่วมมือกับต่างแคว้นคิดก่อกบฏทำลายฮ่องเต้ แล้วตอนนี้คุณหนูใหญ่ก็แต่งเข้าจวนอ๋องไปแล้วด้วย นางจะอยู่อย่างไรนะ" คนรับใช้นั่งพูดคุยกันถึงเรื่องที่ได้ยินมาในวันนี้ พวกนางก็เหมือนคน อื่น ๆ ได้ยินมาอย่างไรก็เชื่อเช่นนั้น "นั่นสิ คนในจวนอ๋องแอบคุยกันแล้วข่าวก็หลุดออกมาข้างนอกว่าไม่เคยเห็นนางออกมาข้างนอกอีกเลยหลังจากวันแต่งงาน" "หรือว่านางตายไปแล้ว" ทั้งสองคนแลกเปลี่ยนข่าวสารกันแสดงอารมณ์ในการเล่าเรื่องอย่างออกรสออกชาติ "ไม่น่าเป็นไปได้หรอก อย่าลืมสิวันแต่งงานของนางคือวันที่ตระกูลหยางถูกฆ่าตายหมดแล้วนะ นางคงไม่รู้เรื่องที่บิดาทำเรื่องชั่วช้าหรอก น่าเสียดายตระกูลหยางจงรักภักดีต่อฮ่องเต้มาตลอดไม่คิดว่าจะพบจุดจบเช่นนี้ได้ แต่โทษของพวกเขาก็สมควรแล้ว" "ข้าก็ไม่เข้าใจสิ่งที่แม่ทัพหยางทำลงไป ไม่ว่าอย่างไรมันก็ไม่คุ้มค่าที่โดนคนทั่วแคว้นก่นด่าสาปแช่ง ที่แม่นางหยางไม่ออกจากจวนอ๋องคงเพราะเหตุนี้กระมัง นางคงกลัวว่าการออกมาข้างนอกไม่ปลอดภัย" ทั้งคู่วิพากษ์วิจารณ์เรื่องตระกูลหยางน้ำเสียงเจือความสะใจเล็ก ๆ สาปส่งอยู่หลายประโยคที่เห็นแม่ทัพหยางล่มสลายจากการทรยศคนทั้งแคว้น หลี่ชิงหยาได้ฟังหูของนางอื้ออึงได้ยินเพียงเสียงหึ่ง ๆ ออกมาจากข้างใน แม่ทัพหยางร่วมมือกับกบฏ เด็กอมมือยังรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ นางไม่ยอมเชื่อเด็ดขาดตระกูลของนางจงรักภักดีมาทุกชั่วอายุคน จะคิดเอาชีวิตตัวเองมาทิ้งเพราะเรื่องนี้ยิ่งไม่มีทาง ความจริงว่าโหดร้ายแล้ว หลังจากการตายของตระกูลยังทิ้งความอัปยศให้ผู้คนก่นด่าไม่จบสิ้น แม่ทัพหยางไม่มีทางเอาชีวิตและชื่อเสียงมาเดิมพันเพื่อหักหลังฮ่องเต้แน่นอน หลี่ชิงหยายิ่งฟังนางก็ยิ่งเจ็บปวดร้าวรานใจกล้ำกลืนก้อนแข็ง ๆ ลงไปในลำคอยากเย็นยิ่งนัก นางสูญสิ้นแล้วทุกอย่างแต่จะมัวแต่อ่อนแอไม่ได้ น้ำตาของนางเหือดแห้งไปแล้วไม่ควรเรียกมันกลับมาเพื่อหลั่งให้คนต่ำทรามที่มันใส่ความตระกูลหยาง ทั้งคนที่ทำลายนางและตระกูลหยาง ทั้งคนที่ทำร้ายหลี่ชิงหยานางจะชำระแค้นให้จบสิ้นในม้วนเดียวให้จงได้!หลี่ชิงหยา เจิ้นซื่อหมิง หยางเยว่ มารวมตัวกันที่จวนอ๋องสี่ หารือกันถึงเรื่องที่เพิ่งผ่านมา "ข้าไม่นึกว่าเจ้าจะทำงานได้รวดเร็วเช่นนี้ เจ้าทำเหมือนรู้เรื่องทุกอย่างแล้ว" นางเงียบไปชั่วครู่ก่อนเอ่ยขึ้น "ข้ารู้มาสักระยะหนึ่งแล้ว" หยางเยว่จึงถามถึงเรื่องหยางเฉี่ยวชิว "แล้วศพเล่า เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร" นางสะดุดกับคำพูดของหยางเยว่อยากบอกความจริงแก่เขาแต่มันคงเป็นเรื่องเหลือเชื่อเกินไป "ข้าเริ่มสืบเงียบ ๆ มาตั้งแต่วันที่เห็นเครื่องประดับของนางแล้ว ข้าสงสัยจึงหาทางสืบจนรู้ความจริง" ไม่ว่านางจะมีวิธีการอธิบายเช่นไรแต่อาจารย์หย่งหยวนก็ดูออกทั้งคำพูดและท่าทาง นางจะสงบนิ่งเพียงใดก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของอาจารย์ไปได้แต่อาจารย์ก็เลือกที่จะเงียบรอดูท่าทีของหลี่ชิงหยาต่อไป "ข้าบอกพี่ใหญ่แล้วว่านางไม่ธรรมดา" เจิ้นซื่อหมิงเอ่ยขึ้นพลางส่งยิ้มบาง ๆ ให้หลี่ชิงหยา "เรื่องทุกอย่างลงตัวแล้ว คงถึงเวลาที่ข้าจะกลับเสียที" อาจารย์เอ่ยขึ้น "ท่านอาจารย์ไม่กลับไปได้หรือไม่ขอรับ การเดินทางยากลำบากข้าอยากให้ท่านอยู่ที่นี่ อยู่ในจวนตระกูลหยาง" หยางเยว่เป็นห่วงอาจารย์ที่ต้องเดินทางไกลอีกเป็นเดือน อาจารย์
บรรยากาศในห้องโถงกลับกลายเป็นเงียบงัน ทุกคนที่เคยมาร่วมงานสมรสขององค์ชายสามและพระชายาต่างก็ยืนนิ่งไม่สามารถขยับตัวได้ ใบหน้าแต่ละคนเต็มไปด้วยความตกใจและความไม่เชื่อ หัวใจของพวกเขาหยุดไว้ในชั่วขณะ ทุกสายตาต่างหันไปที่ฮ่องเต้ที่ยืนนิ่งไม่ตรัสคำใดออกมา ว่าที่พระสนมที่เคยยิ้มแย้มท่ามกลางงานสมรส กลับกลายเป็นคนแรกที่ไม่สามารถทนต่อความจริงได้ นางลุกขึ้นจากที่นั่ง ร่างบางสั่นสะท้านปากสั่นพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เหมือนจะร้องไห้ "ไม่จริง องค์ชายสามไม่ทำเช่นนี้!" น้ำตาของหลี่เจินไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว ข้าราชบริพารที่อยู่ข้างๆ พยายามเข้าไปปลอบโยน แต่นางกลับสะบัดมือออกอย่างแรง นางยืนเงียบ ๆ มองไปที่องค์กลุ่มคนที่ซุบซิบและมองมาที่นางด้วยความรู้สึกหลากหลาย นางเป็นถึงหลานสาวที่ปรึกษาขุนนาง มาจากตระกูลร่ำรวย บิดาเป็นขุนนางระดับสูงและนางกำลังจะมีชีวิตที่ใฝ่ฝัน คราแรกที่รู้ว่าจะได้แต่งงานเป็นพระสนมนางยังชูคอได้อย่างภาคภูมิใจ ไม่สนใจเรื่องของท่านตาและท่านแม่หันมาสนใจเพียงตำแหน่งพระสนมที่นางกำลังจะสมหวัง แล้วเป็นอย่างไรงานแต่งงานที่กำลังดำเนินไปได้ด้วยดี ก็พังครืนลงต่อหน้าต่อตาโดยคนกลุ่มหนึ่ง ฮองเฮาแ
