LOGINกู้เยว่ฉีตัวแข็งทื่อ ยอบกายลงทำจนศีรษะซ่อนอยู่หลังกองไม้ระเกะระกะ นางมือขึ้นปิดปากตนเองไม่ให้กรีดร้องออกมาด้วยความขัดเคือง ประโยคที่ท่านอ๋องน้อยพูดออกมาเมื่อครู่ ทำให้นางรู้ว่าที่แผนของนางและท่านพ่อสำเร็จง่ายดายไม่ได้เป็นเพราะสกุลกู้ซ้อนแผนได้แนบเนียน หากเป็นเพราะอีกฝ่ายยินดีจะเป็นเหยื่อต่างหาก
‘หลิงจางเหว่ย เจ้ารู้ตัวอยู่แล้ว แต่กลับเล่นตามบทที่ท่านพ่อกับข้าวางไว้ หรอกหรือ ’
หญิงสาวยิ้มเยาะตนเอง จากนั้นก็ค่อยเปลี่ยนสีหน้าเป็นบึ้งตึง รอจนคนทั้งสามเดินจากไปแล้ว กู้เยว่ฉีจึงลุกขึ้นมา นางตรงไปที่หอคอยแล้วขึ้นไปบนชั้นสาม มองตามทิศทางที่หลิงอ๋องซื่อจื่อเดินไป ครู่หนึ่งก็เห็นคนทั้งสาม ท่ามกลางผู้คนมากมาย นางสังเกตเห็นกว้านสีทองของสามีในฝันผู้นั้นทอประกายแวววาว
นางได้ยินเสียงเคาะเกราะบอกเวลาก็ยกมือขึ้นกอดอก หญิงสาวรีบสะกดกลั้นความตื่นเต้นเอาไว้ข้างใน ใกล้จะถึงเวลาแล้ว....
“ท่านพ่อ หลิงอ๋องซื่อจื่อมาโน่นแล้วขอรับ” กู้เฉินที่ยืนอยู่ระเบียงชั้นสองของโรงเตี๊ยมชี้ให้บิดาดูบุรุษในชุดสีขาวปักลวดลายงดงาม ชายหนุ่มมองอีกฝ่ายด้วยความชื่นชม “ซื่อจื่อผู้นี้สง่างามเสียจริง ไม่ว่าจะไปแห่งใดล้วนโดดเด่นท่ามกลางผู้คนนะขอรับ”
“เจ้าชอบว่าที่พี่เขยถึงเพียงนี้เชียว ”
“ขอรับ ข้าดูแล้วซื่อจื่อก็เหมาะกับพี่หญิงของข้ามาก แต่ว่าเราไม่ให้นางเป็นคนมาช่วยอ๋องน้อยเช่นนี้จะดีหรือขอรับ ”
“เอาเถิด พ่อเชื่อว่าพี่สาวเจ้าคงจะมีเหตุผล เอาไว้ให้เจ้ากลายเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเขาเสียก่อน เรื่องอื่นก็คงไม่ยากนักหรอก”
กู้เฉินเชื่อว่าพี่สาวของตนต้องคิดถูกแน่เพราะเบื้องหลังความสำเร็จของท่านพ่อล้วนมีนางอยู่ คนทั่วไปเข้าใจว่าบิดาของเขารักและตามใจกู้เยว่ฉี มีเพียงเขาและมารดาเท่านั้นที่รู้ว่าพี่สาวเป็นผู้ช่วยวางแผนให้บิดาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งขุนนางขั้นสูงของเมืองหรงเฉิน
....สำหรับกู้เยว่ฉี ขอเพียงทำให้ครอบครัวอยู่สูงกว่าผู้อื่น ไม่ว่าเรื่องดีหรือเรื่องร้ายนางก็กล้าทำทั้งนั้น...
