LOGINกู้เยว่ฉีชะงัก เมื่อวานนางนอนคิดดีแล้ว ไม่ว่าฝันนั้นจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่ความเจ็บปวดที่นางได้สัมผัสสร้างความหวาดกลัวลึกๆ ขึ้นในใจ นางตัดสินใจจะตัดวาสนาระหว่างตนกับหลิงจางเหว่ยไปเสีย
“ท่านพ่อ เรื่องนี้ข้าว่า....”
“เจ้าเป็นคนบอกกับพ่อเองว่าหากต้องการทำให้สกุลกู้ยิ่งใหญ่ เจ้าต้องได้เป็นชายาของหลิงอ๋องซื่อจื่อ วันนี้คนของเราบังเอิญได้ยินว่ามีคนคิดจะลอบสังหารคนผู้นั้นในคืนเทศกาลชีซี เป็นโอกาสเหมาะที่เจ้าจะได้ใกล้ชิดกับเขาในฐานะผู้ช่วยชีวิต”
บุตรสาวฟังแล้วนิ่งไปอึดใจ เรื่องที่นางสงสัยค่อยๆ แย้มพรายออกมา
“เหตุใดเจ้าทำสีหน้าเช่นนั้น ”
“ท่านพ่อ ข้ามีเรื่องข้องใจเกี่ยวกับสกุลหลิงเจ้าค่ะ”
ใต้เท้ากู้ขมวดคิ้ว “เจ้าสงสัยอันใดหรือ ”
“เรายังไม่สืบเรื่องภายในของสกุลหลิงให้แน่นอน แต่ข้ากลับบุ่มบ่ามคิดจะไปเป็นสะใภ้ ครั้งนี้เราควรชะลอแผนการออกไปอีกสักหน่อยได้หรือไม่ ”
“เยว่เอ๋อร์ ครั้งนี้เหมาะที่สุดแล้ว อย่าลืมนะว่าการลอบสังหารไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ พ่อจะเตรียมยอดฝีมือเอาไว้ช่วยเจ้าเอง ไม่ต้องกังวล” กู้เจินรู้ว่าบุตรสาวของตนเป็นสตรีเจ้าเล่ห์ แม้นางจะไม่มีวรยุทธ์แต่ก็ไม่เคยกลัวเกรงสิ่งใด
“ท่านพ่อ เราเปลี่ยนแผนสักหน่อยดีหรือไม่ ”
“อย่างไรหรือ ” ใต้เท้ากู้เลิกคิ้ว เขาเชื่อในสติปัญญาของบุตรสาวคนโตเสมอมา นางเป็นคนวางแผนช่วยเขาให้เลื่อนตำแหน่งขุนนางได้อย่างรวดเร็ว
“คราวนี้ให้เสี่ยวเฉินเป็นคนไปช่วยหลิงอ๋องซื่อจื่อดีกว่าเพื่อให้เขารู้สึกว่าสกุลกู้มีบุญคุณช่วยชีวิต พอเสี่ยวเฉินสนิทกับเขาแล้วก็จะสามารถเข้านอกออกในจวนหลิงอ๋องได้ จากนั้นค่อยสืบเรื่องภายในให้แน่ชัด”
“เยว่เอ๋อร์ เจ้าพูดเช่นนี้ ไปรู้สิ่งใดมาหรือ เหตุใดจึงไม่เล่าให้พ่อฟัง ”
“ท่านพ่อ บางเรื่องหากข้าพูดออกไปวันนี้ท่านคงไม่เชื่อ รอให้ข้าหาหลักฐานมายืนยันให้ได้ก่อน ข้าจะเปิดเผยทุกเรื่องราวให้ท่านฟังเอง”
“ได้ พ่อเชื่อเจ้า ถ้าอย่างนั้นในเทศกาลชีซี พ่อจะให้เสี่ยวเฉินเป็นคนไปคอยซุ่มช่วยเหลือหลิงอ๋องซื่อจื่อก็แล้วกัน”
แค่คิดถึงใบหน้าของบุรุษผู้นั้น กู้เยว่ฉีก็รู้สึกปวดแปลบในใจ ‘หลิงจางเหว่ย’ บุรุษที่สร้างความเจ็บปวดและความแค้นจนยากจะลืมเลือน ดวงตาของหญิงสาวพลันแดงก่ำ
“เยว่เอ๋อร์ เจ้าเป็นอันใดไป ”
