LOGINกู้เยว่ฉีกลับมาถึงเรือนนอนก็เรียกสาวใช้สองคนที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างหลังมาซักไซ้ พอรู้ว่าอีกห้าวันจะถึงเทศกาลชีซี ก็หน้าซีด ในฝันนั้นก่อนถึงเทศกาลชีซี สี่วัน นางกับบิดาวางแผนไปช่วยเหลือหลิงจางเหว่ย บุตรชายคนโตของ หลิงอ๋อง ซื่อจื่อผู้นั้นเกิดความพึงพอใจในตัวนาง จนส่งคนมาขอหมั้นหมาย
‘หากว่าท่านพ่อพูดเรื่องแผนการขึ้นมาจริงๆ ก็แสดงว่าฝันร้ายนั้นมีโอกาสจะกลายเป็นความจริง’
กู้เยว่ฉีสองจิตสองใจ นางยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อเรื่องความฝันมากนัก แต่พอนึกถึงความเจ็บปวดที่ได้รับก็อดจะนิ่วหน้าไม่ได้
หมอหญิงแซ่เว่ยถูกตามตัวมาให้ตรวจร่างกายของกู้เยว่ฉี “คุณหนูใหญ่ ท่านมีอาการเพลียสะสมอยู่มาก จิตใจปั่นป่วน ข้าจะจ่ายยาช่วยให้ท่านสงบจิตใจก็แล้วกันนะเจ้าคะ”
กู้เยว่ฉีพยักหน้ารับ ในใจนางกำลังกังวล หมอหญิงเว่ยประหลาดใจที่คุณหนูใหญ่ผู้มากฤทธิ์เดชไม่ออกอาการกร่างเช่นแต่ก่อน ทุกคราที่หมอหญิงเขียนเทียบยากู้เยว่ฉีมักจะถลึงตาใส่นางทุกครั้งไป คุณหนูใหญ่ผู้นี้เกลียดการดื่มยายิ่งนัก แต่คราวนี้กู้เยว่ฉีกลับรับคำง่ายดาย นางดูหดหู่และรันทดอย่างน่าประหลาด
“คุณหนูใหญ่ ท่านเจอกับเรื่องน่ากลัวมากมาหรือเจ้าคะ ”
“อืม เป็นฝันร้ายที่น่ากลัวมากทีเดียว” เอ่ยปากไปแล้วกู้เยว่ฉีก็พลันนึกขึ้นได้ว่านางก็แค่เป็นลมและสิ้นสติไป เรื่องเลวร้ายพวกนั้นอาจจะไม่เกิดขึ้นจริง “บางที มันอาจจะเป็นแค่ฝัน” แต่พอคิดถึงคำพูดของท่านลู่นักบวชหญิง กู้เยว่ฉีก็หน้าเสีย ประโยคที่ท่านลู่เตือนนางนั้น คล้ายกับดังอยู่ข้างหูตลอดเวลา
‘คุณหนูกู้ ชีวิตวันข้างหน้าของเจ้าจะเหมือนในฝันหรือไม่ เจ้าเลือกทางเดินเองก็แล้วกัน’
กู้เยว่ฉีเป็นคนไม่เชื่อเรื่องเทพเจ้า เซียน สวรรค์หรือแม้แต่นรก นางเติบโตมาท่ามกลางความรักและตามใจของบิดาและมารดา ดังนั้นจึงไม่เคยเห็นแก่หน้าผู้ใด
หมอหญิงถอนหายใจ “ถ้าเช่นนั้น ข้าจะเพิ่มยาบำรุงเลือด เพื่อให้ท่านร่างกายของท่านสดชื่นขึ้นอีก”
“แล้วแต่ท่านเถอะ” กู้เยว่ฉีตอบแล้วนอนลงไป
ท่านหมอขอตัวกลับไปแล้ว สาวใช้สองคนออกไปจัดแจงต้มยาให้กับ กู้เยว่ฉี ส่วนอีกสองคนก็เฝ้าอยู่ในห้อง พวกนางกลอกตาไปมาด้วยความไม่วางใจ ไม่รู้ว่าคุณหนูของพวกตนจะลุกขึ้นมาออกฤทธิ์เมื่อใด
