LOGINกู้เยว่ฉีกลับมาถึงเรือนนอนก็เรียกสาวใช้สองคนที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างหลังมาซักไซ้ พอรู้ว่าอีกห้าวันจะถึงเทศกาลชีซี ก็หน้าซีด ในฝันนั้นก่อนถึงเทศกาลชีซี สี่วัน นางกับบิดาวางแผนไปช่วยเหลือหลิงจางเหว่ย บุตรชายคนโตของ หลิงอ๋อง ซื่อจื่อผู้นั้นเกิดความพึงพอใจในตัวนาง จนส่งคนมาขอหมั้นหมาย
‘หากว่าท่านพ่อพูดเรื่องแผนการขึ้นมาจริงๆ ก็แสดงว่าฝันร้ายนั้นมีโอกาสจะกลายเป็นความจริง’
กู้เยว่ฉีสองจิตสองใจ นางยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อเรื่องความฝันมากนัก แต่พอนึกถึงความเจ็บปวดที่ได้รับก็อดจะนิ่วหน้าไม่ได้
หมอหญิงแซ่เว่ยถูกตามตัวมาให้ตรวจร่างกายของกู้เยว่ฉี “คุณหนูใหญ่ ท่านมีอาการเพลียสะสมอยู่มาก จิตใจปั่นป่วน ข้าจะจ่ายยาช่วยให้ท่านสงบจิตใจก็แล้วกันนะเจ้าคะ”
กู้เยว่ฉีพยักหน้ารับ ในใจนางกำลังกังวล หมอหญิงเว่ยประหลาดใจที่คุณหนูใหญ่ผู้มากฤทธิ์เดชไม่ออกอาการกร่างเช่นแต่ก่อน ทุกคราที่หมอหญิงเขียนเทียบยากู้เยว่ฉีมักจะถลึงตาใส่นางทุกครั้งไป คุณหนูใหญ่ผู้นี้เกลียดการดื่มยายิ่งนัก แต่คราวนี้กู้เยว่ฉีกลับรับคำง่ายดาย นางดูหดหู่และรันทดอย่างน่าประหลาด
“คุณหนูใหญ่ ท่านเจอกับเรื่องน่ากลัวมากมาหรือเจ้าคะ ”
“อืม เป็นฝันร้ายที่น่ากลัวมากทีเดียว” เอ่ยปากไปแล้วกู้เยว่ฉีก็พลันนึกขึ้นได้ว่านางก็แค่เป็นลมและสิ้นสติไป เรื่องเลวร้ายพวกนั้นอาจจะไม่เกิดขึ้นจริง “บางที มันอาจจะเป็นแค่ฝัน” แต่พอคิดถึงคำพูดของท่านลู่นักบวชหญิง กู้เยว่ฉีก็หน้าเสีย ประโยคที่ท่านลู่เตือนนางนั้น คล้ายกับดังอยู่ข้างหูตลอดเวลา
‘คุณหนูกู้ ชีวิตวันข้างหน้าของเจ้าจะเหมือนในฝันหรือไม่ เจ้าเลือกทางเดินเองก็แล้วกัน’
กู้เยว่ฉีเป็นคนไม่เชื่อเรื่องเทพเจ้า เซียน สวรรค์หรือแม้แต่นรก นางเติบโตมาท่ามกลางความรักและตามใจของบิดาและมารดา ดังนั้นจึงไม่เคยเห็นแก่หน้าผู้ใด
หมอหญิงถอนหายใจ “ถ้าเช่นนั้น ข้าจะเพิ่มยาบำรุงเลือด เพื่อให้ท่านร่างกายของท่านสดชื่นขึ้นอีก”
“แล้วแต่ท่านเถอะ” กู้เยว่ฉีตอบแล้วนอนลงไป
