LOGINกู้เยว่ฉีตัวแข็งทื่อ ยอบกายลงทำจนศีรษะซ่อนอยู่หลังกองไม้ระเกะระกะ นางมือขึ้นปิดปากตนเองไม่ให้กรีดร้องออกมาด้วยความขัดเคือง ประโยคที่ท่านอ๋องน้อยพูดออกมาเมื่อครู่ ทำให้นางรู้ว่าที่แผนของนางและท่านพ่อสำเร็จง่ายดายไม่ได้เป็นเพราะสกุลกู้ซ้อนแผนได้แนบเนียน หากเป็นเพราะอีกฝ่ายยินดีจะเป็นเหยื่อต่างหาก
‘หลิงจางเหว่ย เจ้ารู้ตัวอยู่แล้ว แต่กลับเล่นตามบทที่ท่านพ่อกับข้าวางไว้ หรอกหรือ ’
หญิงสาวยิ้มเยาะตนเอง จากนั้นก็ค่อยเปลี่ยนสีหน้าเป็นบึ้งตึง รอจนคนทั้งสามเดินจากไปแล้ว กู้เยว่ฉีจึงลุกขึ้นมา นางตรงไปที่หอคอยแล้วขึ้นไปบนชั้นสาม มองตามทิศทางที่หลิงอ๋องซื่อจื่อเดินไป ครู่หนึ่งก็เห็นคนทั้งสาม ท่ามกลางผู้คนมากมาย นางสังเกตเห็นกว้านสีทองของสามีในฝันผู้นั้นทอประกายแวววาว
นางได้ยินเสียงเคาะเกราะบอกเวลาก็ยกมือขึ้นกอดอก หญิงสาวรีบสะกดกลั้นความตื่นเต้นเอาไว้ข้างใน ใกล้จะถึงเวลาแล้ว....
“ท่านพ่อ หลิงอ๋องซื่อจื่อมาโน่นแล้วขอรับ” กู้เฉินที่ยืนอยู่ระเบียงชั้นสองของโรงเตี๊ยมชี้ให้บิดาดูบุรุษในชุดสีขาวปักลวดลายงดงาม ชายหนุ่มมองอีกฝ่ายด้วยความชื่นชม “ซื่อจื่อผู้นี้สง่างามเสียจริง ไม่ว่าจะไปแห่งใดล้วนโดดเด่นท่ามกลางผู้คนนะขอรับ”
“เจ้าชอบว่าที่พี่เขยถึงเพียงนี้เชียว ”
“ขอรับ ข้าดูแล้วซื่อจื่อก็เหมาะกับพี่หญิงของข้ามาก แต่ว่าเราไม่ให้นางเป็นคนมาช่วยอ๋องน้อยเช่นนี้จะดีหรือขอรับ ”
“เอาเถิด พ่อเชื่อว่าพี่สาวเจ้าคงจะมีเหตุผล เอาไว้ให้เจ้ากลายเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเขาเสียก่อน เรื่องอื่นก็คงไม่ยากนักหรอก”
กู้เฉินเชื่อว่าพี่สาวของตนต้องคิดถูกแน่เพราะเบื้องหลังความสำเร็จของท่านพ่อล้วนมีนางอยู่ คนทั่วไปเข้าใจว่าบิดาของเขารักและตามใจกู้เยว่ฉี มีเพียงเขาและมารดาเท่านั้นที่รู้ว่าพี่สาวเป็นผู้ช่วยวางแผนให้บิดาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งขุนนางขั้นสูงของเมืองหรงเฉิน
....สำหรับกู้เยว่ฉี ขอเพียงทำให้ครอบครัวอยู่สูงกว่าผู้อื่น ไม่ว่าเรื่องดีหรือเรื่องร้ายนางก็กล้าทำทั้งนั้น...