เขาเคยถามพี่สาวว่าไม่อยากจะเข้าวังในเป็นพระสนมบ้างหรือแต่คำตอบของกู้เยว่ฉีก็ชวนให้ประหลาดใจ นางบอกว่าการป่ายปีนในวังหลวงนั้นยุ่งยากเกินไป และสกุลกู้ก็ไม่ได้มีคนเป็นขุนนางนำตำแหน่งสูงมากพอจะหนุนนางได้
‘เสี่ยวเฉิน หากว่าเราสองพี่น้องนำพาสกุลกู้ก้าวขึ้นสู่ความเป็นหนึ่งในตระกูลสำคัญของเมืองหรงเฉินได้ ก็นับว่าประสบความสำเร็จไปขั้นหนึ่งแล้ว วันหน้าข้าจะส่งเสริมลูกหลานสกุลกู้ก้าวเข้าสู่วันหลวงในวันหน้า’
นั่นคือเหตุผลที่กู้เยว่ฉีเล็งเป้าไปที่หลิงอ๋องซื่อจื่อ
“เสี่ยวเฉิน พวกเราไปขึ้นรถม้าเถอะ พ่อว่าอีกไม่นานพวกมันต้องลงมือ”
“ขอรับ”
สองพ่อลูกสกุลกู้ขึ้นรถม้าคันใหญ่หน้าโรงเตี๊ยมอ้อมไปอีกทางเพื่อจะได้ผ่านมาทางสี่แยกที่มือสังหารซ่อนตัวอยู่ ละแวกนี้คนค่อนข้างบางตา
กู้เยว่ฉีที่ยืนมองจากมุมสูง เห็นความเคลื่อนไหวของทุกคนข้างล่างอย่างถนัดถนี่ สิ่งที่นางไม่เคยรู้ก็ค่อยๆ เผยออกมา
หลิงจางเหว่ยหันไปกระซิบกับองครักษ์ ยอดฝีมือแซ่ฝานคนพี่จึงส่งสัญญาณบอกคนที่ยืนอยู่บนชั้นสองของตึกตรงข้าม และบุรุษผู้นั้นก็ทำสัญญาณมือบอกกับมือสังหารที่ค่อยๆ โผล่หน้าออกมาทีละคน
‘ซื่อจื่อ ที่แท้เจ้าคือคนบงการมือสังหารคนพวกนี้นี่เอง’
กู้เยว่ฉีเย็นวาบไปทั่วหลัง นางเคยคิดประมาทคนสกุลหลิงว่าช่างหลอกลวงได้ง่ายดาย ที่แท้เป็นสกุลกู้ต่างหากที่ตกลงในไปหลุมพรางนั้น หากนางไม่ได้เห็นเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยตาตนเองก็คงยากจะเชื่อ
บุรุษชุดดำราวสิบคนกระโจนลงจากหลังคาพร้อมอาวุธ บุกเข้าหมายสังหารอ๋องน้อยสกุลหลิง องครักษ์ทั้งสองชักกระบี่เข้าปกป้อง
ในขณะที่หลิงจางเหว่ยเองก็ใช้กระบี่ประจำตัวเข้าต่อสู้ด้วย กู้เยว่ฉีจึงได้เห็นฝีมือของสามีในฝันของนางว่า ร้ายกาจเพียงใด เขาสามารถรับมือยอดฝีมือทั้งสิบได้ด้วยตนเอง แต่กลับสู้ไปถอยไปราวกับออมแรงรอบางอย่าง
ไม่นานนักรถม้าของสกุลกู้ก็โผล่มาถึงสี่แยก
“นายท่าน ข้างหน้ามีเหตุร้ายขอรับ น่าจะเป็นการลอบสังหาร”
ใต้เท้ากู้กับบุตรชายรีบโผล่หน้าออกมาจากรถม้าในทันทีราวกับเตรียมตัวรออยู่แล้ว
“เสี่ยวเฉิน พาคนไปช่วยเร็วเข้า!”