ท่านหมอขอตัวกลับไปแล้ว สาวใช้สองคนออกไปจัดแจงต้มยาให้กับ กู้เยว่ฉี ส่วนอีกสองคนก็เฝ้าอยู่ในห้อง พวกนางกลอกตาไปมาด้วยความไม่วางใจ ไม่รู้ว่าคุณหนูของพวกตนจะลุกขึ้นมาออกฤทธิ์เมื่อใด
หลังจากดื่มยาเข้าไปถ้วยใหญ่ กู้เยว่ฉีก็นอนหลับสนิทไปหนึ่งคืนโดยไม่ฝันสิ่งใด เช้าวันต่อมา นางจึงเริ่มตั้งสติ พลันหญิงสาวก็นึกขึ้นได้
‘หากว่าเมื่อวาน นางถูกคนใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกเอาจนคิดว่าตนเองโชคร้ายเล่า บางทีนักบวชหญิงผู้นั้นอาจจะเป็นคนไม่ดีก็ได้’
นางยกมือขึ้นมองข้อมือ หากว่านักบวชหญิงผู้นั้นไม่ได้หวังดีแต่เป็นเพียงผู้บังเอิญผ่านมาพบนางเข้าหรือว่าทำให้นางสิ้นสติลงไปเล่า
“มีอันใดหรือเจ้าคะคุณหนูใหญ่ ” สาวใช้ผู้หนึ่งเอ่ยถาม
กู้เยว่ฉีรีบดึงสร้อยประคำสีขาวที่แกะสลักลวดลายประหลาดออกจากข้อมือ นางกำลังจะขว้างลงพื้นเพราะคิดว่าสิ่งนี้อาจจะทำให้นางฝันร้าย แต่พอนึกถึงคำพูดของนักบวชหญิงที่บอกว่านี่คือสร้อยปลอบวิญญาณ นางก็ไม่กล้าเสี่ยง
“เจ้าไปเอากล่องมาใส่ของสิ่งนี้เอาไว้ที”
พอสร้อยข้อมือถูกปิดลงในกล่อง ร่างกายของกู้เยว่ฉีคล้ายถูกกระบี่และลูกเกาทัณฑ์ทิ่มแทงในตำแหน่งเดิมบนร่างกาย หญิงสาวยกมือหนึ่งขึ้นกุมท้อง ส่วนอีกมือกุมที่หน้าขา
“โอ๊ย! เจ็บ”
“คุณหนู เป็นอันใดไปหรือเจ้าคะ ”
กู้เยว่ฉีต่อสู้กับความเจ็บปวดในร่างกายอยู่ไม่ถึงสองอึดใจก็ทนไม่ไหวต้องเรียกให้สาวใช้กลับไปเอาสร้อยประคำนั่นกลับมาให้นางสวมเอาไว้ หญิงสาวที่เหงื่อแตกพลั่กและร้องโอดโอยอยู่เมื่อครู่ ค่อยยืดร่างขึ้น ความเจ็บปวดเหล่านั้นพลันหายไป
สาวใช้ทั้งสองรู้สึกประหลาดใจกับอาการของคุณหนูของตน
“ข้าจะแจ้งให้นายท่านทราบเจ้าค่ะ” สาวใช้ผู้หนึ่งรีบวิ่งไปยังเรือนหลังใหญ่
กู้เจินได้ยินว่าอาการของบุตรสาวกำเริบก็รีบรุดมาดูพร้อมด้วยภรรยาพอถึงห้องนอนของกู้เยว่ฉีก็รีบถลาไปนั่งข้างเตียง “เยว่เอ๋อร์ เจ้าเจ็บปวดตรงไหนหรือ ”
“ท่านพ่อ ข้ารู้สึกเจ็บที่ท้อง หลัง และต้นขาเจ้าค่ะ เหมือนถูกกระบี่แทง ถูกธนูปักทะลุเนื้ออย่างไรอย่างนั้น แต่ตอนนี้หายปวดแล้ว”
กู้เจินได้ยินคำบอกเล่าของบุตรสาวก็ถึงกับผงะ “เจ้าเจ็บได้อย่างไร และหายได้อย่างไร ”