เขาเคยถามพี่สาวว่าไม่อยากจะเข้าวังในเป็นพระสนมบ้างหรือแต่คำตอบของกู้เยว่ฉีก็ชวนให้ประหลาดใจ นางบอกว่าการป่ายปีนในวังหลวงนั้นยุ่งยากเกินไป และสกุลกู้ก็ไม่ได้มีคนเป็นขุนนางนำตำแหน่งสูงมากพอจะหนุนนางได้
‘เสี่ยวเฉิน หากว่าเราสองพี่น้องนำพาสกุลกู้ก้าวขึ้นสู่ความเป็นหนึ่งในตระกูลสำคัญของเมืองหรงเฉินได้ ก็นับว่าประสบความสำเร็จไปขั้นหนึ่งแล้ว วันหน้าข้าจะส่งเสริมลูกหลานสกุลกู้ก้าวเข้าสู่วันหลวงในวันหน้า’
นั่นคือเหตุผลที่กู้เยว่ฉีเล็งเป้าไปที่หลิงอ๋องซื่อจื่อ
“เสี่ยวเฉิน พวกเราไปขึ้นรถม้าเถอะ พ่อว่าอีกไม่นานพวกมันต้องลงมือ”
“ขอรับ”
สองพ่อลูกสกุลกู้ขึ้นรถม้าคันใหญ่หน้าโรงเตี๊ยมอ้อมไปอีกทางเพื่อจะได้ผ่านมาทางสี่แยกที่มือสังหารซ่อนตัวอยู่ ละแวกนี้คนค่อนข้างบางตา
กู้เยว่ฉีที่ยืนมองจากมุมสูง เห็นความเคลื่อนไหวของทุกคนข้างล่างอย่างถนัดถนี่ สิ่งที่นางไม่เคยรู้ก็ค่อยๆ เผยออกมา
หลิงจางเหว่ยหันไปกระซิบกับองครักษ์ ยอดฝีมือแซ่ฝานคนพี่จึงส่งสัญญาณบอกคนที่ยืนอยู่บนชั้นสองของตึกตรงข้าม และบุรุษผู้นั้นก็ทำสัญญาณมือบอกกับมือสังหารที่ค่อยๆ โผล่หน้าออกมาทีละคน
‘ซื่อจื่อ ที่แท้เจ้าคือคนบงการมือสังหารคนพวกนี้นี่เอง’
กู้เยว่ฉีเย็นวาบไปทั่วหลัง นางเคยคิดประมาทคนสกุลหลิงว่าช่างหลอกลวงได้ง่ายดาย ที่แท้เป็นสกุลกู้ต่างหากที่ตกลงในไปหลุมพรางนั้น หากนางไม่ได้เห็นเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยตาตนเองก็คงยากจะเชื่อ
บุรุษชุดดำราวสิบคนกระโจนลงจากหลังคาพร้อมอาวุธ บุกเข้าหมายสังหารอ๋องน้อยสกุลหลิง องครักษ์ทั้งสองชักกระบี่เข้าปกป้อง
ในขณะที่หลิงจางเหว่ยเองก็ใช้กระบี่ประจำตัวเข้าต่อสู้ด้วย กู้เยว่ฉีจึงได้เห็นฝีมือของสามีในฝันของนางว่า ร้ายกาจเพียงใด เขาสามารถรับมือยอดฝีมือทั้งสิบได้ด้วยตนเอง แต่กลับสู้ไปถอยไปราวกับออมแรงรอบางอย่าง
ไม่นานนักรถม้าของสกุลกู้ก็โผล่มาถึงสี่แยก
“นายท่าน ข้างหน้ามีเหตุร้ายขอรับ น่าจะเป็นการลอบสังหาร”
ใต้เท้ากู้กับบุตรชายรีบโผล่หน้าออกมาจากรถม้าในทันทีราวกับเตรียมตัวรออยู่แล้ว
“เสี่ยวเฉิน พาคนไปช่วยเร็วเข้า!”
