Masukกู้เยว่ฉีชะงัก เมื่อวานนางนอนคิดดีแล้ว ไม่ว่าฝันนั้นจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่ความเจ็บปวดที่นางได้สัมผัสสร้างความหวาดกลัวลึกๆ ขึ้นในใจ นางตัดสินใจจะตัดวาสนาระหว่างตนกับหลิงจางเหว่ยไปเสีย
“ท่านพ่อ เรื่องนี้ข้าว่า....”
“เจ้าเป็นคนบอกกับพ่อเองว่าหากต้องการทำให้สกุลกู้ยิ่งใหญ่ เจ้าต้องได้เป็นชายาของหลิงอ๋องซื่อจื่อ วันนี้คนของเราบังเอิญได้ยินว่ามีคนคิดจะลอบสังหารคนผู้นั้นในคืนเทศกาลชีซี เป็นโอกาสเหมาะที่เจ้าจะได้ใกล้ชิดกับเขาในฐานะผู้ช่วยชีวิต”
บุตรสาวฟังแล้วนิ่งไปอึดใจ เรื่องที่นางสงสัยค่อยๆ แย้มพรายออกมา
“เหตุใดเจ้าทำสีหน้าเช่นนั้น ”
“ท่านพ่อ ข้ามีเรื่องข้องใจเกี่ยวกับสกุลหลิงเจ้าค่ะ”
ใต้เท้ากู้ขมวดคิ้ว “เจ้าสงสัยอันใดหรือ ”
“เรายังไม่สืบเรื่องภายในของสกุลหลิงให้แน่นอน แต่ข้ากลับบุ่มบ่ามคิดจะไปเป็นสะใภ้ ครั้งนี้เราควรชะลอแผนการออกไปอีกสักหน่อยได้หรือไม่ ”
“เยว่เอ๋อร์ ครั้งนี้เหมาะที่สุดแล้ว อย่าลืมนะว่าการลอบสังหารไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ พ่อจะเตรียมยอดฝีมือเอาไว้ช่วยเจ้าเอง ไม่ต้องกังวล” กู้เจินรู้ว่าบุตรสาวของตนเป็นสตรีเจ้าเล่ห์ แม้นางจะไม่มีวรยุทธ์แต่ก็ไม่เคยกลัวเกรงสิ่งใด
“ท่านพ่อ เราเปลี่ยนแผนสักหน่อยดีหรือไม่ ”
“อย่างไรหรือ ” ใต้เท้ากู้เลิกคิ้ว เขาเชื่อในสติปัญญาของบุตรสาวคนโตเสมอมา นางเป็นคนวางแผนช่วยเขาให้เลื่อนตำแหน่งขุนนางได้อย่างรวดเร็ว
“คราวนี้ให้เสี่ยวเฉินเป็นคนไปช่วยหลิงอ๋องซื่อจื่อดีกว่าเพื่อให้เขารู้สึกว่าสกุลกู้มีบุญคุณช่วยชีวิต พอเสี่ยวเฉินสนิทกับเขาแล้วก็จะสามารถเข้านอกออกในจวนหลิงอ๋องได้ จากนั้นค่อยสืบเรื่องภายในให้แน่ชัด”
“เยว่เอ๋อร์ เจ้าพูดเช่นนี้ ไปรู้สิ่งใดมาหรือ เหตุใดจึงไม่เล่าให้พ่อฟัง ”
“ท่านพ่อ บางเรื่องหากข้าพูดออกไปวันนี้ท่านคงไม่เชื่อ รอให้ข้าหาหลักฐานมายืนยันให้ได้ก่อน ข้าจะเปิดเผยทุกเรื่องราวให้ท่านฟังเอง”
“ได้ พ่อเชื่อเจ้า ถ้าอย่างนั้นในเทศกาลชีซี พ่อจะให้เสี่ยวเฉินเป็นคนไปคอยซุ่มช่วยเหลือหลิงอ๋องซื่อจื่อก็แล้วกัน”
แค่คิดถึงใบหน้าของบุรุษผู้นั้น กู้เยว่ฉีก็รู้สึกปวดแปลบในใจ ‘หลิงจางเหว่ย’ บุรุษที่สร้างความเจ็บปวดและความแค้นจนยากจะลืมเลือน ดวงตาของหญิงสาวพลันแดงก่ำ
