LOGIN
ชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนถือกระบี่อยู่กลางถนนหมุนตัวไปดูรอบๆ ผู้ติดตามของเขาวิ่งตามมาข้างหลังกลุ่มหนึ่ง แต่ละคนก้มลงตรวจสอบร่างที่นอนเกลื่อนพื้น
“หัวหน้า ตายหมดแล้วขอรับ”
“คงจะมีคนคิดฆ่าปิดปาก ไวมากทีเดียว นี่ขนาดเราตามมาติดๆ เผลอหน่อยเดียวก็ไม่ทันแล้ว” ชายหนุ่มถอนหายใจ
เสียงคนของเขาผู้หนึ่งส่งสัญญาณเสียงให้ทุกคนรีบหลบ มู่โจวและคนของเขาเข้าซ่อนที่ข้างทาง ถนนนอกเมืองแห่งนี้ค่อนข้างเปลี่ยว กลุ่มคนที่วิ่งมาด้านหลังถือพู่ไฟอันเล็กติดมือมาด้วยทุกคน
“เหล่าไป๋ โจรพวกนั้นนี่”
คนที่ถูกเรียกก้มลงมองศพที่นอนเกลื่อนพื้น “พวกมันถูกฆ่าทิ้งหมดเลยหรือ ลองนับดูสิว่ามีกี่คน เผื่อจะมีคนรอดชีวิตไปได้”
ดีที่คุณหนูใหญ่รอบคอบนัก นางบอกจำนวนคนร้ายที่นางสังเกตเห็นให้กับหัวหน้าองครักษ์ได้ทราบ พอคนของเขานับจำนวนเสร็จ องครักษ์ร่างใหญ่ก็ผงกศีรษะ
“คุณหนูใหญ่คาดการณ์ไว้ถูกต้อง สิบห้าคนลงไปต่อสู้ในถนน คนกลุ่มนี้รอซุ่มดู ถ้าอย่างนั้นยังขาดไปอีกสองคน ไปตามหาสองคนนั้นเร็วเข้า”
กลุ่มคนที่ซ่อนอยู่ออกมายืนพร้อมหน้ากันอีกครั้ง
“กู้เยว่ฉีอีกแล้ว สตรีผู้นี้เหมือนที่คนของพี่ข้ารายงาน นางเป็นคนฉลาดและชี้นำสกุลกู้ ที่ส่งใต้เท้ากู้กับน้องชายไปช่วยหลิงจางเหว่ยคงจะมีแผน”
“เรารีบตามหาสองคนที่หายไปเถอะขอรับ หากปล่อยให้ผู้อื่นตามพบก่อน จะสอบถามสิ่งใดก็คงทำได้ยากแล้ว”
“แยกย้ายกันออกไป ถ้าสองคนนั้นรอดชีวิตจริงก็คงจะหนีไปไม่ไกล อย่าให้คนของสกุลกู้จับได้ก่อนเราก็พอ”
“ขอรับ หัวหน้า”
มู่โจวย้อนกลับไปทิศเดิมที่เขาเพิ่งวิ่งมา คนสนิทของเขาเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ ชายหนุ่มสาวเท้าเร็ว แสงไฟจากคบเพลิงในมือทหารที่ตามมาข้างหลังสี่คนทำให้เขาเห็นพื้นที่รอบๆ ได้ชัดเจน พลันสายตาเขาก็สังเกตเห็นบางอย่าง
“ค้นตรงนั้นสิ มีกิ่งไม้หักอยู่”
เสียงสวบสาบดังขึ้น ไม่นานนักทหารของมู่โจวก็หิ้วร่างของบุรุษในชุดดำสองคนออกมา “เจอแล้วขอรับ หัวหน้า”
“ลากพวกมันกลับฐาน” มู่โจวร้องสั่ง
ไม่นานนักคนร้ายทั้งสองก็ถูกปิดตามัดมือมัดเท้านำตัวไปยังบ้านที่มีรั้วรอบขอบชิดแห่งหนึ่งละแวกชานเมือง พวกมันไร้เรี่ยวแรงจะขัดขืน แต่พอโยนเข้าไปในห้องขัง หนึ่งในสองก็ร้องด่าออกมา
“เจ้าพวกจวนอ๋องสารเลว คิดจะฆ่าเราปิดปากให้หมดหรือไร ” คนร้ายหนึ่งในสองตะโกนลั่น