หลังจากดื่มยาเข้าไปถ้วยใหญ่ กู้เยว่ฉีก็นอนหลับสนิทไปหนึ่งคืนโดยไม่ฝันสิ่งใด เช้าวันต่อมา นางจึงเริ่มตั้งสติ พลันหญิงสาวก็นึกขึ้นได้
‘หากว่าเมื่อวาน นางถูกคนใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกเอาจนคิดว่าตนเองโชคร้ายเล่า บางทีนักบวชหญิงผู้นั้นอาจจะเป็นคนไม่ดีก็ได้’
นางยกมือขึ้นมองข้อมือ หากว่านักบวชหญิงผู้นั้นไม่ได้หวังดีแต่เป็นเพียงผู้บังเอิญผ่านมาพบนางเข้าหรือว่าทำให้นางสิ้นสติลงไปเล่า
“มีอันใดหรือเจ้าคะคุณหนูใหญ่ ” สาวใช้ผู้หนึ่งเอ่ยถาม
กู้เยว่ฉีรีบดึงสร้อยประคำสีขาวที่แกะสลักลวดลายประหลาดออกจากข้อมือ นางกำลังจะขว้างลงพื้นเพราะคิดว่าสิ่งนี้อาจจะทำให้นางฝันร้าย แต่พอนึกถึงคำพูดของนักบวชหญิงที่บอกว่านี่คือสร้อยปลอบวิญญาณ นางก็ไม่กล้าเสี่ยง
“เจ้าไปเอากล่องมาใส่ของสิ่งนี้เอาไว้ที”
พอสร้อยข้อมือถูกปิดลงในกล่อง ร่างกายของกู้เยว่ฉีคล้ายถูกกระบี่และลูกเกาทัณฑ์ทิ่มแทงในตำแหน่งเดิมบนร่างกาย หญิงสาวยกมือหนึ่งขึ้นกุมท้อง ส่วนอีกมือกุมที่หน้าขา
“โอ๊ย! เจ็บ”
“คุณหนู เป็นอันใดไปหรือเจ้าคะ ”
กู้เยว่ฉีต่อสู้กับความเจ็บปวดในร่างกายอยู่ไม่ถึงสองอึดใจก็ทนไม่ไหวต้องเรียกให้สาวใช้กลับไปเอาสร้อยประคำนั่นกลับมาให้นางสวมเอาไว้ หญิงสาวที่เหงื่อแตกพลั่กและร้องโอดโอยอยู่เมื่อครู่ ค่อยยืดร่างขึ้น ความเจ็บปวดเหล่านั้นพลันหายไป
สาวใช้ทั้งสองรู้สึกประหลาดใจกับอาการของคุณหนูของตน
“ข้าจะแจ้งให้นายท่านทราบเจ้าค่ะ” สาวใช้ผู้หนึ่งรีบวิ่งไปยังเรือนหลังใหญ่
กู้เจินได้ยินว่าอาการของบุตรสาวกำเริบก็รีบรุดมาดูพร้อมด้วยภรรยาพอถึงห้องนอนของกู้เยว่ฉีก็รีบถลาไปนั่งข้างเตียง “เยว่เอ๋อร์ เจ้าเจ็บปวดตรงไหนหรือ ”
“ท่านพ่อ ข้ารู้สึกเจ็บที่ท้อง หลัง และต้นขาเจ้าค่ะ เหมือนถูกกระบี่แทง ถูกธนูปักทะลุเนื้ออย่างไรอย่างนั้น แต่ตอนนี้หายปวดแล้ว”
กู้เจินได้ยินคำบอกเล่าของบุตรสาวก็ถึงกับผงะ “เจ้าเจ็บได้อย่างไร และหายได้อย่างไร ”
กู้เยว่ฉีเล่าอาการและวิธีแก้ไขให้กับบิดาและมารดาฟัง ใต้เท้ากู้ก้มลงมองสร้อยข้อมือของบุตรสาว ก่อนจะยกขึ้นดู “ของสิ่งนี้ ลวดลายประหลาดนัก ดูเจ้าคงไม่ถูกคนใช้มนตร์ดำเล่นงานเอาหรอกนะ ”
“มนต์ดำหรือเจ้าคะ ”
“หมอเว่ยก็ตรวจแล้ว ร่างกายเจ้าไม่มีบาดแผลเลยสักแห่ง แต่เจ้ากลับบอกว่าเจ็บมาก นี่อาจจะเป็นการกระทำต่อจิตใจของเจ้าก็เป็นได้ ไม่ได้การ พ่อจะให้คนไปตามนักบวชหญิงผู้นั้นมาสอบสวนเดี๋ยวนี้