“เยว่เอ๋อร์ เจ้าเป็นอันใดไป ”
น้ำตาเจียนจะหยาดหยด หญิงสาวกระพริบตาถี่ๆ “ท่านพ่อ ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบาย ขอกลับไปพักก่อนนะเจ้าคะ”
“ไปเถิด นอนให้มากหน่อย เผื่อว่าเจ้าจะดีขึ้น”
วันขึ้นเจ็ดค่ำเดือนเจ็ดก็มาถึง ผู้คนจากแต่ละบ้านล้วนตื่นเต้นกับเทศกาลชีซี หญิงสาวทั้งหลายต่างตั้งโต๊ะบูชาขอเทพเจ้าให้พวกนางมีความสุขและสมหวังในความรัก กู้ฮูหยินเรียกลูกสาวมานั่งสวดมนต์อธิษฐานที่สนามหญ้าหน้าบ้าน
“เยว่เอ๋อร์มาเร็วเข้า เจ้าเป็นลูกสาวคนโตของสกุลกู้ หากว่าเจ้าสุขสมหวัง คนทั้งบ้านก็จะพลอยมีความสุขไปด้วย”
กู้เยว่ฉีมองดูทางช้างเผือกที่ร่ำลือกันว่าสาวทอผ้ากับหนุ่มเลี้ยงวัวจะมาพบกันปีละครั้งด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย ชีวิตเดิมของนางก็ไม่ได้คิดจะแสวงหารักแท้ ขอเพียงได้เสวยสุขอยู่เหนือคนนับหมื่นนางก็พอใจแล้ว ในส่วนชีวิตใหม่นี้ นางคิดจะพาสกุลกู้หลบหลีกหายนะ หนีจากสกุลหลิงและสกุลมู่ไปตั้งรกรากยัง เมืองอื่น ตำแหน่งขุนนางของบิดาอาจจะพอโยกย้ายได้ แต่กิจการเดินเรือของท่านอา ยากจะนำไปได้
“เจ้าเลิกทำหน้านิ่วคิ้วขมวดได้แล้ว วันนี้แม่สื่อจากสกุลเซียวก็มา นับว่าชื่อเสียงของเจ้าไม่เลวเลยจริงๆ”
“ท่านแม่ ข้าบอกแล้วว่าเราต้องตรวจสอบสถานการณ์รอบด้านอย่างเข้มงวด ท่านอย่าได้รับปากผู้ใดส่งเดชเชียว”
กู้ฮูหยินถอนหายใจ “แม่รู้ๆ ท่านพ่อก็กำชับแม่เอาไว้แล้ว เรื่องนี้ต้องผ่านการตัดสินใจของท่านพ่อ แม่ไม่กล้าทำสุ่มสี่สุ่มห้าหรอกน่า”
อนุภรรยาสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังและกู้เจียลี่บุตรสาวคนที่สามได้แต่ถอนหายใจ ในเมื่อใต้เท้ากู้ให้ความสำคัญกับบุตรสาวคนโตมาก ทุกคนจึงไม่อาจจะมีปากมีเสียง ไม่เว้นแม้แต่กู้ฮูหยิน
ไม่นานนักใต้เท้ากู้ก็ให้คนมาตามกู้เยว่ฉี
“ท่านแม่เจ้าคะ ข้าต้องออกไปธุระสำคัญกับท่านพ่อ คืนนี้ฝากท่านกำชับทุกคนในจวนอย่าออกไปข้างนอกโดยเด็ดขาด”
กู้เจียลี่หน้าเสีย นางหันไปมองมารดา “ท่านแม่ เทศกาลชีซีแท้ๆ แต่คุณหนูใหญ่กลับไม่ยอมให้พวกเราออกจากบ้าน เช่นนี้ไม่ใจร้ายกับพวกเราหน่อยหรือเจ้าคะ ”