“ขอรับ ท่านพ่อ”
กู้เยว่ฉีแสยะยิ้ม บิดากับน้องชายของนางคงคิดว่าตนเองกำลังจะได้กลายเป็นผู้มีพระคุณของซื่อจื่อแห่งสกุลหลิง ประสาทของนางเริ่มตึงเครียด ตอนนี้นางเริ่มอยากรู้แล้วว่าเหตุใดหลิงจางเหว่ยจึงต้องวางแผนช่วยนางให้กลายเป็นชายาของเขา
กู้เยว่ฉีโบกผ้าเรียกให้หัวหน้าองครักษ์ที่ดูแลความปลอดภัยของนางขึ้นมาบนหอคอย “เหล่าไป๋ เจ้ารอจนพวกเขาสู้กันใกล้จะจบแล้วลอบตามพวกมันไป ข้าอย่างรู้ว่ามือสังหารกลุ่มนี้มาจากที่ใด ”
“ขอรับ คุณหนู”
หญิงสาวจับตามองเหตุการณ์ข้างล่างแทบไม่กระพริบตา ในฝันประหลาดนั่น นางอยู่ในรถม้าและโผล่หน้าออกมาสั่งการให้องครักษ์ที่ติดตามนางทั้งหมดเข้าช่วยเหลือหลิงจางเหว่ย
พอขับไล่มือสังหารไปจนหมด เขาก็เข้ามาขอบคุณนางด้วยท่าทางสง่างาม และทิ้งท้ายด้วยการเชิญนางไปเยือนจวนอ๋องหลิงอย่างเป็นทางการ
ครานั้นนางยิ้มรับพร้อมกับยอบกายอย่างงดงาม ในขณะที่หัวใจลิงโลด ความปรารถนาที่จะเป็นซื่อจื่อเฟยของหลิงอ๋องซื่อจื่อใกล้ความจริงเข้าไปอีกก้าว
‘ข้ามันโง่เอง คิดว่าตนเองอยู่เหนือผู้อื่น แท้จริงกลับเป็นเบี้ยให้เขาจับโยกเพื่อให้สกุลกู้แพ้ยกกระดาน’
การต่อสู้ที่สี่แยกนั่นดำเนินอยู่พักใหญ่ ใต้เท้ากู้เตรียมคนเอาไว้แล้ว เมื่อเห็นว่านักฆ่ามีจำนวนมากกว่าที่คาด กู้เจินก็ให้องครักษ์ตนเรียกคนออกมาเพิ่มขึ้น ฝ่ายคนร้ายเห็นเช่นนั้นก็พากันตะโกนสั่งให้ถอย
กลุ่มองครักษ์สกุลกู้ดาหน้าเข้าตะลุยฆ่าคนร้าย ทว่าด้วยความวุ่นวายของเทศกาลทำให้มือสังหารหนีกระจัดกระจายจนยากจะติดตาม
“พอแล้ว ไปแจ้งมือปราบให้ตามล่าต่อเถอะ” คุณชายสกุลกู้ร้องสั่งองครักษ์ของตน เขารีบวิ่งกลับไปยืนเคียงข้างบิดา
ใต้เท้ากู้เห็นเหตุการณ์สงบดีแล้วก็รีบลงจากรถม้า ถลาเข้าไปประสานมือค้อมศีรษะประจบประแจงหลิงจางเหว่ยทันที “ซื่อจื่อ เป็นอย่างไรบ้างขอรับ ขออภัยที่ข้าน้อยเข้ามาช่วยท่านช้าเกินไป”
หลิงจางเหว่ยปรายตามองศพที่นอนระเกะระกะ แล้วหันไปหาขุนนางวัยกลางคน “เคราะห์ดีที่ยังมีใต้เท้ากู้ ไม่เช่นนั้นข้าก็คงต้องพลาดท่าเสียทีพวกมันเป็นแน่”
มือปราบกลุ่มหนึ่งวิ่งเข้ามาด้วยสายตาตื่นตระหนก บุรุษที่สวมชุดมีเหลือบต่างจากผู้อื่นมองเห็นหลิงอ๋องซื่อจื่อก็รีบเข้าไปหา
“ข้าน้อยมาช้า ไม่ทันป้องกันภัยให้ท่านอ๋องน้อย ความผิดครั้งนี้ใหญ่หลวงนักขอรับ”