องครักษ์ในจวนสกุลกู้ไปตามหานักบวชหญิงที่เรือนพักแต่กลับไม่พบตัว สอบถามขอทานน้อยก็ไม่รู้ว่านางไปที่แห่งใด การคว้าน้ำเหลวครั้งนี้ทำให้กู้เยว่ฉีรู้สึกหนักใจยิ่ง
“นายท่าน ไม่มีผู้ใดรู้ว่านางไปแห่งใดขอรับ ข้าสอบถามละแวกนั้นจนทั่วหลังจากนางส่งคุณหนูใหญ่ขึ้นรถม้า ไม่นานนักก็เดินทางออกจากเมืองแล้วขอรับ”
ใต้เท้ากู้ขมวดคิ้ว “นางคงไม่ใช่คนร้ายหรอกนะ”
“ไม่น่าจะใช่ขอรับ ข้าสืบดูแล้วนางน่าจะเป็นเพียงนักบวชธรรมดา”
“เอาเถอะๆ เช่นนั้นก็ขอบใจเจ้ามาก”
กู้เยว่ฉีก็รู้สึกหนักใจ นางไม่ได้เล่าความฝันอันยาวนานสองวันหนึ่งคืนให้กับผู้ใดได้ฟัง รวมถึงความสำคัญของสร้อยประคำสีขาวมีลวดลายแปลกๆ ที่นางสวมอยู่ด้วย นางลองถอดอยู่สามคราก็รู้ว่า หากตนเองถอดออกคราวใด บาดแผลที่เคยปรากฎในความฝันจะสำแดงอาการเจ็บปวดจนเจียนตาย
‘ประคำปลอบวิญญาณนี้ เป็นเครื่องจองจำข้าให้ระลึกถึงความฝันอันเลวร้ายหรือไร ’
สตรีหัวรั้นอย่างกู้เยว่ฉีหมดสิ้นทางออก ในเมื่อต้นตอของเรื่องอย่างนักบวชลู่หายตัวไป สิ่งที่นางทำได้ก็คือเชื่อเอาไว้ก่อนว่าฝันนั้นมีโอกาสเป็นจริง
‘ที่ข้าได้หมั้นหมายและแต่งงานกับหลิงจางเหว่ยเป็นเพราะคืนเทศกาลชีซี ข้าได้ช่วยเหลือเขาไว้จากคนร้าย เขาซาบซึ้งใจจึงได้สู่ขอข้า ทำให้ข้ากลายเป็นชายาของหลิงอ๋องซื่อจื่อ[1] นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะ’
หลิงจางเหว่ยบุตรชายคนโตของหลิงอ๋องผู้ครองเมืองหรงเฉิน มณฑลใหญ่ติดชายทะเลของแคว้นเหลียน เขาเป็นชายหนุ่มรูปงาม มีความรู้ความสามารถ ตระกูลใหญ่ทั้งหลายในหรงเฉินล้วนต้องการส่งบุตรสาวเข้ามาเป็นเจ้าสาวของเขาแทบทั้งนั้น รวมถึงสกุลกู้ด้วย
ทว่าฐานะของสกุลกู้ยังต่ำต้อยกว่าสกุลหลิงอยู่พอสมควร โอกาสที่กู้เยว่ฉีจะได้รับเลือกยังอยู่ห่าง ใต้เท้ากู้บิดาของนางเป็นขุนนางขั้นสี่ที่มีน้องชายทำกิจการเดินเรือใหญ่โตคอยหนุนหลังจึงได้รับความสำคัญอยู่บ้าง กู้เยว่ฉีทะเยอทะยานอยากจะก้าวขึ้นเป็นสะใภ้ใหญ่ของสกุลหลิง นางกับบิดาวางแผนจะเข้าใกล้หลิงจางเหว่ยอย่างแยบยล
“เยว่เอ๋อร์ เจ้าเป็นอันใดไป ทำท่าเช่นนี้อีกแล้ว ตั้งแต่กลับมา เจ้าเหม่อลอยอยู่บ่อยครั้ง”
“ท่านพ่อ ในเมื่อเราหาตัวท่านลู่ไม่เจอก็ช่างเถิด ตอนนี้ข้าไม่เจ็บไม่ปวดแล้ว ขอเพียงมีสร้อยนี้อยู่ ตัวข้าย่อมสบายดี”