อนุเสิ่นกำลังจะอ้าปากพูดจากเข้าข้างบุตรสาว แต่พอหันไปเห็นสีหน้าของกู้ฮูหยิน นางจำต้องสงบปากสงบคำ
“เจียลี่ หากว่าพี่หญิงใหญ่บอกหรือเตือน เจ้าต้องฟังนาง จำไม่ได้หรือ ”
กู้เจียลี่รีบก้มหน้า คำสั่งกู้เยว่ฉีเป็นสิ่งที่ทุกคนในจวนต้องให้ความเคารพไม่ต่างจากคำสั่งของนายท่านกู้ “เจ้าค่ะ”
“พวกเจ้าแยกย้ายกันเข้าเรือนได้แล้ว”
เสียงดนตรีภายนอกฟังแล้วครึกครื้น ยิ่งมีการยิงพลุดังขึ้นเป็นระยะๆ ก็ยิ่งเร้าใจ คนในจวนสกุลกู้นอนฟังเสียงจากภายนอกด้วยความเสียดาย แต่คนส่วนใหญ่ล้วนเชื่อกันว่าคำเตือนของนายท่านย่อมมีเหตุผล
ใต้เท้ากู้บอกแผนของตนให้กับบุตรสาวและบุตรชายรู้ “คืนนี้พ่อเตรียมคนไว้ถึงหกสิบคน ได้ยินว่ามือสังหารมีมาเพียงสามสิบ พวกเขาจะดักลงมือที่แยกด้านหน้า เสี่ยวเฉินเจ้าเตร็ดเตร่อยู่แถวๆ นี้ก็แล้วกัน ถ้าหลิงอ๋องซื่อจื่อมาถึงพ่อจะให้คนส่งสัญญาณให้”
“ขอรับ”
“เยว่เอ๋อร์ เจ้าขึ้นไปดูบนหอคอย เผื่อผิดแผนจะได้ช่วยเหลือเรียกมือปราบได้ทัน ให้เหล่าพานคอยติดตามเจ้าก็แล้วกัน” ใต้เท้ากู้ผายมือไปทางองครักษ์อีกกลุ่ม
“ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ ข้าจะจับตาดูพวกเขาไม่ให้คลาดสายตา” กู้เยว่ฉีเดินนำหน้าองครักษ์กลุ่มหนึ่งไปอีกทาง พอใกล้จะถึงหอคอยสามชั้น นางก็สั่งให้องครักษ์กระจายตัวอยู่รอบๆ “ตกลงกันตามสัญญาณเดิม หากว่าข้าโบกผ้าสีแดงให้รีบเรียกมือปราบ”
“คุณหนู ท่านจะขึ้นไปบนคอหอยคนเดียวหรือขอรับ ”
“ใช่ ไม่ต้องห่วงข้าหรอก ข้าพกอาวุธมาด้วย” หญิงสาวควักเอามีดสั้นที่ซ่อนไว้ข้างในเสื้อออกมา “อ้อ ที่ขาก็มีนะ”
ตั้งแต่กู้เยว่ฉีกลับมาจากการหายตัวไปสองวัน ทุกครั้งที่นางจะออกจากจวนก็จะซ่อนอาวุธไว้ในขากางเกงและเหน็บที่เอว หัวหน้าองครักษ์สงสัยว่าคุณหนูใหญ่คงจะเจอเรื่องน่ากลัวมากจนหวาดระแวง
พอองครักษ์เดินจากไป กู้เยว่ฉีก็เดินไปดูรอบๆ หอคอย พลันสายตานางก็สังเกตเห็นแผ่นหลังคุ้นตาของคนผู้หนึ่ง ลวดลายบนเสื้อผ้าของเขาทำให้ดวงตาของนางเบิกโพลง
‘หลิงจางเหว่ย มาแถวนี้ทำไมกัน ’
นางรีบสาวเท้าตามไป หลิงจากเหว่ยมากับองครักษ์คู่ใจสองคน เขาเดินเข้าไปในตรอกเล็กๆ กู้เยว่ฉีใจเต้นตึกตักจนต้องยกมือขึ้นลูบหน้าอกตนเอง ความโกรธแค้นชิงชังปะทุขึ้นมาอย่างยากจะห้ามใจ