หลิงจางเหว่ยโบกมือสองสามที “มิเป็นไร ครั้งนี้ข้าได้ใต้เท้ากู้กับบุตรชายเข้ามาช่วยเหลือได้ทัน ข้าไม่บาดเจ็บเลยสักนิด”
สายตาของหลิงอ๋องซื่อจื่อเจือความผิดหวัง เขาพยายามมองหาคนที่คิดว่าจะนั่งมาในรถแต่กลับไม่ปรากฎแม้เงา กู้เฉินที่ยืนข้างกับบิดารู้สึกประหลาดใจกับท่าทีของหลิงจางเหว่ยแต่ไม่ได้เอ่ยถาม
“เมื่อครู่ ข้าเห็นมือสังหารรุมล้อมซื่อจื่อเอาไว้ นึกว่าจะเข้าไปช่วยท่านไม่ทันเสียแล้วขอรับ”
“คุณชายกู้ ข้าขอบใจเจ้ามาก หากเจ้ามาช้ากว่านี้อีกครึ่งเค่อ[1]ข้าก็คงต้านทานพวกเขาไม่ไหวแล้ว” หลิงจางเหว่ยยิ้มกว้างยกมือขึ้นตบบ่ากู้เฉินอย่างสนิทสนม “พรุ่งนี้คงต้องเชิญเจ้าเข้าจวนอ๋องไปดื่มสุรากับข้าเสียหน่อย”
“ซื่อจื่อ เกรงใจเกินไปแล้วขอรับ”
[1] หนึ่งเค่อ เป็นเวลาสิบห้านาที
หลังรับประทานอาหารเสร็จกู้เยว่ฉีก็ชวนสามีไปยังวัดแดนธรรมซึ่งเป็นวัดที่สร้างบนจวนหลิงอ๋อง เดิมทีจวนแห่งนี้ฮ่องเต้ทรงพระราชทานให้กับผิงเหออ๋อง ทว่าอ๋องบรรดาศักดิ์คนใหม่แห่งเมืองหรงเฉินกราบทูลว่าต้องการสร้างเป็นวัดแห่งใหม่ถวายเป็นพระราชกุศล ฮ่องเต้ที่ทรงทราบว่าในจวนนั้นมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากจึงทรงเห็นชอบ “คนมาวัดเยอะเหมือนกันนะขอรับ” เผยซานขอติดตามมาด้วย เขาอยากเห็นอดีตจวนอ๋องอันรุ่งเรืองกู้เยว่ฉีก้าวเท้าเข้าสู่เขตวัดก็รู้สึกได้ว่าสถานที่แห่งนี้มีกลิ่นอายของความสงบแผ่ออกมา นางหวังว่าเสียงสวดมนต์ทุกค่ำเช้าคงจะกล่อมเกลาให้ดวงวิญญาณที่วนเวียนอยู่ในที่แห่งนี้บรรเทาความแค้นเคืองลงไปได้ “ที่นี่มีการสวดมนต์ทั้งเช้าและเย็น ด้านโน้นมีรูปปั้นพระโพธิสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหรงเฉินถูกสร้างบนเนินดินสูง มีผู้เดินทางจากทั่วทุกสารทิศมากราบไหว้ ทุกต้นเดือนจะมีโรงทานแจกอาหารเจสามวัน” มู่โจวเป็นผู้ตอบ “ได้ยินว่าการสร้างรูปปั้นพระโพธิสัตว์เป็นดำริของท่านอ๋องหรือขอรับ” เผยซานเคยได้ยินผู้คนพูดถึงวัดแห่งนี้ให้เขาฟังอยู่หลายครั้ง “ถูกต้อง ท่านพ่อของข้าเห็นชาวบ้านชา