ใต้เท้ากู้มองสร้อยข้อมือประหลาดที่บุตรสาวสวม “นางให้สิ่งนี้เจ้ามาหรือ ”
“เจ้าค่ะ นางบอกว่านี่คือสร้อยปลอบวิญญาณ”
กู้เจินขมวดคิ้ว เขาอยากจะพูดคำว่าเหลวไหล แต่ดูจากอาการของบุตรสาวแล้วจำต้องเก็บคำเอาไว้เสีย “ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามเจ้าว่า เรื่องของนักบวชลู่ละเว้นไว้ก่อน ปล่อยให้คนของเราตามหาตัวนางต่อไป ตอนนี้ใกล้จะถึงเทศกาลชีซี แล้ว พ่ออยากหารือเรื่องหลิงจางเหว่ยกับเจ้าต่อมากกว่า”
[1] ซื่อจื่อ คือ ตำแหน่งผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์อ๋อง
***********
หลังรับประทานอาหารเสร็จกู้เยว่ฉีก็ชวนสามีไปยังวัดแดนธรรมซึ่งเป็นวัดที่สร้างบนจวนหลิงอ๋อง เดิมทีจวนแห่งนี้ฮ่องเต้ทรงพระราชทานให้กับผิงเหออ๋อง ทว่าอ๋องบรรดาศักดิ์คนใหม่แห่งเมืองหรงเฉินกราบทูลว่าต้องการสร้างเป็นวัดแห่งใหม่ถวายเป็นพระราชกุศล ฮ่องเต้ที่ทรงทราบว่าในจวนนั้นมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากจึงทรงเห็นชอบ “คนมาวัดเยอะเหมือนกันนะขอรับ” เผยซานขอติดตามมาด้วย เขาอยากเห็นอดีตจวนอ๋องอันรุ่งเรืองกู้เยว่ฉีก้าวเท้าเข้าสู่เขตวัดก็รู้สึกได้ว่าสถานที่แห่งนี้มีกลิ่นอายของความสงบแผ่ออกมา นางหวังว่าเสียงสวดมนต์ทุกค่ำเช้าคงจะกล่อมเกลาให้ดวงวิญญาณที่วนเวียนอยู่ในที่แห่งนี้บรรเทาความแค้นเคืองลงไปได้ “ที่นี่มีการสวดมนต์ทั้งเช้าและเย็น ด้านโน้นมีรูปปั้นพระโพธิสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหรงเฉินถูกสร้างบนเนินดินสูง มีผู้เดินทางจากทั่วทุกสารทิศมากราบไหว้ ทุกต้นเดือนจะมีโรงทานแจกอาหารเจสามวัน” มู่โจวเป็นผู้ตอบ “ได้ยินว่าการสร้างรูปปั้นพระโพธิสัตว์เป็นดำริของท่านอ๋องหรือขอรับ” เผยซานเคยได้ยินผู้คนพูดถึงวัดแห่งนี้ให้เขาฟังอยู่หลายครั้ง “ถูกต้อง ท่านพ่อของข้าเห็นชาวบ้านชา
หลังงานแต่งงานของกู้เย่วฉีผ่านไปได้สองเดือน เผยซานขุนนางขั้นหกแห่งสำนักรับฏีกาก็ไปคุกเข่าของให้ผู้ตรวจการหงช่วยเป็นเถ้าแก่สู่ขอคุณหนูกู้เจียลี่บุตรีของใต้เท้ากู้แห่งเมืองหรงเฉินหงจื่ออวี้กำลังยุ่งกับภารกิจไม่อาจเดินทางไกลได้ จึงมอบจดหมายรับรองความประพฤติให้กับเผยซาน ชายหนุ่มจึงไปหรงเฉินพร้อมด้วยสหายขุนนางผู้หนึ่ง