‘อย่าตื่นเต้น เยว่ฉี ตอนนี้เจ้ากับเขายังเป็นแค่คนแปลกหน้าต่อกัน’
เสียงสนทนาของบุรุษทั้งสามแม้จะไม่ดังมากแต่นางก็พอจะได้ยิน
“แผนของพวกเจ้าพร้อมหรือยัง ” เสียงสามีในฝันที่แสนคุ้นเคยดังขึ้น
“ขอรับ มือสังหารพวกนั้นซุ่มรออยู่ รอให้รถม้าของสกุลกู้เข้ามาใกล้ พวกเขาก็จะลงมือตามที่ท่านสั่ง”
“ดี เราต้องสร้างโอกาสให้นางเสียหน่อย”
****************
หลังรับประทานอาหารเสร็จกู้เยว่ฉีก็ชวนสามีไปยังวัดแดนธรรมซึ่งเป็นวัดที่สร้างบนจวนหลิงอ๋อง เดิมทีจวนแห่งนี้ฮ่องเต้ทรงพระราชทานให้กับผิงเหออ๋อง ทว่าอ๋องบรรดาศักดิ์คนใหม่แห่งเมืองหรงเฉินกราบทูลว่าต้องการสร้างเป็นวัดแห่งใหม่ถวายเป็นพระราชกุศล ฮ่องเต้ที่ทรงทราบว่าในจวนนั้นมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากจึงทรงเห็นชอบ “คนมาวัดเยอะเหมือนกันนะขอรับ” เผยซานขอติดตามมาด้วย เขาอยากเห็นอดีตจวนอ๋องอันรุ่งเรืองกู้เยว่ฉีก้าวเท้าเข้าสู่เขตวัดก็รู้สึกได้ว่าสถานที่แห่งนี้มีกลิ่นอายของความสงบแผ่ออกมา นางหวังว่าเสียงสวดมนต์ทุกค่ำเช้าคงจะกล่อมเกลาให้ดวงวิญญาณที่วนเวียนอยู่ในที่แห่งนี้บรรเทาความแค้นเคืองลงไปได้ “ที่นี่มีการสวดมนต์ทั้งเช้าและเย็น ด้านโน้นมีรูปปั้นพระโพธิสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหรงเฉินถูกสร้างบนเนินดินสูง มีผู้เดินทางจากทั่วทุกสารทิศมากราบไหว้ ทุกต้นเดือนจะมีโรงทานแจกอาหารเจสามวัน” มู่โจวเป็นผู้ตอบ “ได้ยินว่าการสร้างรูปปั้นพระโพธิสัตว์เป็นดำริของท่านอ๋องหรือขอรับ” เผยซานเคยได้ยินผู้คนพูดถึงวัดแห่งนี้ให้เขาฟังอยู่หลายครั้ง “ถูกต้อง ท่านพ่อของข้าเห็นชาวบ้านชา
หลังงานแต่งงานของกู้เย่วฉีผ่านไปได้สองเดือน เผยซานขุนนางขั้นหกแห่งสำนักรับฏีกาก็ไปคุกเข่าของให้ผู้ตรวจการหงช่วยเป็นเถ้าแก่สู่ขอคุณหนูกู้เจียลี่บุตรีของใต้เท้ากู้แห่งเมืองหรงเฉินหงจื่ออวี้กำลังยุ่งกับภารกิจไม่อาจเดินทางไกลได้ จึงมอบจดหมายรับรองความประพฤติให้กับเผยซาน ชายหนุ่มจึงไปหรงเฉินพร้อมด้วยสหายขุนนางผู้หนึ่ง เขาขอเข้าพบใต้เท้ากู้พร้อมกับแสดงความประสงค์สู่ขอกู้เจียลี่บุตรีอนุเสิ่นที่ดูแลร้านค้าสกุลกู้ในเมืองหลวงเป็นภรรยา“ข้าน้อยเป็นบุตรของพ่อค้า ครอบครัวมิได้ร่ำรวยนัก ทว่าก็มิได้ลำบาก