หลังงานแต่งงานของกู้เย่วฉีผ่านไปได้สองเดือน เผยซานขุนนางขั้นหกแห่งสำนักรับฏีกาก็ไปคุกเข่าของให้ผู้ตรวจการหงช่วยเป็นเถ้าแก่สู่ขอคุณหนูกู้เจียลี่บุตรีของใต้เท้ากู้แห่งเมืองหรงเฉินหงจื่ออวี้กำลังยุ่งกับภารกิจไม่อาจเดินทางไกลได้ จึงมอบจดหมายรับรองความประพฤติให้กับเผยซาน ชายหนุ่มจึงไปหรงเฉินพร้อมด้วยสหายขุนนางผู้หนึ่ง เขาขอเข้าพบใต้เท้ากู้พร้อมกับแสดงความประสงค์สู่ขอกู้เจียลี่บุตรีอนุเสิ่นที่ดูแลร้านค้าสกุลกู้ในเมืองหลวงเป็นภรรยา“ข้าน้อยเป็นบุตรของพ่อค้า ครอบครัวมิได้ร่ำรวยนัก ทว่าก็มิได้ลำบาก หากว่าคุณหนูสามยินดีเป็นภรรยา ข้าจะดูแลนางมิให้ขาดตกบกพร่องขอรับ”“ใต้เท้าเผย สกุลกู้เองก็มิได้ขาดแคลนทั้งเกียรติยศและเงินทอง หากว่าเจ้าชอบเจียลี่จริง ต้องแสดงความจริงใจมากกว่านี้”“ข้าน้อยสาบานว่าจะซื่อสัตย์ต่อนาง ไม่รับอนุภรรยา และไม่ทำให้นางต้องลำบากใจขอรับ” เผยซานน้ำเสียงจริงจังพร้อมกับยื่นซองจดหมายในมือให้กับใต้เท้ากู้ “นี่คือจดหมายรับรองความประพฤติที่ผู้ตรวจการหงจื่ออวี้เขียนขึ้น เชิญใต้เท้ากู้อ่านเถิดขอรับ”ท่าทางไม่ถึงกับหวาดเกรงและไม่แข็งกร้าวของเผยซานทำให้ใต้เท้ากู้รู้สึกพอใจ เขา
มู่ช่างเหมือนจะรู้ตัว เขาบอกให้กู้เฉินอย่ากินดื่มสิ่งที่คนของมู่จ้านและมู่โจวนำมาส่งให้ ดังนั้นสุราผสมผงนิทราที่เซียวเกิงนำมาจึงไม่ได้รับการตอบสนองหวงฟู่ที่แอบอยู่ไม่ไกลเห็นคนรักทำเรื่องง่ายๆ ก็ไม่สำเร็จจึงเอ่ยปากแดกดัน เซียวเกิงนำขวดสุรามาหานาง ““ไม่เป็นไร เรื่องเช่นนี้ ท่านทำไม่สำเร็จ คงเป็นข้า”หวงฟู่ฉวยเอาขวดสุรานั้นไปแล้วโบกมือเรียกบ่าวรับใช้ผู้หนึ่งเอาไว้ จากนั้นก็รินสุราในกานั้นทิ้งแล้วเทสุราในขวดลงไปแทน บ่าวรับใช้ผู้นั้นทำตาเหลือก“ไม่ต้องห่วง นี่มิใช่ยาพิษ แค่ต้องการให้คุณชายรองมู่กับคุณชายรองกู้หลับเท่านั้น พวกเขาจะได้ไม่ไปป่วนห้องหอ”บ่าวรับใช้ในจวนอ๋องจำได้ว่าหวงฟู่คือสาวใช้คนสนิทของกู้เยว่ฉี และเซียวเกิงคือรองหัวหน้าหน่วยสายฟ้าจึงวางใจ เขายิ้มน้อยๆ ก่อนรับเอาเงินก้อนที่หวงฟู่ยื่นมาให้“เจ้าทำสำเร็จแล้ว ข้าจะให้เจ้าเพิ่ม” นางเอ่ยสำทับบ่าวรับใช้ยิ้มกว้าง “ขอรับ”พอดื่มเข้าไปมากๆ สองพี่น้องต่างสกุลที่เพิ่งผูกสัมพันธ์กันใหม่ก็มิได้ระวังตัวมากอย่างที่ตั้งใจไว้ สุดท้ายเผลอดื่มสุราที่บ่าวรับใช้ผู้นั้นรินให้ไปคนละจอก ครู่หนึ่งก็เกิดอาการง่วงงุนจนทนไม่ไหว“ข้าว่า...พวกเรา