เขาขอเข้าพบใต้เท้ากู้พร้อมกับแสดงความประสงค์สู่ขอกู้เจียลี่บุตรีอนุเสิ่นที่ดูแลร้านค้าสกุลกู้ในเมืองหลวงเป็นภรรยา“ข้าน้อยเป็นบุตรของพ่อค้า ครอบครัวมิได้ร่ำรวยนัก ทว่าก็มิได้ลำบาก หากว่าคุณหนูสามยินดีเป็นภรรยา ข้าจะดูแลนางมิให้ขาดตกบกพร่องขอรับ”“ใต้เท้าเผย สกุลกู้เองก็มิได้ขาดแคลนทั้งเกียรติยศและเงินทอง หากว่าเจ้าชอบเจียลี่จริง ต้องแสดงความจริงใจมากกว่านี้”“ข้าน้อยสาบานว่าจะซื่อสัตย์ต่อนาง ไม่รับอนุภรรยา และไม่ทำให้นางต้องลำบากใจขอรับ” เผยซานน้ำเสียงจริงจังพร้อมกับยื่นซองจดหมายในมือให้กับใต้เท้ากู้ “นี่คือจดหมายรับรองความประพฤติที่ผู้ตรวจการหงจื่ออวี้เขียนขึ้น เชิญใต้เท้ากู้อ่านเถิดขอรับ”ท่าทางไม่ถึงกับหวาดเกรงและไม่แข็งกร้าวของเผยซานทำให้ใต้เท้ากู้รู้สึกพอใจ เขา
มู่ช่างเหมือนจะรู้ตัว เขาบอกให้กู้เฉินอย่ากินดื่มสิ่งที่คนของมู่จ้านและมู่โจวนำมาส่งให้ ดังนั้นสุราผสมผงนิทราที่เซียวเกิงนำมาจึงไม่ได้รับการตอบสนองหวงฟู่ที่แอบอยู่ไม่ไกลเห็นคนรักทำเรื่องง่ายๆ ก็ไม่สำเร็จจึงเอ่ยปากแดกดัน เซียวเกิงนำขวดสุรามาหานาง ““ไม่เป็นไร เรื่องเช่นนี้ ท่านทำไม่สำเร็จ คงเป็นข้า”หวงฟู่ฉวยเอาขวดสุรานั้นไปแล้วโบกมือเรียกบ่าวรับใช้ผู้หนึ่งเอาไว้ จากนั้นก็รินสุราในกานั้นทิ้งแล้วเทสุราในขวดลงไปแทน บ่าวรับใช้ผู้นั้นทำตาเหลือก“ไม่ต้องห่วง นี่มิใช่ยาพิษ แค่ต้องการให้คุณชายรองมู่กับคุณชายรองกู้หลับเท่านั้น พวกเขาจะได้ไม่ไปป่วนห้องหอ”บ่าวรับใช้ในจวนอ๋องจำได้ว่าหวงฟู่คือสาวใช้คนสนิทของกู้เยว่ฉี และเซียวเกิงคือรองหัวหน้าหน่วยสายฟ้าจึงวางใจ เขายิ้มน้อยๆ ก่อนรับเอาเงินก้อนที่หวงฟู่ยื่นมาให้“เจ้าทำสำเร็จแล้ว ข้าจะให้เจ้าเพิ่ม” นางเอ่ยสำทับบ่าวรับใช้ยิ้มกว้าง “ขอรับ”พอดื่มเข้าไปมากๆ สองพี่น้องต่างสกุลที่เพิ่งผูกสัมพันธ์กันใหม่ก็มิได้ระวังตัวมากอย่างที่ตั้งใจไว้ สุดท้ายเผลอดื่มสุราที่บ่าวรับใช้ผู้นั้นรินให้ไปคนละจอก ครู่หนึ่งก็เกิดอาการง่วงงุนจนทนไม่ไหว“ข้าว่า...พวกเรา