หากว่าคุณหนูสามยินดีเป็นภรรยา ข้าจะดูแลนางมิให้ขาดตกบกพร่องขอรับ”“ใต้เท้าเผย สกุลกู้เองก็มิได้ขาดแคลนทั้งเกียรติยศและเงินทอง หากว่าเจ้าชอบเจียลี่จริง ต้องแสดงความจริงใจมากกว่านี้”“ข้าน้อยสาบานว่าจะซื่อสัตย์ต่อนาง ไม่รับอนุภรรยา และไม่ทำให้นางต้องลำบากใจขอรับ” เผยซานน้ำเสียงจริงจังพร้อมกับยื่นซองจดหมายในมือให้กับใต้เท้ากู้ “นี่คือจดหมายรับรองความประพฤติที่ผู้ตรวจการหงจื่ออวี้เขียนขึ้น เชิญใต้เท้ากู้อ่านเถิดขอรับ”ท่าทางไม่ถึงกับหวาดเกรงและไม่แข็งกร้าวของเผยซานทำให้ใต้เท้ากู้รู้สึกพอใจ เขา
มู่ช่างเหมือนจะรู้ตัว เขาบอกให้กู้เฉินอย่ากินดื่มสิ่งที่คนของมู่จ้านและมู่โจวนำมาส่งให้ ดังนั้นสุราผสมผงนิทราที่เซียวเกิงนำมาจึงไม่ได้รับการตอบสนองหวงฟู่ที่แอบอยู่ไม่ไกลเห็นคนรักทำเรื่องง่ายๆ ก็ไม่สำเร็จจึงเอ่ยปากแดกดัน เซียวเกิงนำขวดสุรามาหานาง ““ไม่เป็นไร เรื่องเช่นนี้ ท่านทำไม่สำเร็จ คงเป็นข้า”หวงฟู่ฉวยเอาขวดสุรานั้นไปแล้วโบกมือเรียกบ่าวรับใช้ผู้หนึ่งเอาไว้ จากนั้นก็รินสุราในกานั้นทิ้งแล้วเทสุราในขวดลงไปแทน บ่าวรับใช้ผู้นั้นทำตาเหลือก“ไม่ต้องห่วง นี่มิใช่ยาพิษ แค่ต้องการให้คุณชายรองมู่กับคุณชายรองกู้หลับเท่านั้น พวกเขาจะได้ไม่ไปป่วนห้องหอ”บ่าวรับใช้ในจวนอ๋องจำได้ว่าหวงฟู่คือสาวใช้คนสนิทของกู้เยว่ฉี และเซียวเกิงคือรองหัวหน้าหน่วยสายฟ้าจึงวางใจ เขายิ้มน้อยๆ ก่อนรับเอาเงินก้อนที่หวงฟู่ยื่นมาให้“เจ้าทำสำเร็จแล้ว ข้าจะให้เจ้าเพิ่ม” นางเอ่ยสำทับบ่าวรับใช้ยิ้มกว้าง “ขอรับ”พอดื่มเข้าไปมากๆ สองพี่น้องต่างสกุลที่เพิ่งผูกสัมพันธ์กันใหม่ก็มิได้ระวังตัวมากอย่างที่ตั้งใจไว้ สุดท้ายเผลอดื่มสุราที่บ่าวรับใช้ผู้นั้นรินให้ไปคนละจอก ครู่หนึ่งก็เกิดอาการง่วงงุนจนทนไม่ไหว“ข้าว่า...พวกเรา
“ซื่อจื่อ ข้าสงสัยจริง ซื่อจื่อเฟยท้องได้สองเดือนกว่า ช่วงนั้นการศึกพัวพันวุ่นวายยิ่งนัก ท่านเองก็กินนอนอยู่ในค่ายทหาร ท่านใช้เวลาไหนไปปั้นทายาทกับนางหรือ” สหายขุนพลผู้ร่วมเป็นร่วมตายแอบมาสอบถาม มู่จ้านถลึงตาใส่ไปทีหนึ่ง พร้อมกับทำปากขมุบขมิบ คนผู้นั้นจึงหัวเราะเสียงดังลั่นแล้วเดินหนีไป มู่จ้านไม่ยอมเปิดเผยความลับเด็ดขาดว่าภรรยาของเขาปลอมเป็นทหารยามไปเฝ้าอยู่ในค่ายหลายครั้ง