น้ำตาเจียนจะหยาดหยด หญิงสาวกระพริบตาถี่ๆ “ท่านพ่อ ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบาย ขอกลับไปพักก่อนนะเจ้าคะ”
“ไปเถิด นอนให้มากหน่อย เผื่อว่าเจ้าจะดีขึ้น”
วันขึ้นเจ็ดค่ำเดือนเจ็ดก็มาถึง ผู้คนจากแต่ละบ้านล้วนตื่นเต้นกับเทศกาลชีซี หญิงสาวทั้งหลายต่างตั้งโต๊ะบูชาขอเทพเจ้าให้พวกนางมีความสุขและสมหวังในความรัก กู้ฮูหยินเรียกลูกสาวมานั่งสวดมนต์อธิษฐานที่สนามหญ้าหน้าบ้าน
“เยว่เอ๋อร์มาเร็วเข้า เจ้าเป็นลูกสาวคนโตของสกุลกู้ หากว่าเจ้าสุขสมหวัง คนทั้งบ้านก็จะพลอยมีความสุขไปด้วย”
กู้เยว่ฉีมองดูทางช้างเผือกที่ร่ำลือกันว่าสาวทอผ้ากับหนุ่มเลี้ยงวัวจะมาพบกันปีละครั้งด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย ชีวิตเดิมของนางก็ไม่ได้คิดจะแสวงหารักแท้ ขอเพียงได้เสวยสุขอยู่เหนือคนนับหมื่นนางก็พอใจแล้ว ในส่วนชีวิตใหม่นี้ นางคิดจะพาสกุลกู้หลบหลีกหายนะ หนีจากสกุลหลิงและสกุลมู่ไปตั้งรกรากยัง เมืองอื่น ตำแหน่งขุนนางของบิดาอาจจะพอโยกย้ายได้ แต่กิจการเดินเรือของท่านอา ยากจะนำไปได้
“เจ้าเลิกทำหน้านิ่วคิ้วขมวดได้แล้ว วันนี้แม่สื่อจากสกุลเซียวก็มา นับว่าชื่อเสียงของเจ้าไม่เลวเลยจริงๆ”
“ท่านแม่ ข้าบอกแล้วว่าเราต้องตรวจสอบสถานการณ์รอบด้านอย่างเข้มงวด ท่านอย่าได้รับปากผู้ใดส่งเดชเชียว”
กู้ฮูหยินถอนหายใจ “แม่รู้ๆ ท่านพ่อก็กำชับแม่เอาไว้แล้ว เรื่องนี้ต้องผ่านการตัดสินใจของท่านพ่อ แม่ไม่กล้าทำสุ่มสี่สุ่มห้าหรอกน่า”
อนุภรรยาสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังและกู้เจียลี่บุตรสาวคนที่สามได้แต่ถอนหายใจ ในเมื่อใต้เท้ากู้ให้ความสำคัญกับบุตรสาวคนโตมาก ทุกคนจึงไม่อาจจะมีปากมีเสียง ไม่เว้นแม้แต่กู้ฮูหยิน
ไม่นานนักใต้เท้ากู้ก็ให้คนมาตามกู้เยว่ฉี
“ท่านแม่เจ้าคะ ข้าต้องออกไปธุระสำคัญกับท่านพ่อ คืนนี้ฝากท่านกำชับทุกคนในจวนอย่าออกไปข้างนอกโดยเด็ดขาด”
กู้เจียลี่หน้าเสีย นางหันไปมองมารดา “ท่านแม่ เทศกาลชีซีแท้ๆ แต่คุณหนูใหญ่กลับไม่ยอมให้พวกเราออกจากบ้าน เช่นนี้ไม่ใจร้ายกับพวกเราหน่อยหรือเจ้าคะ ”
อนุเสิ่นกำลังจะอ้าปากพูดจากเข้าข้างบุตรสาว แต่พอหันไปเห็นสีหน้าของกู้ฮูหยิน นางจำต้องสงบปากสงบคำ
“เจียลี่ หากว่าพี่หญิงใหญ่บอกหรือเตือน เจ้าต้องฟังนาง จำไม่ได้หรือ ”
กู้เจียลี่รีบก้มหน้า คำสั่งกู้เยว่ฉีเป็นสิ่งที่ทุกคนในจวนต้องให้ความเคารพไม่ต่างจากคำสั่งของนายท่านกู้ “เจ้าค่ะ”