ขุนนางฝ่ายตรวจสอบทำงานกันอย่างเข้มข้น คนในงานต่างเฝ้ามองอย่างใจจดใจจ่อ "ทูลฝ่าบาท หลักฐานที่ได้มาเป็นของจริงพะย่ะค่ะ บางอย่างมีของปลอมให้เปรียบเทียบ แสดงให้เห็นว่าตระกูลหยางถูกใส่ร้าย" ฮองเฮากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ดวงตาของนางแสดงถึงความตื่นตระหนกและไม่พอใจ แม้จะพยายามดิ้นรนด้วยคำพูดที่เคยชิน "ไม่จริง! หลักฐานพวกนี้ต้องถูกปลอมแปลง!" นางปฏิเสธรุนแรง แต่คำพูดนั้นกลับดูเปราะบางเกินไปในตอนนี้ หลี่ชิงหยายิ้มเล็กน้อย โดยไม่สะทกสะท้านกับการดิ้นรนของฮองเฮา "ฮองเฮาสามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง หม่อมฉันมีคำรับรองจากผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งบันทึกการเคลื่อนไหวที่สามารถยืนยันการทำงานร่วมกันของฮองเฮากับบุคคลภายนอก" เมื่อได้ยินคำพูดของนาง ฮองเฮาก็รู้สึกอึดอัดยิ่งขึ้น นางพยายามหาทางปฏิเสธต่อไป แต่ทุกคำพูดกลับยิ่งเพิ่มความสงสัยให้มากขึ้นจนไม่อาจหาทางหลบหนีได้ ในขณะที่ฮองเฮาพยายามดิ้นรนต่อไป หยางเยว่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ไม่สามารถนิ่งเฉยได้ เขาก้าวไปข้างหน้าและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น "ฝ่าบาท เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ตั้งใจเท่านั้น กระหม่อมเองก็มีข้อมูลที่พิสูจน์ได้ถึงความเชื่อมโยงระห
สองเดือนต่อมา งานสมรสระหว่างองค์ชายสามกับหลี่เจินเต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่ตามแบบฉบับของชนชั้นสูงในราชสำนัก พื้นที่จัดงานถูกตกแต่งด้วยดอกไม้สีทองและสีแดงสด มีการประดับประดาด้วยผ้าที่มีลวดลายงดงามกินบริเวณกว้างถึงนอกจวน ท่ามกลางแสงไฟจากโคมระย้าและตะเกียงส่องแสงสว่างทั่วห้อง คนในราชสำนักต่างแต่งตัวอย่างงดงาม มีการร่ายรำและดนตรีประกอบบรรยากาศให้เต็มไปด้วยความหรูหรา พระราชวังล้วนอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความปีติ บรรดาธงไหมสีชาดประดับมุกปลิวไสวตามสายลม เผยให้เห็นลวดลายมงคลที่ถักทอด้วยด้ายทองคำ ประตูเปิดกว้างขบวนแห่เจ้าสาวแลเห็นมาแต่ไกล ล้อมรอบด้วยเหล่านางกำนัลผู้ถือโคมไฟแดง ส่องทางแห่งชีวิตคู่ให้สว่างไสว หลี่เจินในชุดวิวาห์ไหมแดงลายมังกรทอง งดงามประหนึ่งเทพธิดาแห่งแดนสวรรค์ สายคาดเอวปักลวดลายเมฆมงคลพลิ้วไหวทุกย่างก้าว ผ้าคลุมหน้าไหมโปร่งสีแดงฉลุลายดอกเหมยบดบังดวงหน้างามพริ้มเพรา ยามเจ้าสาวก้าวข้ามกระถางไฟเพื่อความเป็นสิริมงคล เสียงฆ้องกลองก็ดังกึกก้อง บรรเลงเพลงมงคลประสานเสียงพิณก้องไปทั่วบริเวณ องค์ชายสามทรงยืนประทับใต้แท่นพิธี ในฉลองพระองค์ปักลายมังกรห้าเล็บ ท่วงท่าทรงสง่า สายตาแน่วนิ่ง