หากพูดไปแล้วเกรงว่าคราวหน้าเกิดเรื่องสงครามขึ้น เขาจะหมดโอกาสแอบนำนางเข้าไปหลับนอนในค่ายทหารด้วยทว่าเรื่องนี้กลับมีผู้รู้ดี คือ น้องชายสองคนของเขา มู่ช่างกับมู่โจว “เสี่ยวโจว เจ้าแอบทำเรื่องพวกนั้นเหมือนพี่จ้านในช่วงสู้รบหรือไม่” มู่โจวยิ้มพลางส่ายหน้า ในช่วงศึกสงครามที่เข้มข้นอย่างนั้น หากนายทหารมัวแต่ลิ้มรสโลกีย์ย่อมทำให้ได้รับคำตำหนิติเตียน “คนอย่างข้ามีหรือจะทำเรื่องผิดธรรมเนียมเช่นนั้น” พี่ชายคนโตหน้าม้าน แย้งด้วยเสียงแข็ง “ข้ามิได้ย่อหย่อนการศึกเสียหน่อย” มู่ช่างหัวเราะอย่างรู้ทัน “เจ้าคิดว่าเรื่องที่หมู่บ้านซือหลายฉ่วยข้าไม่รู้หรือไร ตกดึกเจ้าพยายามปีนหน้า
“เจ้ากล้าทำของสำคัญของข้าตกน้ำงั้นรึ” กู้เยว่ฉีโมโหนางอาศัยจังหวะที่หลิงจางเหว่ยเริ่มอ่อนแรงอีกทั้ง แทงกริชเข้าไปในข้อมือขวาของอีกฝ่าย“อ๊าก....!” เขาร้องลั่นอีกครั้งพร้อมกับยกมือข้างหนึ่งไปกดข้างที่ถูกแทงตามสัญชาตญาณ “เจ้า เจ้าบังอาจนัก”เมื่อครู่หลิงจางเหว่ยเห็นภาพในอดีตชาติที่ตนยืนมองกู้เยว่ฉีถูกกระชากลากถูขึ้นรถม้า นางดูคล้ายคนป่วยหนัก ผมเผ้ารุงรัง เสื้อผ้าเปรอะเปื้อน ข้างกายของเขามีมารดาอยู่เคียงข้าง พร้อมกับบอกให้เขารีบไปค้นเอาทรัพย์สินของสกุลกู้มาให้หมดบิดาของเขาปั้นคดีกบฏให้กู้เจินบิดาของกู้เยว่ฉีจนถูกตัดสินโทษประหารทั้งครอบครัว...เขาเคยทำให้สกุลกู้จบสิ้น มิน่าเล่า นางถึงได้ชิงชังเขาถึงเพียงนี้“มือขวาของเจ้าใช้ถืออาวุธทำร้ายผู้คนมากมาย จากนี้ไปมันไม่สมควรถูกใช้งานอีก” กล่าวจบกู้เยว่ฉีก็ใช้กริชแทงไปแผ่นหลังของซื่อจื่ออีกครั้งหนึ่ง“อ๊า...! เจ้า เจ้ามันสตรีเลว!” ร่างของซื่อจื่อฟุบลงแทบเท้าของนาง “สกุลหลิงแพ้แล้ว ซื่อจื่อ ไม่ว่าจะชาติก่อนหรือชาตินี้ คนในครอบครัวของเจ้าล้วนก่อกรรมทำเข็ญ ใส่ร้าย ปล้นทรัพย์ ฆ่าผู้บริสุทธิ์ไปมากมาย เจ้าหักหลังผู้คนที่เคยทำงานรับใช้อย่างเลือดเย็น