มู่โจวขมวดคิ้ว “พวกเจ้าถูกจวนอ๋องจ้างมานี่เอง”
พวกมันสองคนถึงกับผงะ มองดูบุรุษที่ยืนรุมล้อม
“เจ้าเป็นมือปราบใช่หรือไม่ ”
มู่โจวส่ายหน้า “ข้าไม่ใช่คนของจวนอ๋อง และไม่ใช่มือปราบด้วย หากข้าเป็นมือปราบจริงก็คงจะโยนเจ้าเข้าคุกหลวงไปแล้ว ข้าตามมาเพราะอยากจะรู้ว่าพวกเจ้าเป็นคนของผู้ใดกันแน่ ”
“บอกไปเจ้าก็ฆ่าเราสองคนอยู่ดี ถ้าอย่างนั้นข้าไม่พูดเสียดีกว่า”
“เด็ดเดี่ยวดี” มู่โจวพยักหน้า “แต่ข้าว่าพวกเจ้าพูดออกมาจะดีกว่า บาดแผลของพวกเจ้าในยามนี้ หากไม่รีบรักษาอีกไม่นานเลือดก็คงไหลจนหมดตัว สิ้นใจตายไปอย่างช้าๆ แต่หากเจ้ายอมเปิดปาก ข้าจะเรียกหมอมาช่วยชีวิตพวกเจ้า”
“เจ้าพูดจริงหรือ ”
“เจ้าไม่ต้องห่วง หัวหน้าของพวกเราพูดคำไหนคำนั้น” คนที่ยืนอยู่ข้างๆ มู่โจวรีบกล่าวยืนยัน
คนร้ายผู้หนึ่งที่ถูกแทงตรงใต้ราวนมเริ่มหายใจรวยริน “อาเป่า ข้าจะไม่ไหวแล้ว ถ้าพวกเขารับปากจะช่วย เจ้าก็พูดเถอะ อย่างน้อยพวกเราก็ควรรักษาชีวิตกลับไปบอกคนที่รออยู่”
“ได้ ข้าพูดก็ได้” คนที่ถูกเรียกว่าอาเป่าหันไปมองสหายด้วยสายตาหวาดหวั่น “พวกข้าเป็นโจรเกาะยูซาน ถูกหัวหน้าสั่งให้มาทำทีลอบสังหาร หลิงอ๋องซื่อจื่อ พวกเขาต้องการแค่ขู่ให้กลัว พอมีคนเข้ามาช่วยก็ให้พวกข้าหนี แต่ไม่คิดเลยว่าจะมีคนตามมาฆ่าปิดปาก”
มู่โจวฟังแล้วขมวดคิ้ว “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่านั่นคือคนตามมาฆ่าปิดปาก”
“ตอนที่พวกมันไล่ตามมา ข้าได้รับบาดเจ็บจึงหนีไปซ่อนในพุ่มไม้ คบเพลิงสาดส่องไปทางคนผู้นั้นแวบหนึ่ง ข้าจำได้ว่าเป็นมันที่เข้าไปพบหัวหน้าเกาะ มันพูดเองกับปากว่าเป็นคนของจวนหลิงอ๋อง มันสั่งให้ฆ่าพวกข้าทั้งหมด”
“ฝีมือของหลิงอ๋องซื่อจื่ออย่างนั้นหรือ ข้าประเมินเขาต่ำไปสักหน่อย” หัวหน้าหน่วยเคลื่อนที่เร็วผุดลุกขึ้น มองดูบาดแผลของคนทั้งสอง “เรียกหมอมารักษาสองคนนี้ เดี๋ยวข้าจะมาสอบสวนเพิ่ม”
มู่โจวออกจากฐานก็รีบไปยังเหลารสสวรรค์ คนของเขาที่แฝงตัวอยู่ในสถานที่นั้นออกมารายงานว่าอ๋องน้อยหลิงดื่มสุราไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็ออกไปแล้ว
“สั่งคนของเราให้เฝ้าดูหลิงจางเหว่ยอย่าให้คลาดสายตา”
“ขอรับ”
กู้เยว่ฉีเดินวนเวียนไปในมาอยู่ในห้อง นางเฝ้ารอให้หัวหน้าองครักษ์กลับมาโดยไว สาวใช้สองคนคะยั้นคะยอให้นางเข้านอน