“พวกเจ้าแยกย้ายกันเข้าเรือนได้แล้ว”
เสียงดนตรีภายนอกฟังแล้วครึกครื้น ยิ่งมีการยิงพลุดังขึ้นเป็นระยะๆ ก็ยิ่งเร้าใจ คนในจวนสกุลกู้นอนฟังเสียงจากภายนอกด้วยความเสียดาย แต่คนส่วนใหญ่ล้วนเชื่อกันว่าคำเตือนของนายท่านย่อมมีเหตุผล
ใต้เท้ากู้บอกแผนของตนให้กับบุตรสาวและบุตรชายรู้ “คืนนี้พ่อเตรียมคนไว้ถึงหกสิบคน ได้ยินว่ามือสังหารมีมาเพียงสามสิบ พวกเขาจะดักลงมือที่แยกด้านหน้า เสี่ยวเฉินเจ้าเตร็ดเตร่อยู่แถวๆ นี้ก็แล้วกัน ถ้าหลิงอ๋องซื่อจื่อมาถึงพ่อจะให้คนส่งสัญญาณให้”
“ขอรับ”
“เยว่เอ๋อร์ เจ้าขึ้นไปดูบนหอคอย เผื่อผิดแผนจะได้ช่วยเหลือเรียกมือปราบได้ทัน ให้เหล่าพานคอยติดตามเจ้าก็แล้วกัน” ใต้เท้ากู้ผายมือไปทางองครักษ์อีกกลุ่ม
“ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ ข้าจะจับตาดูพวกเขาไม่ให้คลาดสายตา” กู้เยว่ฉีเดินนำหน้าองครักษ์กลุ่มหนึ่งไปอีกทาง พอใกล้จะถึงหอคอยสามชั้น นางก็สั่งให้องครักษ์กระจายตัวอยู่รอบๆ “ตกลงกันตามสัญญาณเดิม หากว่าข้าโบกผ้าสีแดงให้รีบเรียกมือปราบ”
“คุณหนู ท่านจะขึ้นไปบนคอหอยคนเดียวหรือขอรับ ”
“ใช่ ไม่ต้องห่วงข้าหรอก ข้าพกอาวุธมาด้วย” หญิงสาวควักเอามีดสั้นที่ซ่อนไว้ข้างในเสื้อออกมา “อ้อ ที่ขาก็มีนะ”
ตั้งแต่กู้เยว่ฉีกลับมาจากการหายตัวไปสองวัน ทุกครั้งที่นางจะออกจากจวนก็จะซ่อนอาวุธไว้ในขากางเกงและเหน็บที่เอว หัวหน้าองครักษ์สงสัยว่าคุณหนูใหญ่คงจะเจอเรื่องน่ากลัวมากจนหวาดระแวง
พอองครักษ์เดินจากไป กู้เยว่ฉีก็เดินไปดูรอบๆ หอคอย พลันสายตานางก็สังเกตเห็นแผ่นหลังคุ้นตาของคนผู้หนึ่ง ลวดลายบนเสื้อผ้าของเขาทำให้ดวงตาของนางเบิกโพลง
‘หลิงจางเหว่ย มาแถวนี้ทำไมกัน ’
นางรีบสาวเท้าตามไป หลิงจากเหว่ยมากับองครักษ์คู่ใจสองคน เขาเดินเข้าไปในตรอกเล็กๆ กู้เยว่ฉีใจเต้นตึกตักจนต้องยกมือขึ้นลูบหน้าอกตนเอง ความโกรธแค้นชิงชังปะทุขึ้นมาอย่างยากจะห้ามใจ
‘อย่าตื่นเต้น เยว่ฉี ตอนนี้เจ้ากับเขายังเป็นแค่คนแปลกหน้าต่อกัน’
เสียงสนทนาของบุรุษทั้งสามแม้จะไม่ดังมากแต่นางก็พอจะได้ยิน
“แผนของพวกเจ้าพร้อมหรือยัง ” เสียงสามีในฝันที่แสนคุ้นเคยดังขึ้น
“ขอรับ มือสังหารพวกนั้นซุ่มรออยู่ รอให้รถม้าของสกุลกู้เข้ามาใกล้ พวกเขาก็จะลงมือตามที่ท่านสั่ง”
“ดี เราต้องสร้างโอกาสให้นางเสียหน่อย”