“ขอรับ ท่านพ่อ”
กู้เยว่ฉีแสยะยิ้ม บิดากับน้องชายของนางคงคิดว่าตนเองกำลังจะได้กลายเป็นผู้มีพระคุณของซื่อจื่อแห่งสกุลหลิง ประสาทของนางเริ่มตึงเครียด ตอนนี้นางเริ่มอยากรู้แล้วว่าเหตุใดหลิงจางเหว่ยจึงต้องวางแผนช่วยนางให้กลายเป็นชายาของเขา
กู้เยว่ฉีโบกผ้าเรียกให้หัวหน้าองครักษ์ที่ดูแลความปลอดภัยของนางขึ้นมาบนหอคอย “เหล่าไป๋ เจ้ารอจนพวกเขาสู้กันใกล้จะจบแล้วลอบตามพวกมันไป ข้าอย่างรู้ว่ามือสังหารกลุ่มนี้มาจากที่ใด ”
“ขอรับ คุณหนู”
หญิงสาวจับตามองเหตุการณ์ข้างล่างแทบไม่กระพริบตา ในฝันประหลาดนั่น นางอยู่ในรถม้าและโผล่หน้าออกมาสั่งการให้องครักษ์ที่ติดตามนางทั้งหมดเข้าช่วยเหลือหลิงจางเหว่ย
พอขับไล่มือสังหารไปจนหมด เขาก็เข้ามาขอบคุณนางด้วยท่าทางสง่างาม และทิ้งท้ายด้วยการเชิญนางไปเยือนจวนอ๋องหลิงอย่างเป็นทางการ
ครานั้นนางยิ้มรับพร้อมกับยอบกายอย่างงดงาม ในขณะที่หัวใจลิงโลด ความปรารถนาที่จะเป็นซื่อจื่อเฟยของหลิงอ๋องซื่อจื่อใกล้ความจริงเข้าไปอีกก้าว
‘ข้ามันโง่เอง คิดว่าตนเองอยู่เหนือผู้อื่น แท้จริงกลับเป็นเบี้ยให้เขาจับโยกเพื่อให้สกุลกู้แพ้ยกกระดาน’
การต่อสู้ที่สี่แยกนั่นดำเนินอยู่พักใหญ่ ใต้เท้ากู้เตรียมคนเอาไว้แล้ว เมื่อเห็นว่านักฆ่ามีจำนวนมากกว่าที่คาด กู้เจินก็ให้องครักษ์ตนเรียกคนออกมาเพิ่มขึ้น ฝ่ายคนร้ายเห็นเช่นนั้นก็พากันตะโกนสั่งให้ถอย
กลุ่มองครักษ์สกุลกู้ดาหน้าเข้าตะลุยฆ่าคนร้าย ทว่าด้วยความวุ่นวายของเทศกาลทำให้มือสังหารหนีกระจัดกระจายจนยากจะติดตาม
“พอแล้ว ไปแจ้งมือปราบให้ตามล่าต่อเถอะ” คุณชายสกุลกู้ร้องสั่งองครักษ์ของตน เขารีบวิ่งกลับไปยืนเคียงข้างบิดา
ใต้เท้ากู้เห็นเหตุการณ์สงบดีแล้วก็รีบลงจากรถม้า ถลาเข้าไปประสานมือค้อมศีรษะประจบประแจงหลิงจางเหว่ยทันที “ซื่อจื่อ เป็นอย่างไรบ้างขอรับ ขออภัยที่ข้าน้อยเข้ามาช่วยท่านช้าเกินไป”
หลิงจางเหว่ยปรายตามองศพที่นอนระเกะระกะ แล้วหันไปหาขุนนางวัยกลางคน “เคราะห์ดีที่ยังมีใต้เท้ากู้ ไม่เช่นนั้นข้าก็คงต้องพลาดท่าเสียทีพวกมันเป็นแน่”
มือปราบกลุ่มหนึ่งวิ่งเข้ามาด้วยสายตาตื่นตระหนก บุรุษที่สวมชุดมีเหลือบต่างจากผู้อื่นมองเห็นหลิงอ๋องซื่อจื่อก็รีบเข้าไปหา
“ข้าน้อยมาช้า ไม่ทันป้องกันภัยให้ท่านอ๋องน้อย ความผิดครั้งนี้ใหญ่หลวงนักขอรับ”
หลิงจางเหว่ยโบกมือสองสามที “มิเป็นไร ครั้งนี้ข้าได้ใต้เท้ากู้กับบุตรชายเข้ามาช่วยเหลือได้ทัน ข้าไม่บาดเจ็บเลยสักนิด”
สายตาของหลิงอ๋องซื่อจื่อเจือความผิดหวัง เขาพยายามมองหาคนที่คิดว่าจะนั่งมาในรถแต่กลับไม่ปรากฎแม้เงา กู้เฉินที่ยืนข้างกับบิดารู้สึกประหลาดใจกับท่าทีของหลิงจางเหว่ยแต่ไม่ได้เอ่ยถาม
“เมื่อครู่ ข้าเห็นมือสังหารรุมล้อมซื่อจื่อเอาไว้ นึกว่าจะเข้าไปช่วยท่านไม่ทันเสียแล้วขอรับ”
“คุณชายกู้ ข้าขอบใจเจ้ามาก หากเจ้ามาช้ากว่านี้อีกครึ่งเค่อ[1]ข้าก็คงต้านทานพวกเขาไม่ไหวแล้ว” หลิงจางเหว่ยยิ้มกว้างยกมือขึ้นตบบ่ากู้เฉินอย่างสนิทสนม “พรุ่งนี้คงต้องเชิญเจ้าเข้าจวนอ๋องไปดื่มสุรากับข้าเสียหน่อย”
“ซื่อจื่อ เกรงใจเกินไปแล้วขอรับ”
[1] หนึ่งเค่อ เป็นเวลาสิบห้านาที
“อย่าเพิ่งไปสิ แม่นางเหยา” กู้เยว่ฉีดึงแขนจากการเกาะกุมของหวงฟู่ ยื่นออกไปจับแขนเหยาอันเอาไว้ สีหน้าของเหยาอันไม่สู้ดี นางกังวลว่าจะถูกกู้เยว่ฉีเล่นเล่ห์จึงรีบคว้าแขนของอีกฝ่ายเพื่อหวังจะให้นางปล่อยแขนต้น “ข้าต้องรีบไปดูแลหวางเฟยกับซื่อจื่อ” มือของเหยาอันคว้าข้อมือของกู้เยว่ฉี ทับบนแขนเสื้อที่ด้านล่างมีสร้อยประคำ ความร้อนแทบลวกไหลเวียนไปทั่วสร้อยข้อมือแผ่ไปทั่วร่าง กู้เยว่ฉีแทบจะสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมของเหยาอัน “เช่นนั้นก็เชิญเจ้าเถิด ข้าไม่รั้งเอาไว้แล้ว” เหยาอันรีบร้อนเดินจากไป กู้เยว่ฉีหันกลับไปมองหาคนที่ช่วยตนจาก มหันตภัยครั้งนี้ หากไม่ได้มู่โจว นางก็คงต้องกล้ำกลืนบุญคุณของหลิงจางเหว่ยลงท้องและยอมรับการหมั้นหมายแต่โดยดี บ่าวรับใช้อัปลักษณ์ของนางกำลังนั่งปาดเหงื่อและเช็ดหน้าที่เปื้อนเขม่าควันไฟเลอะเทอะอยู่ที่ลานใกล้ระเบียงทางเดินที่ไฟไหม้ไปไม่ถึง “พวกเจ้าไม่ต้องประคองข้าแล้ว ข้าไม่ได้บาดเจ็บอันใดก็แค่ร้อนและรู้สึกแสบหน้าเท่านั้น เราไปดูโจวเซียวกันเถอะ ถ้าไม่ได้เขาช่วยเอาไว้ ข้าก็คงลำบาก” นางสืบเท้าเข้าไปใกล้มู่โจว
มู่โจวนิ่วหน้า เขาเองก็รู้สึกเย็นราวกับกำลังกุมน้ำแข็งเอาไว้ แต่แข็งใจดึงให้นางลุกขึ้น ในใจก็คิดว่าเรื่องนี้เอาไว้ถามนางทีหลัง กู้เยว่ฉีถูกมู่โจวดึงมือให้ลุกขึ้น นางหันไปทางหลิงจางเหว่ยแล้วเอ่ยอย่างกังวล“เหล่าโจว เราจะทิ้งซื่อจื่อไว้อย่างนี้ไม่ได้ เกิดเขาตายขึ้นมา ข้าได้กลายเป็นฆาตกรพอดี เจ้าช่วยแบกเขาออกไปที”“ขอรับ” ใจจริงมู่โจวอยากจะทิ้งซื่อจื่อผู้นี้เอาไว้ให้นอนท่ามกลางกองเพลิงที่เขาสั่งให้จุดขึ้น เพียงแต่กลัวว่ากู้เยว่ฉีจะต้องกลายเป็นแพะรับบาป “ถ้าอย่างนั้น ข้าจะแบกเขาเอง คุณหนูรีบวิ่งออกไปก่อนเถิด ควันเยอะเช่นนี้ แค่กๆ ประเดี๋ยวจะหนีไม่ทัน”“ได้ ข้าไปก่อนนะ” กู้เยว่ฉีควักผ้าเช็ดหน้าออกมาปิดปากและจมูก ใช้มือปัดควันไปมา มองหาทิศทางที่จะหนีออกจากกองเพลิงเตียงด้านหลังถูกไฟไหม้ลุกโชนจนลามไปถึงผนัง เสียงปะทุของไม้ในกองเพลิงทำเอาหญิงสาวสะดุ้ง ฉากบังด้านหน้าที่ติดไฟเล็กน้อยล้มลงมาขวางทางออกประตู“ว้าย!” กู้เยว่ฉีร้องเสียงหลง ถอยเท้าได้ทัน เปลวไฟถูกปลายกระโปรงนางเล็กน้อย หญิงสาวรีบสะบัดอย่างแรงจนไฟนั้นดับ“คุณหนูระวังขอรับ วิ่งไปด้านขวา ท่านหลงทิศหรือไร ประตูอยู่ทางนั้น”“ข้าตกใจก็เลย