กู้เยว่ฉีเล่าอาการและวิธีแก้ไขให้กับบิดาและมารดาฟัง ใต้เท้ากู้ก้มลงมองสร้อยข้อมือของบุตรสาว ก่อนจะยกขึ้นดู “ของสิ่งนี้ ลวดลายประหลาดนัก ดูเจ้าคงไม่ถูกคนใช้มนตร์ดำเล่นงานเอาหรอกนะ ”
“มนต์ดำหรือเจ้าคะ ”
“หมอเว่ยก็ตรวจแล้ว ร่างกายเจ้าไม่มีบาดแผลเลยสักแห่ง แต่เจ้ากลับบอกว่าเจ็บมาก นี่อาจจะเป็นการกระทำต่อจิตใจของเจ้าก็เป็นได้ ไม่ได้การ พ่อจะให้คนไปตามนักบวชหญิงผู้นั้นมาสอบสวนเดี๋ยวนี้
องครักษ์ในจวนสกุลกู้ไปตามหานักบวชหญิงที่เรือนพักแต่กลับไม่พบตัว สอบถามขอทานน้อยก็ไม่รู้ว่านางไปที่แห่งใด การคว้าน้ำเหลวครั้งนี้ทำให้กู้เยว่ฉีรู้สึกหนักใจยิ่ง
“นายท่าน ไม่มีผู้ใดรู้ว่านางไปแห่งใดขอรับ ข้าสอบถามละแวกนั้นจนทั่วหลังจากนางส่งคุณหนูใหญ่ขึ้นรถม้า ไม่นานนักก็เดินทางออกจากเมืองแล้วขอรับ”
ใต้เท้ากู้ขมวดคิ้ว “นางคงไม่ใช่คนร้ายหรอกนะ”
“ไม่น่าจะใช่ขอรับ ข้าสืบดูแล้วนางน่าจะเป็นเพียงนักบวชธรรมดา”
“เอาเถอะๆ เช่นนั้นก็ขอบใจเจ้ามาก”
กู้เยว่ฉีก็รู้สึกหนักใจ นางไม่ได้เล่าความฝันอันยาวนานสองวันหนึ่งคืนให้กับผู้ใดได้ฟัง รวมถึงความสำคัญของสร้อยประคำสีขาวมีลวดลายแปลกๆ ที่นางสวมอยู่ด้วย นางลองถอดอยู่สามคราก็รู้ว่า หากตนเองถอดออกคราวใด บาดแผลที่เคยปรากฎในความฝันจะสำแดงอาการเจ็บปวดจนเจียนตาย
‘ประคำปลอบวิญญาณนี้ เป็นเครื่องจองจำข้าให้ระลึกถึงความฝันอันเลวร้ายหรือไร ’
สตรีหัวรั้นอย่างกู้เยว่ฉีหมดสิ้นทางออก ในเมื่อต้นตอของเรื่องอย่างนักบวชลู่หายตัวไป สิ่งที่นางทำได้ก็คือเชื่อเอาไว้ก่อนว่าฝันนั้นมีโอกาสเป็นจริง
‘ที่ข้าได้หมั้นหมายและแต่งงานกับหลิงจางเหว่ยเป็นเพราะคืนเทศกาลชีซี ข้าได้ช่วยเหลือเขาไว้จากคนร้าย เขาซาบซึ้งใจจึงได้สู่ขอข้า ทำให้ข้ากลายเป็นชายาของหลิงอ๋องซื่อจื่อ[1] นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะ’
หลิงจางเหว่ยบุตรชายคนโตของหลิงอ๋องผู้ครองเมืองหรงเฉิน มณฑลใหญ่ติดชายทะเลของแคว้นเหลียน เขาเป็นชายหนุ่มรูปงาม มีความรู้ความสามารถ ตระกูลใหญ่ทั้งหลายในหรงเฉินล้วนต้องการส่งบุตรสาวเข้ามาเป็นเจ้าสาวของเขาแทบทั้งนั้น รวมถึงสกุลกู้ด้วย