****************
“อย่าเพิ่งไปสิ แม่นางเหยา” กู้เยว่ฉีดึงแขนจากการเกาะกุมของหวงฟู่ ยื่นออกไปจับแขนเหยาอันเอาไว้ สีหน้าของเหยาอันไม่สู้ดี นางกังวลว่าจะถูกกู้เยว่ฉีเล่นเล่ห์จึงรีบคว้าแขนของอีกฝ่ายเพื่อหวังจะให้นางปล่อยแขนต้น “ข้าต้องรีบไปดูแลหวางเฟยกับซื่อจื่อ” มือของเหยาอันคว้าข้อมือของกู้เยว่ฉี ทับบนแขนเสื้อที่ด้านล่างมีสร้อยประคำ ความร้อนแทบลวกไหลเวียนไปทั่วสร้อยข้อมือแผ่ไปทั่วร่าง กู้เยว่ฉีแทบจะสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมของเหยาอัน “เช่นนั้นก็เชิญเจ้าเถิด ข้าไม่รั้งเอาไว้แล้ว” เหยาอันรีบร้อนเดินจากไป กู้เยว่ฉีหันกลับไปมองหาคนที่ช่วยตนจาก มหันตภัยครั้งนี้ หากไม่ได้มู่โจว นางก็คงต้องกล้ำกลืนบุญคุณของหลิงจางเหว่ยลงท้องและยอมรับการหมั้นหมายแต่โดยดี บ่าวรับใช้อัปลักษณ์ของนางกำลังนั่งปาดเหงื่อและเช็ดหน้าที่เปื้อนเขม่าควันไฟเลอะเทอะอยู่ที่ลานใกล้ระเบียงทางเดินที่ไฟไหม้ไปไม่ถึง “พวกเจ้าไม่ต้องประคองข้าแล้ว ข้าไม่ได้บาดเจ็บอันใดก็แค่ร้อนและรู้สึกแสบหน้าเท่านั้น เราไปดูโจวเซียวกันเถอะ ถ้าไม่ได้เขาช่วยเอาไว้ ข้าก็คงลำบาก” นางสืบเท้าเข้าไปใกล้มู่โจว
มู่โจวนิ่วหน้า เขาเองก็รู้สึกเย็นราวกับกำลังกุมน้ำแข็งเอาไว้ แต่แข็งใจดึงให้นางลุกขึ้น ในใจก็คิดว่าเรื่องนี้เอาไว้ถามนางทีหลัง กู้เยว่ฉีถูกมู่โจวดึงมือให้ลุกขึ้น นางหันไปทางหลิงจางเหว่ยแล้วเอ่ยอย่างกังวล“เหล่าโจว เราจะทิ้งซื่อจื่อไว้อย่างนี้ไม่ได้ เกิดเขาตายขึ้นมา ข้าได้กลายเป็นฆาตกรพอดี เจ้าช่วยแบกเขาออกไปที”“ขอรับ” ใจจริงมู่โจวอยากจะทิ้งซื่อจื่อผู้นี้เอาไว้ให้นอนท่ามกลางกองเพลิงที่เขาสั่งให้จุดขึ้น เพียงแต่กลัวว่ากู้เยว่ฉีจะต้องกลายเป็นแพะรับบาป “ถ้าอย่างนั้น ข้าจะแบกเขาเอง คุณหนูรีบวิ่งออกไปก่อนเถิด ควันเยอะเช่นนี้ แค่กๆ ประเดี๋ยวจะหนีไม่ทัน”“ได้ ข้าไปก่อนนะ” กู้เยว่ฉีควักผ้าเช็ดหน้าออกมาปิดปากและจมูก ใช้มือปัดควันไปมา มองหาทิศทางที่จะหนีออกจากกองเพลิงเตียงด้านหลังถูกไฟไหม้ลุกโชนจนลามไปถึงผนัง เสียงปะทุของไม้ในกองเพลิงทำเอาหญิงสาวสะดุ้ง ฉากบังด้านหน้าที่ติดไฟเล็กน้อยล้มลงมาขวางทางออกประตู“ว้าย!” กู้เยว่ฉีร้องเสียงหลง ถอยเท้าได้ทัน เปลวไฟถูกปลายกระโปรงนางเล็กน้อย หญิงสาวรีบสะบัดอย่างแรงจนไฟนั้นดับ“คุณหนูระวังขอรับ วิ่งไปด้านขวา ท่านหลงทิศหรือไร ประตูอยู่ทางนั้น”“ข้าตกใจก็เลย