“นี่น่ะหรือฤทธิ์ของยาทำลายเส้นเลือด ช่างน่ากลัวเสียจริง” กู้เฉินมองดูแต่ละศพแล้วก็เอ่ยกับพี่สาว “นางลงมือฆ่าคนทั้งจวนเลยหรือนี่” กู้เยว่ฉีรำพึง รีบสาวเท้าไปยังเรือนพักของชายารองของหลิงอ๋อง “ตายหมดแล้วขอรับ คุณหนูใหญ่” ไป๋ชางที่นำหน้ามาก่อนสำรวจสตรีสองคนในอาภรณ์หรูหราที่ฟุบอยู่บนโต๊ะน้ำชาแล้วมองพวกนางด้วยความเวทนา ทหารหน่วยสายฟ้าไปดูในเรือนแต่ละหลัง กู้เยว่ฉีเรียกให้กู้เฉินไปดูที่เรือนฟานหรงกับตน นางจำได้ว่าเหยาอันพักอยู่ที่นั่น เสียงฝีเท้าที่ก้าวขึ้นระเบียงเรือน ทำให้บุรุษสองคนที่ซ่อนอยู่ในห้องหันไปสบตากัน“ทหารข้างนอกไม่น่าจะเข้ามาตรวจในจวนเร็วเช่นนี้นะขอรับ” องครักษ์ขมวดคิ้ว ประสาทตึงเครียดไปเสียทุกส่วน“ไม่ใช่ น้ำหนักฝีเท้าเช่นนี้เป็นสตรีหนึ่งคน นางไม่มีวรยุทธ์ ส่วนบุรุษอีกคนน่าจะพอมีฝีมือ” หลิงจางเหว่ยยกมือแตะบาดแผลที่ท้อง เขาเพิ่งใส่ยาและพันด้วยผ้าเอาไว้ ระหว่างที่หนีมาถึงประตูหลังจวน เขารู้สึกว่าร่างกายเริ่มไร้เรี่ยวแรง เลือดลมติดขัดไปทั่วร่าง แต่ก็ยังพอเคลื่อนไหวได้กู้เยว่ฉีมองเห็นเหยาอันที่นั่งคอพับอยู่บนเก้าอี้ นางลืมตาขึ้นเมื่อได
มู่โจวนั่งนิ่ง สองตาจ้องมองนักบวชหญิงตรงหน้า คิ้ว ดวงตา และจมูกของนางดูคุ้นตานัก เขารู้สึกสะดุดใจตั้งแต่แรกเห็น อันที่จริงเครื่องหน้าของนางก็คล้ายกับเครื่องหน้าของเขา “ท่านแม่....” ชายหนุ่มครางออกมา ท่ามกลางความตื่นตะลึงของกู้เยว่ฉี หญิงวัยกลางคนในชุดนักพรตก็ยิ้มน้อยๆ สาย
สองหนุ่มสาวเดินตามกันออกมาจากโต๊ะถึงหน้าสวน กู้เยว่ฉีเกิดปวดปัสสาวะจึงบอกให้มู่โจวรอนางอยู่ตรงนั้นสักครู่ กู้เยว่ฉีเสร็จจากกิจส่วนตัวก็เดินกลับมา ยังไม่ทันจะก้าวเท้าขึ้นบันไดเรือนระเบียง หลิงคุนก็ออกมาขวางนางเอาไว้ “คุณหนูใหญ่กู้ ครั้งที่แล้วเจ้าโชคดีที่หลุดรอดไปได้ พี่ชายข้าเฝ้าเสียดายอยู
กู้เจียลี่บุตรสาวของใต้เท้ากู้ที่เกิดจากอนุภรรยาแซ่เสิ่นถูกส่งเข้ามาอยู่ในเมืองหลวงเพื่อช่วยดูแลร้านสาขาที่เปิดใหม่ นางพอจะระแคะระคายถึงสถานการณ์ที่กำลังลำบากของครอบครัว หลังจากพี่สาวคือกู้เยว่ฉีปฏิเสธการแต่งงานกับซื่อจื่อก็รู้สึกได้ว่าบิดามารดาดูเคร่งเครียดยิ่ง ในตอนที่นางถูกส่งเ
หลิงจางเหว่ยมองเห็นสองหนุ่มสาวเดินจับมือกันมาถึงหน้าประตูแล้วค่อยปล่อยมือก็พลันหงุดหงิด เขาเพิ่งมารู้ภายหลังว่ามู่โจวอาศัยคำกล่าวอ้างในหอม่านฟ้ามาบีบบังคับให้กู้เยว่ฉีต้องหมั้นหมายด้วย ...เจ้าสารเลวแซ่มู่นึกว่าจะเป็นสุภาพบุรุษ ที่แท้ก็แค่คนฉวยโอกาส.... “ลูกชายคนเล็กของข้า