แบบร่างผ้าปักขนาดใหญ่กางอยู่โต๊ะกลางห้อง กู้เยว่ฉีเดินไปมองแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ งานฝีมืออย่างนี้นางไม่ถนัดเลยสักนิดแต่พลัดเข้ามาในสถานที่แห่งนี้แล้วก็จำต้องทำตามผู้อื่นต้องการไปก่อน “แม่นมเฉียน สองเรือนโน้นเป็นอย่างไรบ้าง” กู้เยว่ฉีมองดูแบบทิวทัศน์ที่มีหงส์เหินงามสง่าหลายตัวด้วยความเหนื่อยหน่าย นางชอบอ่านตำรา คิดบัญชีรายได้ และคำนวณโอกาสจะได้กำไรมากกว่างานเหล่านี้ “พวกนางกลับไปแล้วก็ยังค้นตำราปักเย็บกันอย่างคร่ำเคร่งอยู่เลยเจ้าค่ะ เมื่อตอนบ่ายทั้งจวนสกุลตงและคฤหาสน์สกุลลี้ต่างพากันขนเอาตำรามากันหลายตั้ง” “นั่งหลังคดหลังแข็งมาทั้งวัน พวกนางยังจะไปค้นคว้าตำรากันอยู่อีก ช่างมีมานะกันเสียจริง” กู้เยว่ฉีทำตัวเข้มแข็งอยู่ได้สองวันก็แสร้งเจ็บมือจนได้หลบไปในช่วงบ่ายของวันที่สาม หลังจากแสร้งนวดมือและข้อมือและงีบหลับไปจนถึงเย็น ช่างที่สอนนางปักผ้าทั้งสองคนก็ตรงมาถึงเรือนพักในตอนแสงแดดเกือบลับขอบฟ้า “คุณหนูกู้เจ้าค่ะ หากว่าท่านได้พักเต็มที่แล้วก็โปรดตามข้าน้อยไปฝึกต่อเถิดเจ้าค่ะ ในบรรดาคุณหนูทั้งสาม ท่านฝีมือด้อยสุดและยังไม่ได้ปักลงผ้าผืนให
“ข้าเคยสั่งหัวหน้าค่ายเอาไว้แล้วว่าให้ปล้นเฉพาะพ่อค้าเท่านั้น พวกชาวบ้านต้องละเว้นไปเพราะไม่ได้เงินทองมากพอ ซ้ำยังจะทำให้ผู้คนชิงชัง หลายปีที่ผ่านมา ข้าให้พวกเขาสร้างชื่อเสียงด้วยการปล้นคนรวยไปช่วยคนจน แม้เงินที่แจกจ่ายไปจะน้อยนิดแต่ได้รับความช่วยเหลือและปกปิดจากชาวบ้าน ทั้งยังซ่องสุมกำลังคนได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ “ท่านพ่อปรีชายิ่ง” หลิงคุนรีบสรรเสริญความสามารถของบิดาอันที่จริงหลิงคุนเองก็คาดไม่ถึงว่าบิดาจะวางแผนก่อกบฏเอาไว้หลายปีแล้ว กลุ่มโจรภูเขาที่ซุกซ่อนอยู่นอกเมือง มีข่าวเรื่องปล้นขบวนสินค้าของพ่อค้าอยู่หลายครา แม้จะมุ่งที่การชิงทรัพย์โดยมิได้ฆ่าและฉุดสตรี แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ชวนประหลาดใจยิ่ง ในยามที่เหล่ามือปราบและทหารรักษาเมืองออกไปตามจับกลับไม่เคยพบคนร้ายสักรายเดียวกระทั่งตัวเขาได้เป็นตัวแทนของบิดาออกไปติดต่อกับคนพวกนั้น จึงได้รู้ว่าโจรก็คือชาวบ้านและชาวบ้านก็โจร พวกเขาปล้นเงินมาได้ก็นำเอาส่วนหนึ่งไปแจกจ่ายคนในตำบลทำให้ทุกคนหุบปากสนิท ระหว่างนั้นคนของจวนอ๋องที่มีฝีมือก็จะออกไปฝึกซ้อมอาวุธให้ สักวันหนึ่งเมื่อจวนอ๋องต้องระดมพล บุรุษชาวบ้านที่เป็นโจรพวกนี้ก็จะ