เกือบหนึ่งเดือนต่อมา ในยามสาย แสงแดดทอดผ่านต้นเหมยหน้าจวนท่ามกลางสายลมเย็นเอื่อย อาจารย์หย่งหยวนก้าวลงจากรถม้าอย่างสง่างาม ท่วงท่าของผู้เฒ่ามากประสบการณ์ยังคงมั่นคง สายตาคมกวาดมองรอบจวนองค์ชายสี่ที่ส่งเกี้ยวไปรับในเขตชายแดนของแคว้นซีหนาน "นานกี่ปีแล้วที่ข้าไม่ได้กลับมาเมืองหลวง" เขาพึมพำเบา ๆ ภาพในอดีตผุดขึ้นในห้วงคิด ครั้งหลังสุดบนภูเขาสูงยามเขาถ่ายทอดความรู้เรื่องเครื่องสมุนไพรให้แก่ศิษย์หญิงนางหนึ่ง มือเล็ก ๆ เคยคัดแยกสมุนไพรด้วยความตั้งใจ คำถามฉลาดเฉลียวของนางยังติดอยู่ในใจเขาเสมอ นางคือคนที่เขายอมรับในพรสวรรค์รองจากหยางเฉี่ยวชิว เจิ้นซื่อหมิงและหยางเยว่เดินออกมาต้อนรับ บุรุษทั้งสองคนโล่งใจที่อาจารย์เดินทางมาถึงจวนโดยปลอดภัย "ท่านอาจารย์เดินทางมาเหนื่อยเขิญพักผ่อนก่อนเถิดขอรับ" หยางเยว่เดินตรงเข้าประคองอาจารย์เขาอาจจะดูเหนื่อยล้าจากการเดินทางแต่ก็ยังไม่อยากพักผ่อน "ข้าไม่เป็นไร องค์ชายมีอาการเป็นอย่างไรบ้าง" อาจารย์หย่งหยวนสังเกตได้ว่าเจิ้นซื่อหมิงมีสีหน้าดีขึ้นกว่าเดิมมากเขาเพียงอยากรู้สถานการณ์ระหว่างรักษาตัวช่วงที่ไม่ได้ดูแล "ข้าทำตามคำแนะนำของท่านอาการเริ่มดีขึ้นเ
"เจ้าเตรียมตัวรับโทษเป็นคนต่อไป" ไป๋เหนียงถูกลากออกไป นางกรีดร้องดิ้นรน แต่ไม่มีผู้ใดสนใจอีก หลี่เจินเห็นมารดาถูกจับตัวนางจึงไปขอร้องบิดา แต่หลี่จือหลินบอกกับนางว่า "เจินเอ๋อร์ เจ้ากำลังจะได้เป็นสนมอย่ายุ่งเรื่องนี้ดีกว่า ตาของเจ้ากับแม่ของเจ้ามีความผิดก็ต้องว่าตามผิด เจ้ายังเด็กนักข้าไม่อยากเห็นเจ้าต้องได้รับโทษไปด้วย" หลี่เจินได้ฟังดังนั้นนางก็เกิดความหวาดกลัวจึงเชื่อฟังบิดาไม่กล้าแผลงฤทธิ์ทำตัวสงบเสงี่ยมขังตัวเองอยู่แต่ในห้องเท่านั้น หลี่ชิงหยามองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสายตาเย็นชา ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามบ่ายที่ส่องกระทบใบหน้าของนาง คล้ายกับเงาสะท้อนของชัยชนะที่กำลังปรากฏขึ้นในที่สุด พลบค่ำแล้วแสงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ทว่าบรรยากาศยังคงเคร่งเครียดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงกลางวัน ภายในห้องหนังสือ หลี่ชิงหยานั่งสงบนิ่งอยู่หน้าชั้นตำรา ทว่าความคิดของนางยังคงหมุนวนไปมา ตั้งแต่เรื่องของไป๋เหอหยุน ไป๋เหนียง แม้ทุกอย่างเป็นไปตามที่นางคาดการณ์ไว้ แต่ก็ปฏิเสธมิได้ว่านางเหนื่อยล้าอยู่ไม่น้อย ทันใดนั้น เสียงรายงานจากคนรับใช้หน้าประตูดังขึ้น "คุณหนูใหญ่ ท่านอ๋องมาขอเข้าพบเจ้าค่ะ" หลี่ชิงหยาช