“ซื่อจื่อ ข้าสงสัยจริง ซื่อจื่อเฟยท้องได้สองเดือนกว่า ช่วงนั้นการศึกพัวพันวุ่นวายยิ่งนัก ท่านเองก็กินนอนอยู่ในค่ายทหาร ท่านใช้เวลาไหนไปปั้นทายาทกับนางหรือ” สหายขุนพลผู้ร่วมเป็นร่วมตายแอบมาสอบถาม มู่จ้านถลึงตาใส่ไปทีหนึ่ง พร้อมกับทำปากขมุบขมิบ คนผู้นั้นจึงหัวเราะเสียงดังลั่นแล้วเดินหนีไป มู่จ้านไม่ยอมเปิดเผยความลับเด็ดขาดว่าภรรยาของเขาปลอมเป็นทหารยามไปเฝ้าอยู่ในค่ายหลายครั้ง หากพูดไปแล้วเกรงว่าคราวหน้าเกิดเรื่องสงครามขึ้น เขาจะหมดโอกาสแอบนำนางเข้าไปหลับนอนในค่ายทหารด้วยทว่าเรื่องนี้กลับมีผู้รู้ดี คือ น้องชายสองคนของเขา มู่ช่างกับมู่โจว “เสี่ยวโจว เจ้าแอบทำเรื่องพวกนั้นเหมือนพี่จ้านในช่วงสู้รบหรือไม่” มู่โจวยิ้มพลางส่ายหน้า ในช่วงศึกสงครามที่เข้มข้นอย่างนั้น หากนายทหารมัวแต่ลิ้มรสโลกีย์ย่อมทำให้ได้รับคำตำหนิติเตียน “คนอย่างข้ามีหรือจะทำเรื่องผิดธรรมเนียมเช่นนั้น” พี่ชายคนโตหน้าม้าน แย้งด้วยเสียงแข็ง “ข้ามิได้ย่อหย่อนการศึกเสียหน่อย” มู่ช่างหัวเราะอย่างรู้ทัน “เจ้าคิดว่าเรื่องที่หมู่บ้านซือหลายฉ่วยข้าไม่รู้หรือไร ตกดึกเจ้าพยายามปีนหน้า
“เจ้ากล้าทำของสำคัญของข้าตกน้ำงั้นรึ” กู้เยว่ฉีโมโหนางอาศัยจังหวะที่หลิงจางเหว่ยเริ่มอ่อนแรงอีกทั้ง แทงกริชเข้าไปในข้อมือขวาของอีกฝ่าย“อ๊าก....!” เขาร้องลั่นอีกครั้งพร้อมกับยกมือข้างหนึ่งไปกดข้างที่ถูกแทงตามสัญชาตญาณ “เจ้า เจ้าบังอาจนัก”เมื่อครู่หลิงจางเหว่ยเห็นภาพในอดีตชาติที่ตนยืนมองกู้เยว่ฉีถูกกระชากลากถูขึ้นรถม้า นางดูคล้ายคนป่วยหนัก ผมเผ้ารุงรัง เสื้อผ้าเปรอะเปื้อน ข้างกายของเขามีมารดาอยู่เคียงข้าง พร้อมกับบอกให้เขารีบไปค้นเอาทรัพย์สินของสกุลกู้มาให้หมดบิดาของเขาปั้นคดีกบฏให้กู้เจินบิดาของกู้เยว่ฉีจนถูกตัดสินโทษประหารทั้งครอบครัว...เขาเคยทำให้สกุลกู้จบสิ้น มิน่าเล่า นางถึงได้ชิงชังเขาถึงเพียงนี้“มือขวาของเจ้าใช้ถืออาวุธทำร้ายผู้คนมากมาย จากนี้ไปมันไม่สมควรถูกใช้งานอีก” กล่าวจบกู้เยว่ฉีก็ใช้กริชแทงไปแผ่นหลังของซื่อจื่ออีกครั้งหนึ่ง“อ๊า...! เจ้า เจ้ามันสตรีเลว!” ร่างของซื่อจื่อฟุบลงแทบเท้าของนาง “สกุลหลิงแพ้แล้ว ซื่อจื่อ ไม่ว่าจะชาติก่อนหรือชาตินี้ คนในครอบครัวของเจ้าล้วนก่อกรรมทำเข็ญ ใส่ร้าย ปล้นทรัพย์ ฆ่าผู้บริสุทธิ์ไปมากมาย เจ้าหักหลังผู้คนที่เคยทำงานรับใช้อย่างเลือดเย็น