สถานการณ์รอบด้านของกู้เยว่ฉีดูสงบสุขลงไปราวห้าวัน ระหว่างนั้น นางไม่ได้พบหลิงอ๋องกับหลิงจางเหว่ย หวงฟู่ไปสืบข่าวได้ความว่าช่วงนี้มีขุนนางเข้าออกเรือนใหญ่รับแขกทุกวัน ไป๋ชางนำเอาข่าวจากใต้เท้ากู้กลับมาแจ้งให้คุณหนูของตนได้ทราบว่าบัดนี้กองกำลังของขุนพลมู่จ้านกับขุนพลมู่ช่างที่เคยไปประจำการที่เมืองหลวงตามพระราชโองการนั้นได้กลับมาแล้ว “หรงเฉินเต็มไปด้วยข่าวลือขอรับคุณหนูใหญ่ ชื่อเสียงของจวนอ๋องดูตกต่ำลง พวกสกุลใหญ่เหมือนจะกำลังดูทิศทางลม” “พวกเขาเคยอาศัยอำนาจของจวนอ๋องมาตลอด อนุภรรยาหลายคนที่ หลิงอ๋องรับมาก็เป็นคนของสกุลเหล่านั้น คนที่เกี่ยวข้องไปแล้ว อยากสลัดทิ้งตอนนี้ก็คงหมดโอกาส แต่สกุลอื่นอาจจะกำลังชั่งใจ” กู้เยว่ฉียิ้มสลด แม้กู้เยว่ฉีจะไม่เอ่ยออกมาตรงๆ ไป๋ชางก็พอจะดูออกว่าเจ้านายในจวนตนกำลังพยายามหลบหลีกสกุลหลิง “เรื่องที่คุณหนูให้ข้าสืบเรื่องสาวใช้แซ่เหยาผู้นั้นได้ความแล้วขอรับ ที่จริงนางเป็นเพื่อนบ้านกับสกุลจ้ง คนแถวบ้านนางซุบซิบกันว่าก่อนหวางเฟยจะแต่งกับหลิงอ๋องเคยสนิทกับบุรุษที่เป็นญาติของเหยาอัน เมื่อได้เข้าจวนอ๋องจึงนำนางมาเป็นสาวใช
“อันที่จริงพวกเรารู้ตั้งแต่ทีแรกแล้วว่าเจ้าเข้ามาเพื่อการใด” น้ำเสียงของกู้เฉินฟังดูเนิบๆ แต่แฝงไว้ด้วยความเฉียบขาด “จวนอ๋องสืบข่าวได้ดีนัก ทองคำของสกุลกู้ แลกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยและยากลำบาก บัดนี้ถูกเปลี่ยนเป็นเงินทุนเพื่อทำการค้าในเมืองหลวงแล้ว ส่วนอีกสิ่งหนึ่งที่เจ้าอยากได้” ชายหนุ่มหยุดพูดแล้วลุกขึ้นจ้องหน้านาง “พี่หญิงของข้าบอกว่าจะให้เมื่อถึงเวลาอันสมควร” ซุนหลันยกยิ้มมุมปาก “ข้าคิดแล้วเชียว คนอย่างกู้เยว่ฉีมีหรือจะยอมให้ข้าค้นพบห้องลับได้ง่ายๆ ที่แท้นางก็จัดฉากเอาไว้แล้ว” “ห้องลับที่เจ้าเข้าไป อันที่จริงมีไว้สำหรับหลบภัย คนทั่วไปไม่ควรจะได้เห็น นับว่าเป็นวาสนาเจ้าแล้ว เดิมทีข้ายังคิดจะเล่นเป็นสามีภรรยากับเจ้าต่ออีกหน่อย แต่ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะเป็นซุนหลันตัวปลอม” กู้เฉินแสยะยิ้ม ชักมีดสั้นที่เหน็บเอาออกมา ใช้ปลายนิ้วลูบเล่นราวกับจะข่มขวัญ “จะปลอมได้อย่างไร ข้านี่ล่ะบุตรีคนเดียวของใต้เท้าซุน ผู้ที่ถูกใส่ร้ายจนต้องโทษ ซื่อจื่อไปรับข้ามาจากหอสังคีตด้วยตนเอง ทั้งยังตรวจสอบประวัติของข้ามาอย่างชัดแจ้ง” กู้เฉินไม่ตอบ ใช้ปลายมีดสั้นปาดเบาๆ ไ