ทว่าฐานะของสกุลกู้ยังต่ำต้อยกว่าสกุลหลิงอยู่พอสมควร โอกาสที่กู้เยว่ฉีจะได้รับเลือกยังอยู่ห่าง ใต้เท้ากู้บิดาของนางเป็นขุนนางขั้นสี่ที่มีน้องชายทำกิจการเดินเรือใหญ่โตคอยหนุนหลังจึงได้รับความสำคัญอยู่บ้าง กู้เยว่ฉีทะเยอทะยานอยากจะก้าวขึ้นเป็นสะใภ้ใหญ่ของสกุลหลิง นางกับบิดาวางแผนจะเข้าใกล้หลิงจางเหว่ยอย่างแยบยล
“เยว่เอ๋อร์ เจ้าเป็นอันใดไป ทำท่าเช่นนี้อีกแล้ว ตั้งแต่กลับมา เจ้าเหม่อลอยอยู่บ่อยครั้ง”
“ท่านพ่อ ในเมื่อเราหาตัวท่านลู่ไม่เจอก็ช่างเถิด ตอนนี้ข้าไม่เจ็บไม่ปวดแล้ว ขอเพียงมีสร้อยนี้อยู่ ตัวข้าย่อมสบายดี”
ใต้เท้ากู้มองสร้อยข้อมือประหลาดที่บุตรสาวสวม “นางให้สิ่งนี้เจ้ามาหรือ ”
“เจ้าค่ะ นางบอกว่านี่คือสร้อยปลอบวิญญาณ”
กู้เจินขมวดคิ้ว เขาอยากจะพูดคำว่าเหลวไหล แต่ดูจากอาการของบุตรสาวแล้วจำต้องเก็บคำเอาไว้เสีย “ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามเจ้าว่า เรื่องของนักบวชลู่ละเว้นไว้ก่อน ปล่อยให้คนของเราตามหาตัวนางต่อไป ตอนนี้ใกล้จะถึงเทศกาลชีซี แล้ว พ่ออยากหารือเรื่องหลิงจางเหว่ยกับเจ้าต่อมากกว่า”
[1] ซื่อจื่อ คือ ตำแหน่งผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์อ๋อง
***********
“อย่าเพิ่งไปสิ แม่นางเหยา” กู้เยว่ฉีดึงแขนจากการเกาะกุมของหวงฟู่ ยื่นออกไปจับแขนเหยาอันเอาไว้ สีหน้าของเหยาอันไม่สู้ดี นางกังวลว่าจะถูกกู้เยว่ฉีเล่นเล่ห์จึงรีบคว้าแขนของอีกฝ่ายเพื่อหวังจะให้นางปล่อยแขนต้น “ข้าต้องรีบไปดูแลหวางเฟยกับซื่อจื่อ” มือของเหยาอันคว้าข้อมือของกู้เยว่ฉี ทับบนแขนเสื้อที่ด้านล่างมีสร้อยประคำ ความร้อนแทบลวกไหลเวียนไปทั่วสร้อยข้อมือแผ่ไปทั่วร่าง กู้เยว่ฉีแทบจะสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมของเหยาอัน “เช่นนั้นก็เชิญเจ้าเถิด ข้าไม่รั้งเอาไว้แล้ว” เหยาอันรีบร้อนเดินจากไป กู้เยว่ฉีหันกลับไปมองหาคนที่ช่วยตนจาก มหันตภัยครั้งนี้ หากไม่ได้มู่โจว นางก็คงต้องกล้ำกลืนบุญคุณของหลิงจางเหว่ยลงท้องและยอมรับการหมั้นหมายแต่โดยดี บ่าวรับใช้อัปลักษณ์ของนางกำลังนั่งปาดเหงื่อและเช็ดหน้าที่เปื้อนเขม่าควันไฟเลอะเทอะอยู่ที่ลานใกล้ระเบียงทางเดินที่ไฟไหม้ไปไม่ถึง “พวกเจ้าไม่ต้องประคองข้าแล้ว ข้าไม่ได้บาดเจ็บอันใดก็แค่ร้อนและรู้สึกแสบหน้าเท่านั้น เราไปดูโจวเซียวกันเถอะ ถ้าไม่ได้เขาช่วยเอาไว้ ข้าก็คงลำบาก” นางสืบเท้าเข้าไปใกล้มู่โจว