“คุณหนูเจ้าคะ ถ้าเหล่าไป๋กลับมาแล้ว ข้าจะปลุกคุณหนูเอง”
“ไม่ได้หรอกหวงฟู่ เรื่องนี้สำคัญมาก ข้าจะต้องอยู่รอฟังด้วยตนเอง”
แม้นางจะยืนยันเช่นนั้น แต่พอเวลาผ่านไปราวสองชั่วยาม ร่างกายของนางก็ทนไม่ไหว หญิงสาวๆ ค่อยๆ ฟุบหลับบนโต๊ะกลมกลางห้อง สาวใช้สองคนถ่างตาคอยกระทั่งองครักษ์ของกู้เยว่ฉีกลับมา
“เหล่าไป๋ ท่านช้าเกินไปแล้ว คุณหนูรอท่านจนหลับอยู่ที่โต๊ะ ข้าสองคนแทบจะไม่กล้ากระดุกกระดิก”
“ข้ารีบที่สุดแล้ว พวกเจ้ารีบไปปลุกคุณหนูเถอะ” สีหน้าขององครักษ์ดู อิดโรย นอกจากเขาจะต้องไล่ล่าคนร้ายพวกนั้นแล้ว ยังต้องไปตามมือปราบมาเก็บศพและควบม้าอย่างเร่งรีบกลับมาที่จวนสกุลกู้เพื่อรายงานผล
คุณหนูใหญ่มีนิสัยคล้ายบุรุษมากกว่าสตรี นางทั้งเจ้าแผนการและเด็ดขาด ไม่ว่านางออกคำสั่งใดก็ต้องทำให้ได้ตามนั้น เวลาตบรางวัลก็มากจนน่าตกใจ และในขณะเดียวกันหากทำผิดก็จะถูกลงโทษจนเกินจะรับไหว คนในจวนสกุลกู้ล้วนรู้นิสัยของนางดี
หวงฟู่ทำหน้าที่ปลุกเจ้านาย กู้เยว่ฉีที่กำลังฝันถึงช่วงเวลาที่นางกำลังขึ้นเกี้ยวแปดคนหามไปยังจวนหลิงอ๋อง เท้าของนางกำลังจะแตะลงพื้นดินหน้าประตูจวนเสียงของสาวใช้หน้าห้องก็ดังขึ้น
“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ เหล่าไป๋กลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
กู้เยว่ฉีที่กำลังก้าวเท้าลงจากรถม้าพลันสะดุ้ง เสียงเรียกนั้นทำให้นางที่อยู่ในชุดเจ้าสาวสวมมงกุฎหงส์อันหนักอึ้งหันขวับกลับไปด้านหลัง ภาพฝันนั้นพลันดับสลาย หญิงสาวค่อยๆ ลืมตาขึ้น พอเห็นสาวใช้กำลังยืนรอด้วยสีหน้าเคร่งเครียดก็รีบนั่งตัวตรง
“เจ้าเรียกข้าหรือ ”
“เจ้าค่ะ เหล่าไป๋กลับมาแล้วคุณหนู”
“ไปเรียกเขาเข้ามา”
พอหัวหน้าองครักษ์รายงานสิ่งที่เกิดขึ้นให้กู้เยว่ฉีฟัง นางก็ยกยิ้มมุมปาก ในใจรู้สึกเจ็บแปลบที่ไหวตัวช้า สามีในฝันที่นางเคยชื่นชมว่าเป็นบุรุษรูปงามองอาจ ชาติตระกูลสูงส่ง เก่งทั้งบุ๋นและบู๊ แท้จริงยังมีความสามารถหนึ่งซ่อนอยู่ นั่นคือการเป็นบุรุษที่วางแผนได้ซับซ้อนเกินกว่าที่นางคาดถึง
“คุณหนูใหญ่ สำนักมือปราบชันสูตรศพพวกเขาแล้ว พบรอยสักที่บั้นเอว คนพวกนี้น่าจะเป็นโจรเกาะยูซานขอรับ”