แบบร่างผ้าปักขนาดใหญ่กางอยู่โต๊ะกลางห้อง กู้เยว่ฉีเดินไปมองแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ งานฝีมืออย่างนี้นางไม่ถนัดเลยสักนิดแต่พลัดเข้ามาในสถานที่แห่งนี้แล้วก็จำต้องทำตามผู้อื่นต้องการไปก่อน “แม่นมเฉียน สองเรือนโน้นเป็นอย่างไรบ้าง” กู้เยว่ฉีมองดูแบบทิวทัศน์ที่มีหงส์เหินงามสง่าหลายตัวด้วยความเหนื่อยหน่าย นางชอบอ่านตำรา คิดบัญชีรายได้ และคำนวณโอกาสจะได้กำไรมากกว่างานเหล่านี้ “พวกนางกลับไปแล้วก็ยังค้นตำราปักเย็บกันอย่างคร่ำเคร่งอยู่เลยเจ้าค่ะ เมื่อตอนบ่ายทั้งจวนสกุลตงและคฤหาสน์สกุลลี้ต่างพากันขนเอาตำรามากันหลายตั้ง” “นั่งหลังคดหลังแข็งมาทั้งวัน พวกนางยังจะไปค้นคว้าตำรากันอยู่อีก ช่างมีมานะกันเสียจริง” กู้เยว่ฉีทำตัวเข้มแข็งอยู่ได้สองวันก็แสร้งเจ็บมือจนได้หลบไปในช่วงบ่ายของวันที่สาม หลังจากแสร้งนวดมือและข้อมือและงีบหลับไปจนถึงเย็น ช่างที่สอนนางปักผ้าทั้งสองคนก็ตรงมาถึงเรือนพักในตอนแสงแดดเกือบลับขอบฟ้า “คุณหนูกู้เจ้าค่ะ หากว่าท่านได้พักเต็มที่แล้วก็โปรดตามข้าน้อยไปฝึกต่อเถิดเจ้าค่ะ ในบรรดาคุณหนูทั้งสาม ท่านฝีมือด้อยสุดและยังไม่ได้ปักลงผ้าผืนให
“ข้าเคยสั่งหัวหน้าค่ายเอาไว้แล้วว่าให้ปล้นเฉพาะพ่อค้าเท่านั้น พวกชาวบ้านต้องละเว้นไปเพราะไม่ได้เงินทองมากพอ ซ้ำยังจะทำให้ผู้คนชิงชัง หลายปีที่ผ่านมา ข้าให้พวกเขาสร้างชื่อเสียงด้วยการปล้นคนรวยไปช่วยคนจน แม้เงินที่แจกจ่ายไปจะน้อยนิดแต่ได้รับความช่วยเหลือและปกปิดจากชาวบ้าน ทั้งยังซ่องสุมกำลังคนได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ “ท่านพ่อปรีชายิ่ง” หลิงคุนรีบสรรเสริญความสามารถของบิดาอันที่จริงหลิงคุนเองก็คาดไม่ถึงว่าบิดาจะวางแผนก่อกบฏเอาไว้หลายปีแล้ว กลุ่มโจรภูเขาที่ซุกซ่อนอยู่นอกเมือง มีข่าวเรื่องปล้นขบวนสินค้าของพ่อค้าอยู่หลายครา แม้จะมุ่งที่การชิงทรัพย์โดยมิได้ฆ่าและฉุดสตรี แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ชวนประหลาดใจยิ่ง ในยามที่เหล่ามือปราบและทหารรักษาเมืองออกไปตามจับกลับไม่เคยพบคนร้ายสักรายเดียวกระทั่งตัวเขาได้เป็นตัวแทนของบิดาออกไปติดต่อกับคนพวกนั้น จึงได้รู้ว่าโจรก็คือชาวบ้านและชาวบ้านก็โจร พวกเขาปล้นเงินมาได้ก็นำเอาส่วนหนึ่งไปแจกจ่ายคนในตำบลทำให้ทุกคนหุบปากสนิท ระหว่างนั้นคนของจวนอ๋องที่มีฝีมือก็จะออกไปฝึกซ้อมอาวุธให้ สักวันหนึ่งเมื่อจวนอ๋องต้องระดมพล บุรุษชาวบ้านที่เป็นโจรพวกนี้ก็จะ