มู่โจวนิ่วหน้า เขาเองก็รู้สึกเย็นราวกับกำลังกุมน้ำแข็งเอาไว้ แต่แข็งใจดึงให้นางลุกขึ้น ในใจก็คิดว่าเรื่องนี้เอาไว้ถามนางทีหลัง กู้เยว่ฉีถูกมู่โจวดึงมือให้ลุกขึ้น นางหันไปทางหลิงจางเหว่ยแล้วเอ่ยอย่างกังวล“เหล่าโจว เราจะทิ้งซื่อจื่อไว้อย่างนี้ไม่ได้ เกิดเขาตายขึ้นมา ข้าได้กลายเป็นฆาตกรพอดี เจ้าช่วยแบกเขาออกไปที”“ขอรับ” ใจจริงมู่โจวอยากจะทิ้งซื่อจื่อผู้นี้เอาไว้ให้นอนท่ามกลางกองเพลิงที่เขาสั่งให้จุดขึ้น เพียงแต่กลัวว่ากู้เยว่ฉีจะต้องกลายเป็นแพะรับบาป “ถ้าอย่างนั้น ข้าจะแบกเขาเอง คุณหนูรีบวิ่งออกไปก่อนเถิด ควันเยอะเช่นนี้ แค่กๆ ประเดี๋ยวจะหนีไม่ทัน”“ได้ ข้าไปก่อนนะ” กู้เยว่ฉีควักผ้าเช็ดหน้าออกมาปิดปากและจมูก ใช้มือปัดควันไปมา มองหาทิศทางที่จะหนีออกจากกองเพลิงเตียงด้านหลังถูกไฟไหม้ลุกโชนจนลามไปถึงผนัง เสียงปะทุของไม้ในกองเพลิงทำเอาหญิงสาวสะดุ้ง ฉากบังด้านหน้าที่ติดไฟเล็กน้อยล้มลงมาขวางทางออกประตู“ว้าย!” กู้เยว่ฉีร้องเสียงหลง ถอยเท้าได้ทัน เปลวไฟถูกปลายกระโปรงนางเล็กน้อย หญิงสาวรีบสะบัดอย่างแรงจนไฟนั้นดับ“คุณหนูระวังขอรับ วิ่งไปด้านขวา ท่านหลงทิศหรือไร ประตูอยู่ทางนั้น”“ข้าตกใจก็เลย
แบบร่างผ้าปักขนาดใหญ่กางอยู่โต๊ะกลางห้อง กู้เยว่ฉีเดินไปมองแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ งานฝีมืออย่างนี้นางไม่ถนัดเลยสักนิดแต่พลัดเข้ามาในสถานที่แห่งนี้แล้วก็จำต้องทำตามผู้อื่นต้องการไปก่อน “แม่นมเฉียน สองเรือนโน้นเป็นอย่างไรบ้าง” กู้เยว่ฉีมองดูแบบทิวทัศน์ที่มีหงส์เหินงามสง่าหลายตัวด้วยความเหนื่อยหน่าย นางชอบอ่านตำรา คิดบัญชีรายได้ และคำนวณโอกาสจะได้กำไรมากกว่างานเหล่านี้ “พวกนางกลับไปแล้วก็ยังค้นตำราปักเย็บกันอย่างคร่ำเคร่งอยู่เลยเจ้าค่ะ เมื่อตอนบ่ายทั้งจวนสกุลตงและคฤหาสน์สกุลลี้ต่างพากันขนเอาตำรามากันหลายตั้ง” “นั่งหลังคดหลังแข็งมาทั้งวัน พวกนางยังจะไปค้นคว้าตำรากันอยู่อีก ช่างมีมานะกันเสียจริง” กู้เยว่ฉีทำตัวเข้มแข็งอยู่ได้สองวันก็แสร้งเจ็บมือจนได้หลบไปในช่วงบ่ายของวันที่สาม หลังจากแสร้งนวดมือและข้อมือและงีบหลับไปจนถึงเย็น ช่างที่สอนนางปักผ้าทั้งสองคนก็ตรงมาถึงเรือนพักในตอนแสงแดดเกือบลับขอบฟ้า “คุณหนูกู้เจ้าค่ะ หากว่าท่านได้พักเต็มที่แล้วก็โปรดตามข้าน้อยไปฝึกต่อเถิดเจ้าค่ะ ในบรรดาคุณหนูทั้งสาม ท่านฝีมือด้อยสุดและยังไม่ได้ปักลงผ้าผืนให
“ข้าเคยสั่งหัวหน้าค่ายเอาไว้แล้วว่าให้ปล้นเฉพาะพ่อค้าเท่านั้น พวกชาวบ้านต้องละเว้นไปเพราะไม่ได้เงินทองมากพอ ซ้ำยังจะทำให้ผู้คนชิงชัง หลายปีที่ผ่านมา ข้าให้พวกเขาสร้างชื่อเสียงด้วยการปล้นคนรวยไปช่วยคนจน แม้เงินที่แจกจ่ายไปจะน้อยนิดแต่ได้รับความช่วยเหลือและปกปิดจากชาวบ้าน ทั้งยังซ่องสุมกำลังคนได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ “ท่านพ่อปรีชายิ่ง” หลิงคุนรีบสรรเสริญความสามารถของบิดาอันที่จริงหลิงคุนเองก็คาดไม่ถึงว่าบิดาจะวางแผนก่อกบฏเอาไว้หลายปีแล้ว กลุ่มโจรภูเขาที่ซุกซ่อนอยู่นอกเมือง มีข่าวเรื่องปล้นขบวนสินค้าของพ่อค้าอยู่หลายครา แม้จะมุ่งที่การชิงทรัพย์โดยมิได้ฆ่าและฉุดสตรี แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ชวนประหลาดใจยิ่ง ในยามที่เหล่ามือปราบและทหารรักษาเมืองออกไปตามจับกลับไม่เคยพบคนร้ายสักรายเดียวกระทั่งตัวเขาได้เป็นตัวแทนของบิดาออกไปติดต่อกับคนพวกนั้น จึงได้รู้ว่าโจรก็คือชาวบ้านและชาวบ้านก็โจร พวกเขาปล้นเงินมาได้ก็นำเอาส่วนหนึ่งไปแจกจ่ายคนในตำบลทำให้ทุกคนหุบปากสนิท ระหว่างนั้นคนของจวนอ๋องที่มีฝีมือก็จะออกไปฝึกซ้อมอาวุธให้ สักวันหนึ่งเมื่อจวนอ๋องต้องระดมพล บุรุษชาวบ้านที่เป็นโจรพวกนี้ก็จะ