****************
“อย่าเพิ่งไปสิ แม่นางเหยา” กู้เยว่ฉีดึงแขนจากการเกาะกุมของหวงฟู่ ยื่นออกไปจับแขนเหยาอันเอาไว้ สีหน้าของเหยาอันไม่สู้ดี นางกังวลว่าจะถูกกู้เยว่ฉีเล่นเล่ห์จึงรีบคว้าแขนของอีกฝ่ายเพื่อหวังจะให้นางปล่อยแขนต้น “ข้าต้องรีบไปดูแลหวางเฟยกับซื่อจื่อ” มือของเหยาอันคว้าข้อมือของกู้เยว่ฉี ทับบนแขนเสื้อที่ด้านล่างมีสร้อยประคำ ความร้อนแทบลวกไหลเวียนไปทั่วสร้อยข้อมือแผ่ไปทั่วร่าง กู้เยว่ฉีแทบจะสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมของเหยาอัน “เช่นนั้นก็เชิญเจ้าเถิด ข้าไม่รั้งเอาไว้แล้ว” เหยาอันรีบร้อนเดินจากไป กู้เยว่ฉีหันกลับไปมองหาคนที่ช่วยตนจาก มหันตภัยครั้งนี้ หากไม่ได้มู่โจว นางก็คงต้องกล้ำกลืนบุญคุณของหลิงจางเหว่ยลงท้องและยอมรับการหมั้นหมายแต่โดยดี บ่าวรับใช้อัปลักษณ์ของนางกำลังนั่งปาดเหงื่อและเช็ดหน้าที่เปื้อนเขม่าควันไฟเลอะเทอะอยู่ที่ลานใกล้ระเบียงทางเดินที่ไฟไหม้ไปไม่ถึง “พวกเจ้าไม่ต้องประคองข้าแล้ว ข้าไม่ได้บาดเจ็บอันใดก็แค่ร้อนและรู้สึกแสบหน้าเท่านั้น เราไปดูโจวเซียวกันเถอะ ถ้าไม่ได้เขาช่วยเอาไว้ ข้าก็คงลำบาก” นางสืบเท้าเข้าไปใกล้มู่โจว
มู่โจวนิ่วหน้า เขาเองก็รู้สึกเย็นราวกับกำลังกุมน้ำแข็งเอาไว้ แต่แข็งใจดึงให้นางลุกขึ้น ในใจก็คิดว่าเรื่องนี้เอาไว้ถามนางทีหลัง กู้เยว่ฉีถูกมู่โจวดึงมือให้ลุกขึ้น นางหันไปทางหลิงจางเหว่ยแล้วเอ่ยอย่างกังวล“เหล่าโจว เราจะทิ้งซื่อจื่อไว้อย่างนี้ไม่ได้ เกิดเขาตายขึ้นมา ข้าได้กลายเป็นฆาตกรพอดี เจ้าช่วยแบกเขาออกไปที”“ขอรับ” ใจจริงมู่โจวอยากจะทิ้งซื่อจื่อผู้นี้เอาไว้ให้นอนท่ามกลางกองเพลิงที่เขาสั่งให้จุดขึ้น เพียงแต่กลัวว่ากู้เยว่ฉีจะต้องกลายเป็นแพะรับบาป “ถ้าอย่างนั้น ข้าจะแบกเขาเอง คุณหนูรีบวิ่งออกไปก่อนเถิด ควันเยอะเช่นนี้ แค่กๆ ประเดี๋ยวจะหนีไม่ทัน”“ได้ ข้าไปก่อนนะ” กู้เยว่ฉีควักผ้าเช็ดหน้าออกมาปิดปากและจมูก ใช้มือปัดควันไปมา มองหาทิศทางที่จะหนีออกจากกองเพลิงเตียงด้านหลังถูกไฟไหม้ลุกโชนจนลามไปถึงผนัง เสียงปะทุของไม้ในกองเพลิงทำเอาหญิงสาวสะดุ้ง ฉากบังด้านหน้าที่ติดไฟเล็กน้อยล้มลงมาขวางทางออกประตู“ว้าย!” กู้เยว่ฉีร้องเสียงหลง ถอยเท้าได้ทัน เปลวไฟถูกปลายกระโปรงนางเล็กน้อย หญิงสาวรีบสะบัดอย่างแรงจนไฟนั้นดับ“คุณหนูระวังขอรับ วิ่งไปด้านขวา ท่านหลงทิศหรือไร ประตูอยู่ทางนั้น”“ข้าตกใจก็เลย