“ซื่อจื่อ ข้าสงสัยจริง ซื่อจื่อเฟยท้องได้สองเดือนกว่า ช่วงนั้นการศึกพัวพันวุ่นวายยิ่งนัก ท่านเองก็กินนอนอยู่ในค่ายทหาร ท่านใช้เวลาไหนไปปั้นทายาทกับนางหรือ” สหายขุนพลผู้ร่วมเป็นร่วมตายแอบมาสอบถาม มู่จ้านถลึงตาใส่ไปทีหนึ่ง พร้อมกับทำปากขมุบขมิบ คนผู้นั้นจึงหัวเราะเสียงดังลั่นแล้วเดินหนีไป มู่จ้านไม่ยอมเปิดเผยความลับเด็ดขาดว่าภรรยาของเขาปลอมเป็นทหารยามไปเฝ้าอยู่ในค่ายหลายครั้ง หากพูดไปแล้วเกรงว่าคราวหน้าเกิดเรื่องสงครามขึ้น เขาจะหมดโอกาสแอบนำนางเข้าไปหลับนอนในค่ายทหารด้วยทว่าเรื่องนี้กลับมีผู้รู้ดี คือ น้องชายสองคนของเขา มู่ช่างกับมู่โจว “เสี่ยวโจว เจ้าแอบทำเรื่องพวกนั้นเหมือนพี่จ้านในช่วงสู้รบหรือไม่” มู่โจวยิ้มพลางส่ายหน้า ในช่วงศึกสงครามที่เข้มข้นอย่างนั้น หากนายทหารมัวแต่ลิ้มรสโลกีย์ย่อมทำให้ได้รับคำตำหนิติเตียน “คนอย่างข้ามีหรือจะทำเรื่องผิดธรรมเนียมเช่นนั้น” พี่ชายคนโตหน้าม้าน แย้งด้วยเสียงแข็ง “ข้ามิได้ย่อหย่อนการศึกเสียหน่อย” มู่ช่างหัวเราะอย่างรู้ทัน “เจ้าคิดว่าเรื่องที่หมู่บ้านซือหลายฉ่วยข้าไม่รู้หรือไร ตกดึกเจ้าพยายามปีนหน้า
“เจ้ากล้าทำของสำคัญของข้าตกน้ำงั้นรึ” กู้เยว่ฉีโมโหนางอาศัยจังหวะที่หลิงจางเหว่ยเริ่มอ่อนแรงอีกทั้ง แทงกริชเข้าไปในข้อมือขวาของอีกฝ่าย“อ๊าก....!” เขาร้องลั่นอีกครั้งพร้อมกับยกมือข้างหนึ่งไปกดข้างที่ถูกแทงตามสัญชาตญาณ “เจ้า เจ้าบังอาจนัก”เมื่อครู่หลิงจางเหว่ยเห็นภาพในอดีตชาติที่ตนยืนมองกู้เยว่ฉีถูกกระชากลากถูขึ้นรถม้า นางดูคล้ายคนป่วยหนัก ผมเผ้ารุงรัง เสื้อผ้าเปรอะเปื้อน ข้างกายของเขามีมารดาอยู่เคียงข้าง พร้อมกับบอกให้เขารีบไปค้นเอาทรัพย์สินของสกุลกู้มาให้หมดบิดาของเขาปั้นคดีกบฏให้กู้เจินบิดาของกู้เยว่ฉีจนถูกตัดสินโทษประหารทั้งครอบครัว...เขาเคยทำให้สกุลกู้จบสิ้น มิน่าเล่า นางถึงได้ชิงชังเขาถึงเพียงนี้“มือขวาของเจ้าใช้ถืออาวุธทำร้ายผู้คนมากมาย จากนี้ไปมันไม่สมควรถูกใช้งานอีก” กล่าวจบกู้เยว่ฉีก็ใช้กริชแทงไปแผ่นหลังของซื่อจื่ออีกครั้งหนึ่ง“อ๊า...! เจ้า เจ้ามันสตรีเลว!” ร่างของซื่อจื่อฟุบลงแทบเท้าของนาง “สกุลหลิงแพ้แล้ว ซื่อจื่อ ไม่ว่าจะชาติก่อนหรือชาตินี้ คนในครอบครัวของเจ้าล้วนก่อกรรมทำเข็ญ ใส่ร้าย ปล้นทรัพย์ ฆ่าผู้บริสุทธิ์ไปมากมาย เจ้าหักหลังผู้คนที่เคยทำงานรับใช้อย่างเลือดเย็น