สถานการณ์รอบด้านของกู้เยว่ฉีดูสงบสุขลงไปราวห้าวัน ระหว่างนั้น นางไม่ได้พบหลิงอ๋องกับหลิงจางเหว่ย หวงฟู่ไปสืบข่าวได้ความว่าช่วงนี้มีขุนนางเข้าออกเรือนใหญ่รับแขกทุกวัน ไป๋ชางนำเอาข่าวจากใต้เท้ากู้กลับมาแจ้งให้คุณหนูของตนได้ทราบว่าบัดนี้กองกำลังของขุนพลมู่จ้านกับขุนพลมู่ช่างที่เคยไปประจำการที่เมืองหลวงตามพระราชโองการนั้นได้กลับมาแล้ว “หรงเฉินเต็มไปด้วยข่าวลือขอรับคุณหนูใหญ่ ชื่อเสียงของจวนอ๋องดูตกต่ำลง พวกสกุลใหญ่เหมือนจะกำลังดูทิศทางลม” “พวกเขาเคยอาศัยอำนาจของจวนอ๋องมาตลอด อนุภรรยาหลายคนที่ หลิงอ๋องรับมาก็เป็นคนของสกุลเหล่านั้น คนที่เกี่ยวข้องไปแล้ว อยากสลัดทิ้งตอนนี้ก็คงหมดโอกาส แต่สกุลอื่นอาจจะกำลังชั่งใจ” กู้เยว่ฉียิ้มสลด แม้กู้เยว่ฉีจะไม่เอ่ยออกมาตรงๆ ไป๋ชางก็พอจะดูออกว่าเจ้านายในจวนตนกำลังพยายามหลบหลีกสกุลหลิง “เรื่องที่คุณหนูให้ข้าสืบเรื่องสาวใช้แซ่เหยาผู้นั้นได้ความแล้วขอรับ ที่จริงนางเป็นเพื่อนบ้านกับสกุลจ้ง คนแถวบ้านนางซุบซิบกันว่าก่อนหวางเฟยจะแต่งกับหลิงอ๋องเคยสนิทกับบุรุษที่เป็นญาติของเหยาอัน เมื่อได้เข้าจวนอ๋องจึงนำนางมาเป็นสาวใช
“อันที่จริงพวกเรารู้ตั้งแต่ทีแรกแล้วว่าเจ้าเข้ามาเพื่อการใด” น้ำเสียงของกู้เฉินฟังดูเนิบๆ แต่แฝงไว้ด้วยความเฉียบขาด “จวนอ๋องสืบข่าวได้ดีนัก ทองคำของสกุลกู้ แลกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยและยากลำบาก บัดนี้ถูกเปลี่ยนเป็นเงินทุนเพื่อทำการค้าในเมืองหลวงแล้ว ส่วนอีกสิ่งหนึ่งที่เจ้าอยากได้” ชายหนุ่มหยุดพูดแล้วลุกขึ้นจ้องหน้านาง “พี่หญิงของข้าบอกว่าจะให้เมื่อถึงเวลาอันสมควร” ซุนหลันยกยิ้มมุมปาก “ข้าคิดแล้วเชียว คนอย่างกู้เยว่ฉีมีหรือจะยอมให้ข้าค้นพบห้องลับได้ง่ายๆ ที่แท้นางก็จัดฉากเอาไว้แล้ว” “ห้องลับที่เจ้าเข้าไป อันที่จริงมีไว้สำหรับหลบภัย คนทั่วไปไม่ควรจะได้เห็น นับว่าเป็นวาสนาเจ้าแล้ว เดิมทีข้ายังคิดจะเล่นเป็นสามีภรรยากับเจ้าต่ออีกหน่อย แต่ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะเป็นซุนหลันตัวปลอม” กู้เฉินแสยะยิ้ม ชักมีดสั้นที่เหน็บเอาออกมา ใช้ปลายนิ้วลูบเล่นราวกับจะข่มขวัญ “จะปลอมได้อย่างไร ข้านี่ล่ะบุตรีคนเดียวของใต้เท้าซุน ผู้ที่ถูกใส่ร้ายจนต้องโทษ ซื่อจื่อไปรับข้ามาจากหอสังคีตด้วยตนเอง ทั้งยังตรวจสอบประวัติของข้ามาอย่างชัดแจ้ง” กู้เฉินไม่ตอบ ใช้ปลายมีดสั้นปาดเบาๆ ไ