“นี่น่ะหรือฤทธิ์ของยาทำลายเส้นเลือด ช่างน่ากลัวเสียจริง” กู้เฉินมองดูแต่ละศพแล้วก็เอ่ยกับพี่สาว “นางลงมือฆ่าคนทั้งจวนเลยหรือนี่” กู้เยว่ฉีรำพึง รีบสาวเท้าไปยังเรือนพักของชายารองของหลิงอ๋อง “ตายหมดแล้วขอรับ คุณหนูใหญ่” ไป๋ชางที่นำหน้ามาก่อนสำรวจสตรีสองคนในอาภรณ์หรูหราที่ฟุบอยู่บนโต๊ะน้ำชาแล้วมองพวกนางด้วยความเวทนา ทหารหน่วยสายฟ้าไปดูในเรือนแต่ละหลัง กู้เยว่ฉีเรียกให้กู้เฉินไปดูที่เรือนฟานหรงกับตน นางจำได้ว่าเหยาอันพักอยู่ที่นั่น เสียงฝีเท้าที่ก้าวขึ้นระเบียงเรือน ทำให้บุรุษสองคนที่ซ่อนอยู่ในห้องหันไปสบตากัน“ทหารข้างนอกไม่น่าจะเข้ามาตรวจในจวนเร็วเช่นนี้นะขอรับ” องครักษ์ขมวดคิ้ว ประสาทตึงเครียดไปเสียทุกส่วน“ไม่ใช่ น้ำหนักฝีเท้าเช่นนี้เป็นสตรีหนึ่งคน นางไม่มีวรยุทธ์ ส่วนบุรุษอีกคนน่าจะพอมีฝีมือ” หลิงจางเหว่ยยกมือแตะบาดแผลที่ท้อง เขาเพิ่งใส่ยาและพันด้วยผ้าเอาไว้ ระหว่างที่หนีมาถึงประตูหลังจวน เขารู้สึกว่าร่างกายเริ่มไร้เรี่ยวแรง เลือดลมติดขัดไปทั่วร่าง แต่ก็ยังพอเคลื่อนไหวได้กู้เยว่ฉีมองเห็นเหยาอันที่นั่งคอพับอยู่บนเก้าอี้ นางลืมตาขึ้นเมื่อได
ลี้อิ่งหวีดร้องพลางประคองบิดาให้นอนลงบนเตียง “เรียกหมอ! เร็ว!” “ท่านพ่อ เจ็บตรงไหนบ้างขอรับ บอกข้ามา” ลี้เจียวจิ้นรับผ้าจากสาวใช้มาเช็ดเลือดให้บิดา แล้วก้มลงบีบนวดขาแขนให้ คหบดีลี้พลันสิ้นสติไป สองพี่น้องร้องลั่นเรียกบิดาเสียงดัง อึดใจต่อมาสกุลลี้ก็เกิดความโกลาหล ฮูหยินใหญ่กับอนุ
“มิเป็นไร คุณชายกู้ ในเมื่อครอบครัวเจ้าเคร่งเรื่องเช่นนี้ ข้าก็จะไม่ฝืนใจ ถ้าอย่างนั้นให้หลันเอ๋อร์แค่รินสุราให้เจ้าก็แล้วกัน” หลิงจางเหว่ยพยักหน้าให้กับนางระบำผู้นั้น “ข้าน้อย ซุนหลันขอรับใช้คุณชายในคืนนี้นะเจ้าคะ” กู้เฉินยิ้มน้อยๆ นั่งโน้มตัวไปข้างหน้า โหนกแก้มเป็นสีชมพ
“มิกล้าเจ้าค่ะ ข้ายินดีจะไปพร้อมกับท่านอาด้วย” กู้เฉินเดินตามไปข้างหลัง เขามองดูพี่สาวกับหลิงอ๋องซื่อจื่อที่ดูสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก ฝ่ายชายรูปงามสง่าฐานะสูงส่ง ฝ่ายหญิงงดงามเฉลียวฉลาด หากว่ากู้เยว่ฉีแต่งให้กับหลิงจางเหว่ย สกุลกู้ก็เท่ากับกลายเป็นญาติของผู้ปกครองเมืองหรงเฉิน ถึงเ
ซุนหลันไปรายงานหลิงจางเหว่ยด้วยความร้อนใจ การทำงานไม่สำเร็จตามคำสั่งเป็นเรื่องใหญ่สำหรับนาง ทว่าสีหน้าของหลิงจางเหว่ยกลับดูไม่ผิดหวังเลยสักนิด “ไม่เป็นไร เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเจ้า คนคออ่อนอย่างกู้เฉินย่อมต้องอาเจียนเป็นธรรมดา ปล่อยให้องครักษ์ของเขาดูแลไปเถิด ครั้งนี้ไม่สำเร็จก