สถานการณ์รอบด้านของกู้เยว่ฉีดูสงบสุขลงไปราวห้าวัน ระหว่างนั้น นางไม่ได้พบหลิงอ๋องกับหลิงจางเหว่ย หวงฟู่ไปสืบข่าวได้ความว่าช่วงนี้มีขุนนางเข้าออกเรือนใหญ่รับแขกทุกวัน ไป๋ชางนำเอาข่าวจากใต้เท้ากู้กลับมาแจ้งให้คุณหนูของตนได้ทราบว่าบัดนี้กองกำลังของขุนพลมู่จ้านกับขุนพลมู่ช่างที่เคยไปประจำการที่เมืองหลวงตามพระราชโองการนั้นได้กลับมาแล้ว “หรงเฉินเต็มไปด้วยข่าวลือขอรับคุณหนูใหญ่ ชื่อเสียงของจวนอ๋องดูตกต่ำลง พวกสกุลใหญ่เหมือนจะกำลังดูทิศทางลม” “พวกเขาเคยอาศัยอำนาจของจวนอ๋องมาตลอด อนุภรรยาหลายคนที่ หลิงอ๋องรับมาก็เป็นคนของสกุลเหล่านั้น คนที่เกี่ยวข้องไปแล้ว อยากสลัดทิ้งตอนนี้ก็คงหมดโอกาส แต่สกุลอื่นอาจจะกำลังชั่งใจ” กู้เยว่ฉียิ้มสลด แม้กู้เยว่ฉีจะไม่เอ่ยออกมาตรงๆ ไป๋ชางก็พอจะดูออกว่าเจ้านายในจวนตนกำลังพยายามหลบหลีกสกุลหลิง “เรื่องที่คุณหนูให้ข้าสืบเรื่องสาวใช้แซ่เหยาผู้นั้นได้ความแล้วขอรับ ที่จริงนางเป็นเพื่อนบ้านกับสกุลจ้ง คนแถวบ้านนางซุบซิบกันว่าก่อนหวางเฟยจะแต่งกับหลิงอ๋องเคยสนิทกับบุรุษที่เป็นญาติของเหยาอัน เมื่อได้เข้าจวนอ๋องจึงนำนางมาเป็นสาวใช
“อันที่จริงพวกเรารู้ตั้งแต่ทีแรกแล้วว่าเจ้าเข้ามาเพื่อการใด” น้ำเสียงของกู้เฉินฟังดูเนิบๆ แต่แฝงไว้ด้วยความเฉียบขาด “จวนอ๋องสืบข่าวได้ดีนัก ทองคำของสกุลกู้ แลกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยและยากลำบาก บัดนี้ถูกเปลี่ยนเป็นเงินทุนเพื่อทำการค้าในเมืองหลวงแล้ว ส่วนอีกสิ่งหนึ่งที่เจ้าอยากได้” ชายหนุ่มหยุดพูดแล้วลุกขึ้นจ้องหน้านาง “พี่หญิงของข้าบอกว่าจะให้เมื่อถึงเวลาอันสมควร” ซุนหลันยกยิ้มมุมปาก “ข้าคิดแล้วเชียว คนอย่างกู้เยว่ฉีมีหรือจะยอมให้ข้าค้นพบห้องลับได้ง่ายๆ ที่แท้นางก็จัดฉากเอาไว้แล้ว” “ห้องลับที่เจ้าเข้าไป อันที่จริงมีไว้สำหรับหลบภัย คนทั่วไปไม่ควรจะได้เห็น นับว่าเป็นวาสนาเจ้าแล้ว เดิมทีข้ายังคิดจะเล่นเป็นสามีภรรยากับเจ้าต่ออีกหน่อย แต่ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะเป็นซุนหลันตัวปลอม” กู้เฉินแสยะยิ้ม ชักมีดสั้นที่เหน็บเอาออกมา ใช้ปลายนิ้วลูบเล่นราวกับจะข่มขวัญ “จะปลอมได้อย่างไร ข้านี่ล่ะบุตรีคนเดียวของใต้เท้าซุน ผู้ที่ถูกใส่ร้ายจนต้องโทษ ซื่อจื่อไปรับข้ามาจากหอสังคีตด้วยตนเอง ทั้งยังตรวจสอบประวัติของข้ามาอย่างชัดแจ้ง” กู้เฉินไม่ตอบ ใช้ปลายมีดสั้นปาดเบาๆ ไ