แบบร่างผ้าปักขนาดใหญ่กางอยู่โต๊ะกลางห้อง กู้เยว่ฉีเดินไปมองแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ งานฝีมืออย่างนี้นางไม่ถนัดเลยสักนิดแต่พลัดเข้ามาในสถานที่แห่งนี้แล้วก็จำต้องทำตามผู้อื่นต้องการไปก่อน “แม่นมเฉียน สองเรือนโน้นเป็นอย่างไรบ้าง” กู้เยว่ฉีมองดูแบบทิวทัศน์ที่มีหงส์เหินงามสง่าหลายตัวด้วยความเหนื่อยหน่าย นางชอบอ่านตำรา คิดบัญชีรายได้ และคำนวณโอกาสจะได้กำไรมากกว่างานเหล่านี้ “พวกนางกลับไปแล้วก็ยังค้นตำราปักเย็บกันอย่างคร่ำเคร่งอยู่เลยเจ้าค่ะ เมื่อตอนบ่ายทั้งจวนสกุลตงและคฤหาสน์สกุลลี้ต่างพากันขนเอาตำรามากันหลายตั้ง” “นั่งหลังคดหลังแข็งมาทั้งวัน พวกนางยังจะไปค้นคว้าตำรากันอยู่อีก ช่างมีมานะกันเสียจริง” กู้เยว่ฉีทำตัวเข้มแข็งอยู่ได้สองวันก็แสร้งเจ็บมือจนได้หลบไปในช่วงบ่ายของวันที่สาม หลังจากแสร้งนวดมือและข้อมือและงีบหลับไปจนถึงเย็น ช่างที่สอนนางปักผ้าทั้งสองคนก็ตรงมาถึงเรือนพักในตอนแสงแดดเกือบลับขอบฟ้า “คุณหนูกู้เจ้าค่ะ หากว่าท่านได้พักเต็มที่แล้วก็โปรดตามข้าน้อยไปฝึกต่อเถิดเจ้าค่ะ ในบรรดาคุณหนูทั้งสาม ท่านฝีมือด้อยสุดและยังไม่ได้ปักลงผ้าผืนให
“ข้าเคยสั่งหัวหน้าค่ายเอาไว้แล้วว่าให้ปล้นเฉพาะพ่อค้าเท่านั้น พวกชาวบ้านต้องละเว้นไปเพราะไม่ได้เงินทองมากพอ ซ้ำยังจะทำให้ผู้คนชิงชัง หลายปีที่ผ่านมา ข้าให้พวกเขาสร้างชื่อเสียงด้วยการปล้นคนรวยไปช่วยคนจน แม้เงินที่แจกจ่ายไปจะน้อยนิดแต่ได้รับความช่วยเหลือและปกปิดจากชาวบ้าน ทั้งยังซ่องสุมกำลังคนได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ “ท่านพ่อปรีชายิ่ง” หลิงคุนรีบสรรเสริญความสามารถของบิดาอันที่จริงหลิงคุนเองก็คาดไม่ถึงว่าบิดาจะวางแผนก่อกบฏเอาไว้หลายปีแล้ว กลุ่มโจรภูเขาที่ซุกซ่อนอยู่นอกเมือง มีข่าวเรื่องปล้นขบวนสินค้าของพ่อค้าอยู่หลายครา แม้จะมุ่งที่การชิงทรัพย์โดยมิได้ฆ่าและฉุดสตรี แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ชวนประหลาดใจยิ่ง ในยามที่เหล่ามือปราบและทหารรักษาเมืองออกไปตามจับกลับไม่เคยพบคนร้ายสักรายเดียวกระทั่งตัวเขาได้เป็นตัวแทนของบิดาออกไปติดต่อกับคนพวกนั้น จึงได้รู้ว่าโจรก็คือชาวบ้านและชาวบ้านก็โจร พวกเขาปล้นเงินมาได้ก็นำเอาส่วนหนึ่งไปแจกจ่ายคนในตำบลทำให้ทุกคนหุบปากสนิท ระหว่างนั้นคนของจวนอ๋องที่มีฝีมือก็จะออกไปฝึกซ้อมอาวุธให้ สักวันหนึ่งเมื่อจวนอ๋องต้องระดมพล บุรุษชาวบ้านที่เป็นโจรพวกนี้ก็จะ