“นี่น่ะหรือฤทธิ์ของยาทำลายเส้นเลือด ช่างน่ากลัวเสียจริง” กู้เฉินมองดูแต่ละศพแล้วก็เอ่ยกับพี่สาว “นางลงมือฆ่าคนทั้งจวนเลยหรือนี่” กู้เยว่ฉีรำพึง รีบสาวเท้าไปยังเรือนพักของชายารองของหลิงอ๋อง “ตายหมดแล้วขอรับ คุณหนูใหญ่” ไป๋ชางที่นำหน้ามาก่อนสำรวจสตรีสองคนในอาภรณ์หรูหราที่ฟุบอยู่บนโต๊ะน้ำชาแล้วมองพวกนางด้วยความเวทนา ทหารหน่วยสายฟ้าไปดูในเรือนแต่ละหลัง กู้เยว่ฉีเรียกให้กู้เฉินไปดูที่เรือนฟานหรงกับตน นางจำได้ว่าเหยาอันพักอยู่ที่นั่น เสียงฝีเท้าที่ก้าวขึ้นระเบียงเรือน ทำให้บุรุษสองคนที่ซ่อนอยู่ในห้องหันไปสบตากัน“ทหารข้างนอกไม่น่าจะเข้ามาตรวจในจวนเร็วเช่นนี้นะขอรับ” องครักษ์ขมวดคิ้ว ประสาทตึงเครียดไปเสียทุกส่วน“ไม่ใช่ น้ำหนักฝีเท้าเช่นนี้เป็นสตรีหนึ่งคน นางไม่มีวรยุทธ์ ส่วนบุรุษอีกคนน่าจะพอมีฝีมือ” หลิงจางเหว่ยยกมือแตะบาดแผลที่ท้อง เขาเพิ่งใส่ยาและพันด้วยผ้าเอาไว้ ระหว่างที่หนีมาถึงประตูหลังจวน เขารู้สึกว่าร่างกายเริ่มไร้เรี่ยวแรง เลือดลมติดขัดไปทั่วร่าง แต่ก็ยังพอเคลื่อนไหวได้กู้เยว่ฉีมองเห็นเหยาอันที่นั่งคอพับอยู่บนเก้าอี้ นางลืมตาขึ้นเมื่อได
ขบวนคนสกุลกู้เดินทางมาถึงเมืองหลวง กู้เยว่ฉีก็ส่งบิดามารดาไปซ่อนตัวในเรือนลับที่นางแอบซื้อเอาไว้ ส่วนตัวนางก็พากู้เฉินและไป๋ชางแอบออกไปนอกเมืองเพื่อนำจดหมายส่วนตัวจากแม่ทัพใหญ่มู่ไปส่งให้ถึงมือของรองแม่ทัพชุยที่ถูกพระราชโองการสั่งให้แยกทัพจากค่ายแดนเหนือมาปราบโจรป่าที่ออกอาละวาดในแถบภาคกลา
หลิงจางเหว่ยกลับไปจวนในวันนั้นก็เล่าให้บิดามารดาฟังถึงสิ่งที่เขาได้เห็นในขณะที่สัมผัสกับข้อมือของกู้เยว่ฉี “ท่านพ่อ สิ่งที่ข้าคิดน่าจะผิดแล้ว” “อย่างไรหรือ” “วันนี้ตอนที่ข้าจับข้อมือนาง ข้าเห็นเสี่ยวคุนกับข้ายกทัพเรือที่มีเรือรบปรมาจารย์กู้หวังเข้าล้อมฆ่าทัพเรือฉลาม แต่บั
หลังการหายสาบสูญไปของหลิงคุนและองครักษ์กลุ่มใหญ่ ชายาม่านเหมยมารดาของหลิงคุนก็มักจะออกจากจวนไปยังวัดผิงจิ้งที่อยู่บนเนินเขาสูงนอกเมือง ร่ำลือกันว่าหากไปขอพรให้พบเจอญาติที่น้องที่หายไปจากรูปปั้นพระโพธิสัตว์ที่วิหารใหญ่วัดนี้มักจะสมหวัง สตรีวัยกลางคนที่แต่งกายงดงามด้วยชุดไหมปักลวดลา
มู่โจวนั่งนิ่ง สองตาจ้องมองนักบวชหญิงตรงหน้า คิ้ว ดวงตา และจมูกของนางดูคุ้นตานัก เขารู้สึกสะดุดใจตั้งแต่แรกเห็น อันที่จริงเครื่องหน้าของนางก็คล้ายกับเครื่องหน้าของเขา “ท่านแม่....” ชายหนุ่มครางออกมา ท่ามกลางความตื่นตะลึงของกู้เยว่ฉี หญิงวัยกลางคนในชุดนักพรตก็ยิ้มน้อยๆ สาย