สถานการณ์รอบด้านของกู้เยว่ฉีดูสงบสุขลงไปราวห้าวัน ระหว่างนั้น นางไม่ได้พบหลิงอ๋องกับหลิงจางเหว่ย หวงฟู่ไปสืบข่าวได้ความว่าช่วงนี้มีขุนนางเข้าออกเรือนใหญ่รับแขกทุกวัน ไป๋ชางนำเอาข่าวจากใต้เท้ากู้กลับมาแจ้งให้คุณหนูของตนได้ทราบว่าบัดนี้กองกำลังของขุนพลมู่จ้านกับขุนพลมู่ช่างที่เคยไปประจำการที่เมืองหลวงตามพระราชโองการนั้นได้กลับมาแล้ว “หรงเฉินเต็มไปด้วยข่าวลือขอรับคุณหนูใหญ่ ชื่อเสียงของจวนอ๋องดูตกต่ำลง พวกสกุลใหญ่เหมือนจะกำลังดูทิศทางลม” “พวกเขาเคยอาศัยอำนาจของจวนอ๋องมาตลอด อนุภรรยาหลายคนที่ หลิงอ๋องรับมาก็เป็นคนของสกุลเหล่านั้น คนที่เกี่ยวข้องไปแล้ว อยากสลัดทิ้งตอนนี้ก็คงหมดโอกาส แต่สกุลอื่นอาจจะกำลังชั่งใจ” กู้เยว่ฉียิ้มสลด แม้กู้เยว่ฉีจะไม่เอ่ยออกมาตรงๆ ไป๋ชางก็พอจะดูออกว่าเจ้านายในจวนตนกำลังพยายามหลบหลีกสกุลหลิง “เรื่องที่คุณหนูให้ข้าสืบเรื่องสาวใช้แซ่เหยาผู้นั้นได้ความแล้วขอรับ ที่จริงนางเป็นเพื่อนบ้านกับสกุลจ้ง คนแถวบ้านนางซุบซิบกันว่าก่อนหวางเฟยจะแต่งกับหลิงอ๋องเคยสนิทกับบุรุษที่เป็นญาติของเหยาอัน เมื่อได้เข้าจวนอ๋องจึงนำนางมาเป็นสาวใช
“อันที่จริงพวกเรารู้ตั้งแต่ทีแรกแล้วว่าเจ้าเข้ามาเพื่อการใด” น้ำเสียงของกู้เฉินฟังดูเนิบๆ แต่แฝงไว้ด้วยความเฉียบขาด “จวนอ๋องสืบข่าวได้ดีนัก ทองคำของสกุลกู้ แลกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยและยากลำบาก บัดนี้ถูกเปลี่ยนเป็นเงินทุนเพื่อทำการค้าในเมืองหลวงแล้ว ส่วนอีกสิ่งหนึ่งที่เจ้าอยากได้” ชายหนุ่มหยุดพูดแล้วลุกขึ้นจ้องหน้านาง “พี่หญิงของข้าบอกว่าจะให้เมื่อถึงเวลาอันสมควร” ซุนหลันยกยิ้มมุมปาก “ข้าคิดแล้วเชียว คนอย่างกู้เยว่ฉีมีหรือจะยอมให้ข้าค้นพบห้องลับได้ง่ายๆ ที่แท้นางก็จัดฉากเอาไว้แล้ว” “ห้องลับที่เจ้าเข้าไป อันที่จริงมีไว้สำหรับหลบภัย คนทั่วไปไม่ควรจะได้เห็น นับว่าเป็นวาสนาเจ้าแล้ว เดิมทีข้ายังคิดจะเล่นเป็นสามีภรรยากับเจ้าต่ออีกหน่อย แต่ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะเป็นซุนหลันตัวปลอม” กู้เฉินแสยะยิ้ม ชักมีดสั้นที่เหน็บเอาออกมา ใช้ปลายนิ้วลูบเล่นราวกับจะข่มขวัญ “จะปลอมได้อย่างไร ข้านี่ล่ะบุตรีคนเดียวของใต้เท้าซุน ผู้ที่ถูกใส่ร้ายจนต้องโทษ ซื่อจื่อไปรับข้ามาจากหอสังคีตด้วยตนเอง ทั้งยังตรวจสอบประวัติของข้ามาอย่างชัดแจ้ง” กู้เฉินไม่ตอบ ใช้ปลายมีดสั้นปาดเบาๆ ไ







